คอลัมน์การเมือง – โลกน้ำมันแพง ราคาในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม พืชพลังงาน คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

คอลัมน์การเมือง-–-โลกน้ำมันแพง-ราคาในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม-พืชพลังงาน-คือ-ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

เมื่อวานนี้ มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดในประเทศไทย 6 บาทต่อลิตร

ในมาเลเซีย ก็มีการปรับขึ้นดีเซล 7 บาทต่อลิตร ในวันเดียวกัน

ความจริงที่หลายคนแกล้งไม่รู้ คือ ราคาน้ำมันในโลกตอนนี้พุ่งทะยานไปมากกว่านั้น ขึ้นตั้งนานแล้วด้วย

ราคาขายปลีกในเกือบทุกประเทศบนโลกใบนี้ ทั้งประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งออก และประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นอย่างไทย ต่างปรับราคาขายปลีกในประเทศไปแล้วเกือบหมด ตั้งแต่เริ่มปิดช่องแคบฮอร์มุซกันโน่นเลย

ยังมีประเทศไทยที่ตรึงราคา พยายามอั้นมาเรื่อย เพราะต้องการพยุงให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาถูก บิดเบือนสภาพความเป็นจริง

ที่สำคัญ ขนาดปรับราคาล่าสุดแล้ว ราคาขายปลีกดีเซลในไทยยังถูกกว่าอีกหลายๆ ประเทศ รวมทั้งถูกกว่ามาเลเซีย

นั่นเพราะกองทุนน้ำมันฯ ยังอุ้มดีเซลอยู่อีกลิตรละ 19 บาท

แต่แรงปั่นกระแสด่า สนองอารมณ์โกรธของผู้คน ผสมการหวังผลทางการเมืองของฝ่ายที่พ่ายแพ้เลือกตั้งมาหมาดๆ เสียงดังกว่าเหตุผลเสมอ

1. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงวันที่ 17 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 198 เหรียญ แต่เมื่อ 23 มีนาคมที่ผ่านมาสูงขึ้นถึง 242 เหรียญ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกขยับขึ้นหมด

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขาดสภาพคล่อง ติดลบมากขึ้น

ปัจจุบัน ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท และกองทุนน้ำมันเริ่มขาดสภาพคล่อง เนื่องจากมีเงินไหลออกประมาณวันละกว่า 2,500 ล้านบาท

การปรับลดการชดเชยเงินกองทุนน้ำมันในครั้งนี้ ทำให้กองทุนน้ำมันจะยังมีการช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่ม เช่น น้ำมันดีเซล ซึ่งมีผลทางเศรษฐกิจ ยังมีการช่วยเหลืออยู่ได้ (ตอนนี้ช่วยลิตรละ 19 บาท)

ส่วนในกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ทั้ง E10 และ E20 กองทุนน้ำมันยังคงสนับสนุนให้กับประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูกอยู่

2. ทำไมการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลไทยถึงล้มเหลว

อาจารย์ณัฐวุฒิ เผ่าทวี Nattavudh Powdthavee ให้มุมมองความเห็นที่น่าสนใจ ว่าด้วยเรื่อง ทำไมการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลไทยถึงล้มเหลว และเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ระบุว่า

“เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรหลังราคาน้ำมันดิบโลกได้พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

หลายคนอาจรู้สึกโล่งใจว่ารัฐบาลได้ช่วยแบกรับภาระ oil shock ในครั้งนี้แทนประชาชน

แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (25 มีนาคม) ซึ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน นโยบายนี้ก็พังทลายลง

เพราะว่ากองทุนน้ำมันฯต้องอุดหนุนราคาวันละเกือบ 2,500 ล้านบาทในช่วงที่พีคจริงๆ รวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาทในเวลาสามสัปดาห์ ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลต้องยอมปล่อยให้ราคาลอยตัวตามกลไกตลาด ราคาที่ปั๊มพุ่งขึ้นทันที

รัฐบาลดำเนินขั้นตอนผิดตรงไหน?

ถ้าเราพูดกันในเชิงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ล่ะก็ การตรึงราคาสินค้าให้ต่ำกว่าราคาตลาดมักนำไปสู่ปัญหาที่คาดเดาได้ล่วงหน้าเสมอ

ประการแรก คือ การกักตุน เมื่อราคาที่ปั๊มต่ำกว่าราคาส่ง คนที่มีเงินและมีรถก็จะเติมน้ำมันเต็มถังอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการอุดหนุนไม่ใช่คนจน แต่คือคนที่ขับรถหลายคัน

ประการที่สอง คือ ความไม่ยั่งยืนทางการคลัง เงินในกองทุนน้ำมันฯมีจำกัด การอุดหนุนวันละ 2,500 ล้านบาทไม่สามารถทำได้นาน และเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องถอนการอุดหนุน ราคาก็ขึ้นรวดเดียวแบบช็อก แทนที่จะค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

ประการที่สาม คือ สัญญาณราคาที่บิดเบือน ราคาที่แท้จริงบอกให้เราประหยัดพลังงาน หาทางเลือกอื่น หรือปรับพฤติกรรม แต่เมื่อราคาถูกตรึงเทียมๆ ทุกคนก็ใช้เหมือนเดิม ทั้งที่ทรัพยากรกำลังหายากขึ้นกว่าแต่ก่อน

และถ้าเรามองย้อนกลับไป รัฐบาลควรทำอะไรแทน?

คำตอบที่นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมส่วนใหญ่เห็นตรงกัน คือ อย่าอุดหนุนราคาสินค้า แต่จ่ายตรงไปยังคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

แทนที่จะใช้เงิน 2,500 ล้านบาทต่อวันเพื่ออุดหนุนน้ำมันให้ทุกคนรวม ซึ่งก็รวมไปถึงคนรวยที่มีเงินพอซื้อน้ำมันที่มีราคาสูงด้วยตัวเอง ให้โอนเงินตรงไปยังครัวเรือนรายได้น้อย คนขับรถสาธารณะ เกษตรกร และชาวประมง

(ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศว่ากำลังจะเริ่มทำ แต่ก็หลังจากการเสียเงินไปมหาศาลเรียบร้อยแล้ว)

นโยบายแบบนี้ ถูกกว่า ตรงเป้ากว่า และไม่บิดเบือนตลาด

นโยบายที่ดูเหมือน “ช่วยทุกคน” มักไม่ได้ช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆมากที่สุด และบางครั้งกลับทำให้สถานการณ์แย่ลงในระยะยาว

การตรึงราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยประหยัดเงินประชาชน มันแค่เลื่อนความเจ็บปวดออกไป แล้วยังเพิ่มต้นทุนให้ประเทศชาติอีกด้วย

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่ควรช่วยประชาชนในยามวิกฤตแต่บอกว่า “วิธีที่ช่วย” สำคัญพอๆ กับ “เจตนาที่จะช่วย”

และนี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลอนาคตก็ตาม..”

3. ไบโอดีเซล ไฟท์บังคับที่ต้องเลือก คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายใน

คุณ Johnny Pereira ให้ความข้อมูลและความเห็นที่น่าสนใจว่าด้วยเรื่อง“ไบโอดีเซล ไฟท์บังคับที่อาจต้องเลือก”

ระบุว่า การผสม B100 (น้ำมันปาล์ม) ลงไปในน้ำมันดีเซล ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล “ ถูกลง” สำหรับผู้บริโภค

ตรงกันข้าม มันทำให้น้ำมัน แพงขึ้นเสียด้วยซ้ำ แต่มันคือการ “ยอมจ่ายแพงกว่า” เพื่อซื้อความมั่นคงทางพลังงาน ลดภาวะความขาดแคลน (ไม่ต้องพึ่งพานำเข้า 100%) และเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรในประเทศ

…หากสมมุติสถานการณ์ว่า “รัฐบาลยกเลิกการใช้กองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุน (กองทุน = 0 บาท)” ไม่ลดภาษีสรรพสามิต และปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกลไกตลาดโลก 100%

ผมได้นำโครงสร้างราคาวิกฤต (จากช่วงปี 2565) มาใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อให้เห็นภาพผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มแบบตรงไปตรงมาครับ

ตัวอย่างจำลอง: แก้น้ำมันดีเซลขาดแคลน ด้วยการเพิ่มสัดส่วน B100

รัฐบังคับเพิ่มสัดส่วน B100 เพื่อสู้กับน้ำมันดิบขาดแคลน

สมมุติว่า เกิดวิกฤตน้ำมันดิบขาดแคลนรัฐบาลไทยจึงประกาศเพิ่มการผสม B100จากเดิม 7% (B7) ขึ้นเป็น 20% (B20) เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับราคาแบบโดมิโนครับ :

สถานการณ์ตั้งต้น (ก่อนวิกฤต – B7):

ราคาเนื้อดีเซลล้วน (นำเข้า) = 30 บาท/ลิตร

ราคา B100 = 40 บาท/ลิตร

ต้นทุนผสม B7: (30×0.93) + (40×0.07) = 30.70 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปาล์มขวด = 45 บาท/ขวด

เมื่อเกิดวิกฤต และประกาศใช้ B20 : เมื่อโรงกลั่นน้ำมันทั่วประเทศต้องซื้อ B100 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศจะขาดตลาดทันที ส่งผลให้ราคา CPO พุ่งทะยานทะลุเพดาน:

ผลกระทบต่อน้ำมันปาล์มบริโภค (ราคาพุ่งแรง): เมื่อ CPO ถูกดึงไปทำน้ำมันรถยนต์หมด โรงงานทำน้ำมันขวดต้องแย่งประมูลซื้อ CPO ในราคาที่แพงขึ้นมาก

ผลลัพธ์: ต้นทุนน้ำมันปาล์มขวดอาจจะกระโดดจาก 45 บาท ขึ้นไปแตะ 60 – 70บาท/ขวด ทันที (นี่คือสาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์มักจะค้านกระทรวงพลังงานเวลาจะเพิ่มสัดส่วน B100 ในช่วงที่ปาล์มขาดตลาด)

ผลกระทบต่อราคาดีเซล (อาจแพงขึ้นเล็กน้อย แต่เงินไม่รั่วไหล):

สมมุติราคา B100 พุ่งไปเป็น 50 บาท/ลิตร (เพราะ CPO แพงขึ้น) และดีเซลนำเข้าพุ่งไป 40 บาท/ลิตร

ต้นทุนผสม B20 แบบใหม่: (40×0.80) + (50×0.20) = 42.00 บาท/ลิตร

แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่รัฐยอมแลก เพราะดีกว่าปล่อยให้ประเทศไม่มีน้ำมันใช้ และยังเป็นการหมุนเวียนเงินหมื่นล้านบาทให้อยู่ภายในประเทศแทนการจ่ายให้ตะวันออกกลาง

ผลดีต่อเกษตรกรและธุรกิจน้ำมันปาล์ม

หากรัฐใช้นโยบายเพิ่มสัดส่วน B100 นี่คือ “ยุคทอง” ของวงการปาล์มน้ำมันไทยครับ:

ฝั่งเกษตรกรชาวสวนปาล์ม: เมื่อตลาดมีความต้องการ CPO สูงมาก ลานเทและโรงสกัดจะแย่งกันรับซื้อ “ผลปาล์มสด” จากเกษตรกร ราคาผลปาล์มหน้าสวนอาจขยับจาก 4-5 บาท/กก. ขึ้นไปแตะ 8-10 บาท/กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ฝั่งธุรกิจโรงสกัดและโรงกลั่น (B100): เครื่องจักรเดินเต็มกำลัง (Economy of Scale): โรงงานได้ผลิตเต็มกำลังการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อลิตรลดลง

กำไรจากสต๊อก (Stock Gain): โรงงานที่ตุนน้ำมันปาล์มดิบไว้ในแท็งก์ตอนราคาถูก จะได้กำไรมหาศาลเมื่อราคาตลาดพุ่งสูงขึ้น

ตลาดในประเทศมั่นคง: ไม่ต้องไปแข่งขันเรื่องราคาส่งออกกับอินโดนีเซียหรือมาเลเซียในตลาดโลก เพราะแค่ขายให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศก็ผลิตแทบไม่ทันแล้ว…”

สรุป โลกน้ำมันแพง ในประเทศยังไงก็ต้องขึ้นตาม (จะช้าหรือเร็ว และจะใช้เงินอุ้มได้นานแค่ไหนเท่านั้นเอง)

ที่รัฐบาลมีแนวทางเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล เอทานอล ที่ผลิตจากพืชในประเทศมากขึ้น คือแนวทางที่ถูกต้อง ควรสนับสนุน

การใช้น้ำมันที่เป็นพืชพลังงานในประเทศ คือ ทางรอดที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจภายในของเราเอง

สารส้ม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A436fLGMgRjgf28ksutwC