ครั้งที่แล้ว ผมนำเสนอข้อมูลที่สะท้อนการแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (ตารางประกอบ) เพราะจำนวนเกิดเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 60 ถึง ปลายทศวรรษ 70
ครั้งที่แล้ว ผมนำเสนอข้อมูลที่สะท้อนการแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (ตารางประกอบ) เพราะจำนวนเกิดเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 60 ถึง ปลายทศวรรษ 70
เริ่มเข้าสู่วัยกลางคนและแก่ตัวลงตั้งแต่ทศวรรษ 90 เป็นต้นไป ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่จะแก่ตัวต่อไปอีก (แต่ยังไม่ตาย) ในอีก 15 ปีข้างหน้า
ในทศวรรษ 90 นั้น อาจมองได้ว่า เป็นช่วงที่ประชากรไทยอายุน้อย (อายุมัธยฐาน 24.6 ปี) และประชากรหนุ่มแน่นและแข็งแรงมากที่สุด ในช่วงดังกล่าว เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงมาก มีคนอยู่ในวัยทำงาน (15-19 ปี) ถึง 34.59 ล้านคน (คนทำงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63.4% ของประชากรทั้งหมด) และมีเด็ก (อายุ 0-14 ปี) ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตมากถึง 15.92 ล้านคน
จึงมองได้ว่าตลาดไทยมีแต่จะขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันมีผู้สูงอายุเพียง 4.04 ล้านคน แปลว่าคนในวัยทำงาน 8.56 คนมีภาระต้องเสียภาษีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
แต่มาวันนี้ (ปี 2568) ประชากรโดยรวมเริ่มลดลง แปลว่าตลาดของประเทศไทยกำลังหดตัวลง และที่สำคัญคือ จำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลคือในปี 2568 คนในวัยทำงานเพียง 2.9 คน จะต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน (ที่มีจำนวนมากถึง 14.3 ล้านคน)
นอกจากนั้นประชากรโดยรวมก็แก่ตัวลงโดยอายุมัธยฐาน เพิ่มขึ้นเป็น 41.5 ปี ถือว่าประชากรไทยเข้าสู่วัยกลางคนที่สุขภาพและพละกำลังย่อมไม่แข็งแรงเหมือนในช่วงปี 2533 และอีกเพียงไม่ถึง 15 ปี คือปี 2583 ประชากรโดยรวมแก่ตัวลงไปอีก อายุมัธยฐานเพิ่มขึ้นเป็น 46.5 ปี
มีผู้สูงอายุกว่า 20 ล้านคน เทียบกับคนวัยทำงานเพียง 36.9 ล้านคน (คนวัยทำงานสัดส่วนเพียง 57.65% ของประชากรทั้งหมด) และคนวัยทำงานเพียง 1.8 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
ผมเห็นว่า การจะเร่งให้มีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจะทำได้ยาก และจากประสบการณ์ในต่างประเทศก็ยังไม่เห็นประเทศใดที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นการเพิ่มการเกิดจะไม่ทันการณ์ เพราะกว่าเด็กจะโตเป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้มีผลผลิตและเสียภาษี ก็จะต้องใช้เวลาอีกนานนับ 10-20 ปี
ดังนั้น การแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะกลางสำหรับประชากรที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วคือ การทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี เพื่อให้สามารถทำงานอย่างแข็งขันต่อไปอีกและเป็นผู้เสียภาษีเพื่อลดภาระของลูกหลาน
รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปี 2567 ระบุว่า ผู้สูงอายุเพียง 38% ยังคงทำงาน โดยกลุ่มที่ทำงานในภาคการเกษตรมีมากถึง 58.66% และนอกภาคการเกษตร 41.31% แสดงว่าจำแป็นจะต้องมีสุขภาพที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่ทั้งนี้ในระยะยาวน่าจะส่งเสริมให้ได้ทำงานในภาคนอกภาคการเกษตรที่มีผลผลิตสูงกว่าและสามารถทำงานได้ยาวนานกว่า
ผมเชื่อว่า นโยบายที่จะส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี มีร่างกายแข็งแรงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และที่สำคัญคือจะลดทอนการพึ่งพาลูกหลานและภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันผู้สูงอายุพึ่งพาทั้ง 2 ส่วนนี้ค่อนข้างมาก
ทำอย่างไร ประชากรที่กำลังแก่ตัวจะมีสุขภาพดีและร่างกายแข็งแรง? ข้อมูลของประชากรไทยพบว่า ตอนที่อายุ 30-39 ปี ส่วนใหญ่ยังจะไม่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Disease หรือ NCDs)
แต่เมื่ออายุ 40-49 ปี พบว่า 1/3 มี NCDs อย่างน้อยหนึ่งโรค เช่น ความดันโลหิตสูง และบางคนมีภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย ต่อมาหากไม่ดูแลสุขภาพให้ดีก็จะตามมาด้วยระดับน้ำตาลในเลือดสูง (และโรคเบาหวานจะตามมา)
กล่าวคือพบว่าในกลุ่มคนไทยที่อายุ 60 ปีหรือมากกว่า ประมาณครึ่งหนึ่งจะมี NCDs 2 โรค หรือมากกว่า โดย 50% มีความดันโลหิตสูง 20% มีน้ำตาลในเลือดสูง และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคหัวใจและโรคกระดูกและกล้ามเนื้อเสื่อม ประเด็นคือ เมื่อเผชิญกับภาวะดังกล่าว ผู้สูงอายุจะมีร่างกายที่อ่อนแอ (ทำงานไม่ค่อยได้) และป่วยบ่อยๆ
ข้อมูลของไทยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้สูงอายุในแต่ละปีมากกว่าหนึ่งแสนบาท สูงกว่าการดูแลสุขภาพของคนอายุ 20-29 ปีเกือบ 10 เท่าตัว ทั้งนี้ เพราะคนอายุ 20-29 ปี หากป่วยก็มักจะเกิดจากอาการที่รักษาให้หายได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ป่วยเพราะอาหารเป็นพิษ หรือบาดเจ็บเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
แต่ในกรณีของผู้สูงอายุจะมี NCDs เรื้อรังมาเป็นเวลานับ 10 ปี และเมื่อเจ็บป่วยก็มีอาการแทรกซ้อน ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ยาวนาน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24 คนต่อผู้ป่วย 100 คน เมื่อเทียบกับคนอายุ 25-29 ปี ซึ่งสัดส่วนที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลมีเพียง 3-4 คนต่อผู้ป่วย 100 คน
ประเด็นคือ การดูแลสุขภาพของประชากรที่กำลังแก่ตัวนั้นจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่อายุประมาณ 35 ปีที่ยังไม่มีโรคประจำตัว และเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ออกกำลังกาย เป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักตัว เลิกสูบบุหรี่และดื่มสุรา) เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น NCDs ที่จะบั่นทอนสุขภาพเมื่อสูงอายุ
การให้ความสำคัญกับการป้องกันการเป็นโรคมากกว่าการรอรักษาโรค จึงจะเป็นทางรอดให้กับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับการแก่ตัวของประชากรครับ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1245511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4Rpgc2948C2_Pyck9ZNc
