คอลัมน์การเมือง – โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ เข้มข้นกว่าเดิม

คอลัมน์การเมือง-–-โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน-งบประมาณแผ่นดินต้องปรับ-เข้มข้นกว่าเดิม

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เรียบร้อยแล้ว

การประชุม ครม.นัดพิเศษ พิจารณาร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายนนี้แล้ว

รายงานข่าวระบุว่า คำแถลงนโยบายมีความยาว 21 หน้า ครอบคลุม 5 เสาหลัก เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นระบบ

1. สถานการณ์และสภาวะความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

ทุกประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบวิกฤตพลังงานโลก

ขณะนี้ สภาพความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่พรรคการเมืองในบ้านเราออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

งบประมาณแผ่นดิน เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

จะเก็บภาษีมากน้อยจากส่วนไหน จะกู้เงินมากน้อยเพียงใด ขาดดุลมากน้อยแค่ไหน หนี้สาธารณะจะคิดเพดานแค่ไหน

อีกทั้ง รัฐบาลจะเหยียบคันเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวไหนของประเทศ ไม่ว่าจะ การลงทุนของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน อย่างไร ทุกอย่างจะต้องสอดประสาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน

ชัดเจนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

และเพิ่มความแม่นยำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อหาโอกาสจากวิกฤตโลกในปัจจุบัน

2. ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ในเวลานี้ รัฐบาลควรต้องมีนโยบายเด็ดขาด ห้ามหน่วยงานรัฐ เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี

เว้นแต่การเดินทางไปเจรจาการค้า หรือการประชุมสำคัญ

งบศึกษาดูงานต่างประเทศทุกหน่วยงาน ควรตัดให้หมด ในงบประมาณแผ่นดินปีนี้

ถ้าไม่ได้ดูงานต่างประเทศหนึ่งปี ก็ให้มันรู้ไปว่าประเทศชาติจะล่มจม

ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พบว่า ที่ผ่านมา งบดูงานต่างประเทศของหน่วยงานรัฐไทยในช่วง 10 ปี (2559-2568) มีมูลค่าสูงกว่า 2,500 ล้านบาท รวมกว่า 928 โครงการ

จุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ยุโรป (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ออสเตรีย) ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า และกิจกรรมแฝงการท่องเที่ยว 

ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเดินทาง 

ค่าที่พัก : มีการประมาณการค่าที่พักคู่/เดี่ยว ระหว่าง 5,000 – 8,000 บาท/คืน/ห้อง

ค่าอาหาร: มีการจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 800 บาท/มื้อ

ค่าอื่นๆ: ค่าพาหนะในต่างประเทศ ค่าจ้างล่าม ค่าธรรมเนียมดูงาน

ปัญหาที่พบ คือ “ท่องเที่ยวแฝง” และการไม่แสดงผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน

3. “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณสมหมาย ภาษี โพสต์แสดงความเห็นใน Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี

ว่าด้วยเรื่อง “จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานกันไปทำไม”

ระบุว่า

“…คนไทยเราแปลกมาก

ก่อหนี้กันมากใช้จ่ายเกินตัว จนสถานะหนี้ครัวเรือนจะสูงที่สุดในโลก คือ สูงแตะ 88% ของ GDP แล้ว

เป็นถึงขนาดนี้ไม่กลัว แต่กลับกลัวการที่ประเทศจะมีหนี้สาธารณะสูงเกินเพดาน 70% ของ GDP

เรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวยิ่งกลัวกว่าประชาชนทั่วไป และยิ่งแปลกมากนักการเมืองยิ่งกลัวกว่าผู้สื่อข่าว

แถมนักการเมืองไทยยังกลัวการขึ้นภาษีของรัฐบาลยิ่งนัก แต่ทุกวันนี้นักการเมืองไทยมีการกระทำเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจนติดอันดับสูงมาก แต่อย่างนี้กลับไม่กลัว

ผมขอเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพื่อจะบอกให้คนไทยทั้งหลายเข้าใจการเป็นหนี้สักที

ผมเองได้ทำงานให้กระทรวงการคลัง ในด้านการจัดการและดูแลการก่อหนี้สาธารณะมาค่อนชีวิต แถมยังต้องดูแลหนี้ของรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ บางแห่งตอนไปเป็นกรรมการ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และยังเคยดูแลวิสาหกิจเอกชนที่ใหญ่ๆ มาด้วย จึงขอใช้ความรู้เรื่องนี้ มาชี้แจงให้ผู้ที่กลัวการเป็นหนี้ได้รู้ข้อเท็จจริงให้ชัดๆ ครับ

1. ทำไมประเทศชาติต้องก่อหนี้

เรื่องนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล เท่าที่มีความรู้ ประเทศไทยโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้าพระปิยมหาราชของปวงชนชาวไทย ได้ก่อหนี้มาตั้งแต่ท่านปกครองสยามประเทศ

โดยท่านได้เสด็จประพาสประเทศต่างๆ ทางเรือรอบโลกถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยได้ทรงดูงานพร้อมๆกับการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในยุโรปรวมทั้งรัสเซีย และในโอกาสนี้ท่านได้ดำเนินการให้ประเทศไทยก่อหนี้กับตลาดทุนลอนดอน โดยการออกพันธบัตรของรัฐบาลสยามเป็นพันธบัตรระยะยาว เพื่อนำเงินมาลงทุนในการสร้างระบบรถไฟทั่วประเทศของไทย

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ สมเด็จพระจักรพรรดิก็ได้ทรงดำเนินการกู้เงินโดยการออกพันธบัตรจากตลาดทุนลอนดอน เช่นกัน

ที่น่าเสียดายโอกาสการพัฒนาประเทศของไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติโดยคณะราษฎรเมื่อปี 2475 ประเทศไทยไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศเลยจนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในช่วงประมาณปี 2502-2506 ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ธนาคารโลกมาทำการศึกษาภาวะเศรษฐกิจของไทย ใช้เวลาร่วมปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ออกมา แล้วธนาคารโลกก็จัดเงินกู้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำพร้อมเงินช่วยเหลือให้ประเทศไทยเพื่อมาพัฒนาและบูรณาการประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์การความช่วยเหลือต่างประเทศของญี่ปุ่น (ODA) ได้ให้ประเทศไทยกู้เงินเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นสมัยท่านนายกฯจอมพล ถนอม กิตติขจร จำได้ว่าผ่านมาถึงช่วงสมัยท่านนายกพลเอกฯเปรม ติณสูลานนท์ หลังปี 2524 แล้ว ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทยเพิ่งจะสามารถกู้เงินจากธนาคารเอกชนต่างประเทศได้ และหลังจากนั้นภาคเอกชนของไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์จึงเริ่มกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ และมีการกู้มากเกินเหตุ จนกลายเป็นฟองสบู่เกิดปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งลามไปในหลายประเทศ แต่ไทยเจอหนักกว่าใครอื่น

2. การก่อหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ เทียบกับของไทย

ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามาก มักจะมีสัดส่วนของยอดหนี้เมื่อเทียบกับ GDP สูง ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับต่างๆ ก็มีสัดส่วนต่ำกว่า

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเข้มแข็งมีความน่าเชื่อถือต่อธนาคารระดับนานาชาติผู้ให้กู้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา

หนี้สาธารณะของประเทศ คือหนี้ที่หน่วยงานของรัฐกู้เป็นหนี้ระยะยาวจากสถาบันการเงินทั้งจากแหล่งในและนอกประเทศ โดยมี IMF เป็นผู้ที่คอยตรวจสอบดูแลข้อมูลและข้อปฏิบัติตลอด

ลองมาดูประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP สิ้นปี 2568 ของบางประเทศที่น่าสนใจ จากรายงานของ World Economic Outlook (ฉบับเดือนตุลาคม 2568) ในภาพด้านล่าง

3. จะกลัวหนี้สาธารณะชนเพดานไปทำไม

การก่อหนี้สาธารณะของประเทศไม่ใช่ไม่ดี ตรงกันข้ามประเทศที่มีเครดิตดีต่างก็ก่อหนี้จำนวนมากมาพัฒนาประเทศกันทั้งนั้น

แต่จะดีมากหรือน้อย มันอยู่ที่การบริหารหนี้

จะเห็นจากหมายเหตุข้างต้นว่า ในแต่ละประเทศการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินไปใช้ไม่เหมือนกัน เช่น

ประเทศสิงคโปร์ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการลงทุน เข้าใจว่าเป็นการกู้เป็นสกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ของเขาเองซึ่งเป็นเงินสกุลแข็ง

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เขากู้เงินสกุลของตนเอง ซึ่งเป็นสกุลสำคัญระดับนานาชาติในตลาดการเงินโลก เขาก็ไม่กลัว

สำหรับประเทศไทย การก่อหนี้สาธารณะเป็นการกู้มาจากในประเทศมาใช้ชดเชยการคลังขาดดุลภาครัฐสูงมาก เพราะไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาตลอดเมื่อเทียบกับ GDP จึงต้องกู้เงินสูงมากมาใช้ในด้านค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินกู้ที่ครบกำหนด และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพข้าราชการสูงวัย เป็นต้น

ดังนั้น การที่แค่นำตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะมาเทียบกัน แล้วสรุปว่าใครสูงกว่ากันแล้วก็ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องน่ากลัวน่าเป็นห่วงนั้น มันไม่ถูกเสมอไป

ผมจึงเห็นว่าหนี้สาธารณะไทยที่สูงจนจะชนเพดาน 70% ของ GDP มันยังไม่น่ากลัวแม้จะสูงกว่า 70-80% ก็ยังไม่น่าห่วงนัก

แต่อย่าลืมว่า ไทยต้องใช้หนี้เงินกู้จำนวนมากในวิกฤตต่างกรรมต่างวาระ นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตการฉ้อโกงของรัฐบาลที่ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2554 วิกฤตโควิด-19 ปี 2563 รัฐบาลต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท วิกฤตปี 2540 และปี 2554 เป็นวิกฤตที่ประจักษ์แล้วว่ามาจากการบริหารการเงินการคลังที่ผิดพลาดของรัฐบาล ซึ่งมาจากการกระทำทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ที่ไทยเรายังโชคดีอยู่ คือหนี้สาธารณะคงค้างขณะนี้เป็นหนี้ในประเทศและเป็นหนี้เงินบาทแทบทั้งหมด

เรามีภาระหนี้เงินตราต่างประเทศน้อยมากๆ

ดังนั้น จึงขอสรุปตรงนี้ว่า รัฐบาลและนักการเมืองจะไปกลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน 70% ของ GDP ไปทำไม

ถ้าให้ดีควรต้องกำหนดหนี้สาธารณะให้มีเพดานที่ 70 – 80% ของ GDP คล้ายของมาเลเซีย

แล้วไทยจะมีช่องว่างที่จะก่อหนี้ ทั้งที่เป็นเงินบาทกู้ในประเทศและเงินต่างประเทศที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อเพิ่มการลงทุน เช่น จากไจก้า (JICA) ของญี่ปุ่น มาลงทุนพลิกผันประเทศแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อีกมาก

4. วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกครั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ด้วยการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาช่วยเสริมอีกตลอด 3-4 ปีข้างหน้า

สงครามสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ ผู้รู้บางท่านกล่าวว่ามาจากความแค้นต่อกันของแต่ละฝ่าย ผมเห็นว่ามากกว่านั้น แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ความแค้น แต่ทรัมป์ได้ใช้จังหวะที่อิสราเอลต้องการแก้แค้นอิหร่านผู้สนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ กระโดดเข้าไปก่อสงครามกับอิหร่าน โดยอ้างสาเหตุการต้องกำจัดนิวเคลียร์และการปกครองของอิหร่านที่ต่อเนื่องโดยอยาตอลเลาะห์

แท้จริงแล้ว สหรัฐขณะนี้ได้อ่อนแอลงมาก จากค่าเงินดอลลาร์ด้อยค่าและด้อยความนิยม พันธบัตรสหรัฐก็ถูกด้อยค่าด้วย และประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะก้อนใหญ่มากเกินไป จึงหาเรื่องทำสงครามเพื่อหวังรักษาความเป็นเจ้าโลกให้คงไว้ แล้วแถมจะได้ควบคุมแหล่งพลังงานของโลกมากขึ้น

แต่สงครามที่ทรัมป์เล่นกับไฟอยู่ขณะนี้ ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นมาก ก่อเหตุบานปลายถึงการทำลายเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการขาดแคลนทั้งน้ำมันและก๊าซไปทั่วโลก เงินเฟ้อที่เรียกว่าการกดดันของต้นทุน (Cost Push) จึงเกิดขึ้นทั่วโลก และจะเกิดต่อเนื่องไปอีกนาน ทำให้ราคาของสินค้าและบริการทุกอย่างถูกยกให้สูงขึ้นทั้งหมดทั่วโลก แล้วจะสูงไปอย่างน้อยอีก 2 ปี

ปีแรก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลต้องเข้าแก้ไขทันที

ไม่ใช่มาคุมราคาสินค้า มันไม่ใช้วิธีแก้ที่ยั่งยืน

มันไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ

แต่ต้องเพิ่มงบประมาณให้สูงถึงประมาณ 10%

และต้องสนใจจัดไปใช้ให้ถูกที่

อย่าทำแบบจัดสรรให้จังหวัดของสส. อย่างสมัยเก่า

ต้องดูแลทั้งเรื่องช่วยกลุ่มเปราะบางด้วยคนละครึ่งพลัสตามเดิม

ต้องเพิ่มยกระดับเงินเดือนของข้าราชการ และลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน บนฐานของค่าจ้างขั้นต่ำให้พ้นน้ำ

ดังนั้น แนวทางหลักที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ของไทย คือ

รัฐบาลต้องดันสภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินเดือนค่าจ้างและอำนาจซื้อของคนไทย ให้สูงตามให้มากเท่าที่จะทำได้

เพื่อให้เป็นไปตามแนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นของโลก

รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่ปี 2570 นี้ให้สูงขึ้นอย่างเต็มที่

และต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาเสริมด้านการลงทุนเพิ่มพลังการแก้วิกฤตให้ตรงจุด

เพราะโอกาสจากการทำให้เกิดวิกฤตของทรัมป์ ได้เปิดทางให้ไทยใช้นโยบายที่กล่าวข้างต้นโจ๋งครึ่มอยู่แล้ว”

4. ต้องยอมรับว่า สภาพความจริงในขณะนี้ โจทย์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

เพราะฉะนั้น งบประมาณแผ่นดินก็ควรจะต้องปรับ เพิ่มเข้มข้นกว่าเดิม เพิ่มความรัดกุมกว่าเดิม

และเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารประเทศให้สอดรับกัน

สารส้ม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TjSCpD-mXUPLckZnhjx-A