“ดร.ยุทธพร” มองบวกบทบาท “อนุทิน” ผ่านเวทีประชุมอาเซียน เทียบเป็นผู้ร่วมออกแบบสันติภาพ เศรษฐกิจภูมิภาค เห็นชัดเพิ่มอำนาจต่อรองระดับปท. | TOPNEWS

“ดรยุทธพร”-มองบวกบทบาท-“อนุทิน”-ผ่านเวทีประชุมอาเซียน-เทียบเป็นผู้ร่วมออกแบบสันติภาพ-เศรษฐกิจภูมิภาค-เห็นชัดเพิ่มอำนาจต่อรองระดับปท.-|-topnews

รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุว่า ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยได้เสนอแนวคิดที่สะท้อนการยกระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ไปสู่ยุคใหม่ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การผลักดัน “ASEAN Digital Trade Corridor” หรือระบบการค้าดิจิทัลอาเซียน ที่เชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ SME ไทยในการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียน

ประการที่สอง การผลักดันเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อมไทย–กัมพูชา–ฟิลิปปินส์ เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่มีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในทะเลจีนใต้

และประการที่สาม การประกาศบทบาทของไทยในฐานะ “Green Investment Hub” หรือศูนย์กลางการลงทุนสีเขียวของภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวร่วมกันในอาเซียน
.
ไฮไลต์สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือความพยายามลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ผ่านแนวทางที่ถูกเรียกว่า “The Cebu Consensus” หรือ “ฉันทามติเซบู” โดยเฉพาะแนวคิด “แยกข้อพิพาทด้านอธิปไตยออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA)

ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค หรือ JTC เพื่อเร่งสำรวจและศึกษาศักยภาพด้านพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่า อาจกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังผันผวน

ขณะเดียวกัน ไทยและกัมพูชายังหารือเรื่องการยกระดับความร่วมมือด้านพรมแดน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดการจุดผ่านแดนร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานด้านความมั่นคง และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนในระยะยาว
.

รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุอีกว่า ไทยพยายามผลักดันแนวคิด “Positive Peace” หรือ “สันติภาพเชิงบวก” ที่ไม่ใช่เพียงการไม่มีสงคราม แต่หมายถึงการที่ประชาชนมีอาหาร มีงาน และเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม
จึงเกิดข้อเสนอ “ASEAN Food Bank & Energy Storage Network” ซึ่งเป็นแนวคิดสร้างเครือข่ายสำรองอาหารและพลังงานระดับภูมิภาค โดยใช้ศักยภาพด้านเกษตรกรรมของไทยและกัมพูชา ผนวกกับเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของฟิลิปปินส์
.

ในเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการประเมินว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากแนวทางดังกล่าว คือการเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” บนเวทีระหว่างประเทศ เพราะไทยกำลังวางตัวเองเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มใกล้ชิดโลกตะวันตกอย่างฟิลิปปินส์ และประเทศที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดจีนอย่างกัมพูชารวมถึงโอกาสในการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจจากพลังงานและการลงทุนข้ามพรมแดนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งอาจถูกตีความทางการเมืองภายในประเทศ และถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีจากกระแสชาตินิยม หากรัฐบาลไม่สามารถสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส

นอกจากนี้ การเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ OCA ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเชิงเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบอย่างมาก เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1574039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHg8LDnDpSzkHr3ItmUZ0