ด้านการบริหารจัดการตลาด แม้งบประมาณของสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานครจะถูกปรับลดในบางส่วน แต่ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียภายในตลาด ขณะที่คณะกรรมาธิการวิสามัญยังเสนอให้ทบทวนการกำหนดพื้นที่อนุญาตให้ตั้งสถานบริการ หรือ Zoning ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน หลังผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการในช่วงที่ผ่านมา
ปกป้องอาชีพคนไทย-เตรียมพร้อมสังคมสูงวัย
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการคุ้มครองอาชีพสงวนของคนไทย โดยมีการเสนอให้กรุงเทพมหานครประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการกับแรงงานต่างด้าวที่ประกอบอาชีพซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นอาชีพของคนไทย เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน
นอกจากนี้ ส.ก. ยังมองไกลไปถึงการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการผลักดันหลักสูตรฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย พร้อมสร้างช่องทางตลาดรองรับสินค้าและบริการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีรายได้เสริมและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ดัน 50 เขตสู่เมืองสร้างสรรค์ ปลุกพลังซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น
คณะกรรมาธิการวิสามัญด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของกรุงเทพมหานคร ยังได้เสนอแนวทางพัฒนา “ย่านสร้างสรรค์” ครอบคลุมทั้ง 50 เขต โดยใช้จุดเด่นด้านอาหาร วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างที่ถูกผลักดัน ได้แก่ การพัฒนาชุมชนกุฎีจีนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การใช้สื่อสังคมออนไลน์ประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมถึงการสนับสนุนการจ้างงานผ่านโครงการ “Made in Bangkok (MIB)” ซึ่งมุ่งสร้างรายได้ให้คนในชุมชนโดยตรง
กองทุนชุมชนเข้มแข็ง กลไกกระจายงบสู่ฐานราก
ในด้านการบริหารงบประมาณ สภากรุงเทพมหานครยังเดินหน้าพิจารณาร่างข้อบัญญัติกองทุนชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระจายงบประมาณลงสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น
แม้หลายโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา แต่ ส.ก. ยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้น เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
จาก “สภาเมือง” สู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
บทบาทของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของสภาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหรือระบบระบายน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระดับชุมชน สร้างพื้นที่ทำกิน และเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาปากท้องของคนเมืองให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ยังต้องอาศัยทั้งการทำงานในสภาและการลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนอย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้ว “เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง” จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเสียงของคนตัวเล็กได้รับการรับฟังและถูกผลักดันให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/863923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aOjUyv4wlZNqfQbtfKIgD
