ส่งออก..รุ่ง แต่ GDP ร่วง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “ชีวิตจริงของประชาชน”

ส่งออก.รุ่ง-แต่-gdp-ร่วง-“เศรษฐกิจตัวเลข”-หรือ-“ชีวิตจริงของประชาชน”

ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น อาจเป็นเพียง “ภาพลวงตา” การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “เศรษฐกิจชีวิตจริง” ของประชาชน


การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
1. ทองคำ : การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก (re-export)
2. อิเล็กทรอนิกส์ : แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57% แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ (Assembly) ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ 1 ใน 5 ส่วน (18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง
ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่

ข้าว

ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น มูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31% และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง
ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือน ทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือน และ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%
ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น “อาการป่วย” ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ” (Decoupled Growth)

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวย แต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต “การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง” นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทาน จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
1. ยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง สนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ (Smart & AI Farming) และเกษตรแปลงใหญ่ (Big Farm) พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกร จัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร รวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่าย โดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ
2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรา ยังคงเป็นการประกอบ (Assembly) ไม่ใช่การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain) ประการสำคัญคือ รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ
เราต้องปรับเปลี่ยนจากโรงงานประกอบ (OEM : Origianl Equipment Manufacturer) อัพเกรดเป็น ODM (Original Design Manufactuere) มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer) สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

คนไทยที่มีศักยภาพ

3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการเพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน
4. ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิม จาก “ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“ (Importer-Exporter model) สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดน ซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี (SME) และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชน รวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดด สามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง (Inclusive distribution)
ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทย เป็นเพียง “จุดผ่าน” ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชน ไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“ อย่างนี้ต่อไป ถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร
นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออก จึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง

เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


Post Views: 189

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/29/thailand-economic-crisis-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MX_4T5m-DPNv44CDNjTP3