การส่งออกของฮ่องกงเติบโตร้อยละ 17.5 ในเดือนตุลาคม แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า

การส่งออกของฮ่องกงเติบโตร้อยละ-17.5-ในเดือนตุลาคม-แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า

ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยกรมสำมะโนและสถิติ มูลค่าสินค้าส่งออกของฮ่องกงในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 461.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 59.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทางการคาดว่าการปรับตัวที่ดีขึ้นนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกซักระยะ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศได้ลดลง การเติบโตนี้ขยายตัวในระดับเลขสองหลักตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา     และเร่งขยายตัวขึ้นจากร้อยละ 16.1 ของเดือนกันยายน

การส่งออกไปยังมาเลเซียเติบโตเร็วที่สุดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 139.4 ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ร้อยละ 56.8 และเวียดนามร้อยละ 56 ในขณะที่สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากฮ่องกงมูลค่ากว่า 36 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในเดือนสิงหาคมซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าการนำเข้ารวมอยู่ที่ 501.7 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ส่งผลให้เกิดดุลการค้าของฮ่องกงติดลบลบ 39.9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง

โฆษกรัฐบาลฮ่องกงระบุว่า “การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกประกอบกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงสูงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของการค้าสินค้าของฮ่องกงต่อไป”

ศาสตราจารย์ Billy Mak Sui-choi จากภาควิชาบัญชีเศรษฐศาสตร์และการเงิน Baptist University กล่าวว่า ฮ่องกงมีบทบาทมายาวนานในฐานะศูนย์กลางการส่งออกซ้ำ (re-exporter) และได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump สหรัฐอเมริกา ซึ่งภาษีที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ภายใต้การนำของ Joe Biden จะมุ่งเป้าไปที่จีนรวมถึงฮ่องกงซึ่งส่งผลเสียต่อประเทศโดยรวม แต่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้ากับคู่ค้าทุกรายและต่อมาได้ตรึงภาษีที่มีต่อจีนไว้ ทำให้จีนมีความได้เปรียบในการแข่งขัน การผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่สามารถขยายขนาดได้ ราคายอมรับได้และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นธุรกิจระดับโลกจึงอาจเลือกผลิตในจีนและส่งออกซ้ำผ่านฮ่องกง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของการส่งออก โดยการค้าต่างประเทศของฮ่องกงจะยังคงแข็งแกร่งต่อไปอีกประมาณครึ่งปีหลังจากที่สหรัฐฯ และจีนได้ตกลงขยายการพักรบทางการค้าจนถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2869 และได้ลดภาษีตอบโต้ส่วนใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศดีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้พบกับประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน ระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รวมทั้งสหรัฐฯ ได้มีการประกาศลด “ภาษีเฟนทานิล” ต่อจีนลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ภาษีดังกล่าวเดิมถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการลงโทษจีนจากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการไหลเข้าของสารเสพติดไปยังสหรัฐฯ การลดภาษีครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ ต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีน รวมถึงฮ่องกงและมาเก๊า ลดลงเหลือร้อยละ 47 ซึ่งต่ำกว่าก่อนการพักรบทางการค้าถึงร้อยละ 10 

ศาสตราจารย์ Billy Mak กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อการพักรบใกล้สิ้นสุดลง ผู้คนจำเป็นต้องจับตาดูว่าจะมีการขยายออกไปอีกหรือไม่ หรือทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมกลยุทธ์เพื่อเริ่มการเจรจารอบใหม่” ในเดือนนี้ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มการประมาณการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของฮ่องกงในปีนี้เป็นร้อยละ 3.2 จากการคาดการณ์เดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่คาดว่าอยู่ระหว่างร้อยละ 2 ถึง โดยให้เหตุผลว่ามาจากผลของการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ในสามไตรมาสแรก และแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าที่ดีขึ้นในช่วงระยะสั้นนี้

ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

การขยายตัวและยังมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้นในด้านการส่งออกถือเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตเชิงบวกของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกไปยังตลาดสำคัญของฮ่องกง            เช่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ และเวียดนาม ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นสะท้อนถึงการกระจายตัวของตลาดปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ฮ่องกงยังคงเผชิญกับการขาดดุลการค้า แต่การเติบโตของการส่งออกสะท้อนถึงบทบาทที่แข็งแกร่งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการส่งออกซ้ำ (re-export hub) ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกต่างๆ หลายด้าน

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการใช้ฮ่องกงเป็นฐานเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีศักยภาพสูง ผู้ประกอบการไทยควรติดตามแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของภูมิภาคอันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าการค้าของไทยในระยะต่อไป การเติบโตด้านการค้าของฮ่องกงในช่วงที่ผ่านมาเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและสะท้อนถึงบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าโลก สคต ณ เมืองฮ่องกงจะยังคงติดตามสถานการณ์สม่ำเสมอ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในเวทีสากล

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/prqywdott3nemzvf3gtxaus9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFplX1itysUDEOCARDvp1