งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง-16%-จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

“เจ้อ จู” (Zhe Zhu) ศาสตราจารย์ด้านการสำรวจระยะไกลและผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสำรวจสิ่งแวดล้อมระยะไกลของมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนมักมีมุมมองแบบง่าย ๆ ว่าโลกในยามค่ำคืนสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ แต่ผลการศึกษา พบว่า ภูมิทัศน์ยามค่ำคืนของโลกนั้นมีความผันผวนสูงมาก รอยเท้าแสงสว่างในยามวิกาลของโลกกำลังขยายตัว หดตัว และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

งานวิจัยดังกล่าวใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายวัน จากดาวเทียมสังเกตการณ์โลกของรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านภาพ ซึ่งประมวลผลโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “นาซา” (NASA) แตกต่างจากการศึกษาระดับโลกก่อนหน้านี้ที่มักใช้ภาพดาวเทียมแบบรวมรายปีหรือรายเดือน

แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สว่างขึ้นเร็วที่สุด

การเพิ่มขึ้นของแสงสว่างที่ชัดที่สุดพบในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดย โซมาเลีย บุรุนดี และกัมพูชา ตามมาด้วยประเทศในแอฟริกาหลายประเทศ รวมถึง กานา กินี และรวันดา

“จู” เสริมว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการขยายตัวของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายตัวของการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อทั้งภูมิภาคกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่ที่มืดมิดเกือบทั้งหมด ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายไฟฟ้าระดับโลก

ความขัดแย้งทำให้หลายประเทศมืดลง

ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศ อย่าง เลบานอน ยูเครน เยเมนและอัฟกานิสถาน เผชิญกับการลดลงของแสงสว่างเป็นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางอาวุธและการล่มสลายของโครงสร้างพื้นฐาน

แนวโน้มที่คล้ายกันนี้พยในเฮติและเวเนซุเอลา  ซึ่งการลดลงของแสงสว่างมีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อและระบบจัดสรรพลังงานที่ไม่เสถียร

“จู” กล่าวว่า ในกรณีของยูเครน นักวิจัยพบการลดลงของแสงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากรุกรานครั้งใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน 

นอกจากนี้ยังพบเห็นความมืดเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง

งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

ยุโรปลดแสงไฟเพื่อลดพลังงานและมลภาวะทางแสง

ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสว่างในเวลากลางคืนของยุโรปลดลงสุทธิ 4% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 

การลดลงนี้เกิดจากการเปลี่ยนจากโคมไฟถนนแบบเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น หลอดไฟโซเดียมความดันสูง เป็นระบบไฟ LED แบบใหม่ที่กำหนดทิศทางได้ รวมถึง ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานระดับชาติที่เข้มงวดและและโครงการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด

“จู” ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในยุโรปน่าสนใจมาก เนื่องจากแสดงให้เห็นรูปแบบการลดความสว่างที่มีโครงสร้างมาก พร้อมเสริมว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดมิดและมาตรการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพ

“คริสโตเฟอร์ คีบา” (Christopher Kyba) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและศาสตราจารย์ด้านการตรวจวัดแสงในเวลากลางคืนจากระยะไกลแห่วมหาวิทยาลัยรูห์ร โบคุม (Ruhr University Bochum) ของเยอรมนี เสริมว่า การลดลงของแสงสว่างในฝรั่งเศสจากการตัดสินใจปิดไฟถนนในช่วงดึกเมื่อไม่มีผู้คนใช้งานถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก พร้อมเสริมว่า น่าสนใจที่จะติดตามว่ามาตรการนี้จะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไปหรือจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ หรือไม่ในอนาคต

สหรัฐฯ ยังสว่างขึ้น แต่แตกต่างกันออกไปภายในประเทศ 

ในช่วงระยะเวลาของการศึกษานี้ ความสว่างสุทธิของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 6%

“จู” กล่าวว่า ในทางภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างย่อส่วนของความซับซ้อนของแสงสว่างทั่วโลก โดยในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศสว่างขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจเทคโนโลยีที่เฟื่องฟู แต่พื้นที่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกและเขตมิดเวสต์ส่วนใหญ่กลับมืดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการลดความหนาแน่นของประชากรในย่านศูนย์กลางเมืองเก่า รวมถึง การลดลงของภาคการผลิตบางประเภทและการนำระบบไฟเมืองอัจฉริยะที่ประหยัดพลังงานมาใช้ในเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเมืองชิคาโก

มลภาวะทางแสงกระทบระบบนิเวศ

การให้แสงสว่างขนาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นจากโคมไฟก๊าซในเมืองต่าง ๆ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19  ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในช่วงปลายทศวรรษเดียวกัน และเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมืองและชุมชนต่าง ๆ ที่สว่างไสวในเวลากลางคืน บดบังดวงดาวจำนวนมากที่เคยมองเห็นได้บนท้องฟ้า

“จู” ทิ้งท้ายว่า มลภาวะทางแสงมีผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างลึกซึ้ง รบกวนระบบนิเวศในเวลากลางคืน การอพยพของสัตว์ และจังหวะชีวภาพของมนุษย์

ที่มา : Reuters 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862960&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t8uowaigMfOChdM6NuZfY