นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาพรวมการผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ว่า ปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยแล้วรวม 254 รายการ ซึ่งผลจากการขึ้นทะเบียนช่วยให้สินค้าสามารถอัปเกรดราคาเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 – 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนขึ้นทะเบียน ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้า GI ในปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 115,000 ล้านบาท
โดยกลยุทธ์สำคัญหลังจากนี้ กรมฯ มุ่งเน้นไปที่การวางระบบควบคุมภายใน เพื่อรักษามาตรฐานสินค้าให้เป็นระดับพรีเมียมตามความคาดหวังของผู้บริโภค พร้อมกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI อย่างถูกต้องผ่านการตรวจรับรองคุณภาพ นอกจากนี้ยังเน้นการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
และเพื่อเป็นการสนับสนุนและชูศักยภาพสินค้าไทย กรมฯ ได้จัดงาน “GI Market 2026” ภายใต้แนวคิด “คัดสรรของดีถิ่นไทย มาตรฐาน GI สู่คุณค่าระดับสากล” ระหว่างวันที่ 23 – 29 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (และเซ็นทรัล พระราม 9) โดยรวบรวมผู้ประกอบการที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานกว่า 70 ร้านค้ามาจำหน่ายโดยตรง
พร้อมกับลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อขับเคลื่อนสินค้า GI อย่างครบวงจร โดยความร่วมมือกับ BEDO จะมุ่งเน้นการรักษาวัตถุดิบต้นกำเนิดและการใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้าในระดับชุมชน
ขณะที่ด้านการขนส่ง นางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจและการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ระบุว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนโครงข่ายโลจิสติกส์ที่มีอยู่กว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้า GI สู่มือผู้บริโภค โดยจะร่วมมอบสิทธิพิเศษ “ลดค่าขนส่งสูงถึง 60%” ซึ่งเป็นอัตราพิเศษที่ไม่เคยให้ในโครงการใดมาก่อน
นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังพร้อมสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thailand Postmart และบริการคลังสินค้าครบวงจร (Fulfillment) ทั้งการจัดเก็บ แพ็ก และกระจายสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการแตกหักและช่วยให้ติดตามสถานะการส่งได้ตลอดเส้นทาง โดยจะเริ่มนำร่องส่งเสริมในพื้นที่ภาคกลาง 38 รายการ ผ่านที่ทำการไปรษณีย์กว่า 400 แห่ง ก่อนจะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ผลิตที่มีอยู่กว่า 17,000 ราย และดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ระบบมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าในช่วงนี้จะยังไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V9VEDFVLt7Gq5JV1k7qK1
