ชี้แจงจบ ดรามายังฉ่ำ “แม่ทัพ 4” ต้องแจงซ้ำ-วุ่นกว่าเก่า

ชี้แจงจบ-ดรามายังฉ่ำ-“แม่ทัพ-4”-ต้องแจงซ้ำ-วุ่นกว่าเก่า

ประเด็นที่ 2 กรณีพูดพาดพิงปอเนาะ

พลโท นรธิป พูดระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569  และให้สัมภาษณ์เพิ่มในวันนี้ ในลักษณะเดียวกันว่า “เราแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มา 20 กว่าปีแล้วแต่ไม่จบ เพราะเราแก้กันที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้แก้กันที่ต้นเหตุคือโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ที่มีการบ่มเพาะ มีการสอน เรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลการเรียนการสอน ต้องลงมาช่วยด้วย ทุกส่วนต้องมาช่วยกัน”

ประเด็นนี้บานปลาย เพราะ นายขดดะรี บินเซ็น ในฐานะ นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ และประธานที่ปรึกษา ศอ.บต. กล่าวว่า องค์กรเครือข่ายภาคการศึกษา 3 พี่น้อง ประกอบด้วย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม, สถาบันปอเนาะ และตาดีกา เตรียมรวมตัวแถลงการณ์ตอบโต้แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ออกมาให้สัมภาษณ์พาดพิงสถาบันการศึกษาทางศาสนา ทำให้ได้รับความเสียหาย

“การพาดพิงเช่นนี้ถือเป็นการด้อยค่าและทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันการศึกษาศาสนาที่สร้างคุณประโยชน์มาอย่างยาวนาน เราจึงเรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ มิฉะนั้นจะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวประท้วง”

งานนี้ร้อนถึง พันเอก เอกวริทธิ์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าคนเดิม ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า สิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 สื่อสารนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนความจริงในการแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ไม่ใช่การเหมารวมสถานศึกษาทั้งหมด

พันเอก เอกวริทธิ์ ขยายความว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานศึกษาบางแห่งขาดมาตรการคัดกรองบุคลากร โดยเฉพาะ “อุสตาซ” หรือ ครูสอนศาสนา ให้กลายเป็นช่องว่างให้ผู้มีแนวคิดสุดโต่งแอบแฝงเข้ามาปลูกฝังความรุนแรงให้กับลูกศิษย์หรือเยาวชน

ข้อมูลนี้มีหลักฐานยืนยันจากการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายรายยอมรับว่าได้รับแนวคิดจากสถานศึกษาบางแห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ฉะนั้นหากไม่จัดการปัญหาที่เป็นต้นตอ หรือต้นน้ำ ก็จะไม่สามารถหยุดวงจรความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา 20 ปีได้เลย

แต่ พันเอก เอกวริทธิ์ ก็ย้ำว่า การแตะเรื่องโครงสร้างการศึกษาทางศาสนามีความอ่อนไหวทั้งในมิติการเมืองและการศาสนา จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด พร้อมยืนยันว่า กอ.รมน.ทราบดีว่า สถาบันการศึกษาทางศาสนาส่วนใหญ่ คือ “เสาหลัก” ที่สร้างคุณธรรมให้กับเยาวชนและคนในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงก็ให้ความเคารพมาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติ มีหลักฐานชัดเจนว่ามีบุคลากรในโรงเรียนบางกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบจริง ซึ่งเป็นเรื่องตัวบุคคล จึงต้องแก้ไขโดยใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

ฉก.นราฯโดนหางเลข ต้องออกแถลงโต้เอี่ยวเหตุยิง สส.

อีกหนึ่งประเด็นที่เหมือนเป็น “ลูกหลง” จากคดียิง สส.กมลศักดิ์ และการแถลงของแม่ทัพภาคที่ 4 คือ บทบาทของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส

เพราะในคืนเกิดเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ คือ คืนวันที่ 19 มีนาคม ต่อเนื่องเข้ามืดวันที่ 20 มีนาคม ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ประกาศมาตรการ “ปิดเมืองขั้นสูงสุด” หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส

แต่ในคืนเดียวกันกับที่ประกาศปิดเมือง ซึ่งมีการตั้งด่านตรวจเข้มทุกจุด กลับมีการใช้รถกระบะของทางราชการไปยิง สส.กมลศักดิ์ ได้ ถือเป็นเหตุการณ์อุกอาจ

เมื่อมีการใช้รถของ กอ.รมน.เป็นพาหนะไปยิง สส. ทำให้มีการมองเชื่อมโยงทำนองว่า “รู้เห็นกันหรือไม่” มีการเปิดด่าน หรือไม่สกัดกั้นรถที่ใช้เป็นพาหนะไปก่อเหตุ เพราะเป็นรถของทางราชการด้วยกันหรือเปล่า

ล่าสุด หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงออกแถลงการณ์เป็นเอกสารชี้แจง โดยย้ำว่า ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว”     

พร้อมทั้งระบุในแถลงการณ์ว่า ความจริงต้องถูกพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การตัดสินด้วยกระแสความรู้สึก โดยแสดงความเชื่อมั่นในพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการทำความจริงให้ปรากฏ    

“เราเชื่อว่าความยุติธรรมคือรากฐานของสันติสุขที่แท้จริง หน่วยฯ จะยังคงเดินหน้าดูแลความสงบสุขให้พี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ โปร่งใส และตรวจสอบได้” แถลงการณ์ระบุ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976132&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16wZTx6HqcHnj2hYXQLpnE