ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ธปท. มีแนวทางในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยใช้ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือหลักเพียงอย่างเดียว และไม่สามารถใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เหมือนกับธนาคารกลางในต่างประเทศ เนื่องจากโครงสร้างระบบการเงินไทยขับเคลื่อนผ่านสถาบันการเงินเป็นหลัก ไม่ได้ผูกกับตลาดทุน เมื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบ เงินจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดการเงินทันทีและไม่เกิดผลสัมฤทธิ์

ทั้งนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง และยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว และในอนาคตหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ยังมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยแตะระดับต่ำสุด 0.5%

ขณะที่ ธปท. อาจพิจารณาใช้เครื่องมือเสริมด้วยการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งเคยนำมาใช้แล้ว และช่วยดึงให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงได้ทันที 0.4% อย่างไรก็ตาม การกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเกินไปอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลตอบแทนของผู้ฝากเงินและกลุ่มผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ข้อมูลพบว่าอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำกลับกลายเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่กู้เงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร โดยอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนปี 2563 และสะท้อนถึงความเสี่ยงของการก่อหนี้ที่อาจเกินตัว ในทางกลับกัน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเผชิญกับต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ที่สูงเกือบ 10% ขณะที่รายใหญ่อยู่ที่เพียง 2%

“ช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยข้างต้นส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เลือกที่จะปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า และมีแนวโน้มปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินควร จนสร้างความเสี่ยงสะสมในระบบการเงิน” นายวิทัยกล่าว

ขณะเดียวกัน ธปท. มองว่านโยบายการเงิน “ไม่ใช่ยาวิเศษ” ที่จะรักษาได้ทุกโรค เนื่องจากมีผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับมหภาคและไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ โดยต้องใช้ระยะเวลาส่งผ่านมากกว่า 8-12 เดือน จึงจะเห็นผลเต็มที่ อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ย 5.3% ขณะที่คาดการณ์ว่าปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 2.3% เท่านั้น

ดังนั้น หากปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ ต่อไป จะกระทบต่อรายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจ อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่สั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคทั้งระบบ พร้อมย้ำว่าการลดดอกเบี้ยไม่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตสูงสุดของประเทศ (Potential GDP) ซึ่งปัจจุบันประเมินไว้ที่ 2.7% ได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน

นายวิทัย กล่าวเสริมว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย คุณภาพการศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปัญหาสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนที่สูงติดอันดับโลก ซึ่งคอยฉุดรั้งกำลังซื้อและลดทอนประสิทธิผลของการกระตุ้นทางการเงิน รวมถึงปัญหาการคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมาย โดยทั้งหมดไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ย แต่ต้องอาศัยการปฏิรูปและความร่วมมือเชิงนโยบายจากภาครัฐ เพื่อเข้ามาผ่าตัดใหญ่ในระดับรากฐานอย่างจริงจัง