“เจ้อ จู” (Zhe Zhu) ศาสตราจารย์ด้านการสำรวจระยะไกลและผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสำรวจสิ่งแวดล้อมระยะไกลของมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนมักมีมุมมองแบบง่าย ๆ ว่าโลกในยามค่ำคืนสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ แต่ผลการศึกษา พบว่า ภูมิทัศน์ยามค่ำคืนของโลกนั้นมีความผันผวนสูงมาก รอยเท้าแสงสว่างในยามวิกาลของโลกกำลังขยายตัว หดตัว และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
งานวิจัยดังกล่าวใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายวัน จากดาวเทียมสังเกตการณ์โลกของรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านภาพ ซึ่งประมวลผลโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “นาซา” (NASA) แตกต่างจากการศึกษาระดับโลกก่อนหน้านี้ที่มักใช้ภาพดาวเทียมแบบรวมรายปีหรือรายเดือน
แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สว่างขึ้นเร็วที่สุด
การเพิ่มขึ้นของแสงสว่างที่ชัดที่สุดพบในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดย โซมาเลีย บุรุนดี และกัมพูชา ตามมาด้วยประเทศในแอฟริกาหลายประเทศ รวมถึง กานา กินี และรวันดา
“จู” เสริมว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการขยายตัวของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายตัวของการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อทั้งภูมิภาคกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่ที่มืดมิดเกือบทั้งหมด ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายไฟฟ้าระดับโลก
ความขัดแย้งทำให้หลายประเทศมืดลง
ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศ อย่าง เลบานอน ยูเครน เยเมนและอัฟกานิสถาน เผชิญกับการลดลงของแสงสว่างเป็นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางอาวุธและการล่มสลายของโครงสร้างพื้นฐาน
แนวโน้มที่คล้ายกันนี้พยในเฮติและเวเนซุเอลา ซึ่งการลดลงของแสงสว่างมีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อและระบบจัดสรรพลังงานที่ไม่เสถียร
“จู” กล่าวว่า ในกรณีของยูเครน นักวิจัยพบการลดลงของแสงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากรุกรานครั้งใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ยังพบเห็นความมืดเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง
ยุโรปลดแสงไฟเพื่อลดพลังงานและมลภาวะทางแสง
ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสว่างในเวลากลางคืนของยุโรปลดลงสุทธิ 4% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
การลดลงนี้เกิดจากการเปลี่ยนจากโคมไฟถนนแบบเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น หลอดไฟโซเดียมความดันสูง เป็นระบบไฟ LED แบบใหม่ที่กำหนดทิศทางได้ รวมถึง ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานระดับชาติที่เข้มงวดและและโครงการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
“จู” ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในยุโรปน่าสนใจมาก เนื่องจากแสดงให้เห็นรูปแบบการลดความสว่างที่มีโครงสร้างมาก พร้อมเสริมว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดมิดและมาตรการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
“คริสโตเฟอร์ คีบา” (Christopher Kyba) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและศาสตราจารย์ด้านการตรวจวัดแสงในเวลากลางคืนจากระยะไกลแห่วมหาวิทยาลัยรูห์ร โบคุม (Ruhr University Bochum) ของเยอรมนี เสริมว่า การลดลงของแสงสว่างในฝรั่งเศสจากการตัดสินใจปิดไฟถนนในช่วงดึกเมื่อไม่มีผู้คนใช้งานถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก พร้อมเสริมว่า น่าสนใจที่จะติดตามว่ามาตรการนี้จะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไปหรือจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ หรือไม่ในอนาคต
สหรัฐฯ ยังสว่างขึ้น แต่แตกต่างกันออกไปภายในประเทศ
ในช่วงระยะเวลาของการศึกษานี้ ความสว่างสุทธิของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 6%
“จู” กล่าวว่า ในทางภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างย่อส่วนของความซับซ้อนของแสงสว่างทั่วโลก โดยในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศสว่างขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจเทคโนโลยีที่เฟื่องฟู แต่พื้นที่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกและเขตมิดเวสต์ส่วนใหญ่กลับมืดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการลดความหนาแน่นของประชากรในย่านศูนย์กลางเมืองเก่า รวมถึง การลดลงของภาคการผลิตบางประเภทและการนำระบบไฟเมืองอัจฉริยะที่ประหยัดพลังงานมาใช้ในเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเมืองชิคาโก
มลภาวะทางแสงกระทบระบบนิเวศ
การให้แสงสว่างขนาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นจากโคมไฟก๊าซในเมืองต่าง ๆ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในช่วงปลายทศวรรษเดียวกัน และเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมืองและชุมชนต่าง ๆ ที่สว่างไสวในเวลากลางคืน บดบังดวงดาวจำนวนมากที่เคยมองเห็นได้บนท้องฟ้า
“จู” ทิ้งท้ายว่า มลภาวะทางแสงมีผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างลึกซึ้ง รบกวนระบบนิเวศในเวลากลางคืน การอพยพของสัตว์ และจังหวะชีวภาพของมนุษย์
ที่มา : Reuters
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862960&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t8uowaigMfOChdM6NuZfY
