‘แพลนต์เบส’ โตแรง โอกาสใหม่ที่ไทยควรหนุน สร้างสมดุลเศรษฐกิจสีเขียว | เดลินิวส์

‘แพลนต์เบส’-โตแรง-โอกาสใหม่ที่ไทยควรหนุน-สร้างสมดุลเศรษฐกิจสีเขียว-|-เดลินิวส์

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม ฝุ่นพิษ PM 2.5 และโรคระบาดในพืช ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ ผลผลิตทางการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย โดยรวมยังสะท้อนถึงความเปราะบางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยังต้องเร่งเสริมสร้างความพร้อมในหลายด้าน

ข้อมูลจาก Madre Brava องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารระดับนานาชาติ ระบุว่า แม้อุตสาหกรรมพลังงานจะเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของโลกในสัดส่วนกว่า 70% ทว่าอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะระบบการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปศุสัตว์ขนาดใหญ่ที่นอกจากจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก ยังใช้ทรัพยากรที่ดินและน้ำอย่างสิ้นเปลือง

‘กฤษฎา บุญชัย’ ผู้ประสานงานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และเครือข่าย Thai Climate Justice for All เปิดเผยว่า ระบบอาหารทั่วโลกเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด และส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก การผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นอย่างน้อย 15% ของทั้งโลก และยังเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียพื้นที่ป่าและทรัพยากรน้ำจำนวนมาก ผลกระทบเหล่านี้ส่งต่อเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระบบนิเวศไปจนถึงเศรษฐกิจของเกษตรกรและสุขภาพของผู้บริโภค

นอกจากนี้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่คนไทยต้องเผชิญนั้น ส่วนหนึ่งมาจากฝุ่นจากการเผาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กฤษฎาจึงเสนอแนวทางการลดผลกระทบโดยย้อนกลับไปสู่ ‘วิถีดั้งเดิม’ ผ่านการบริโภคโปรตีนจากพืช (Plant-based protein) ซึ่งใช้ทรัพยากรน้อยกว่า และช่วยลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากพืชใช้ที่ดินน้อยกว่ามาก เพราะสามารถปลูกและบริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องปลูกเพื่อให้สัตว์กินอีกต่อหนึ่ง หากลดการผลิตเนื้อสัตว์ลง จะสามารถประหยัดพื้นที่เพาะปลูกได้เท่ากับจังหวัดนครราชสีมาทั้งจังหวัด

ขณะที่ ‘พลูเพ็ชร สีเหลืองอ่อน’ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ความเห็นว่า โปรตีนจากพืชไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของเกษตรกรที่เคยพึ่งพาการผลิตเชิงเดี่ยวและปัจจัยภายนอกสูง การหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนช่วยให้ลดต้นทุน ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างความมั่นคงในชีวิตมากกว่าเดิม ระบบเกษตรยั่งยืนเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านโปรตีน เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชโปรตีน เช่น ถั่ว หรือธัญพืช เพื่อบริโภคและจำหน่ายได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งการผลิตสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม ทั้งยังช่วยลดการเผา ลดมลพิษ และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ การปลูกพืชหลากหลาย ฟื้นฟูระบบนิเวศ และอาศัยธรรมชาติเข้ามาช่วยในการผลิต จะทำให้เกษตรกรรับมือกับภาวะน้ำท่วมหรือฝนแล้งได้ดีขึ้น เพราะระบบเกษตรยั่งยืนมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ในด้านสุขภาพ ‘สมิทธิ โชติศรีลือชา’ นักกำหนดอาหารวิชาชีพจากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป โดยเฉพาะเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันแนวทาง ‘Planetary Health Diet’ จึงถูกเสนอให้เป็นแนวทางบริโภคเพื่อสุขภาพและโลก โดย Eat Lancet Commission แนะนำให้คนบริโภคโปรตีนจากสัตว์และพืชในสัดส่วน 50:50 หรือปรับเป็นโปรตีนจากพืช 60% เพื่อลดคาร์บอนและสร้างสมดุลทางโภชนาการ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการบริโภคโปรตีนจากพืชโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ถั่ว เต้าหู้ หรือธัญพืช ซึ่งให้สารอาหารเพียงพอและราคาย่อมเยา อาหารที่ดีต้องไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ต้องส่งเสริมความยั่งยืนของโลกด้วย การบริโภคโปรตีนจากพืชในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพของคนกับสุขภาพของโลก อย่างไรก็ตาม เขายังเตือนว่าเมื่อความนิยมโปรตีนจากพืชเพิ่มขึ้น อาจทำให้ราคาวัตถุดิบบางชนิดสูงขึ้นได้ จึงควรแยกให้ออกระหว่างการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชาชนเข้าถึงสารอาหารได้ในราคาที่เหมาะสม เพราะทั้งสองอย่างต้องเดินไปพร้อมกัน

ในมิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ‘วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์’ ผู้อำนวยการ Madre Brava ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอาหารจากพืชทั่วโลกเติบโตขึ้นกว่า 30% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายตัวอีก 43% ใน 5 ปีข้างหน้า นับเป็นโอกาสของผู้ผลิตอาหารไทยในการขยายฐานธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก โดยยังช่วยลดคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิตและสนับสนุนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ในยุโรป ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันซูเปอร์มาร์เก็ตก็เพิ่มสัดส่วนสินค้าจากพืชเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ประเทศไทยเองสามารถใช้โอกาสนี้ในการต่อยอดตลาดส่งออกโปรตีนจากพืชไปยังยุโรปได้

อีกทั้งงานวิจัยร่วมระหว่าง Madre Brava และ Asia Research Engagement ยังชี้ว่า หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืชได้ครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 ล้านล้านบาทภายในปี 2050 และเกิดการจ้างงานใหม่กว่า 1.15 ล้านตำแหน่ง พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 35.5 ล้านเมตริกตัน และประหยัดพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2.1 หมื่นตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนจึงอาจเริ่มต้นได้ง่ายๆ จาก ‘หนึ่งจานอาหาร’ ที่อยู่ตรงหน้า เพราะการเลือกบริโภคของแต่ละคนไม่เพียงสะท้อนความใส่ใจต่อสุขภาพของตนเอง แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5215922/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nWEMaU0HvvR39rda4mtCL