‘ชัยวัฒน์’เคาะระฆังเตือนรัฐบาลไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งเศรษฐกิจซึมยาว | เดลินิวส์

‘ชัยวัฒน์’เคาะระฆังเตือนรัฐบาลไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งเศรษฐกิจซึมยาว-|-เดลินิวส์

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องปัญหาวิกฤติน้ำมันเคาะระฆังเตือนรัฐบาลถึงปัญหาใหญ่ด้านเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานเข้ามา เพราะภาวะน้ำมันแพงต่อเนื่อง ในขณะนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Stagflation คือ เงินเฟ้อพุ่งสูงในขณะที่เศรษฐกิจชะลอ คือ “ข้าวของแพง ค่าแรงถูก เศรษฐกิจซึม” เพราะต้นเหตุจากการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดนทำลาย การผลิตทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหดหาย ต่ำลงกว่าระดับปกติ ราคาก๊าซ น้ำมัน อาหาร ค่าไฟ ค่าขนส่ง ดันต้นทุนการผลิตและราคาขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสูง ในขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ ขายของได้น้อยลง การจ้างงานลดลง รายได้หดหาย การลงทุนหยุดชะงัก นำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และด้วยปัจจัยเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง ซ้ำเติมด้วยการบริหารจัดการวิกฤติค่าน้ำมันที่ล้มเหลวของรัฐบาลในตอนนี้ อาจถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจหดตัวได้  เงินเฟ้อ รายได้ลด เศรษฐกิจถดถอย ปัญหาสามอย่างนี้เมื่อเกิดพร้อมกัน จะทำให้คนไทยเป็นทุกข์หนักมาก เพราะปกติเวลาของแพงขึ้นคือเงินเฟ้อ มักจะเกิดตอนเศรษฐกิจดี คนมีรายได้และใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ที่กำลังจะเกิดขึ้นตอนนี้คือของแพงขึ้นในขณะที่คนไทยจนลงพร้อมกัน

“ภาวะ Stagflation นี้ จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจที่หลุดพ้นได้ยากมาก เพราะเมื่อน้ำมันแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น ทำให้สินค้าทุกอย่างแพง แต่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นตาม  ธุรกิจต่างๆ รายเล็กรายน้อยสายป่านหมด นำไปสู่การลดการจ้างงาน เศรษฐกิจยิ่งแย่ รายได้ครัวเรือนยิ่งลดลง วนเป็นวงจรอุบาทว์ ตอนนี้ตลาดทุนไทยซึ่งสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนก็ได้สะท้อนภาพนี้ออกมาให้เห็นแล้ว ในเดือน มี.ค.ยังไม่ถึงเดือน เงินทุนไหลออกสุทธิจากตลาดทุนไทยไปแล้ว 72,000 ล้านบาท ออกจากตลาดหุ้นไปราว 38,000 ล้านบาท และออกจากตลาดพันธบัตรไปราว 34,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เพิ่งจะมีการกลับทิศเงินทุนไหลเข้าเป็นบวกสุทธิเมื่อเดือน ก.พ.นี้เอง” นายชัยวัฒน์ กล่าว 

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยก่อนวิกฤติน้ำมันนี้ก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่นัก เพราะหนี้ครัวเรือนสูงมาตั้งแต่ช่วงโควิด รายได้โตต่ำ การบริโภคอ่อนแอ และถ้าภาวะ Stagflation ข้าวของแพง เศรษฐกิจซึม เกิดขึ้นแล้วจะแก้ยากมาก ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นไม่นานนี้ ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เริ่มในปี 2022 ยุโรป ได้รับผลกระทบที่ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติราคาแพงมาตลอด เงินเฟ้อพุ่งจาก 2.6% ไปสูงถึง 10.6%  และเศรษฐกิจชะลอตัว GDP ดิ่งจาก 3.5% ไปที่ 0.8% แต่ในขณะนั้น EU มีกระสุนทางการคลังเพียงพอ สามารถใช้เงินงบประมาณ 2-3% ของ GDP มาอุดหนุนพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบ และธนาคารกลางยุโรป ECB ก็มีไพ่บนหน้าตักเพียงพอ สามารถขึ้นดอกเบี้ยจาก 0% ไปถึง 4% ได้ เพราะในขณะนั้น อัตราว่างงานต่ำ การจ้างงานแข็งแกร่ง สามารถตอบสนองได้ทันท่วงทีทำให้กดเงินเฟ้อลงจาก 10% กลับมาที่ 2.4% ได้ โดยเศรษฐกิจไม่พัง สุดท้ายยุโรปสามารถหลุดพ้นจากการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ เพราะภาคการจ้างงานแข็งแกร่ง และมีกระสุนนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลัง

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า กลับมาดูที่ประเทศไทย ทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติ จะอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อลง ก็จะมีผลข้างเคียงตามมาหลายอย่าง ด้วยระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องแบบที่เป็นอยู่ เศรษฐกิจอาจยิ่งชะลอ แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะยิ่งพุ่งจนควบคุมไม่อยู่ แต่ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายไทยเราอยู่ที่ 1.0% ถือว่าต่ำสุดในประวัติศาสตร์แล้วลดลงไปอีกก็อาจจะไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก  และสาเหตุของปัญหาครั้งนี้เกิดจากน้ำมัน และวัตถุดิบอื่นๆ แพง (supply shock) ไม่ใช่เพราะคนไทยใช้จ่ายร้อนแรงมากเกินไป ดังนั้นการลดดอกเบี้ยนโยบายก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมนักเพราะกลไกจากการลดดอกเบี้ยจะไปกระตุ้นอุปสงค์รวมมากกว่า และอาจซ้ำเติมให้ราคาสินค้าพุ่ง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุด (มี.ค. 2569) ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักออกมาเตือนไว้ เงินเฟ้อทั่วไป อาจพุ่งเพิ่มถึง 4.5%   GDP อาจลดลงถึง 1% นี่คือฝันร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยในอีกไม่นานนี้ และถ้ารัฐบาลไม่มีการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ถ้ารัฐบาลไม่มีมาตรการรับมือที่ดีพอ ฝันร้ายจะมาถึงท่านแน่นอน

นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวต่อว่า มาตรการที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมได้แบ่งเป็น ระยะสั้น และ ระยะยาว ระยะสั้นใช้การทูตเชิงรุก ประเทศไทยเป็นสมาชิกสมทบ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งสมาชิกถาวร 31 ประเทศ มีน้ำมันสำรองรวมกันมหาศาล IEA เพิ่งประกาศปล่อยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน โดยระบุว่าจะมีน้ำมันสำรองพร้อมใช้ในภูมิภาคเอเชียก่อนภูมิภาคอื่น รัฐบาลจึงควรมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศให้ทูตไทยในประเทศสมาชิก IEA เร่งเจรจาแสวงหาช่องทางเข้าถึงน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับประเทศไทย อินโดนีเซียซึ่งเป็นสมาชิกสมทบเหมือนเรา ก็เป็นอีกหนึ่งมิตรประเทศที่ควรเจรจา นอกจากนั้นการเจรจากับอิหร่านและมิตรประเทศของไทยในตะวันออกกลาง ให้เรือขนส่งน้ำมันหรือเรือสินค้าที่จะมาไทย ให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มมากกว่าหนึ่งลำที่ผ่านไปแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ควรเร่งเจรจา

การแก้ปัญหาระยะยาว ควรต้องแก้กฎระเบียบเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนเพิ่มเติม และสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะนี้แม้รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีมาแล้ว แต่เงื่อนไขที่มีข้อจำกัดมากเกินไปควรทบทวน ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะพัฒนานโยบายพลังงานระยะยาวที่กระจายความเสี่ยงการพึ่งพาแหล่งนำเข้าพลังงาน (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) ให้เหมาะสม และนโยบายโครงสร้างราคาที่บิดเบือนกลไกตลาดให้น้อยที่สุด คือทิศทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5723443/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16jToOxbVzvHBtDRb4dKe-