บล.เอเซีย พลัส ชี้ราคาน้ำมันดิบร่วงแรง 6.9% รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจารอบใหม่ เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัว-FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย ก.ย. ชูกลยุทธ์สู้ความผันผวนด้วยหุ้นปัจจัยบวกเฉพาะตัว
บล.เอเซีย พลัส ชี้ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งแรงรับข่าวบวกทางภูมิรัฐศาสตร์-อุปทาน OPEC+ เพิ่ม ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง โดยน้ำมันดิบ BRENT ปรับลดลงถึง -6.9% ลงมาแตะระดับ 83.9 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความกังวลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีสัญญาณผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ และเตรียมเปิดฉากการเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงบ่ายของวันจันทร์ (3 ส.ค. 2569)
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงกดดันจากฝั่งอุปทาน (Supply) เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ เดินหน้าทยอยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกันยายน 2569 รวมแล้วประมาณ 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดและลดความตึงตัวลง ส่งผลให้แนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสถูกจำกัดอัปไซด์ (Upside) อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องจับตาพัฒนาการของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีการกลับมาตอบโต้รุนแรงอาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานและดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงจากประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน หลังจากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากบริเวณ 164 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 156 เยนต่อดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ภายหลังสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมมือกันเข้าแทรกแซงตลาดเงินเพื่อหยุดยั้งการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งประเด็นนี้อาจส่งผลให้เกิดการปิดสถานะ Carry Trade (Unwind Yen Carry Trade) และสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นโลกได้
เตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวทั่วโลก-กังวลเงินเฟ้อหนุน FED จ่อขึ้นดอกเบี้ย ก.ย. นี้ แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) โลกทั้งในประเทศมหาอำนาจและประเทศไทยในช่วงครึ่งปีหลัง (ไตรมาส 3 และ 4) มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันและต้นทุนต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้
• สหรัฐฯ และจีน: คาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.0% และ 4.6% ตามลำดับ (จากที่เคยทำได้ 2.7% และ 5.0% ในช่วงต้นปี)
• ประเทศไทย: คาดว่า GDP จะชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก เหลือเพียง 0.9% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนสิงหาคมคือ ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของไทย (ประกาศ 6 ส.ค.) ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ +2.6% YoY (สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ +2.4% YoY) รวมถึงตัวเลข GDP ไตรมาส 2 (ประกาศ 17 ส.ค.) และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตามเดิม
ทางด้านนโยบายการเงินต่างประเทศ กรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) หลายท่านเริ่มออกมาประสานเสียงเตือนถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ. ส่งผลให้ปัจจุบันเครื่องมือ FedWatch Tool ชี้ว่า ตลาดการเงินให้น้ำหนักสูงถึง 74% ที่ FED จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. 2569. โดยทิศทางดอกเบี้ยระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP), ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)
อัปเดตตลาดต่างประเทศ: “Spider-Man” ภาคใหม่ทุบสถิติโลก – งบ KIOXIA ต่ำคาดแต่มีแนวกันชน
• อุตสาหกรรมภาพยนตร์: ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง “SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY” (ภาคต่อของ Spider-Man: No Way Home) สร้างปรากฏการณ์ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐฯ ที่ราว 168 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ชนะ Avengers: Endgame ที่ทำได้ 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกทั่วโลกสูงถึง 927 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประวัติศาสตร์. บล.เอเซีย พลัส มองเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงภาพยนตร์และผู้ถือลิขสิทธิ์ แนะนำเก็งกำไรระยะสั้นใน DR: SONY80 และ DR: DISNEY19 ในช่วงที่ราคาหุ้นย่อตัวลงมา
• หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์: บริษัท KIOXIA รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีบัญชี 2027 มีรายได้รวม 1.76 ล้านล้านเยน (+415% YoY) และกำไรสุทธิ 8.42 แสนล้านยีน (+4506% YoY) แม้ตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อยจากผลกระทบของธุรกิจสมาร์ตโฟนรุ่นราคาต่ำ แต่ธุรกิจ SSD & Storage ยังเติบโตแกร่งถึง +440% YoY. นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศซื้อหุ้นคืนวงเงิน 8 แสนล้านเยน (สูงสุด 30 ล้านหุ้น) พร้อมประกาศแตกพาร์หุ้น 3 ต่อ 1 ซึ่งคาดว่าจะช่วยจำกัดดาวน์ไซด์ (Downside) ให้กับ DR: KIOXIA23 ได้
กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย: แนะนำ “Selective Buy” เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงปลายปี บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นความระมัดระวังและเลือกลงทุนแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวระยะสั้น. โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) แนะนำดังนี้
1. DOHOME : คาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY โดยได้รับอานิสงส์หลักจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาขาย
2. CPALL : คาดผลการดำเนินงานทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง (2H2569) และเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Domestic Play) ที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเข้าสู่ระบบ
3. CENTEL : หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวกจากการเดินทางเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับสัญญาณตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยยังคงมีการฟื้นตัวที่ดีแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ (WoW)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/45343&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21HE398KpdwA7EVDXbbi9w
