สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Government Shutdown อย่างเป็นทางการ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ-เข้าสู่ภาวะ-government-shutdown-อย่างเป็นทางการ-ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ เผชิญกับภาวะ Government Shutdown อย่างเป็นทางการ หลังวุฒิสภาลงมติไม่ผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว (temporary funding) ทำให้การอนุมัติใช้จ่ายของรัฐบาลหมดอายุเมื่อเวลาเที่ยงคืนวันที่ 30 กันยายน (ตรงกับ 11.00 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม ตามเวลาไทย) การเจรจาระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่าย หากประเทศต้องเผชิญกับการปิดทำการของรัฐบาล

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ Shutdown แต่บริการที่ ‘จำเป็น’ (essential services) เช่น งานบังคับใช้กฎหมาย กองทัพ และหน่วยงานรักษาความปลอดภัย ยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่เจ้าหน้าที่ จะไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่าจะผ่านงบประมาณใหม่

  • ข้าราชการพลเรือนราว 900,000 คน (40%) ถูกสั่งพักงานชั่วคราว ตามการประเมินของ Goldman Sachs
  • หน่วยงานจำนวนมากได้ออกแผน ‘ปิดทำการบางส่วน’ (shutdown plans) เช่น การหยุดงานวิจัย บริการลูกค้า และงานที่ไม่เร่งด่วน
  • กระทรวงแรงงาน ประกาศว่าจะเลื่อนการเผยแพร่ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ รายงานการว่างงาน, ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
  • สำนักงานธุรกิจขนาดเล็ก (SBA) จะหยุดปล่อยสินเชื่อใหม่
  • สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) ระงับโครงการซ่อมแซมหรือกำจัดมลพิษบางส่วน
  • สายการบินในสหรัฐฯ เตือนว่า การขาดแคลนเจ้าหน้าที่อาจทำให้เที่ยวบินล่าช้า

นอกจากนี้ มีรายงานว่าข้าราชการกว่า 150,000 คน มีกำหนดลาออกจากราชการ (buyout program) ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 80 ปี และตลอดปีนี้มีการปลดพนักงานภาครัฐจำนวนมากแล้ว

นับตั้งแต่ปี 1981 สหรัฐฯ เผชิญกับ Government Shutdown มาแล้ว 15 ครั้ง โดยส่วนใหญ่กินเวลาเพียง 1- 2 วันเท่านั้น แต่ครั้งล่าสุดในสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ (ธ.ค. 2018 – ม.ค. 2019) กินเวลานานถึง 35 วัน กลายเป็นการปิดทำการที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจราว 3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 0.02% ของ GDP ตามการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ครั้งนี้ จึงยังเป็นที่จับตาว่าความขัดแย้งระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณด้านสาธารณสุข (healthcare) จะทำให้การปิดทำการยืดเยื้อแค่ไหน

Goldman Sachs ประเมินว่า การ Shutdown จะกดดัน GDP ลดลงราว -0.15% ต่อสัปดาห์ แต่จะฟื้นตัวกลับในไตรมาสถัดไป ด้าน S&P Global เคยประเมินต้นทุนการ Shutdown อยู่ที่ 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ และหากการปิดทำการยาวเกินวันที่ 18 ตุลาคม อัตราการว่างงานอาจปรับเพิ่มขึ้น 0.1 – 0.2% การชะงักของหน่วยงานรัฐ เช่น การเลื่อนเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ การหยุดปล่อยสินเชื่อธุรกิจ และการชะลอโครงการภาครัฐ อาจทำให้ภาคธุรกิจและตลาดแรงงานสะดุด รวมไปถึงกระทบต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่มีกำหนดจัดการประชุมนัดถัดไปในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้อีกด้วย

ผลกระทบต่อทองคำ

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ราคาทองคำตอบสนองต่อ Shutdown แบบ ‘จำกัด’ และมักไม่มีผลต่อทิศทางระยะยาว

  • ปี 2013: ทองคำลดลง -2% ก่อน shutdown แต่ดีดขึ้น +1% ระหว่าง shutdown
  • ม.ค. 2018: ทองคำปรับขึ้นรวม +3%
  • ธ.ค. 2018 – ม.ค. 2019: ทองคำปรับขึ้น +3%

อย่างไรก็ตาม รอบนี้ต่างออกไป เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจใช้โอกาส shutdown เพื่อเลิกจ้างพนักงานเพิ่ม และยกเลิกโครงการที่ฝ่ายเดโมแครตสนับสนุน ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดแรงงานมากกว่าที่ผ่านมา ล่าสุด ความเสี่ยงจากการปิดทำการได้กดดันให้ ดอลลาร์อ่อนค่า และหนุนให้ ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในตลาดเอเชีย

Government Shutdown ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองของสหรัฐฯ แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก สำหรับนักลงทุน ผลกระทบต่อราคาทองคำในอดีตมักมีเพียง ระยะสั้น แต่ยิ่ง shutdown ยืดเยื้อ ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven assets) อย่างทองคำก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น นักลงทุนควรจับตาพัฒนาการของการเจรจาทางการเมืองในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวอาจสร้าง ‘จังหวะสำคัญ’ ในการลงทุน

ภาพ: wildpixel/Getty Images 

อ้างอิง: 

  • Goldman Sachs, Reuters, data from Aspen calculation by YLG

TAGS:  


ABOUT THE AUTHOR

ฐิภา นววัฒนทรัพย์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-government-shutdown-impact-economy-gold/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HQ6OInv1LW4ogB3VgNHjK