พรรคประชาชาติ ผ่า “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

พรรคประชาชาติ-ผ่า-“ไทยช่วยไทยพลัส”-กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

พรรคประชาชาติ ผ่า

ภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรรับรู้และร่วมกันพิจารณา
 

เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม เกี่ยวกับที่มาของงบประมาณโครงการนี้ มีข้อเท็จจริงทางการคลังที่ประชาชนทุกคนควรร่วมกันพิจารณาดังนี้

ประการแรก เม็ดเงินจากฝั่งรัฐบาลจำนวน 120,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์ 30 ล้านคน) นั้น

แท้จริงแล้วไม่ใช่เงินที่งอกเงยมาจากรัฐบาลเอง แต่เป็นเงินที่มาจากการกู้เงิน ซึ่งส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศ ที่มีจำนวนประมาณ 65,800,000 คน ต้องแบกรับความเป็นหนี้สาธารณะร่วมกันเฉลี่ยคนละประมาณ 1,823.71 บาท โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เก็บมาจากภาษีของประชาชนทุกคน ไปทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
 

ประการที่สอง เม็ดเงินฝั่งประชาชนจำนวน 80,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์) นั้น เป็นเงินที่ดึงออกมาจากกระเป๋าของประชาชนจำนวน 30 ล้านคนที่ลงทะเบียนและผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการโดยตรง ซึ่งจะต้องนำเงินส่วนตัวมาเติมเข้าสู่ระบบเพื่อใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย

ค่าใช้จ่ายที่ภาคประชาชนต้องจัดเตรียม (ต่อคน) ในฝั่งของประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ หากต้องการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเพดานที่โครงการกำหนด จะมีสัดส่วนการเติมเงินเข้าสู่ระบบดังนี้

ระดับรายวัน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองสูงสุด 133.33 บาทต่อวัน เพื่อใช้ร่วมกับสิทธิ์ของรัฐ 200 บาทต่อวัน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 333.33 บาทต่อวัน

ระดับรายเดือน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเอง 666.67 บาทต่อเดือน เพื่อใช้ร่วมกับวงเงินสมทบจากรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 1,666.67 บาทต่อเดือน

สรุปตลอดโครงการ ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองรวมทั้งสิ้น 2,666.68 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เพื่อรับสิทธิ์สมทบจากรัฐเต็มจำนวน 4,000 บาท รวมเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าทั้งสิ้น 6,666.68 บาทต่อคน

บทวิเคราะห์และมุมมองทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีแจกเงินร่วมจ่าย (Co-pay) นี้ ในวงกว้างยังมีมุมมองที่หลากหลายว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่วนตัวที่เห็นว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนไปเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะยาวและตรงจุดมากกว่า ผ่านแนวทางดังต่อไปนี้ 

การลดราคาพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยการปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของกลุ่มพลังงานลง ซึ่งสามารถลดราคาน้ำมันได้ประมาณ 7–8 บาทต่อลิตร รวมถึงการหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว ซึ่งสามารถลดได้ประมาณ 9–10 บาทต่อลิตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าทั้งระบบ

การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยการเข้าไปกำกับดูแลและลดสัดส่วนกำไรของกลุ่มทุนผู้ผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่รัฐ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับประชาชน

การจำกัดกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ โดยเงินงบประมาณช่วยเหลือควรมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนรุนแรงและเปราะบางจริงๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนการเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้าง

แม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า เม็ดเงินกู้ที่จะนำมาจ่ายจริงนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป แต่เสียงทักท้วงที่รัฐบาลควรรับฟังคือ

การเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้างเช่นนี้ นอกจากจะไม่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังเป็นการสร้างภาระหนี้สินผูกพันให้กับคนไทยทั้งประเทศมากจนเกินไป และอาจเข้าตำราสุภาษิต “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eTCcJXvPOK6zOhPg6u-rl