Category: ท่องเที่ยว

  • ชวนสายกรีนเที่ยว “อุตรดิตถ์” ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง | เดลินิวส์

    ชวนสายกรีนเที่ยว “อุตรดิตถ์” ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง | เดลินิวส์

    ไม้ล้มลุกที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดินและจะแตกหน่อใหม่ยามเมื่อสายฝนเริ่มมาเยือน และออกดอกบานสะพรั่งเมื่อมีแสงแดดมาเยือนทั่วผืนป่า คลอเคลียไปกับสายหมอกบาง ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในเมืองไทย ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-กันยายน ห้วงเวลาที่จะทำให้ภูสอยดาวได้รับฉายาว่า “สวรรค์บนดิน”

    นอกจากทุ่งหญ้าใต้เงาป่าสนที่เต็มไปด้วยดอกหงอนนาคแล้ว ยังมีไฮไลท์อย่าง “น้ำตกภูสอยดาว” อีกอย่างด้วย น้ำตกขนาดใหญ่ 5 ชั้น ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบเขา น้ำไหลแรงตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ สดชื่น

    เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวจะเปิดฤดูกาลพิชิตยอดเขา ความสูงกว่า 2,102 เมตรจากระดับน้ำทะเล กับระยะทางเดิน 6.5 กิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่ท้าทายและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ระหว่างเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสป่าสนสามใบที่แผ่กว้างสุดสายตา ดอกไม้ป่าหลากสีสัน และวิวทะเลหมอกสุดอลังการบนยอดดอย

    ภูสอยดาวเป็นหนึ่งใน 3 อุทยานห่งชาติสำคัญของจังหวัดอุตรดิต์ นอกจากนี้ยังมีอุทยานแห่งชาติสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ในช่วงปลายฝนต้นหนาวเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมเดินป่า พักแคมป์ สำหรับคนที่ชื่อชอบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแต่เรี่ยวแรงปีนป่ายอาจจะไม่อำนวย “เขื่อนสิริกิติ์” เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งอยู่ไม่ไกลกันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นอกจากความอลังการของเขื่อนแล้วยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวให้เลือกทำมากมายกับจุดเช็กอินยอดนิยมที่กระจายอยู่รอบเขื่อน ทั้งจุดถ่ายรูป ท่าเรือ มุมนั่งพักผ่อน รวมไปถึงไฮไลต์ช่วงเย็นที่ไม่ควรพลาด นั่นคือการนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินบริเวณสันเขื่อน แสงสีทองยามเย็นสะท้อนผืนน้ำสวยจับใจ พร้อมกราบสักการะพระพุทธสิริสัตราช องค์ประจำเขื่อนสิริกิติ์

    อีกหนึ่งความพิเศษ “ร้านกาแฟคุณสายชล” ที่ตั้งอยู่บริเวณจุดชมวิวริมเขื่อน มาพร้อมกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “แม่น้ำสองสี” เป็นทั้งเครื่องดื่มเย็นชื่นใจและสัญลักษณ์ของการบรรจบกันของแม่น้ำ 2 สายที่ไหลผ่านเขื่อน ใกล้ ๆ กันยังมี “สะพานแขวนเฉลิมพระเกียรติฯ” ที่เป็นทั้งจุดถ่ายรูปยอดนิยมและจุดชมวิวที่สวยงาม ถามหาร้านอาหาร “ระเบียงน่าน เขื่อนสิริกิติ์” คือคำตอบ ที่นี่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นโดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืดหาทานยาก เช่น ปลาตะโกก ปลาแม่น้ำที่เนื้อแน่น รสชาติหวานนุ่ม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยำปลาซิวแก้ว รสแซ่บถึงใจ และปลาทับทิมริมน่านทอดกรอบกับน้ำจิ้มสองสไตล์ ส่วนสายกิจกรรมที่นี่มีสนามกอล์ฟมาตรฐาน 18 หลุม วิวริมน้ำน่านสุดอลังการ

    ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอุตรดิตถ์ถือว่าเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับที่ราบสูง ดินดี น้ำดี อากาศเย็นพอดี ทำให้ผลไม้ที่นี่มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ขณะที่ “ลางสาด” เป็นผลไม้พื้นถิ่นที่ปลูกในอุตรดิตถ์มานาน มีลักษณะเปลือกบาง เนื้อใส สีขาวอมใส รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีความหอมธรรมชาติ และเมล็ดเล็กกว่าลองกอง นิยมปลูกมากในอำเภอลับแล ซึ่งถือเป็นแหล่งลางสาดพันธุ์ดีของประเทศ “ลองกอง” ที่มีต้นกำเนิดจากภาคใต้ เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่อุตรดิตถ์ก็สามารถปรับตัวได้ดีและให้ผลผลิตรสชาติดียิ่งขึ้น มีรสหวานจัด กลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อเยอะ เมล็ดน้อย เปลือกไม่ขม และสามารถทานได้ทั้งพวงแบบสด ๆ หรือจะนำไปแปรรูปก็อร่อยไม่แพ้กัน

    ก่อนที่ลมหนาวจะมาเยือนจังหวัดอุตรดิตถ์มีการจัดงาน “เทศกาลลางสาดลองกองหวาน เมืองมหัศจรรย์แห่งผลไม้” ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการลิ้มลองลางสาดและลองกอง เพราะรสชาติกำลังหวานฉ่ำ ในงานมีให้เลือกชิมเลือกซื้อแบบไม่อั้น ทั้งจากสวนท้องถิ่น ร้านค้าชุมชน และเกษตรกรโดยตรง ทั้งยังมีกิจกรรมมากมาย ทั้งการประกวดผลผลิตทางการเกษตร การออกร้านสินค้า OTOP ช้อปของฝากราคาพิเศษ การแสดงพื้นบ้าน นิทรรศการความรู้ และคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกค่ำคืน ระหว่างวันที่ 19-28 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก ใจกลางเมืองอุตรดิตถ์

    สำหรับคาเฟ่ที่สามารถทานเมนูลองกองและลางสาด ได้แก่ “ม่อนลับแล” มีเมนูแกงคั่วลางกอง ข้าวพันลางกอง ยำลางกองเสวย ลางกองผัดเปรี้ยวหวาน น้ำพริกลางกอง น้ำพันช์ลางกองมิกซ์กับสับปะรดห้วยมุ่น “เฮือนลับแล” มีเมนูข้าวพันลางกอง ข้าวน้ำพริกลางกอง น้ำพันช์ลางกองมิกซ์กับสับปะรดห้วยมุ่น “ร้านตักเงินริมคลอง” มีเมนูยำลางสาด ตำลองกอง “สวนป้าเรียน x Summergreen” มีเมนูลองกองโทสต์ลาวา ไอศครีมลองกองซอร์เบท ตำลองกอง ยำลองกอง ลองกองรวมมิตร ลองกองลอยแก้ว และวุ้นลองกอง

    นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อมูลว่า ในระยะครึ่งปีแรก จังหวัดอุตรดิตถ์มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง มียอดสะสมตั้งแต่เดือน มกราคม-กรกฎาคม จำนวน 676,873 คน-ครั้ง เติบโตขึ้น 7.69% มีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 1,414.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.54% มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 51.20% สูงกว่าปีก่อน 5.42% เป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยองค์ประกอบของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต้นทุนทางสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติ อาหารถิ่น 3 วัฒนธรรม และผลไม้ที่หาทานได้ทุกฤดูกาล

    นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่-ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อมูลเสริมว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็น 1 ใน 55 เมืองน่าเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยในปี พ.ศ. 2568-2569 ททท.ได้กำหนดแคมเปญ #สุขทันทีที่เที่ยวไทย เชื่อมต่อสู่พื้นที่ #สุขทันทีที่เที่ยวอุตรดิตถ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางสื่อสารภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งปี โดย ศูนย์ฯ อุตรดิตถ์ ได้ดำเนินโครงการ “เที่ยวอุตรดิตถ์ติดใจ..ประสบการณ์ใหม่มิรู้ลืม” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีเป้าหมายในการสร้างการรับรู้เชิงพื้นที่และชูจุดแข็ง Must Taste ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ด้านอาหารท้องถิ่นและผลไม้ทุกฤดูกาล พร้อมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นเสนอขาย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อยกระดับจังหวัดอุตรดิตถ์สู่เมืองน่าเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน และกระจายการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองได้มากยิ่งขึ้น

    อุตรดิตถ์ เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ เป็น 1 ใน 55 เมืองน่าเที่ยวศักยภาพของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีต้นทุนทางสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าเชิงประสบการณ์ และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Must Taste) อย่างทุเรียนสายพันธุ์ GI หลงลับแล หลินลับแล สับปะรดห้วยมุ่น ลางสาด ลองกอง ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนออกผลให้ทานต่อเนื่องตลอดปี สมกับที่ได้รับฉายาว่า เป็นเมืองมหัศจรรย์ผลไม้ เป็นมหานครแห่งผลไม้ของภาคเหนือตอนล่าง

    การเดินทางมาท่องเที่ยวอุตรดิตถ์นอกจากจะมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถทัวร์ รถบัส หรือรถตู้แล้ว การนั่งรถไฟ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เร่งรีบ สะดวก ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่สองข้างทางเขียวชอุ่มไปด้วยพรรณไม้ โดยสามารถลงได้ที่สถานีหลักคือ สถานีอุตรดิตถ์ และสถานีศิลาอาสน์ ก่อนเข้าเมืองหรือนั่งรถไฟขบวนท้องถิ่นออกมาจากตัวเมือง สามารถมาแชะแล้วแชร์กับกับโค้งสะพานเหล็กช่วงที่รถไฟวิ่งผ่านร่องเขาของ “สะพานรวงผึ้ง” ที่อยู่ใกล้กับสถานีปางต้นผึ้ง รวมถึงอุโมงค์ปางตูบขอบ อุโมงค์แรกของเส้นทางรถไฟสายเหนือที่รถไฟจะลอดผ่านก่อนเข้าสู่ตัวเมืองอุตรดิตถ์ได้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5066278/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GBcR_zQ0DtVY6DJKDAMoZ

  • ถึงกับเขิน! ตร.เกาะพะงันจับหนุ่มเมียนมา ขโมยกางเกงในจีสตริง-ค้นตัวพบยาบ้า

    ถึงกับเขิน! ตร.เกาะพะงันจับหนุ่มเมียนมา ขโมยกางเกงในจีสตริง-ค้นตัวพบยาบ้า

    ถึงกับเขิน! ตร.เกาะพะงันจับหนุ่มเมียนมา ขโมยกางเกงในจีสตริง-ค้นตัวพบยาบ้า

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

    31 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท. เปิดเผยว่าเมื่อเวลา 02.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จับกุมนายทัน ลู (Mr.Tun Lu) อายุ 28 ปี สัญชาติเมียนมา โดยสามารถจับกุมตัวได้บริเวณริมถนนสาธารณะ ม.1 ตำบลเกาะพะงัน จับตัวได้พร้อมด้วยของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวน 12 เม็ด ค้นตัวพบกางเกงในจีสตริงสีเหลืองจำนวน 1 ตัวอยู่ในกระเป๋ากางเกง

    ซึ่งก่อนการจับกุมขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้ออกตรวจตราพื้นที่รับผิดชอบบริเวณบ้านท้องศาลา ม.1ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน โดยใช้รถยนต์สายตรวจเปิดสัญญาณไฟสัญญาณ ระหว่างนั้นพบเห็นชายลักษณะคล้ายชาวต่างด้าว ชื่อนายทัน ลู เดินอยู่ริมถนนคนเดียวกลางดึก เมื่อเห็นรถยนต์สายตรวจตำรวจท่องเที่ยว ได้แสดงท่าทีมีพิรุธจากนั้นได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในซอยกรุงไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวชุดจับกุมจึงได้ไล่ติดตามไปจนกระทั่งสามารถควบคุมตัวไว้ได้

    เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นตัวนายทัน ลู พบของกลางเป็นกางเกงในจีสตริงสีเหลือง อยู่ภายในกระเป๋ากางเกงด้านข้างขวา โดยเมื่อเจ้าหน้าที่พบกางเกงในจีสตริงนายทัน ถึงกับเขินเพราะเป็นผู้ที่ชื่นชอบกางเกงใน นอกจากนี้ยังพบยาบ้าที่ซุกซ้อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง สอบถามนายทัน ลู ทำไมถึงวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายทัน ลู ตอบว่าเพราะตนไม่มีหนังสือเดินทางจึงกลัวเจ้าหน้าที่ตรวจค้น ซึ่งขณะที่พูดคุย นายทัน ลู ได้แสดงท่าทีมีพิรุธ พูดจาวกไปวนมา ลักษณะคล้ายคนเสพยาเสพติด โดยนายทัน ลู ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเพิ่งเสพยาบ้า ยาบ้าดังกล่าวซื้อมาจากเพื่อนชาวเมียนมาไม่ทราบชื่อราคาเม็ดละ 50 บาท จำนวน 15 เม็ด เสพไปแล้ว 3 เม็ด

    นายทัน ลู ยอมรับว่าเมื่อได้เสพยาบ้าแล้วจะเกิดอารมณ์ทางเพศสูง จึงได้ตระเวณลักขโมยชุดชั้นในของชาวบ้านที่แขวนไว้ตามที่พัก เพื่อนำไปสูดดมและสำเร็จความใคร่ โดยตนจะตระเวนนอนตามที่สาธารณะ ไม่มีบ้านพักเป็นหลักเป็นแหล่ง เนื่องจากตนได้หลบหนีเข้าเมือง และได้อาศัยการลักขโมยเพื่อหาเงินไปซื้อยาบ้ามาเสพ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวนายทัน ลู มายังหน่วยบริการตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหามีเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย, เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่ง สภ.เกาะพะงันดำเนินคดีต่อไป.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/910858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sFHdT2GegRmrpsoU3J8A_

  • สหรัฐฯ ฟันค่าวีซ่าเพิ่ม 8,000 บาท แพงติดอันดับโลก ส่อซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    สหรัฐฯ ฟันค่าวีซ่าเพิ่ม 8,000 บาท แพงติดอันดับโลก ส่อซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ “Visa Integrity Fee” มูลค่า 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,067 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าสหรัฐฯ พุ่งแตะ 442 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 16,000 บาท กลายเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมวีซ่าที่แพงที่สุดในโลก และอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีนักเดินทางต่างชาติ 19.2 ล้านคน ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และนับเป็นเดือนที่ 5 ของปีนี้ที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัว แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า ปี 2025 จะเป็นปีที่สหรัฐฯ ฟื้นตัวเต็มที่และกลับมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 79.4 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับก่อนการระบาดโควิด-19 

    มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เดินทางจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล อินเดีย และจีน โดยสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ เตือนว่า ค่าธรรมเนียมที่สูงเช่นนี้จะกลายเป็นอุปสรรคใหม่ ทำให้หลายคนต้องชั่งใจมากขึ้นกับการเดินทางมาเยือน

    เกบ ริซซี ประธานบริษัทจัดการท่องเที่ยวระดับโลก Altour ระบุว่า “ทุกแรงเสียดทานที่เพิ่มเข้ามาในการเดินทาง ย่อมทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงไม่มากก็น้อย” พร้อมเสริมว่า เมื่อฤดูท่องเที่ยวซัมเมอร์สิ้นสุดลง ผลกระทบของค่าธรรมเนียมใหม่นี้จะยิ่งชัดเจนขึ้น และนักเดินทางจำนวนมากอาจต้องปรับงบประมาณการเดินทางใหม่ทั้งหมด

    แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับรายงานของ World Travel & Tourism Council ที่ประเมินว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในสหรัฐฯ ปีนี้จะลดลงเหลือต่ำกว่า 169,000 ล้านดอลลาร์ จากระดับ 181,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่บริษัทที่ปรึกษา Tourism Economics ก็ชี้ว่าแทนที่ปี 2025 จะเติบโต 10% ตามคาดการณ์เดิม กลับมีแนวโน้มติดลบ 3%

    บรรยากาศในเชิงลบต่อการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ยังทวีคูณจากนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอร่างกฎใหม่เพื่อจำกัดระยะเวลาวีซ่าสำหรับนักเรียน ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสื่อมวลชน ตลอดจนโครงการนำร่องที่เริ่มใช้เมื่อ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ เรียกเก็บ “เงินประกัน” สูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าธุรกิจบางประเภท เพื่อป้องกันการอยู่เกินกำหนด

    แม้ว่าในภาพรวมตลาดท่องเที่ยวสหรัฐฯ จะซบเซา แต่ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ยังคงเป็นจุดสว่างเล็ก ๆ โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 การเดินทางจากเม็กซิโกเพิ่มขึ้นเกือบ 14% ขณะที่อาร์เจนตินาพุ่งสูงถึง 20% และบราซิลเพิ่มขึ้น 4.6% อย่างไรก็ตาม การเดินทางจากยุโรปตะวันตกหดตัวลง 2.3% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดสำคัญในซีกโลกเหนือยังคงอ่อนไหวต่อมาตรการเข้มงวดของสหรัฐฯ

    สำหรับจีน การเดินทางเข้าสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวยังต่ำกว่าระดับปี 2019 ถึง 53% ขณะที่อินเดียก็ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะนักเรียนที่ลดลงเกือบ 18% ส่งผลให้ยอดรวมการเดินทางจากอินเดียติดลบ 2.4% ในปีนี้

    แม้บางส่วนมองว่าค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเป็นเพียงต้นทุนหนึ่งในทริปที่มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว แต่เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลับสะท้อนถึงความกังวลในวงกว้าง ไม่เพียงเฉพาะในแง่ค่าใช้จ่าย แต่รวมไปถึงความเสี่ยงที่ประเทศปลายทางอื่น ๆ อาจออกมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมแบบ “reciprocal fees” จากนักท่องเที่ยวอเมริกันในอนาคต

    การเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่ของสหรัฐฯ จึงถูกมองว่าไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ยังสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่แข็งกร้าวด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้เสน่ห์ของสหรัฐฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโลกถูกลดทอนลง แม้ข้างหน้าจะมีมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก 2026 และโอลิมปิก 2028 ก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/637534&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t35rXxi7p7YwFDfySu_ke

  • DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

    DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดประกวดโครงการอาหารนวัตกรรมสุดล้ำในวิชาอาหารโมเลกูลาร์ ชิงตั๋วเครื่องบินไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผลปรากฏว่า นางสาวกานต์สินี แจ้งกระจ่าง และ นางสาววรรณวิสา สุขสำราญ นักศึกษาปี 4 หลักสูตรศิลปะการประกอบอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าว ส่งผลให้ทั้งสองได้บินลัดฟ้าไปฝึกอบรมพิเศษด้านการทำขนมอบ ณ Creative Culinaire Academy (CCA) สถาบันสอนทำขนมชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับในหมู่นักรักขนมอบ โดดเด่นด้วยแบรนด์คาเฟ่โดนัทยอดนิยม “Caffe Pralet” ที่มีสาขาทั้งในสิงคโปร์และประเทศไทย

    โอกาสเรียนรู้มูลค่าสูง

    การไปเรียนที่สิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการฝึกฝีมือของเชฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม และ ฝึกภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบ นักศึกษาทั้งสองต้องเรียนและสื่อสารกับเชฟต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเพิ่มทักษะการทำขนมอบแล้ว ยังช่วยขยายคลังคำศัพท์เฉพาะทางเบเกอรี่ระดับสากล พื้นฐานจากการเรียนในไทยจึงกลายเป็นก้าวกระโดดสู่วิธีการและเทคนิคใหม่ ๆ ในเวทีระดับเอเชีย ประสบการณ์น่าตื่นเต้นและอร่อยล้ำนี้สะท้อนให้เห็นว่า DPU มุ่งมั่นมอบการศึกษามูลค่าสูง (High Value Services) แก่นักศึกษา นำไปสู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร อาจารย์ผู้สอนวิชาอาหารโมเลกูลาร์ และผู้นำนักศึกษา DPU เปิดเวทีเรียนรู้ระดับเอเชีย กล่าวว่า “การเรียนรู้ด้านอาหารไม่ใช่เพียงการทำให้อร่อย แต่คือการค้นหาศักยภาพของแต่ละคน และปลดปล่อยให้พวกเขาได้เปล่งประกายในเส้นทางสายอาชีพเชฟ” จุดเด่นของการเรียนรู้ครั้งนี้อยู่ที่การใช้ภาษาอังกฤษล้วน นักศึกษาต้องสื่อสารกับเชฟต่างชาติในทุกขั้นตอน “นี่ไม่ใช่เพียงการฝึกทำขนมปังหรือขนมอบ แต่เป็นการฝึก Soft Skills อย่างการสื่อสาร การปรับตัว และการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานข้ามประเทศ ซึ่งเป็น High Value Services ที่ DPU ภูมิใจมอบให้นักศึกษา”

    ในมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเชฟ “เราค้นหาจุดแข็งของนักศึกษา พัฒนาผ่านการเรียนและฝึกฝนจริงในครัว และสุดท้ายคือปลดปล่อยศักยภาพในเวทีการแข่งขันจริง” ความรู้จากตำราเป็นเพียงพื้นฐาน แต่การได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหาร ประสบการณ์จริงคือสิ่งที่จะหล่อหลอมความมั่นใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนด้านอาหาร “ผมอยากให้นักศึกษารู้ว่า ความสามารถของพวกเขาสามารถพาอนาคตไปได้ไกลกว่าที่คิด”

    ท้ายสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร ฝากข้อความถึงนักศึกษาและเชฟรุ่นใหม่ทุกคนว่า “ที่ DPU เราไม่เพียงสอนให้คุณเป็นเชฟที่ดี แต่สอนให้คุณเป็นเชฟที่พร้อมทำธุรกิจแห่งอนาคต เราจะผลักดันให้นักศึกษา  ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต  ตามสโลแกนที่ว่า Our Future is Our Potential”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910746&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vSsNQmtzj0UBms_sLDIiw

  • สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่า

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่า

    30 สิงหาคม 2568 16:38 น. ทศพล บุญพัฒน์ ข่าวทั่วไทย

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระดมของช่วยเหลือพี่น้องชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ประสบภัยน้ำป่าไหลหลากได้รับความเสียหาย


    แม่ฮ่องสอนท่องเที่ยวพลัส โดย นายภานุเดช  ไชยสกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอนและสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคณะกรรมการ ผู้แทนจากท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงาน แม่ฮ่องสอน ได้ระดมกำลังทรัพย์จากทางสมาชิกสมาคม ฯ เพื่อชื้อสิ่งของจำเป็น ไปช่วยเหลือจากผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลากจาก พายุคาจิกิ เมื่อวันที่26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับราษฎร ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลายหมู่บ้านตามที่ปรากฎตามข่าว ที่ได้เผยแพร่ไปแล้วนั้น 

    ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอขอบคุณสมาชิกสมาคมฯ ทุกท่าน เช่น ชมรมท่องเที่ยวบ้านปางอุ๋ง ชมรมมัคคุเทศก์แม่ฮ่องสอน โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาคมคนเดินดอย  และ สมาคมที่พักและร้านอาหารบ้านรักไทย ที่ เป็นห่วงพี่น้องที่ได้รับผลกระทบการพายุคาจิกิ ทาง ภาคการท่องเที่ยว เป็นอีกกำลังใจให้กับพี่น้องบนดอยที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยเฉพาะบ้านห้วยหมากลาง  บ้านนาเจ็ดล็อก ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลเดินทางลำบาก ต้องได้รับการช่วยเหลือ และทั่วถึง ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือมา

    ทางด้านนายภานุเดช  ไชยสกูล ประธานสภาอุตสาหกรรม และ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จึงหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงแม้จะโดนพายุ นาจิกิ ทำน้ำป่าไหลหลากทำให้ถนนได้รับความเสียหาย แต่อย่างไรก็ตามทางจังหวัดโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการ สร้างทางเบียงให้ยานพาหนะผ่านได้ ภายในวันที่ 1 กันยายน 2568 นี้ ที่ หมู่บ้านห้วยโป่ง เส้นทางสาย 108 เชิญชวนนักท่องเที่ยวยังสามารถมาเที่ยว ในจังหวัดแม่ฮ่อวงสอนได้ หลายหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยวพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านมาเยี่ยมเยือนและพักผ่อนในช่วยฤดูฝน ที่ธรรมชาติเขียวชะอุ่ม โดยเฉพาะ บ้านปางอุ๋ง บ้านรักไทย แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647848&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEzy2oX6YmBi3Ed3TJteF

  • คลองแม่ข่า จ.เชียงใหม่ รีวิวคลองแม่ข่าเปิดวันไหน ที่เที่ยวฟีลดีเหมือนญี่ปุ่น

    คลองแม่ข่า จ.เชียงใหม่ รีวิวคลองแม่ข่าเปิดวันไหน ที่เที่ยวฟีลดีเหมือนญี่ปุ่น

    คลองแม่ข่า (ภาษาอังกฤษ : Mae Kha River) เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาด เนื่องจากเป็นคลองเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองมานานกว่า 700 ปี โดยในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงฟื้นฟูและเปลี่ยนคลองแม่ข่าแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งคลองแม่ข่าเปิดวันไหน ปี 2568 นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไทยรัฐออนไลน์รวบรวมข้อมูลมาให้แล้ว 

    ประวัติที่มาคลองแม่ข่า คลองเก่าแก่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่

    คลองแม่ข่า” หรือ “น้ำแม่ข่า” เป็นแม่น้ำธรรมชาติที่เกิดจากลำน้ำลำห้วยของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งไหลผ่านเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่จะไหลลงไปยังแม่น้ำปิง ซึ่งมีระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร 

    ทั้งนี้ ในปีพ.ศ.1839 สมัยเริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายได้เลือกให้คลองแม่เป็น 1 ใน 7 ของพื้นที่ชัยมงคล เนื่องจากน้ำแม่ข่าไหลล้อมรอบคูเมือง เป็นเสมือนคูเมืองชั้นนอก นอกจากนี้ยังเป็นทั้งแหล่งอาหาร และแหล่งสัญจรของผู้คนในเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

    คลองแม่ข่าเปิดวันไหนบ้าง ควรไปกี่โมง

    ปัจจุบันคลองแม่ข่ากลายเป็นแลนด์มาร์กยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากได้รับการปรับปรุงและตกแต่งอย่างสวยงาม เหมาะแก่การเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงชิมอาหารหลากหลายเมนู โดยคลองแม่ข่า 2568 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. โดยเฉพาะหาไปในช่วงเย็นๆ บรรยากาศจะกำลังดี เหมาะแก่การเดินเล่น หรือถ่ายรูป

    เปิดไฮไลต์เด็ดคลองแม่ข่ามีอะไรบ้าง

    กิจกรรมยอดฮิตส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อไปยังคลองแม่ข่า เชียงใหม่ มีดังนี้

    ถ่ายรูปฟีลดีเหมือนอยู่ญี่ปุ่น

    หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการไปเที่ยวคลองแม่ข่า คือ ถ่ายรูปเช็กอิน หรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เนื่องจากที่นี่ได้รับการปรับปรุงและตกแต่งให้คล้ายกับคลองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยดอกไม้สีสันสดใส ร้านรวงต่างๆ ตกแต่งในธีมญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปได้ทั่วบริเวณ

    ชิมอาหารรสเด็ด หลากเมนู

    คลองแม่ข่า 2568 มีร้านอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกชิม ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมกะทิ ขนมครก เครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น ร้านอาหารตามสั่ง คาเฟ่ และร้านกาแฟ ร้านอาหารญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิมทั้งคาวและหวาน

    ช็อปของน่ารักๆ ฝากคนที่บ้าน

    นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารแล้ว คลองแม่ข่ายังมีร้านขายของฝาก และร้านของแฮนด์เมดน่ารักๆ ให้ซื้อไปฝากคนที่บ้านอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโปสต์การ์ด เสื้อผ้า หมวก กระเป๋าถัก กำไลหินหลากหลายรูปแบบให้ช็อปอีกด้วย

    แจกพิกัดคลองแม่ข่าอยู่ตรงไหน

    คลองแม่ข่าตั้งอยู่ที่ถนนศรีดอนไชย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 5-10 นาทีเท่านั้น หากใครนำรถยนต์ส่วนตัวมา สามารถปักหมุดตามพิกัดกูเกิลแม็ป https://share.google/0aaf7SR6BB0WBzFPX

    ทั้งนี้ หากใครที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวคลองแม่ข่า 2568 สามารถจอดรถได้บริเวณลานจอดรถข้างๆค่าบริการเพียง 40 บาทเท่านั้น หรือหากใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ใช้บริการรถแดง โดยขึ้นจากบริเวณประตูท่าแพ หรือบริเวณใกล้เคียงก็ได้เช่นกัน

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลองแม่ข่ายังคงเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่หลายๆ คนแวะไปเช็กอิน ถ่ายรูป หรือเดินช็อปของใช้ ของฝากเมื่อไปเยือนจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ อาจไม่เพียงเพราะความสวยงาม หรือบรรยากาศดีๆ เท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนที่นี่อีกด้วย

    ที่มา : เว็บไซต์เทศบาลนครเชียงใหม่

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2879574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06tCUVQUp0pDOS6p30-yvu

  • เช็กด่วน! ปิดการท่องเที่ยว ‘ถ้ำหลวงแม่สาบ’ ​1 เดือน ฟื้นฟูระบบนิเวศ

    เช็กด่วน! ปิดการท่องเที่ยว ‘ถ้ำหลวงแม่สาบ’ ​1 เดือน ฟื้นฟูระบบนิเวศ

    ทั่วไป

    30 ส.ค. 2025 เวลา 16:06 น.

    เช็กด่วน! ปิดการท่องเที่ยว 'ถ้ำหลวงแม่สาบ' ​1 เดือน ฟื้นฟูระบบนิเวศ

    เช็กด่วน! อุทยานแห่งชาติขุนขาน​ จ.เชียงใหม่​ ประกาศล่าสุด ปิดการท่องเที่ยว ‘ถ้ำหลวงแม่สาบ’ ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ ​1-30 กันยายน 2568 ฟื้นฟูระบบนิเวศ

    วันนี้ (30 สิงหาคม 2568) นายทวีวรรธน์ แดงมณี​ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนขาน​ เปิดเผยว่า​ อุทยานแห่งชาติขุนขาน ประกาศ ปิดแหล่งท่องเที่ยว ‘ถ้ำหลวงแม่สาบ’ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 เพื่อให้ธรรมชาติและระบบนิเวศภายในถ้ำได้ฟื้นตัว และใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

    ​อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าว บริเวณพื้นที่ลานกางเต็นท์ภายในที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนขาน ‘ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ’ โดยมีบรรยากาศริมน้ำที่สวยงาม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และร้านค้าสวัสดิการ Cafe & Bistro ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อน

    ​สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 5200 0410 หรือทางเพจเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติขุนขาน Khun Khan National Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1196625&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pbm8tR1tN7uOr73U_KV2H

  • ‘มหัศจรรย์ภูผา-วารี กุ้ยโจว’ที่หลายคนยังไม่รู้จัก

    ‘มหัศจรรย์ภูผา-วารี กุ้ยโจว’ที่หลายคนยังไม่รู้จัก

    เนื่องในโอกาสความสัมพันธ์ไทยจีน ครบครอบ 50ปี  ทางมณฑลกุ้ยโจว โดยได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ผ่านการจัดงาน “ภูผาวารี  สื่อไมตรีด้วยภาพและเสียง” ซึ่งเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

    ในงานนี้ ธาริณี สมบุญ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวเปิดงานว่า ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ทางการฑูตยาวนาน 50 ปี และการจัดกิจกรรมของมณฑลกุ้ยโจวครั้งนี้ก็เพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งมณฑลกุ้ยโจวอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน  เป็นพื้นที่ไม่มีทางออกทางทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินและภูเขา โดยกุ้ยโจวมีภูเขามากถึง 1,208,000 ลูก มีธรรมชาติที่งดงาม มีการสร้างสะพานสูงระดับโลก เพื่อเชื่อมต่อชนบทกับเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และในโอกาสนี้ ททท.ได้จัดโครงการอะเมซิ่งไทยแลนด์ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย-จีน และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย ซึ่งจะเป็นกิจกรรมสุดพิเศษที่จะสร้างความสุข ความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจีนมากยิ่งขึ้น

    ธาริณี สมบุญ รองผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท.กล่าวเปิดงาน

    “ททท.เน้นส่งเสริมการเดินทางระหว่างกันไทย-จีน ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของสองประเทศนี้ให้มีความยั่งยืน แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น” ธาริณีกล่าว

    นาง Huang Bei ตัวแทนจากมณฑลกุ้ยโจวที่มาเชื่อมความสัมพันธ์ที่ประเทศไทย(

    ด้านนาง Huang Bei  รองผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดโทรทัศน์ดาวเทียมกุ้ยโจว และศูนย์เผยแพร่นานาชาติสถานีวิทยุโทรทัศน์กุ้ยโจว ซึ่งเป็นตัวแทนจากจีน ได้นำเสนอเนื้อหาสาระการท่องเที่ยวของกุ้ยโจวว่า  กุ้ยโจวมีธรรมชาติที่งดงาม มีภูเขาสูงเสียดฟ้า และในไม่อีกกี่สัปดาห์ข้างหน้ากุ้ยโจว จะมีการเปิดสะพานสูงที่สุดในโลกเพื่อข้ามแม่น้ำเป่ยผังเจียน โดยสะพานแห่งนี้สร้างตั้งแต่ปี 2013 และแม้ว่าสะพานยังไม่เสร็จ แต่ก็ทำให้ชาวบ้านแถวๆใต้สะพาน สามารถเปิดโฮมสเตย์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่อยากชื่นชมธรรมชาติบริเวณสะพานได้แล้ว  

    “สะพานแห่งนี้ สมกับคำที่ว่า ถ้าอยากดูสะพานโลก ต้องดูที่จีน แต่ถ้าอยากมาดูสะพานจีน ต้องมาที่กุ้ยโจว  สะพานจึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง สายเลือดหล่อเลี้ยงมณฑลกุ้ยโจว  ซึ่งการสร้างสะพานที่สูงที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะเราต้องการสร้างสถิติ แต่เป็นเพราะเราต้องการสร้างคุณภาพชีวิตคนในชนบท ให้รู้จักโลกภายนอก “

    นาง Huang Bei  อธิบายสะพานที่สูงที่สุดในโลกที่กำลังจะเปิดใช้ในมณฑลกุ้ยโจว

    นอกจากจะมีสะพานเชื่อมโยงระหว่างขุนเขาและสายน้ำ ที่ทำสถิติโลกแล้ว กุ้ยโจว ยังมีสภาพอากาศที่เย็นสบาย ระดับ 15 องศาฯตลอดทั้งปี  มีน้ำตกกว่างซูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และมีชนเผ่าซีเจียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

    กิจกรรมที่จะได้รับหากมาเยือนมณฑลกุ้ยโจว นอกจากธรรมชาติที่งดงามแล้ว ยังมีชนเผ่าต่างๆมากถึง 17ชนเผ่า ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละชนเผ่าที่มีความแตกต่างกัน หรือการร่วมกิจกรรมกับชนเผ่าต่างๆ ก็มีเสน่ห์ดึงดูดไม่น้อย

    ในโอกาสที่รัฐบาลไทยกับจีนทำข้อตกลงฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่ไปจีน การไปเยือนกุ้ยโจวสักครั้งในชีวิต ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/852811/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JXnFuzd5TfWolGeUnL-mo

  • นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียแห่เที่ยววันชาติมาเลเซีย | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียแห่เที่ยววันชาติมาเลเซีย | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียแห่เที่ยววันชาติมาเลเซีย

    • เผยแพร่ : 30/08/2025 21:28

    Post Views: 1

    วันที่ 30 ส.ค. 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ด่านพรมแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวใน อ.เบตง จ.ยะลา เนื่องในวันชาติของประเทศมาเลเซีย (Malaysia’s National Day) หรือที่ชาวมาเลย์ เรียกกันว่า “Merdeka Day” ซึ่งตรงกับวันที่ 31 สิงหาคม ของทุกปี โดยตลอดทั้งวัน มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เดินทางมาเป็นครอบครัวใช้รถบัส รถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ และรถบิ๊กไบค์ เพื่อมาท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆของ อ.เบตง และจับจ่ายซื้อสินค้า มากินทุเรียนเบตง ท่ามกลางรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาก่อเหตุของกลุ่มผู้ไม่หวังดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว จึงขอความร่วมมือพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมสอดส่องดูแลพื้นที่เฝ้าระวังเหตุ หากพบสิ่งของต้องสงสัย รวมถึงกลุ่มบุคคลต้องสงสัยให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบทันทีตามมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อเหตุแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบ หลังหน่วยข่าวด้านความมั่นคงมีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังมาตรการรักษาความปลอดภัย ตลอด24ชั่วโมงว่าที่ พ.ต.ท.สิทธิพงศ์ สมพันธ์ สว.ด่าน ตม.เบตง ได้เปิดเผยว่า ในช่วงวันชาติมาเลเซีย ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา จะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติมาเลเซีย ในวันที่ 31 ส.ค. เป็นจำนวนมากทุกปี ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารหนังสือเดินทาง ตรวจสอบประวัติบุคคลอย่างรัดกุม และการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ช่วงวันหยุดยาว ด้านนายนรินทร์ เรืองวงศา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวอำเภอเบตง กล่าวว่า ช่วงนี้ยังคงอยู่ในช่วงช่วงไฮซีซั่น ช่วงหน้าผลไม้ของอำเภอเบตง มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางท่องเที่ยวอำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ห้องพักตามโรงแรม รีสอร์ท โฮมสเตย์ กว่า 4,000 ห้อง ถูกนักท่องเที่ยวจองไปแล้ว กว่า 90% ภาคธุรกิจขนส่ง ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจขายของฝากกับของที่ระลึก บริษัทนำเที่ยว และที่พักแรม สร้างรายได้สะพัดหลายร้อยล้านบาทเจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา 

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    ติดตามโครงการก่อสร้างลู่วิ่งยางสังเคราะห์ SYNTHETIC สนามกีฬากลางปัตตานี

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียแห่เที่ยววันชาติมาเลเซีย

    อดีตประธานสภายูเครนถูกจ่อยิงดับ

    ปากีสถานอพยพคนครึ่งล้านหนีน้ำท่วม

    ทูตจีนร่วมงานเทกระจาดที่ศาลเจ้าโจวซือกง

    เปิดอย่างยิ่งใหญ่งานวัฒนธรรมเปอรา

    ดู LIVE รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294077&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sHd7ObD_dxpK6Cw23UQDG

  • นักท่องเที่ยวมาเลเซียแห่ออกเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวมาเลเซียแห่ออกเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    วันที่ 30 ส.ค. 2568 บรรยากาศที่ด่านพรมแดนสะเดา มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งมีทั้งที่เดินทางเข้ามาโดยรถบัสประจำทาง รัถทัวร์ และขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาเป็นครอบครัว ทำให้การจราจรบริเวณหน้าด่านค่อนข้างแออัด ซึ่งปกติในช่วงวันหยุด จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาทางด่านแห่งนี้ค่อนข้างมากเป็นปกติ แต่ในวันนี้กลับมีจำนวนมากเป็นพิเศษเพราะชาวมาเลเซียแห่เข้ามาท่องเที่ยวเนื่องในวันชาติ ( Hari Merdeka) หรือที่รู้จักกันในชื่อวันชาติซึ่งจะตรงกับวันที่ 31 ส.ค. ของทุกปี โดยเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าเฉพาะวันนี้วันเดียวไม่น่าจะต่ำกว่า 1 หมื่น 3 พันคน  เช่นเดียวกับที่สถานีรถไฟ ปาดังเบซาร์ (Padang Besar railway station) ตั้งอยู่ในเมืองชายแดนปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นสถานีปลายสุดทางของรถไฟสายชายฝั่งตะวันตกของมาเลเซีย และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก รถไฟมีผู้โดยสารเต็มทุกขบวนซึ่งทั้งหมดต่างมุ่งเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งใน จ.สงขลา และจังหวัดท่องเที่ยวรอบนอก เช่นพัทลุง กระบี่ ตรัง ภูเก็ต ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวที่ด่านปาดังเบซาร์คึกคักเป็นพิเศษ โดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ ต่างอำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างเต็มที่ จากข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมาก เริ่มทยอยเดินทางเข้าสู่จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. และหนาแน่นที่สุดในวันที่ 31 ส.ค. ก่อนจะทยอยเดินทางกลับในวันที่ 31 ส.ค. และวันที่ 1 ก.ย. โดยด่านศุลกากรสะเดายังคงเป็นประตูหลักที่มีนักท่องเที่ยวเลือกใช้มากที่สุด สมาคมโรงแรมหาดใหญ่–สงขลา คาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าสู่พื้นที่ไม่น้อยกว่า 50,000 คน อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา เปิดเผยถึงสาเหตุหลักที่ทำให้การเข้าพักลดลง 2 ประการ คือ 1. วันหยุดยาวทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางไกลไปยังสถานที่ที่ไม่ค่อยมีโอกาสไปในวันหยุดสั้น ๆ 2. ปัญหาความล่าช้าในการผ่านพรมแดน โดยบางรายต้องรอคิวนานกว่า 2–3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกเทศกาล จนทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเบนเข็มไปยังจุดหมายปลายทางอื่นแทน ดร.สิทธิพงษ์ เตือนว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว การท่องเที่ยวจังหวัดสงขลาอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นในอนาคต พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดระบบลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าสำหรับรถยนต์ที่จะเข้ามาท่องเที่ยว เพื่อย่นระยะเวลาในการดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จากหลายชั่วโมงเหลือไม่ถึง 10 นาที เช่นเดียวกับการปรับปรุงแบบฟอร์ม ตม.6 ที่จากเดิมต้องกรอกกระดาษ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการลงทะเบียนออนไลน์ ช่วยลดความแออัดและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mrP35PfagV4bqJQ5vBSU5