กรุงเทพมหานคร… กลายเป็นเกาะสีส้มท่ามกลางมหาสมุทรสีน้ำเงิน
ผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ สร้างปรากฏการณ์ “ส้มแลนด์สไลด์” ในพื้นที่เมืองหลวง พรรคประชาชนกวาดที่นั่งเรียบทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ ชนะใจคนกรุงได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อมองออกไปนอกเขตปริมณฑล ภาพที่เห็นกลับหนังคนละม้วน เมื่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมจับมือกันปักธงชัยยึดพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างเหนียวแน่น
ความพ่ายแพ้ในเชิงจำนวน สส. ทั่วประเทศของพรรคประชาชน กลายเป็นเชื้อไฟที่จุดชนวนดราม่าบนโลกออนไลน์ เมื่อมวลชนบางส่วนเริ่มผลิตวาทกรรมขยี้ใจ “คนกรุงเจริญเพราะฉลาดเลือก… ต่างกับต่างจังหวัดที่ยอมให้เขาจูงจมูก ซื้อเสียง และโง่เขลา”
คำถามคือ… ในระบอบประชาธิปไตย เสียงของคนกรุงและคนต่างจังหวัด มี “ค่า” และ “ความเป็นคน” ไม่เท่ากันจริงหรือ?
‘อภิสิทธิ์ทางปัญญา’ เมื่อประชาธิปไตยถูกใช้เพื่อดูแคลน
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา ได้กระตุกแขนเสื้อผู้สนับสนุนพรรคประชาชนให้กลับมามองความจริงอย่างมีสติ โดยวิเคราะห์ว่า ท่าทีการอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการด่าว่าคนต่างจังหวัดโง่ คือการแสดงออกของ ‘อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง’ (Urban Intellectual Superiority)
ที่มีความเชื่อว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯเป็นคนมีเหตุผล มีการศึกษา และเข้าใจประชาธิปไตย” ในขณะที่คนต่างจังหวัดถูกลดทอนศักดิ์ศรีให้เหลือเพียงมวลชนที่ “โง่ จน และถูกชักจูงง่าย” ไม่สามารถคิดเองได้
อาจารย์โอฬารชี้ให้เห็นตรรกะที่น่ากลัวว่า “วิธีคิดเช่นนี้ ไม่ต่างจากวาทกรรมอำนาจนิยมที่ชนชั้นนำใช้ดูแคลนประชาชนมานาน เพียงแต่เปลี่ยนคนพูดจาก ‘รัฐ’ มาเป็น ‘มวลชนของพรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตยก้าวหน้า’ เสียเอง”
ความพ่ายแพ้ไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ แต่คือ ‘โครงสร้าง’
การอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการโทษ ‘ความโง่เขลา’ ของคนต่างจังหวัด ไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวในการทำความเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองอย่างรุนแรง
ในทางกลับกัน ท่าทีดังกล่าวยิ่งเปิดโปงข้อจำกัดของการเมืองแบบศูนย์กลางที่ไม่สามารถแปร ‘ความถูกต้องทางอุดมการณ์’ ให้กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้
การทำใจยอมรับว่าคนในต่างจังหวัดเขาก็มี “เหตุผล” ของเขา คือบทเรียนราคาแพงที่พรรคประชาชนต้องอ่านให้แตก การที่ชาวบ้านเลือกพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ใช่เพราะเงินเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะ
- ประสบการณ์ทางสังคม: การเข้าถึงสวัสดิการที่มือเอื้อมถึงในยามยาก
- ตรรกะทางการเมือง: การมีผู้แทนที่พึ่งพาได้ในพื้นที่ ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงชายแดนที่เกิดขึ้นจริง
การมองว่า “กรุงเทพฯ คือศูนย์กลางของปัญญา” และมองต่างจังหวัดด้วยความหยามหมิ่น ไม่เพียงแต่จะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมให้ร้าวลึกขึ้น แต่มันคือการ “ปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย” ซึ่งนั่นก็คือความเสมอภาคของพลเมือง
ถ้าไม่เปลี่ยนทัศนคติ ชัยชนะจะยิ่งห่างไกล
หากพรรคประชาชนและมวลชนยังติดอยู่ในกับดักของการดูถูกประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ความพ่ายแพ้ทางการเมืองจะไม่ใช่แค่อุบัติเหตุชั่วคราว แต่มันจะกลายเป็น “โครงสร้างความพ่ายแพ้ที่ผลิตซ้ำ” ตราบใดที่ “ความถูกต้องทางอุดมการณ์” ยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “ความชอบธรรมในสายตาชาวบ้าน” ได้ กำแพงที่ชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางทัศนคติจะยังคงสูงชัน และขวางกั้นความฝันที่จะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนไปทั้งแผ่นดิน
นอกจากนี้ เสียงของคนต่างจังหวัด สะท้อนเพิ่มว่า บางครั้งผลการเลือกตั้งจำนวนมาก อาจสะท้อนแล้วว่านั่นคือการตัดสินใจของคนในพื้นที่ คนต่างจังหวัดไม่ได้โง่ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปดูถูกเหยียดหยามการเลือกของใคร คนกรุงมองในมุมของอุดมการณ์หรือนโยบาย บริบทมันต่างกัน ตื่นเช้ามาไปทำงาน กลับบ้านมาปิดประตูนอน
แต่คนต่างจังหวัด การเมืองท้องถิ่นคือเรื่องของความสัมพันธ์และการพึ่งพาแบบเห็นหน้าค่าตา ชาวบ้านไม่ได้สนใจการแก้กฎหมายในสภา แต่แคร์ว่า ยามน้ำไม่ไหล ไฟดับ หรือร่วมงานบวช งานแต่ง งานศพ ของคนในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่คือการพิสูจน์ว่า สส. คนนั้นยังเห็นหัวและใส่ใจ เป็นความรู้สึกสนิทใจ ดังนั้น เวลาเลือกตั้งจึงเลือกที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค เพราะวัฒนธรรมเราต่างกัน จึงต้องมองให้กว้างขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BAmFf9UqaRfQkVUPoIj3a
