‘ธนิต’ มองเศรษฐกิจ Q3 ฟื้นตัวเปราะบาง หวั่น NPL SME พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

‘ธนิต’-มองเศรษฐกิจ-q3-ฟื้นตัวเปราะบาง-หวั่น-npl-sme-พุ่ง-หนี้ครัวเรือนซ้ำเติม

ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ว่า มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ตั้งอยู่บนสภาวะ “ความเปราะบาง” และมีความไม่แน่นอนสูง

โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากพลวัตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ขยายตัวเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและทรงตัวในระดับสูง โดยน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักอยู่ที่ 85.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

วิกฤตพลังงานพ่นพิษ-กองทุนน้ำมันอ่วม

ดร.ธนิต ระบุว่า สงครามที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ต้องแลกด้วยการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนมหาศาล

โดยล่าสุดสถานะกองทุนน้ำมันติดลบสะสมมากกว่า 72,260 ล้านบาท สภาวะดังกล่าวนำไปสู่การเกิด “บาดแผลเงินเฟ้อ” (Inflation Pain Point) โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.21% ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนที่พบว่าเงินสุทธิในกระเป๋า (Net Income) ลดลงอย่างมาก กระทบต่อกำลังซื้อในประเทศจนเกิดสภาวะร้านค้าและห้างสรรพสินค้าเงียบเหงา

เตือนสภาวะ “Profit Squeeze” ธุรกิจรายย่อยจมกองหนี้

ภาพรวมเศรษฐกิจที่ซึมตัวทำให้เกิดสภาวะ “Profit Squeeze” หรือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายที่ลดลงแต่ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่พบว่ามีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 9.5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 2.95%

นอกจากนี้ ข้อมูลในเดือนพ.ค. 2569 พบตัวเลขหนี้เสียครัวเรือนในกลุ่มมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทที่น่าวิตก โดยกลุ่มที่อยู่ระหว่างบังคับคดีมีจำนวนกว่า 4.12 แสนคน (มูลหนี้ 2.1 หมื่นล้านบาท) และกลุ่มที่เป็น NPL ในกระบวนการกฎหมายสูงถึง 1.132 ล้านคน (มูลหนี้ 5.8 แสนล้านบาท) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นกับดักสำคัญที่ลดทอนการจับจ่ายใช้สอย

เปิดภาพการฟื้นตัวแบบ “K-Shaped” แบ่งชัด 3 กลุ่ม

ดร.ธนิต วิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของภาคธุรกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า “K-Shaped Economic Recovery” โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

กลุ่มธุรกิจขยายตัว (Business Expanded): ได้แก่ อุตสาหกรรมส่งออกและซัพพลายเชนที่ขยายตัวสูงถึง 17.57% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวถึง 21.6%

กลุ่มธุรกิจคงที่ (Consistent Cluster): กลุ่มที่ค้าขายกับราชการ ธุรกิจสุขภาพ การศึกษา หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

กลุ่มธุรกิจดิ้นรน (Struggling Business): กลุ่มที่ผลิตเพื่อขายในประเทศซึ่งไม่สามารถส่งต่อต้นทุนได้ มีสต็อกสินค้าสูง และเป็นกลุ่มธุรกิจที่ตกยุค

ภาคส่งออก-การลงทุน ปูพรม “ภูมิคุ้มกันแรงงาน”

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวเฉลี่ย 17.57% ในช่วงครึ่งปีแรก และการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตต่อ (Re-Export) ที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 38.03% นอกจากนี้ ภาคการลงทุนยังขยายตัวสูงสุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น 33.8%

ปัจจัยบวกเหล่านี้ได้กลายเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญให้กับตลาดแรงงาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกพบว่าผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% นอกจากนี้ จำนวนแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายยังพุ่งสูงถึง 4.374 ล้านคน และผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12.231 ล้านคน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งสองกลุ่ม

ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การเก็บภาษีของรัฐในช่วง 9 เดือนแรกจะสูงกว่าประมาณการ 2.4% แต่ความท้าทายสำคัญคือการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ขาดดุลต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนขอสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก

การที่เศรษฐกิจไทยจะฝ่าฟันวิกฤตโลกไปได้ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการจัดการสภาวะสภาพคล่องและหนี้สินที่พุ่งสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1247938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ktd8NS0EzkQRHtPQRm7E9