โลกได้หยุดพักไม่กี่อึดใจ สุดท้ายสันติภาพแค่เพียงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ก็กลับมายืนอยู่บนปากเหวอีกครั้ง หลังการเจรจาระดับสูงเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ไร้ข้อสรุป และยังไม่รู้ว่าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นั่นก็แปลว่าชะตากรรมของโลกและช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ยังเปราะบางต่อไป
คนทั้งโลกคงต้องกลั้นหายใจลุ้นกันยาวๆ สถานการณ์ต่อจากนี้ จะมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์เล็กๆ อีกหรือไม่ ทุกอย่างคาดเดาอะไรไม่ได้ว่า ปลายทางที่เราจะเห็นนั้นคือสันติภาพ หรือหุบเหวหายนะ ที่แน่ๆ คือช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ยังปิดอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนรุนแรงส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย ต่อไป
ในบ้านเรา แม้มติคณะรัฐมนตรีเพิ่งคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาดูแลกลุ่มต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดสึนามิทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าฟังฉากทัศน์ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประเมินผลกระทบเป็นขั้นบันได เริ่มจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกในอีก 1-2 ปี ภาวะของแพง และกำลังซื้อหดตัว ผลลัพธ์สุดท้ายคือ เศรษฐกิจชะงักงัน แต่เงินเฟ้อสูง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล
หรือฟังจากน้ำเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็น่ากังวลเพราะเป็นการพูดถึงความเปราะบางของสถานการณ์น้ำมันจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ เป็นความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือความยากลำบากในการจัดหาน้ำมันจากต่างประเทศเพราะทุกชาติจะต้องแย่งกันนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก
นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างชัดเจนมากที่สุด นับแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางมาเดือนเศษๆ ฟังแล้วก็พอจับใจความได้ว่า ปัญหาหนักกว่าน้ำมันแพง คือ หานำเข้าไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังมีน้ำมันสำรองใช้ไปอีกอย่างน้อย 100 วัน แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ หรือการนำเข้าน้ำมันดิบไม่เข้ามาตามที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้ข้าราชการร้องขอความร่วมมือจากประชาชน และภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home รวมถึงการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งเตรียมออกมาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันช่วงเวลา 22.00 น. ไปจนถึงเวลา05.00 น. หลังสงกรานต์ ก็บ่งบอกเป็นนัยถึงระดับภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี
จากนี้ไป คนไทยทุกคนคงต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า เราหมดยุคใช้น้ำมันราคาถูกแล้วสถานการณ์น้ำมันในประเทศจะตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอุณหภูมิของสงคราม เราอาจจะต้องเจอความจำเป็นในการยกระดับใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้นเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจเต็มของรัฐบาลเพื่อพยุงราคาน้ำมัน อย่างที่กำลังหาทางกดราคาดีเซลอยู่ตอนนี้
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ส่วนหน้าที่ของประชาชนคือ ให้ความร่วมมืออย่างเหมาะสม และปรับตัวเอาตัวเองให้อยู่รอด ไม่ว่าท้ายที่สุดสันติภาพจะสำเร็จหรือล้มเหลว ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิม เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะเส้นแดงวิกฤตพลังงานและสึนามิทางเศรษฐกิจ ถูกขึงอยู่ประตูหน้าบ้านแล้ว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JoXbOfze072ftFwb5jjnZ
