23 มิถุนายน 2026 นับเป็นวันครบรอบ 10 ปีของการลงประชามตินำสหราชอาณาจักร ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ หรือ “Brexit” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 21
ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงทันที ตลาดหุ้นอังกฤษปรับตัวลดลงอย่างหนัก และทำให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอย่าง เดวิด คาเมรอน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง หลังเป็นผู้ผลักดันให้มีการลงประชามติและสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อไป
หลังจากนั้น สหราชอาณาจักรต้องใช้เวลาหลายปีในการเจรจาเงื่อนไขการถอนตัว โดย เทเรซา เมย์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากคาเมรอน ไม่สามารถผลักดันข้อตกลง Brexit ผ่านรัฐสภาได้ถึง 3 ครั้ง ก่อนจะลาออก และในที่สุด บอริส จอห์นสัน เป็นผู้ดำเนินการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในปี 2020
เศรษฐกิจอังกฤษยังไม่เห็น “ผลบวก” ตามที่คาดหวัง
หนึ่งในคำมั่นสำคัญของฝ่ายสนับสนุน Brexit คือ การนำอำนาจการตัดสินใจกลับคืนสู่ประเทศ ลดข้อจำกัดจากกฎระเบียบของ EU และเปิดทางให้อังกฤษทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอังกฤษไม่ได้เติบโตโดดเด่นหลังออกจาก EU
นิโคลัส บลูม ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเมินว่า ภายในปี 2025 Brexit ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรลดลงราว 6-8%
เขาระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความต้องการลงทุนที่ลดลง การที่ผู้บริหารธุรกิจต้องใช้เวลาจำนวนมากกับการรับมือ Brexit รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพตลอดช่วงกระบวนการถอนตัวที่ยืดเยื้อ
แม้เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังมองว่า Brexit เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษในระยะยาว
หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนผลกระทบของ Brexit ได้ชัดเจนที่สุดคือ ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง หลังผลประชามติปี 2016 ค่าเงินปอนด์ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับก่อนลงประชามติได้ ทั้งเมื่อเทียบกับเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐฯ
บริษัทวิเคราะห์การเงิน Convera ระบุว่า ค่าเงินปอนด์โดยเฉลี่ยอยู่ต่ำกว่าระดับก่อน Brexit ราว 10% ตลอดช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินที่อ่อนค่าลงทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของชาวอังกฤษ เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบจำนวนมาก
ตลาดหุ้นอังกฤษโตช้ากว่าสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นอังกฤษก็สะท้อนภาพความท้าทายหลัง Brexit เช่นกัน โดยดัชนี FTSE 100 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ มีผลตอบแทนดีกว่าดัชนี FTSE 250 ที่เน้นบริษัทซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า
คริส สมิธ ผู้จัดการกองทุนจาก Jupiter Asset Management ระบุว่า Brexit ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
เขาชี้ว่า ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนตัว เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ล้วนสร้างแรงกดดันต่อบริษัทที่มุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นอังกฤษยังเติบโตช้ากว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
EU ยังเป็นคู่ค้าหลักของอังกฤษ
แม้อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปแล้ว แต่ EU ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ในปี 2025 EU คิดเป็น 41% ของการส่งออกทั้งหมดของสหราชอาณาจักร และ 50% ของการนำเข้า
โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2021 เพื่อป้องกันการใช้มาตรการภาษีและโควตาสินค้าระหว่างกัน ซึ่งมูลค่าการค้ารวมระหว่างอังกฤษกับ EU ยังคงสูงกว่า 800,000 ล้านยูโรต่อปี
ที่มา: CNBC
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jtrojVuZ6_htP2WVb-SGA
