‘ศึกษิษฏ์’ สรุปข้อสั่งการ 5 กระทรวง รัฐมนตรีเพื่อไทยผนึกกำลังบริหาร ประสานงาน มุ่งหน้าสร้างทุนมนุษย์ เสริมความเข้มแข็งของคนไทย เดินหน้าประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้ได้ในที่สุด
ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุหลังจากคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ก็เร่งรัดสั่งการเพื่อผนึกกำลังบริหาร ประสานงานทั้ง 5 กระทรวงอย่างทันที เป็นการมุ่งหน้าสร้างทุนมนุษย์ เสริมความเข้มแข็งของคนไทย และเดินหน้าให้ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้ได้ในที่สุดครับ
สรุปข้อสั่งการของทั้ง 5 กระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย ที่ผนึกกำลังบริหาร ประสานงาน 5 กระทรวง (Synergistic Governance) เพื่อสร้างทุนมนุษย์ให้เข้มแข็ง และเดินหน้าประเทศสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูง
เริ่มจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ท่านรองนายกฯ ยศชนัน ให้แนวคิดเรื่องหัวใจสำคัญที่จะพลิกโฉมประเทศคือยุทธศาสตร์ Innovation-Driven Growth ที่มุ่งเน้นการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เน้นสร้างมูลค่าให้แก่นวัตกรรม เช่น AI for All, Semiconductor พัฒนา Wellness ตั้งแต่สมุนไพรไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และยกระดับอุตสาหกรรมเดิมเช่นภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ทำให้ระบบคัดเลือกเข้าเรียน TCAS เท่าเทียมขึ้น และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมด้วยโมเดลความร่วมมือ 5 ฝ่าย มหาวิทยาลัย, รัฐ, เอกชน, สตาร์ทอัพ และแหล่งทุน ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) และความโปร่งใสแบบ Zero Corruption MHESI ผ่านระบบ Digital Government
ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ โดยท่าน รมว. ประเสริฐ และรมช. อัครนันท์ ตั้งเป้าหมายปลดล็อกระบบการศึกษา สร้างอนาคตของชาติ ผ่านการวางรากฐานด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และเชื่อมต่อกับตลาดแรงงานผ่าน Productivity Superboard
นโยบายหลักมุ่งเน้นที่การลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการศึกษา โดยปลดล็อกกฎระเบียบ งดขั้นตอนพิธีการในการตรวจราชการที่ไม่จำเป็น ลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวกับการศึกษา และลดงานเอกสารครู ผ่านนวัตกรรมและการจัดสรรงบแบบใหม่ที่คำนวณด้วยความเข้าใจโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธินักเรียน
เมื่อการศึกษาผลิตกำลังคนออกมา กระทรวงแรงงานคือผู้รับไม้ต่อในการดูแลตลาดแรงงาน โดยท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีแรงงาน ท่านจุลพันธ์ สั่งการภารกิจแรกในช่วงวิกฤตคือ ลดเงินสมทบประกันสังคมเพื่อลดภาระแก่ผู้ประกันตน
มุ่งปฏิรูปโครงสร้างแรงงานทั้งระบบ พร้อมยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Up-skill / Re-skill เรียนได้งบ จบได้งาน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการยกระดับสวัสดิการและปรับสูตรค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบประกันสังคม ให้เป็นมืออาชีพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย สร้างความมั่นคงให้ชีวิตคนทำงาน
ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งดูแลพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ท่าน รมว.สุริยะ จะทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาส่งเสริมความเป็นอยู่และปากท้องของเกษตรกรให้ดีขึ้น
ขับเคลื่อนเกษตรสมัยใหม่ด้วย AI และ Big Data เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรายได้ผ่านการแปรรูปสินค้าไปจนถึงการปรับโครงสร้างการผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้เกษตรกรและบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น PM2.5 ที่ดิน การจัดการดิน น้ำ และการสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก-บริโภค
แม้การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจจะสำคัญ แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดยท่าน รมว.นิกร สั่งการให้ พม. ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่คอยดูแลกลุ่มเปราะบาง รับมือปัญหา PM2.5 ขยายโครงการห้องปลอดฝุ่นให้แก่กลุ่มเปราะบางและจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว และแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ ผ่านเงินอุดหนุนและการลดภาระที่อยู่อาศัย พร้อมพัฒนาสวัสดิการ ทักษะ และโครงสร้าง เพื่อรับมือสังคมสูงวัย สนับสนุนสวัสดิการเด็กเล็ก แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พร้อมผลักดันกฎหมายและขยายโอกาสด้านที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงผลักดัน Universal Design เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเท่าเทียม
ในภาวะความผันผวนของโลกที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐมนตรีเพื่อไทย พร้อมที่จะทำงานด้วยวิสัยทัศน์ ความรู้และความเข้าใจ สร้างศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างอนาคตให้ประเทศไทยครับ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/Bvn8pJAhf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UPf0GSbQj68qI2mav0WaV
