‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’-ถกทางออก-เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

กระแสข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงกันในสังคมจนเรียกได้ว่าเป็น วิกฤติศรัทธาชาวพุทธ เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการไหว้พระทำบุญหรือบริจาคเงินให้กับวัด รวมถึงห่วงความพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะย่ำแย่ลงจากพระสงฆ์ที่กระทำผิดทั้งทางโลกและทางธรรม

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่นับว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดใหญ่ในภาคเหนือที่มีวัดอยู่จำนวนมากทั้งพื้นที่ตัวเมืองและพื้นที่รอบนอก และเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นพื้นที่ที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาขนาดใหญ่หลายกิจกรรม ซึ่งตอนนี้ทางฝั่งคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ทราบถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงได้มีการประชุมพูดคุยเพื่อที่จะทำให้ข้อสงสัยของสังคมคลี่คลายและทำให้วัดมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo05.jpg

หนึ่งในการประชุมที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคือ การประชุมสัญจร ระดับวัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีพระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบลทุกตำบล พระเลขานุการเจ้าคณะ ในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมใหญ่ รวมพระสงฆ์จากวัดต่างๆ กว่า 300 แห่ง จำนวนกว่า 300 รูป โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม

หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ เรื่องแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินสดคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตราฐานของวัด ซึ่งวัดจะต้องเริ่มต้นทำบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo06.jpg

พระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทธิวาที เจ้าอาวาสวัดยางกวง กล่าวว่า เวลามีเรื่องราวที่ไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องธรรมดาที่พระหรือเณร รู้สึกตกใจและรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง แต่จากการศึกษาร่ำเรียนธรรมะของพระพุทธองค์มาก็ไม่ได้ทำให้กำลังใจตกต่ำมากมายนัก แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้พระสงฆ์สามเณรหลายรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด อาจจะมีกำลังใจที่ลดทอนลงไปเล็กน้อย 

เวลาที่ชาวพุทธได้ยินข่าวที่ไม่ดีก็ต้องมีการแยกแยะ ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรมเป็นไปตามการกระทำของบุคคลคนนั้น เพราะฉะนั้นก็แยกแยะตามการกระทำของบุคคลนั้น อะไรที่เป็นอกุศลกรรมของคนอื่นเขาก็เป็นไปตามวิบากกรรมของคนนั้นไป

The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo01.jpg

“อย่างไรก็ตามชาวพุทธในประเทศไทยกับวัดก็ตัดกันไม่ขาดวัดแทบจะเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กจนโต  วัดมีบทบาทหน้าที่หลายอย่างในสังคมของเรามาก จะว่าวัดไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยเป็นไปไม่ได้ วัดหลายแห่งเป็นมากกว่าวัด นอกจากเป็นที่ทำบุญสงบจิตสงบใจแล้วยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชน หรืออาหารจากการบิณฑบาตก็สามารถหล่อเลี้ยงเด็กหรือบุคคลที่ยากไร้ได้ อยากให้ทุกคนได้มองมุมมองนี้ด้วยอยากจะให้แยกแยะอะไรดีเราช่วยกันส่งเสริมอะไรไม่ดีก็ต้องช่วยกันแก้ไขและพัฒนา” พระครูปลัดธีร์นวัช กล่าว

ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็จะกระทบจิตใจของชาวพุทธอยู่แล้ว ใครที่ติดตามข่าวสารก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจทำบุญไหว้พระ ส่วนใครที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารก็ยังคงทำตามปกติแบบที่เคยทำมา

The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo02.jpg

“ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเยอะมากและเป็นข่าวใหญ่ สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็มีให้เห็น เช่น วัดดังๆ ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมากก็กลับทำไม่ดี เป็นเหตุให้คนตกใจและผิดหวัง ในตอนนี้เราต้องมามองถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขแล้วเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา หนึ่งในสิ่งที่ตนคิดว่าควรทำคือ พระสงฆ์ควรจะเน้นทางธรรมมากขึ้น ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ให้ดี เรื่องเกี่ยวกับเงินควรจะลดลงบ้าง”

ส่วนที่มีกระแสว่าพระในภาคเหนือมักจะออกสาวนั้น วัลลภ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ใช่แค่ภาคเหนือน่าจะมีทั่วประเทศ แต่ประเด็นคือการที่ท่านสามารถบวชมาได้แสดงว่ามีการคัดกรองมาแล้วว่าผ่านข้อกำหนดต่างๆ ที่มี ซึ่งหากบวชแล้วอยู่ในแนวทางไม่ได้สร้างเรื่องที่ไม่ดี หรือล่อแหลมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าคนจะมองอย่างไร แต่หากมาดูในความเป็นจริงวัดไหนที่มีคนบอกว่ามีพระมีท่าทางออกสาวกว่าพระทั่วไปวัดนั้นค่อนข้างจะสะอาด พัฒนาได้ดีเจริญขึ้น แต่อีกมุมหากออกท่าทางไม่เหมาะสมจนเกินไปก็ต้องตักเตือนกันไป

The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo03.jpg

ขณะที่ ดร.ชญานิตย์ ยิ้มสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ในมุมมองเชิงสังคมวิทยาของศาสนาสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่ยังคงเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เมื่อสถาบันทางศาสนาเกิดปัญหา ย่อมสั่นคลอนต่อความเชื่อถือของประชาชนทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และนำไปสู่การปฏิวัติเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการทรัพย์สินวัด การกำกับพฤติกรรมสงฆ์ การสร้างพื้นที่ทางศาสนาที่มีความโปรงใส่มากยิ่งขึ้น

“หากพูดถึงจริยศาสตร์และศีลธรรมสาธารณะ พระสงฆ์ถูกคาดหวังว่าเป็นต้นแบบทางศีลธรรม หากเกิดการทุจริตหรือทำผิดศีลธรรมย่อมก่อให้เกิดการทำลายทุนทางสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย และสิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า “เราควรแยกคำสอน ออกจากตัวบุคคลหรือไม่” ความศรัทธาควรถูกผูกไว้กับบุคคล หรือ หลักธรรมทางศาสนา และแน่นอนว่า มุมมองของคนรุ่นใหม่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของความผูกพันทางวัฒนธรรมกับศาสนาพุทธมากกว่าการเลือกผูกพันส่วนบุคคล ซึ่งคนรุ่นใหม่จัดอยู่ในกลุ่มคนไม่มีศาสนาเพิ่มมากขึ้น”

ดร.ชญานิตย์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้แนวโน้มในการปฏิรูปศาสนาควรจะต้องปฏิรูป 3 ระดับ ทั้งโครงสร้างสถาบัน ว่าด้วยเรื่องกฎหมายคณะสงฆ์ ด้านพฤติกรรมปัจเจกที่จะต้องยกระดับมาตรฐานพระสงฆ์ในการครองเพศบรรพชิต และการศึกษาวัฒนธรรมที่สร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ว่าศาสนาไม่ใช่เครื่องมือยึดเหนี่ยว แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชิงคุณค่าร่วมกัน

ในส่วนของการทำบุญน่าจะไม่หายไปทั้งหมด แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของการทำบุญ โดยในมุมมองเชิงวิชาการ ศรัทธาในศาสนาพุทธกำลังเคลื่อนจาก การศรัทธาต่อสถาบันไปเป็นศรัทธาเชิงเลือกสรร ที่ประชาชนจะเลือกทำบุญกับวัดหรือพระที่ไว้ใจได้เท่านั้น รวมถึงมีแนวโน้มว่า วัดที่โปร่งใส มีพระสงฆ์ต้นแบบ จะได้รับเงินบริจาคมากขึ้น แต่วัดที่มีภาพลบ จะถูกลดความสำคัญลง และระยะยาวการทำบุญจะเปลี่ยนไปสู่โครงการกุศลที่โปร่งใส และมีผลกระทบทางสังคม เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม

หากมามองในระดับพฤติกรรมปัจเจก จะทำให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้สึกว่า ไม่อยากสนับสนุนระบบที่ไม่โปร่งใส่ คนทำบุญที่วัดอาจจะลงลงบางส่วน แต่ไม่หายไปทั้งหมด เพราะแรงจูงในของการทำบุญต่างกัน ในระดับของชุมชน และวัฒนธรรม ยังคงกระทบน้อยเพราะว่าในสังคมไทย การทำบุญยังเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่ฝังรากลึก ซึ่งประเพณีเหล่านี้ยังคงอยู่ เพราะเป็นพิธีกรรมร่วมสังคม ส่วนในระดับโครงสร้างสถาบัน ถ้าเกิดกระแสข่าวลบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการจัดการหรือแก้ไข อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำบุญ จากทำบุญกับวัด ไปเป็นการทำบุญกับมูลนิธีองค์กรการกุศล และการถวายเงินสด จะกลายไปเป็นการทำบุญกับโครงการที่โปร่งใสตรวจสอบได้แทน

The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo04.jpg

ดร.ชญานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับทางออกระยะสั้น ควรเพิ่มความโปร่งใสในสถาบันสงฆ์ จัดให้มีการตรวจสอบการเงินวัดแบบเปิดเผยมีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย หรือมีหน่วยงานอิสระเข้ามาควรคุม หรือบริหารจัดการการเงินของสงฆ์  ในด้านของพระสงฆ์ก็ควรให้มีการส่งเสริมพระสงฆ์ต้นแบบ ที่ทำงานเพื่อสังคม รวมถึงใช้สื่อสมัยใหม่ในการเผยแพร่ส่งเสริมให้มีการแยกศรัทธาในหลักธรรม ออกจากศรัทธาในตัวบุคคลให้มากขึ้น

ส่วนระยะยาว ควรให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ แยกบทบาท ฝ่ายศาสนา ออกจาก ฝ่ายบริหารจัดการ เพื่อป้องกันการทุจริต ทบทวน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ให้มากขึ้น  พัฒนาการศึกษาเชิงพุทธในศตวรรษใหม่ให้เกิดขึ้น โดยปรับหลักสูตรในโรงเรียนจากการสอน ศรัทธา มาเป็นการสอนเชิงวิพากษ์ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ศาสนาเชิงเปรียบเทียบ และด้านจิตวิญญาณร่วมสมัย ใช้พุทธศาสนาเป็น รากฐานคุณด่าของสังคมยังยืน เช่น เมตตาธรรมกับสิ่งแวดล้อม ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ

พร้อมๆ กับส่งเสริมบทบาทของศาสนาในฐานะทุนวัฒนธรรม ที่รักษาปรับประเพณีให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน ให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือสร้างชุมชนเข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงการตีความศาสนาในยุคใหม่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางพิธีกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่คุณค่าร่วม ที่ตอบโจทย์โลกใหม่ เช่นความยุติธรรมทางสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้หลักการพุทธปรัชญาเป็นกรอบคิดใหม่ในการแก้ปัญหาโลก เช่น โลกร้อน ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้กระทั่ง จริยธรรมด้าน AI ฯลฯ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-sangha-and-chiang-mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-the-crisis-of-faith-in-buddhists&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Beb1oCBT4jF–wg_Godbs