เพจดังซัด “ไอซ์-ช่อ” ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ ช่วงคนกลับบ้านสงกรานต์ มั่วนิ่มบอกเศรษฐกิจซบเซา ไม่คึกคัก | TOPNEWS

เพจดังซัด-“ไอซ์-ช่อ”-ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล-เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์-ช่วงคนกลับบ้านสงกรานต์-มั่วนิ่มบอกเศรษฐกิจซบเซา-ไม่คึกคัก-|-topnews

12 เมษายน 2569 เพจจักรวาลด้อมส้ม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทุกคนคะ เทศกาลสงกรานต์ คนที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล เกือบครึ่งจะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ทำให้ตลาดสดและร้านค้าต่างๆปิดชั่วคราว ค้าขายจึงบางตาเป็นเรื่องปกติทุกปี พี่ช่อและไอซ์ไปเดินตลาดแล้วบอกว่า ไม่คึกคักเหมือนเก่า อันนี้เทียบตอนไหน ชีวิตจริงเคยเดินตลาดจริงมั้ยคะ ?

ทั้งนี้เพจเพจจักรวาลด้อมส้ม ยังได้แปะภาพในเพจของพรรคประชาชนโดยเป็นภาพของไอซ์ รักชนก ศรีแก้ว สส.บัญชีรานชื่อพรรคประชาชน และช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ขณะเดินตลาดท่าน้ำนนท์พบปะประชาชน พร้อมระบุว่าการค้าขายบางตา ตลาดไม่คึกคักเหมือนเก่า พ่อค่าแม่ค้ายังต้องแบกภาระต้นทุน ขอรัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือ ออกงบปี 70 ตัดลดโครงการไม่จำเป็น”

ก่อนหน้านี้เพจพรรคประชาชนโพสต์ข้อความว่า วันนี้ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเดินตลาดท่าน้ำนนท์พบปะประชาชน พร้อมพูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมันในปัจจุบัน

หลังจากที่ได้สำรวจและพูดคุยกับประชาชนในตลาด พรรณิการ์ระบุว่าสิ่งที่ได้พบเห็นจากการสำรวจครั้งนี้คือตลาดในช่วงนี้ไม่ได้คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ปกติเช้าวันอาทิตย์ในช่วงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

ผู้ค้าในตลาดไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นราคาสินค้า เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบปัจจุบันก็แทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าขึ้นราคาก็เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ แม้วัตถุดิบหลายอย่างจะขึ้นราคา แต่ก็ยังคงต้องขายในราคาเท่าเดิม เช่น ร้านข้าวแกง ที่วัตถุดิบราคาขึ้นทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง ไม่สามารถขึ้นราคาไปมากกว่านี้ได้

ผักบางอย่างแม้จะปรับราคาสูงขึ้นตามฤดูกาลก็จริง แต่ผักบางรายการก็เห็นได้ชัดว่าขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยภาพรวมสรุปได้ว่าวัตถุดิบขึ้นราคาทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องตรึงราคาเอาไว้

สภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวมากขึ้น ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยและเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบ ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ามาตรการบัตรสวัสดิการ 100 บาท 1 เดือน เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป เข้าใจว่ารัฐบาลต้องพิจารณาสภาวะการคลัง แต่ขณะที่ประชาชนถูกเรียกร้องให้เข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แล้วรัฐบาลเข้าใจสภาวะการคลังประชาชนมากแค่ไหน

สวัสดิการช่วยเหลือระยะสั้นควรพุ่งเป้า หาให้ได้ว่าใครจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนประหยัด รัฐบาลที่ต้องจัดทำงบประมาณต่างหากที่ควรประหยัด #เพราะประชาชนประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรแล้ว

โครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เอาเงินมาออกมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือประชาชนดีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเองว่าทุกเวลาที่เสียไปคือเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ

พรรณิการ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือเรื่องของพลาสติก ที่ในขณะนี้ยังไม่ได้ขาดแคลน แต่กลับมีการขึ้นราคาอย่างผิดปกติจากฝั่งโรงงาน นี่คือเรื่องที่ผู้ค้ารายย่อยและระดับรากหญ้าเดือดร้อนกันมาก ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและพลังงานเท่านั้น

ในส่วนของรักชนก ระบุว่าจากการสำรวจพบว่าสินค้าประเภทผลไม้ต้นทุนอาจยังไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ บางรายการเป็นการปรับขึ้นบ้างตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ผู้ค้าแทบทุกรายต้องใช้คือถุงพลาสติก รวมถึงหลายรายต้องใช้น้ำมันพืช

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือคนเดินตลาดน้อยลง จากสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น กลายเป็นต้องซื้อของน้อยลง ซื้อเฉพาะเท่าที่จำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยก็ต้องซื้อลดลงไปตามลำดับ และทั้งที่เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะเห็นได้ชัดว่าคนที่กลับบ้านทางไกลลดลง รวมถึงการท่องเที่ยวที่บางครอบครัวที่เตรียมแผนเที่ยวช่วงสงกรานต์ไว้ก่อนหน้านี้ก็ต้องพับแผนไปโดยปริยาย

รักชนก กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรต้องพิจารณา โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรต้องพิจารณาตัดลดงบประมาณหลายส่วนที่ยังสามารถชะลอได้ ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงเวลานี้ เช่น งบก่อสร้าง ถนน ตึกต่างๆ เพราะสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าในขณะนี้คือชีวิตของประชาชน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1545257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3azGsRrp5UxxNiEMiAa69L