การเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ประเทศปากีสถานไม่บรรลุผล สัญญาณอันตรายรออยู่ข้างหน้า และก่อนหน้านี้ หลายภาคส่วนได้ออกมาเตือนและให้คำแนะนำกับประชาชนให้รับมือกับวิกฤตน้ำมันที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานของไทย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้จ่าย แนะการรับมือของรัฐบาลที่อาจนำพาสังคมไปสู่ความยากลำบากในช่วงหลังพ้นเทศกาล หากจัดการไม่ดี ราคาน้ำมันดีเซลอาจพุ่งสูง 70 บาทต่อลิตร โดยฝากความห่วงใยถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำและแรงงานรายวัน ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจหลังสงกรานต์จะเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก
สถานการณ์แบบนี้ มันท้าทายพวกเราทุกคน การที่บอกว่าน้ำมันจะยังไม่ขึ้นช่วงก่อนสงกรานต์ แล้วรัฐมนตรีพลังงานบอกว่า ราคาหน้าโรงกลั่นของ B7, B20 ต้องลงมา 2 บาทเนี่ย เมื่อพ้นสงกรานต์ นั่นแหละครับ สถานการณ์เราจะเลวร้ายมากต้องฝากพี่น้องทุกคนนะครับ ช่วงสงกรานต์ท่านอย่าจับจ่ายใช้สอยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วอย่าล้างผลาญตนเองครับ เพราะหลังสงกรานต์จะเป็นเรื่องชีวิตจริง
นายเจษฎ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากมีพนักงานขอลาออก นายจ้างกลับรู้สึกยินดีเพราะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล อาจจะต้องเผชิญกับภาวะตกงานเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง
ขณะที่ประเด็นการบริหารงานของรัฐบาล นายเจษฎ์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการวางแผนรัดเข็มขัดและจัดลำดับความสำคัญของนโยบายอย่างเร่งด่วน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70%เป็น 80% เพื่อนำเงินมาอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และการออกมาตรการเยียวยาแบบเดิมๆ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ก็เป็นเพียงการนำเงินภาษีหรือเงินกู้มาใช้ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง เพราะความเดือดร้อนในขณะนี้ได้กระจายตัวไปทุกกลุ่มอาชีพแล้ว
รัฐบาลก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ ท่านต้องจัดระบบในการดูดซับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต้องจัดกลไกในการดูแล ท่านจะบอกแค่ว่าคนละครึ่งพลัสไม่ได้หรอกครับ คนละครึ่งพลัสก็ใช้เงินและเป็นเงินภาษี ก็อาจจะต้องไปกู้มา จะบอกเยียวยาบางกลุ่ม มันก็ไม่ได้เพราะมันเดือดร้อนกันทุกกลุ่ม
นายเจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่ามี “กลุ่มทุนพลังงาน” ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุน ลักลอบนำเข้าน้ำมันหนีภาษี หรือปั่นราคาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่หากพบว่ามีจริง รัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งหากลุกลามบานปลายจนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ตกลงนายทุนพลังงานมีอยู่จริงหรือเปล่า ที่มีทั้งการกักตุน ที่มีทั้งการนำน้ำมันที่อาจจะไม่ได้เสียภาษีเข้ามา ที่มีทั้งการไปปรับราคาเพื่อที่จะให้สนนราคามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดานายทุนเหล่านี้ ถ้ามีต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ถ้ายิ่งสหรัฐอเมริกาไม่หยุด อิหร่านไม่นำพา แล้วเขาก็เดินหน้าสงครามกัน เรายิ่งต้องวางแผนให้ดี รัดเข็มขัดให้มาก จัดสิ่งที่ควรให้มาก่อน สิ่งที่ไม่ควรให้ไปหยุดไว้ทีหลัง
“ผมยังเกรงเลยนะครับว่าหลังสงกรานต์ไปสักระยะหนึ่ง ราคาดีเซลจะแตะได้ถึง 70 บาท หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลต้องพยายามพยุงให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ได้จ่ายชดเชยเอาเงินภาษีมาเสริมเติมไม่เช่นนั้นสถานการณ์เราเลวร้ายแน่นอน”นายเจษฎ์ กล่าวในตอนท้ายอย่างน่าห่วงใย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1guQ6Pmh9gB207ruIDCibL
