Category: ท่องเที่ยว

  • สงกรานต์ชลบุรีสะพัด! นักท่องเที่ยวเข้าพักเกือบ90% แนะ 4 มาตรการภาครัฐกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’

    สงกรานต์ชลบุรีสะพัด! นักท่องเที่ยวเข้าพักเกือบ90% แนะ 4 มาตรการภาครัฐกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’

    สงกรานต์ชลบุรีนักท่องเที่ยวเข้าพักเกือบ 90%  ‘เคทีซี’ ชี้สมาชิกเที่ยวในประเทศเพิ่ม สทช.แนะ 4 มาตรการภาครัฐกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’ ทนแทนตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง

    21 เม.ย. 2569 – นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี (สทช.) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะยังคงคึกคักทั่วประเทศ ตามข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่ในบางพื้นที่เริ่มเห็นสัญญาณความท้าทาย โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดชลบุรีที่เริ่มชะลอตัวจากปัจจัยต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวในพื้นที่ยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล (Long-haul) ได้รับผลกระทบความขัดแย้งทางทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินปรับสูงถึง 2–3 เท่า และกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทาง พร้อมเสนอภาครัฐเร่งมาตรการกระตุ้น “ไทยเที่ยวไทย” เพื่อพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่เคทีซีเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรกว่า 100 แห่งสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ

    สำหรับในช่วงที่เหลือของปีภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) มากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดระยะไกลที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ตลาดจีน ที่เริ่มฟื้นตัวและมีศักยภาพสูงในช่วงเทศกาล ตลาดอินเดีย ที่มีการเติบโตต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ตลาดไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ซึ่งยังคงเป็นฐานนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่ต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางภายในประเทศของตนเองแทน

    นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยว จึงอยากเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการ ดังนี้

    กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านมาตรการร่วมจ่าย เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทย รวมถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดประชุมสัมมนานอกสถานที่

    ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาให้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางหรือค่าน้ำมันมาลดหย่อนภาษีได้ในอัตราจูงใจ

    พัฒนาและเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางและขนส่งสาธารณะ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว

    วางรากฐานลดต้นทุนระยะยาวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่านการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือ 0% สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน รองรับการท่องเที่ยวยั่งยืน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

    โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักโรงแรมของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 80–90% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราเข้าพักเต็ม 100% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ลดลง 5-15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเส้นทางบินที่เชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลางซึ่งถูกยกเลิกบางส่วน และราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีลดลงถึง 30–40%

    อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดชลบุรีมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 54% และต่างชาติ 46% อย่างไรก็ตาม รายได้หลักยังคงพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 4,000–5,000 บาทต่อคนต่อวัน เทียบกับนักท่องเที่ยวไทยที่ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อวัน

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า ข้อมูลจาก “เคทีซี” หรือ  ระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (วันที่ 11เมษายน 2569  –15 เมษายน 2569) พฤติกรรมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเติบโต โดยหมวดที่พักโรงแรมเพิ่มขึ้น 7% และหมวดร้านอาหารเพิ่มขึ้น 12%  ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับแรกโดยหมวดที่พักและร้านอาหารเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจุดหมายปลายทางที่สามารถบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศและการเดินทางแบบขับรถ (Drive Tourism) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

    ขณะเดียวกันเพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เคทีซีได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network)

    กับแคมเปญ “Eat the East” ที่ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านเส้นทางขับรถ ควบคู่กับการเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงแคมเปญ “Central Rhythm” และ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบครอบครัวหลายช่วงวัย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/983362/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bkdyx5GRQ9LB7n5FkXiPk

  • นายอำเภอตาลสุม ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชน เยี่ยมกลุ่มแปรรูปบัวบ้านห่องแดง

    นายอำเภอตาลสุม ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชน เยี่ยมกลุ่มแปรรูปบัวบ้านห่องแดง

    ภูมิภาค

    นายอำเภอตาลสุม ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชน เยี่ยมกลุ่มแปรรูปบัวบ้านห่องแดง

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวของเรารายงานว่า วันที่ 20 เมษายน 2569 นางสาวลัดดา เจริญพงษ์ นายอำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยนางสาวณัฏฐ์ชนากานต์  มอญชัยภูมิ นางสาวพิชชาพร โกศลานนท์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ นายสมพจน์ สมคะเณย์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ และผู้นำชุมชน ลงพื้นที่ติดตาม เยี่ยมเยียน กลุ่มแปรรูปบัวบ้านห่องแดง ตำบลนาคาย อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี
                    
    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของชุมชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากบัว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ ผ่านกระบวนการแปรรูปที่หลากหลาย อาทิ การแปรรูปฝักบัว เมล็ดบัว และผลิตภัณฑ์จากบัว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรและชุมชนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้สามารถต่อยอดอาชีพควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างเข้มแข็ง และนำไปสู่ความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชฎัชอุบลราชธานีเข้าร่วมติดตาม ให้คำแนะนำ และหาแนวทางที่จะสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกบัวเพื่อส่งเสริมและเพิ่มมูลค่าการผลิต
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473350&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cLiP5xw1hM7OMQJR49Qyb

  • อ่วมค่าฝุ่นพุ่ง “อุทยานฯ เอราวัณ” ประกาศฉุกเฉิน ปิดการท่องเที่ยวจากสถานการณ์ไฟป่า

    อ่วมค่าฝุ่นพุ่ง “อุทยานฯ เอราวัณ” ประกาศฉุกเฉิน ปิดการท่องเที่ยวจากสถานการณ์ไฟป่า

    พิษฝุ่นควันสะสม “อุทยานแห่งชาติเอราวัณ” ประกาศปิดท่องเที่ยว-พักแรมชั่วคราว จากสถานการณ์ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เกินมาตรฐานมีผลกระทบต่อสุขภาพต่อเนื่อง 

    วันที่ 21 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติเอราวัณ Erawan National Park เผยแพร่ประกาศแจ้งปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน

    โดยระบุว่า เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน เนื่องด้วยสถานการณ์ไฟป่า และสภาพอากาศปัจจุบันที่มีฝุ่นละอองสะสมจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้ค่าฝุ่นละออง (PM 2.5) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 42.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งประชาชน นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ พิจารณาแล้ว เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพของนักท่องเที่ยว ทำให้มีความจำเป็นต้องปิดแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวได้รับความเสียหายจากไฟป่า จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 และ มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากไฟป่า และหมอกควันฝุ่นละออง (PM 2.5) 

    โดยกำหนดปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ไฟป่าจะคลี่คลาย ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นปกติ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 034-574-222 หรือ Facebook อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จึงประกาศให้ทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

    ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติเอราวัณ Erawan National Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2927959&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nOh9iCfCiBiD5Sa777IUa

  • ท่องเที่ยวไทยหลังสงกรานต์แผ่ว ต่างชาติชะลอทุกกลุ่มตลาดหลังหมดเทศกาล : อินโฟเควสท์

    ท่องเที่ยวไทยหลังสงกรานต์แผ่ว ต่างชาติชะลอทุกกลุ่มตลาดหลังหมดเทศกาล : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (13-19 เม.ย.) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ซึ่งเป็นแนวโน้มปกติหลังสิ้นสุดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และจากการมีจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง และราคาบัตรโดยสารเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยต่อการเดินทาง แต่นักท่องเที่ยวตลาดจีนและมาเลเซีย ยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวครองอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 464,720 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 154,761 คน หรือ 24.98% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 66,389 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 74,646 คน มาเลเซีย 60,850 คน อินเดีย 46,484 คน รัสเซีย 30,723 คน และฝรั่งเศส 18,493 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน รัสเซีย อินเดีย และฝรั่งเศส มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.78% 29.92% 16.29% 12.80% และ 8.40% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 10,828,380 คน ลดลง 3.34% YoY สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 529,358 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,734,423 คน มาเลเซีย 1,154,486 คน รัสเซีย 823,352 คน อินเดีย 759,397 คน และเกาหลีใต้ 450,231 คน

    ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (20-26 เม.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586694&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JS07buEJXDNwozuI8Xfic

  • ภาคธุรกิจหนุนประเพณีลับแล เสริมศักยภาพท่องเที่ยวอุตรดิตถ์ ในงานคัดสรรเทพบุตรอุตรดิตถ์ 2569 | เดลินิวส์

    ภาคธุรกิจหนุนประเพณีลับแล เสริมศักยภาพท่องเที่ยวอุตรดิตถ์ ในงานคัดสรรเทพบุตรอุตรดิตถ์ 2569 | เดลินิวส์

    จังหวัดอุตรดิตถ์ เดินหน้าสืบสานประเพณีท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ผ่านการจัดกิจกรรม “คัดเลือกมังคละมานพ (เทพบุตร) เมืองลับแล” ประจำปี 2569 เพื่อเฟ้นหาตัวแทนของจังหวัดในการประกอบพิธีตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายน้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณที่สะท้อนถึงความเชื่อและอัตลักษณ์ของชาวลับแล ควบคู่กับการมีบทบาทสำคัญในพิธีสรงน้ำ “พระเจ้าลับแลง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    การจัดงานในปีนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่มิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดย Dr.J Clinic ร่วมสนับสนุนรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เข้าประกวด และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณี อันเป็นการต่อยอด “ทุนทางวัฒนธรรม” สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ ร้านอาหารบลูอิเลฟเฟ่น ร่วมสนับสนุนรางวัล , องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ ธนาคารออมสิน ร้านอาหารโรงเหล้าแสงจันทร์ เอกมัย-รามอินทรา และ ซึ่งสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนกิจกรรมวัฒนธรรมสู่ความยั่งยืน

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธนพล ศิริเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจพี วันคอนซัลแทนท์ จำกัด และ นายสันต์ชัย มานิมนต์ รองอันดับ 1 Mr. Rainbow Sky 2025 ร่วมมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นตัวแทนมังคละมานพ (เทพบุตร) เมืองลับแล ประจำปี 2569 ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ นายตั้งปณิธาร นาก้อนทอง รองชนะเลิศอันดับ 1 นายนราวิชญ์ บุญเกิด รองชนะเลิศอันดับ 2 นายฐิติวัฒน์ ออนตะไคร้ รองชนะเลิศอันดับ 3 นายพุฒิพงศ์ หลิน รองชนะเลิศอันดับ 4 นายเซดดริก สันดำ

    การประกวดมังคละมานพ (เทพบุตร) เมืองลับแล เทพบุตรอุตรดิตถ์ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดประเพณีท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองลับแล” อย่างใกล้ชิด

    งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดท้องลับแล ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนถึงศักยภาพของวัฒนธรรมท้องถิ่นในการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และสร้างคุณค่าให้กับชุมชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5799399/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MlsHzwhG8rQs24raVBZeb

  • “หลัก 5 Run 2026” วิ่งข้ามจังหวัด ดันท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน คึกคักสองฝั่งคลองดำเนินฯ

    “หลัก 5 Run 2026” วิ่งข้ามจังหวัด ดันท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน คึกคักสองฝั่งคลองดำเนินฯ

    ภูมิภาค

    “หลัก 5 Run 2026” วิ่งข้ามจังหวัด ดันท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน คึกคักสองฝั่งคลองดำเนินฯ

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ที่ลานหน้าวิหารหลวงพ่อไตรรัตน์ วัดปราสาทสิทธิ์ (หลักห้า) ต.ประสาทสิทธิ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี สมาคมศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และครูโรงเรียนประสาทรัฐประชากิจ (ป.ป.) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น จัดแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม “หลัก 5 Run 2026 (วิ่งเพื่อน้อง)” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 บนเส้นทางเชื่อมรอยต่อระหว่าง จ.ราชบุรี และ จ.สมุทรสาคร

    ภายในงานมีพระครูอนุกูลวรากร เจ้าอาวาสวัดปราสาทสิทธิ์ นายชาญ ศรีมณีกาญจน์ นายกสมาคมศิษย์เก่าฯ นายธนะกิจ รุ่งโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนประสาทรัฐประชากิจ น.ส.ศลิษา ศรีพรรณ์ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานราชบุรี และ พ.ญ.เสาวณีย์ เกิดดอนแฝก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

    กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่เพียงงานวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่ถูกยกระดับเป็นอีเวนต์ชุมชนข้ามจังหวัด ที่ผสานการท่องเที่ยววิถีคลองดำเนินสะดวก กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และระดมทุนสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว สาขาหลักห้า ควบคู่กับการสร้างความสามัคคีของประชาชนในพื้นที่

    ภายในงานยังมีการนำสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น องุ่นบ้านแพ้ว ยาดม ยาหม่อง และสบู่ขนมไทย มาแจกและจัดแสดง เพื่อส่งเสริมของดีในชุมชน

    สำหรับการแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ 3.2 กิโลเมตร (ไม่มีการแข่งขัน) ฟันรัน 6.2 กิโลเมตร และมินิมาราธอน 11.5 กิโลเมตร โดยจะปล่อยตัวตั้งแต่เวลา 05.45 น. เป็นต้นไป ผู้ชนะจะได้รับถ้วยเกียรติยศรูป “หลักกิโลเมตรเลข 5” หรือ “เฮียโหงว” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ขณะที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับเหรียญที่ระลึก

    ไฮไลต์สำคัญคือพิธีมอบรางวัลบนเรือกลางคลองดำเนินสะดวก บริเวณหน้าวิหารหลวงพ่อไตรรัตน์ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมล่องเรือชมวิถีชีวิตสองฝั่งคลองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สะท้อนเสน่ห์การผสานกีฬา ศรัทธา และวัฒนธรรมไว้ในงานเดียว

    ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทางเพจ “Lakharun” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่นายชวลิต ดีสุขพร โทร. 087-410-9888 โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักวิ่งและนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473307&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jOCLFZ_Eoutn-SXUMXAVV

  • ประกาศปิดชั่วคราว อุทยานฯเอราวัณ เจอวิกฤตไฟป่ารุนแรง-ฝุ่น PM 2.5

    ประกาศปิดชั่วคราว อุทยานฯเอราวัณ เจอวิกฤตไฟป่ารุนแรง-ฝุ่น PM 2.5

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.45 น.

    อุทยานฯเอราวัณ ห่วง ปชช.-นทท.หลังเจอวิกฤตไฟป่ารุนแรง พร้อมประกาศปิดการท่องเที่ยวและสถานที่พักแรม ชั่วคราว

    21 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ ฉิมพลี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ไฟป่า และสภาพอากาศปัจจุบันที่มีฝุ่นละอองสะสมจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 42.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งประชาชน นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ พิจารณาแล้ว เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพของนักท่องเที่ยวทำให้มีความจำเป็นต้องปิดแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวได้รับความเสียหายจากไฟป่า จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 และ มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควันฝุ่นละออง (PM 2.5) โดยกำหนดปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ไฟป่าจะคลี่คลาย

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นปกติ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 034-574222 หรือ Facebook อุทยานแห่งชาติเอราวัณจึงประกาศให้ทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/959716&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ofuNEZc5cghGqzwOhWE1w

  • ทบ. จับมือ ททท.-ท่องเที่ยวฯ ลงนาม MOU ดัน “ท่องเที่ยวเขตทหาร” กว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

    ทบ. จับมือ ททท.-ท่องเที่ยวฯ ลงนาม MOU ดัน “ท่องเที่ยวเขตทหาร” กว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

    รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก

    วันนี้ 21 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุม อาคารศรีสิทธิสงคราม อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบก ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกองทัพบก และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวการนันทนาการ การกีฬาในเขตทหาร และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพบก” ระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกองทัพบก โดย พลโท พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬากองทัพบก เป็นผู้แทนกองทัพบก เป็นผู้ลงนาม ร่วมกับ นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้แทนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ในการนี้ ทั้งสองฝ่าย มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยกองทัพบกสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในระบบบูรณาการแบบกลุ่ม (Cluster) ระหว่างหน่วยงาน และสภาวะจากสถานการณ์โลก ที่ต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย รวมพลังปรับ บทบาทกองทัพ สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อผลักดัน การท่องเที่ยว และกีฬา โดย กองทัพบก สนับสนุนการใช้แหล่งพื้นที่ ท่องเที่ยว และกีฬา ในพื้นที่ที่กองทัพบกรับผิดชอบ มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ และกำลังพล ร่วมเป็นพลังสำคัญในการบูรณาการ ส่งเสริมและพัฒนา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมทุกองค์รวม ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย ประหยัด และยั่งยืน ในมุมมองมิติสร้างจุดหมาย ในการเดินทางการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ แตกต่าง และปลอดภัย ภายใต้ค่าขวัญ “ท่องเที่ยวเขตทหาร ทุกสถานที่ ล้วนมีตำนาน” ให้เกิดความประทับใจร่วมกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในพื้นที่ทหาร อีกทั้ง สอดแทรกเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รวมทั้ง ให้เป็น แหล่งเล่นกีฬา กิจกรรมนันทนาการต่างๆ สนับสนุนประชาชนในพื้นที่ให้มีสุขภาพกาย ใจ ที่สมบูรณ์ แข็งแรง สร้าง ความสามัคคี ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกีฬา ให้คนตามวิถีชุมชนได้รับ ประโยชน์ และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ยกระดับการท่องเที่ยวและการกีฬาไทย ให้ได้มาตรฐาน ประหยัด และปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/142575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ljHGDu7nUAqzMWXkTnAAO

  • กรมทางหลวงชนบท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ทช.ชม.3029 – แยก ทล.1006 จ.เชียงใหม่

    กรมทางหลวงชนบท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ทช.ชม.3029 – แยก ทล.1006 จ.เชียงใหม่

    กรมทางหลวงชนบท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ทช.ชม.3029 – แยก ทล.1006 จ.เชียงใหม่ พร้อมทางลอด รวมระยะทาง 3.365 กม. คาดแล้วเสร็จในปี 2571

    กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทช. ชม.3029 – แยก ทล.1006 อำเภอเมืองเชียงใหม่, สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ (ตอนที่ 1) รวมระยะทางดำเนินการ 3.365 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างอยู่ในขั้นตอนของงานเสาเข็มเจาะ งานถางป่า ขุดตอ งานปรับเกลี่ย และบดอัดดินเดิม โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2571

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า เนื่องจากการเจริญเติบโตของเมืองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถนนสายหลัก ประกอบด้วย ทล.1006 ทล.121 และถนนทางหลวงชนบทสาย

    ชม.4039 มีปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการเจริญเติบโตของเมืองและ การเพิ่มขึ้นของประชากรในจังหวัด ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่และอำเภอสันกำแพง ประกอบกับช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ช่วยแบ่งเบาการจราจรบนถนนสายหลักให้ผู้ใช้ทางสามารถสัญจรได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทช. จึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายแยก ทช. ชม.3029 – แยก ทล.1006 อำเภอเมืองเชียงใหม่, สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ (ตอนที่ 1) โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 768.497 ล้านบาท ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย

    – ก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีทางเท้า/ทางจักรยาน กว้าง 4.9 เมตร พร้อมระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่าง รวมถึงการจัดภูมิทัศน์บริเวณโครงการฯ

    – ก่อสร้างทางลอด (อุโมงค์) ขนาด 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร ไหล่ทางกว้าง 1.8 เมตร ความสูงช่องลอดสุทธิไม่น้อยกว่า 5.5 เมตร พร้อมระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ ความยาวทางลอด 660.435 เมตร นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ทช. จะทำการรดน้ำบริเวณพื้นที่โครงการฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้ใช้ทาง

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ สอดคล้องกับความต้องการ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยก่อนดำเนินการก่อสร้าง ทช. ได้จัดประชุมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน และลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง ทช. ผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชนไปแล้ว ซึ่งได้มีการนำเสนอความเป็นมา ลักษณะของโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งได้มีการรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นจากผู้นำชุมชน ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอีกด้วย


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A14FKCwhQN8dCyokMBO2u

  • สายสีส้มพลิกโฉม

    สายสีส้มพลิกโฉม

    สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ประตูน้ำ มีแนวโน้มพลิกโฉมจากย่านค้าส่งสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวและมิกซ์ยูส หลังแรงหนุนรถไฟฟ้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดีย–ตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับพฤติกรรมค้าปลีกที่เปลี่ยนสู่ออนไลน์

       ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569  ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2570 หรือประมาณ 10 เดือนจากนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเดินหน้าก่อสร้างโครงสร้างใต้ดินของรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก “บางขุนนนท์- ศูนย์วัฒนธรรม” อย่างเต็มสูบ

       ปัจจุบันภาพรวมสายสีส้มตะวันตก ณ เดือนมีนาคม 2569 ก้าวหน้า 26.72% คิดเป็นงานโยธา 29.19% และ งานระบบ 7.86% ตามแผนเปิดบริการในปี 2573 ขณะที่ช่วง “ศูนย์วัฒนธรรมมีนบุรี” งานโยธาเสร็จแล้ว เหลืองาน ติดตั้งระบบรถไฟฟ้า ปัจจุบันก้าวหน้า 48.73% คาดว่าเปิดปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571

       สำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้มเป็นเส้นทางที่วิ่งผ่าเมือง เชื่อมโซนตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ตลอดเส้นทางมีระยะทาง 35.9 กม. เป็นโครงสร้างทางวิ่งใต้ดิน 27 กม. และโครงสร้างทางวิ่งยกระดับ 8.9 กม. จำนวน 28 สถานี แบ่งเป็นสถานีใต้ดิน 21 สถานี และสถานียกระดับ 7 สถานี ผ่านย่านการค้าสำคัญหลายจุด

       โดยเฉพาะ “ประตูน้ำ” ย่านการค้าเก่าแก่และหมุดหมายของนักท่องเที่ยว อยู่ระหว่าง “สถานีประตูน้ำและสถานีราชปรารภ” ของสายสีส้ม ซึ่งเป็นสถานีอยู่ใต้ดิน โดยตำแหน่งทั้งสองสถานีอยู่ใกล้ห้างทั้ง Shibuya, Phenix, แพลทินัม, ใบหยก, อินทรา สแควร์ ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์และรถไฟฟ้าบีทีเอส

       ในระหว่างรอสายสีส้มสร้างเสร็จ ล่าสุด “3 กลุ่มทุนใหญ่” ได้มีการลงทุน ปรับโฉมและพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ รองรับสายสีส้มที่เตรียมจะเปิดใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

       กลุ่มแพลทินัมผุดมิกซ์ยูสยักษ์

       บริเวณหัวมุมแยกประตูน้ำเป็นที่ตั้งของ “ตลาดเฉลิมลาภ” เดิม ปัจจุบันบริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำลังเดินหน้าก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 7 ไร่ หลังทำสัญญาเช่ากับสำนักงานพระคลังข้างที่ระยะเวลา 30 ปี ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 7,884 ล้านบาท

       ภายใต้ชื่อโครงการ “เดอะ แพลทินัม สแควร์” เป็นอาคารสูง 47 ชั้น ชั้นลอย 1 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น 1 อาคาร ประกอบด้วย โรงแรม 4 ดาว 578 ห้อง พื้นที่พาณิชยกรรม ภัตตาคาร สำนักงาน และที่จอดรถ โดยมีพื้นที่ใช้สอยรวม 100,000 ตร.ม. ตามแผนการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2572

       นอกจากโปรเจ็กต์ใหม่และศูนย์การค้าแพลทินัมแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา “กลุ่มแพลทินัม” ยังได้พัฒนาโครงการในย่านดังกล่าวอีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมโนโวเทล, เดอะมาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์, สำนักงานให้เช่าเพียร์ 111 และโรงแรมม็อกซี่ แบงคอก ราชประสงค์

       พลิก “พันธุ์ทิพย์” สู่ “ฟีนิกซ์”

       ไม่ไกลกันมาก เป็นศูนย์การค้า “ฟีนิกซ์” มูลค่า1หมื่นล้านบาท (Phenix) ที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ของลูกสาวเจ้าสัวเจริญ “วัลลภา ไตรโสรัส” ทุ่มพลิกโฉม “พันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ” ห้างไอทีในตำนานสู่ศูนย์กลางอาหารครบวงจรเมื่อกลางปี 2567 ที่ผ่านมา

       สำหรับ “ฟีนิกซ์” ถือว่าตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ค้าส่งประตูน้ำ แต่กว่าจะมาเป็น “ฟีนิกซ์” ที่ผ่านมา AWC ได้พลิกโฉมพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำมาแล้วหลายครั้ง

       จากครั้งแรกปรับเป็น “พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า” ต่อมาเป็น “เออีซี เทรด เซ็นเตอร์ พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ” ศูนย์กลางการค้าส่งนานาชาติครบวงจรของภูมิภาค

       จากนั้นทุ่ม 6,500 ล้านบาทเป็น “เออีซี ฟู้ดโฮเซล ประตูน้ำ” ศูนย์กลางค้าส่งอาหารของภูมิภาค และ “ฟีนิกซ์” ศูนย์กลางด้านอาหารครบวงจรระดับโลก ในปัจจุบัน

       MQDC ปรับใหญ่อินทราสแควร์

       ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของโรงแรมและศูนย์การค้าอินทราสแควร์ ซึ่งบริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) ในเครือบริษัท แม็กโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ที่ก่อตั้งโดยลูกสาวเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ลงทุนเช่าสิทธิบริหารระยะเวลา 20 ปี

       หลังเห็นศักยภาพทำเลใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ เป็นแหล่งค้าส่ง-ค้าปลีก ที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และมีฐานลูกค้าต่างชาติเติบโตอย่างชัดเจน ไม่ว่าอเมริกา ยุโรป เอเชีย รวมถึงมั่นใจตลาดท่องเที่ยวไทยมีโอกาสฟ้นตัวเชิงบวก คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2569 อยู่ที่ 35.5 ล้านคน เป็น 37.5 ล้านคนในปี 2570 และ 39 ล้านคนในปี 2571

       สำหรับ “โรงแรมอินทรา รีเจนท์” เปิดครั้งแรกในปี 2514 ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยุคบุกเบิกของย่านประตูน้ำ โดดเด่นด้วยแนวคิด “Thai Timeless Concept” ที่สะท้อนเอกลักษณ์ศิลปะไทยผ่านงานไม้สักทองและแรงบันดาลใจจากวรรณคดีรามเกียรติ์ ตลอดเวลากว่า 50 ปี โรงแรมเคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลกปัจจุบันมีอัตราการเข้าพัก 70-80% จากจำนวนห้องพัก 200 ห้อง มีแผนจะลงทุนเปิดห้องพักเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 400 ห้อง

       ขณะที่ “ศูนย์การค้าอินทรา สแควร์” มีพื้นที่ใช้งานกว่า 26,900 ตร.ม. และร้านค้ากว่า 300 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น ค้าส่ง ร้านอาหารอินเดีย และฮาลาล ร้านค้าโมเดิร์นเทรด และบริการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยมี แผนพัฒนาพื้นที่รีเทลและศูนย์อาหาร อยู่ระหว่างเตรียมความร่วมมือกับพันธมิตรด้านรีเทล เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงช็อปปิ้งจากอินเดีย เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และอาเซียน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของโครงการ

       ด้าน “พันธ์เลิศ ใบหยก” ประธานกรรมการเครือโรงแรมใบหยกระบุว่า ยังไม่มีแผนปรับปรุงครั้งใหญ่โรงแรมและศูนย์การค้าใบหยก เนื่องจากปัจจุบันได้ทยอยปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา และย่านนี้มีชาวต่างชาติเข้าพักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวอินเดีย เมื่อรถไฟฟ้าเปิดจะทำให้การจราจรไม่แออัด การเดินทางสะดวกมากขึ้น

       ราคาที่ดินพุ่ง ตร.ว.ละ 2 ล้าน

       “วสันต์ คงจันทร์” นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด วิเคราะห์ว่าย่านประตูน้ำซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อจากสยามสแควร์ ราชประสงค์ เพลินจิต หลังสายสีส้มเปิดบริการและมิกซ์ยูสของกลุ่มแพลทินัมเสร็จ จะพลิกโฉมจากย่านค้าส่งเป็นแลนด์มาร์กด้าน ท่องเที่ยว มีโรงแรม ร้านอาหาร ช็อปปิ้งมอลล์ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ใหม่ ๆ เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาโซนนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอินเดียและตะวันออกกลาง ขณะที่ร้านค้าแฟชั่นต่าง ๆ ไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน หลังพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อขายออนไลน์มากขึ้น และน่าจะเห็นการปรับตัวของศูนย์การค้าและร้านค้าต่าง ๆ

       “ประตูน้ำเป็นย่านที่ชาวอินเดียเข้ามาท่องเที่ยวและค้าขายเยอะ ทำให้โซนนี้มีคอนโดฯเกิดขึ้นมาก เพื่อรองรับดีมานด์ของชาวต่างชาติ”

       “วสันต์” กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงที่เห็นคือ ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากที่สายสีส้มเริ่มก่อสร้าง จากก่อนหน้านี้ราคาตลาดอยู่ที่กว่า 1 ล้านบาทต่อ ตร.ว. ล่าสุดมีเจ้าของที่ดินนำที่ดินขนาด 3-4 ไร่อยู่ติดถนนเพชรบุรี ใกล้กับศูนย์การค้าแพลทินัม ออกมาประกาศขาย โดยตั้งราคาขายที่ 2 ล้านบาทต่อ ตร.ว. หรือไร่ละ 800 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของกรมธนารักษ์ที่ปัจจุบันกำหนดราคาบริเวณนี้ที่ 400,000 บาทต่อ ตร.ว. และด้วยราคาที่ดิน รวมถึงขนาดที่ดินที่เป็นแปลงเล็ก การพัฒนาโครงการน่าจะเป็นโรงแรมหรือโครงการมิกซ์ยูส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470758&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lwbq0d6NpwDdZyK4-wEFa