ตุรกีซุ่มพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง

ตุรกีซุ่มพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง

ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐตุรกี (TCMB) ระบุว่า ปัจจุบันกำลังดำเนินการในระยะที่ ของ “โครงการวิจัยและพัฒนาลีราตุรกีดิจิทัล” (Digital Turkish Lira R&D Project) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานความคืบหน้าลีราตุรกีดิจิทัล ระยะที่ 2 ที่จัดทำขึ้นนั้น ได้มีการเปิดเผยสถานะปัจจุบันของการดำเนินงาน โดยเน้นไปที่หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การชำระเงินแบบโปรแกรมได้ (Programmable payments), การชำระเงินแบบออฟไลน์ (Offline payments) และความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบ (Interoperability) รายงานดังกล่าวระบุว่า หลังจากที่ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลระยะที่ ไปเมื่อสิ้นปี 2023 ทางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินงานในระยะที่ 2 ต่อทันที โดยการดำเนินงานยังคงยึดถือหลักการที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลเดิม ได้แก่ ความเป็นส่วนตัวความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมความสามารถในการทำงานร่วมกันหลักการไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และการไม่พึ่งพาตัวกลางทางการเงิน รายงานยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกรณีการใช้งานเชิงนวัตกรรมด้วยลีราตุรกีดิจิทัล และการสร้างช่องทางการชำระเงินส่วนเพิ่ม ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความเป็นเอกภาพในการชำระเงินและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ให้มากขึ้น

รายงานระบุว่า เป้าหมายหลักคือการรักษาความน่าเชื่อถือและอธิปไตยของเงินลีราตุรกีควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระเงิน โดยในระยะที่ ของโครงการวิจัยและพัฒนานี้ ยังคงมีการดำเนินกิจกรรมด้านสกุลเงินดิจิทัลร่วมกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รายงานระบุว่ากำลังดำเนินการพัฒนาระบบต้นแบบ (Prototype) ที่สร้างขึ้นในระยะที่ 1 ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนถึงระดับ “ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงขั้นพื้นฐาน” (Minimum Viable Product) รวมถึงการดำเนินงานเพื่อนำสถาบันตัวกลางทางการเงินเข้ามาในระบบ โดยมีรายละเอียด กล่าวคือ การชำระเงินแบบโปรแกรมและการชำระเงินแบบออฟไลน์ เป็นจุดเน้นหลักของการดำเนินงานในระยะที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการเพื่อพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนภายในธนาคารกลางฯ อีกด้วย นอกเหนือจากงานด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการวิเคราะห์และเตรียมความพร้อมในมิติด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ โดยมีการทำแบบจำลองเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของลีราตุรกีดิจิทัลที่มีต่อระบบการเงิน ซึ่งผลลัพธ์ของการศึกษาจะถูกแบ่งปันสู่สาธารณะในลำดับถัดไป และเช่นเดียวกับระยะที่ 1 ในระยะที่ 2 นี้จะมีการทดสอบนำร่อง (Pilot tests) ซึ่งจะครอบคลุมการปรับปรุงระบบ ฟังก์ชันใหม่ และสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย โดยมีแผนจะใช้สถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงแบบทันที เพื่อวัดคุณสมบัติและประสิทธิภาพของระบบได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

การศึกษาในมิติด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ของลีราตุรกีดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป รายงานระบุว่า ในขณะที่ระบบลีราตุรกีดิจิทัลกำลังถูกพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นในระยะที่ 2 นั้น มีความคืบหน้าในด้านการชำระเงินแบบโปรแกรมและแบบออฟไลน์ รวมถึงมีการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของระบบ เช่น การเชื่อมต่อกับสถาบันตัวกลางทางการเงินการประยุกต์ใช้อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) กับสกุลเงินดิจิทัลโดยเฉพาะการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล และการชำระเงินข้ามพรมแดน

รายงานย้ำว่า การศึกษาในมิติด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่ และมีแผนที่จะปิดจบระยะที่ 2 เมื่อผลการศึกษาเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์ ในรายงานความคืบหน้าโครงการฯ ระบุว่า เป้าหมายต่อไปคือการก้าวเข้าสู่ การดำเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งหากมีการตัดสินใจให้นำลีราตุรกีดิจิทัลออกใช้หมุนเวียนจริง กระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกกฎระเบียบทางกฎหมาย จะถูกดำเนินการในระยะที่ นี้

ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

ตามที่เราทราบกันว่า เงินสกุลดิจิทัลคือ รูปแบบของเงินที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัลเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนเป็นเหรียญหรือธนบัตรทางกายภาพเหมือนเงินที่เราใช้กันอยู่ เงินอิเล็กทรอนิกส์ถูกควบคุมและตรวจสอบโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายอำนาจ (บล็อกเชน) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางอย่างธนาคารหรือรัฐบาล ทำให้มันมีความปลอดภัย โปร่งใส และมีอิสระในการทำธุรกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ดี สกุลเงินดิจิทัลของประเทศหรือธนาคารกลางของหลายประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ Central Bank Digital Currency (CBDC) คือ เงินตราประจำชาติที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยมี ธนาคารกลาง ของประเทศนั้น ๆ เป็นผู้รับรองและออกให้ ซึ่งหมายความว่ามันมีความมั่นคงและมีสถานะเป็น เงินที่ถูกกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ โดยประเทศที่มี CBDC อย่างเป็นทางการแล้วในปัจจุบันได้แก่ บาฮามาส จาเมกา และไนจีเรีย ในขณะที่ จีน สวีเดน เกาหลีใต้ และอินเดียเอง ก็อยู่ในการทดลงสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวเช่นกัน 

โดยในทางปฏิบัตินั้น มูลค่าของเงิน CBDC จะมีความคงที่กว่าเหรียญสกุลคริปโตอย่างมาก กล่าวคือ 1 CBDC = 1 บาท และไม่ผันผวนรุ่นแรงเหมือนเหรียญสกุลคริปโตอื่นๆ เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ออกและรับประกันโดยธนาคารกลาง (State-backed) ซึ่งจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องล้มละลายหรือฉ้อโกง โดยจะสามารถใช้เพื่อการซื้อสินค้าและบริการและชำระหนี้ได้อย่างถูกกฎหมายเหมือนเงินสดทุกประการ เพียงแต่เป็นแบบดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งหากต้องเปรียบเทียบความต่างระหว่าง CBDC กับ Cryptocurrency นั้น อาจจะบอกได้ดังนี้ รัฐบาลเป็นผู้ออก CBDC มีความมั่นคง คงที่ของมูลค่าและเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Legal Tender) แต่ Cryptocurrency ไม่มีคนกลาง มีความผันผวนของมูลค่าตลอดเวลา และถือเป็นเพียงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เท่านั้น

หากตุรกีสามารถพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองได้สำเร็จ อาจจะทำให้ตุรกีเข้าสู่สังคม ไร้เงินสด (Cashless) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของตุรกี ในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน

ที่มา: https://www.aa.com.tr/tr/ekonomi/dijital-turk-lirasi-projesinin-ikinci-faz-ilerleme-raporu-yayimlandi/3752123 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uswyjlgo921ezhumm6z04v9j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mRniR6VZXOdNT8pOTC7ID