“เอกนิติ” กางแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก เตรียมถกคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐ 30 มี.ค.​ นี้ เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง​

“เอกนิติ”-กางแผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก-เตรียมถกคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐ-30-มีค.​-นี้-เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง​

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงในงาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า เป็นวิกฤตพลังงานระดับโลกที่ส่งผลกระทบรุนแรงและมีความยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานเนื่องจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลจึงมุ่งเน้นนโยบายการชะลอและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด 

สติงเกอร์ กทม.
งาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

โดยเริ่มจากการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ขัดแย้งผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ

ด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้จะทำให้กองทุนต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป​ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ 

โดยรัฐบาลจะค่อยๆ ปรับลดการอุดหนุนลงตามความเหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อาทิ การงดดูงานต่างประเทศ และสนับสนุนการทำงานในรูปแบบ Work from Home เพื่อประหยัดพลังงานของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐในวันจันทร์ที่​ 30 มีนาคน​ 2569 นี้ เพื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดอย่างคุ้มค่า 

ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะบริหารจัดการงบประมาณและกองทุนต่างๆ เพื่อพยุงต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจนเกินไป 

พร้อมชี้แจงว่า รัฐบาลมีงบประมาณจำกัดคือเงินภาษีประชาชน เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือเงินภาษีของประชาชน รัฐบาลถึงต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าในการดูแลประชาชน

“เราต้องใช้เครื่องมือ เงินงบประมาณที่มีอยู่ทุกอย่างให้คุ้มค่าในทุกบาททุกสตางค์ คือเงินภาษีของประชาชนเราต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เราจะใช้ทุกเครื่องมือทุกกลไกที่เราสามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบวิกฤติครั้งนี้ แต่วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติโลก เราต้องช่วยกันทั้งรัฐบาลทั้งภาคเอกชน ทั้งภาคประชาชน เราต้องร่วมมือกันเราจะได้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”

ส่วนการตัดสินใจลดอุดหนุนน้ำมัน คือการนำเงินไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในระยะถัดไปหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า  กองทุนน้ำมันเป็นแค่เครื่องมือเดียวที่ดูแลไม่ให้น้ำมันสูงเกินไป แต่ยังมีกลุ่มคนอีกมาก กลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้รถ กลุ่มคนไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรงแต่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน 

ซึ่งตามที่ชี้แจงว่าถ้าหากเรานำเงินทั้งหมดที่มีไปดูแลเรื่องน้ำมัน คนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มคนที่ใช้รถใช้น้ำมัน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ทรัพยากรอย่างจำกัดเพื่อให้ดูแลประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02QPGv_jK1-NQa8YsTBZkr