Category: ท่องเที่ยว

  • จับทัวร์เถื่อนคาสนามบิน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อนคาสนามบิน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    วันนี้ ( 24 เม.ย.2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ กรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย จำนวน 31 ราย และแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวประจำจุด ท่าอากาศยานประจำสนามบิน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากซื้อรายการนำเที่ยว คุนหมิง – ฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 24 – 29 เม.ย.2569 แต่เมื่อถึงเวลาเดินทาง ปรากฏว่าไม่มีตั๋วโดยสารเครื่องบิน สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    สำนักงานทะเบียนฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงตรวจสอบเอกสารโปรแกรมนำเที่ยว และหลักฐานการชำระเงิน ปรากฏชื่อ น.ส.อ.(นามสมมุติ) หรือ หจก.เอ (นามสมมุติ) เมื่อตรวจสอบจากฐานข้อมูลในระบบ พบว่าไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงจับกุม น.ส.อ. และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า นักท่องเที่ยวทุกท่านให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อทัวร์นำเที่ยว เบื้องต้นท่านสามารถตรวจสอบ บริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ที่เว็บไซต์ กรมการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวราบรื่น เชื่อถือได้ และได้รับการบริการจากทัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหากเกิดความเสียหาย สามารถรับความคุ้มครองจากกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้

    อ่านข่าว:

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    บวงสรวง “ปราสาทตาควาย” สดุดีทหารกล้า จ่อพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ความมั่นคง

    อุทยานฯ เอราวัณ ประกาศปิดท่องเที่ยว-พักแรมชั่วคราว เหตุไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505064&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nacqmHR9b-1rTcIcJcwLB

  • ประทับใจไทยแลนด์! ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ โชว์ตามคืนกระเป๋าเงินให้นักท่องเที่ยวสาวอิตาลี เจ้าตัวยิ้มแก้มปริ

    ประทับใจไทยแลนด์! ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ โชว์ตามคืนกระเป๋าเงินให้นักท่องเที่ยวสาวอิตาลี เจ้าตัวยิ้มแก้มปริ

    บ่ายวันนี้ (24 เมษายน 2569) ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวทางภาคเหนือกำลังคึกคัก เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวสาวชาวอิตาลีรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอาการตระหนกหลังจากรู้ตัวว่าเผลอทำกระเป๋าเงินที่มีทรัพย์สินและเอกสารสำคัญหลายรายการหล่นหายบนรถบัสโดยสาร  

    ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เร่งประสานงานและดำเนินการตรวจสอบข้อมูลรถบัสคันที่นักท่องเที่ยวโดยสารมาอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งพบกระเป๋าเงินใบดังกล่าวตกอยู่บริเวณข้างเบาะที่นั่ง จากนั้นได้ประสานงานให้หัวหน้าชุดและสายตรวจอำนวยความสะดวก นำตัวนักท่องเที่ยวมาตรวจสอบและรับทรัพย์สินคืน ณ จุดบริการนักท่องเที่ยว ท่าอากาศยานเชียงใหม่

    และในวินาทีที่นักท่องเที่ยวสาว ได้รับกระเป๋าคืนและตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินทุกอย่างยังอยู่ครบ เธอได้แสดงความดีใจเป็นที่สุด พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างว่องไวและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับการท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KYN8AsGfcMIvPut2lC4R3

  • ชายเม็กซิโกกราดยิงบนพีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” พบเลียนแบบคดีดังสหรัฐฯ

    ชายเม็กซิโกกราดยิงบนพีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” พบเลียนแบบคดีดังสหรัฐฯ

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 สำนักข่าว BBC รายงาน เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ แหล่งโบราณคดี “เตโอติวากัน” (Teotihuacán) ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศเม็กซิโก

    ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม แห่งเม็กซิโก ได้แถลงยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นบนยอดพีระมิดแห่งดวงจันทร์ (Pyramid of the Moon) โดยระบุว่า ผู้ก่อเหตุคือ ฮูลิโอ เซซาร์ ยาสโซ รามิเรซ (Julio César Jasso Ramírez) สัญชาติเม็กซิกัน วัย 27 ปี ซึ่งมีพฤติกรรมบ่งชี้ถึงปัญหาทางจิตและได้รับแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวจากโศกนาฏกรรมการกราดยิงที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ

    จากการสืบสวนเบื้องต้นโดยสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งรัฐเม็กซิโก พบว่า ผู้ก่อเหตุได้พกพาอาวุธปืนพกพร้อมกระสุนจำนวนหลายสิบนัด อาวุธมีด และที่น่าตกใจคือการพบเอกสารและวรรณกรรมที่อ้างอิงถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต โดยเฉพาะเหตุสังหารหมู่ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ในสหรัฐฯ เมื่อเดือน เม.ย.2542

    พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ขณะที่คนร้ายกำลังสาดกระสุนลงมาจากแท่นบนพีระมิด เขาได้ตะโกนอ้างถึงเหตุการณ์โคลัมไบน์ดังกล่าว ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า คนร้ายเจตนาเลือกก่อเหตุในวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 เม.ย.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 27 ปีของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในสหรัฐฯ อย่างพอดิบพอดี

    เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวแคนาดา วัย 32 ปี ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 13 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 6 ปี ไปจนถึง 61 ปี โดยในจำนวนนี้มี 7 คนที่ถูกกระสุนปืนโดยตรง และรวมถึงผู้เยาว์จากประเทศโคลอมเบียและบราซิลที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

    อัยการสูงสุด โฆเซ ลุยส์ เซอร์วานเตส มาร์ติเนซ เปิดเผยว่าการกระทำครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณชั่ววูบ แต่มีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ เนื่องจากคนร้ายเคยแวะเวียนมาสำรวจพื้นที่บริเวณโบราณสถานแห่งนี้บ่อยครั้งก่อนตัดสินใจลงมือก่อเหตุในช่วงเที่ยงวันของวันที่ 20 เม.ย.

    ในระหว่างเหตุการณ์อันวุ่นวาย เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาดินแดนและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น ได้พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการปีนขึ้นไปบนพีระมิดเพื่อกดดันคนร้าย คนร้ายได้ยิงปืนใส่ทั้งนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่รวมกว่า 14 นัด จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ยิงเข้าที่บริเวณขาเพื่อสยบความเคลื่อนไหว แต่ท้ายที่สุดรามิเรซได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตเพื่อหนีความผิด

    หลังจากการปะทะสิ้นสุดลง ทางการได้สั่งปิดแหล่งโบราณคดีเตโอติวากันซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโกทันทีเพื่อเก็บหลักฐานและตรวจสอบความเรียบร้อย

    ประธานาธิบดีเม็กซิโก กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย รัฐบาลได้ออกคำสั่งให้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ณ แหล่งท่องเที่ยวและโบราณสถานทุกแห่งทั่วประเทศ โดยจะมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะและเพิ่มจุดคัดกรองบริเวณทางเข้าเตโอติวากันและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ

    มาตรการนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเม็กซิโกกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup) ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ โดยผู้นำเม็กซิโกได้ยืนยันกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ว่าจะรับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและแฟนบอลทุกคน

    พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังเม็กซิโกแล้วกว่า 16 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่าเม็กซิโกยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับคนทั่วโลก แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจนี้ขึ้นก็ตาม

    อ่านข่าว :

    จับตาข่าวลือ! สื่ออิสราเอลเผย “กาลิบาฟ” วางมือทีมเจรจา สันติภาพส่อเค้าสะดุด

    ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล ลุ้น 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

    ทรัมป์ประกาศ “อิสราเอล-เลบานอน” ขยายเวลาหยุดยิง 3 สัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12BUgAx8_QbwDXCm8Ez6ie

  • เวียตเจ็ทบินตรง “อุดรฯ-จีน” เชื่อมเศรษฐกิจอู๋ซีและอี้อู

    เวียตเจ็ทบินตรง “อุดรฯ-จีน” เชื่อมเศรษฐกิจอู๋ซีและอี้อู

    เวียตเจ็ทบินตรง “อุดรฯ-จีน” เชื่อมเศรษฐกิจอู๋ซีและอี้อู

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์เปิดบินตรงอุดรธานีสู่ “อู๋ซี-อี้อู” เชื่อมเศรษฐกิจจีนในรอบ 10 ปี รับดีมานด์นักท่องเที่ยวและนักลงทุนพุ่ง พร้อมดันอุดรฯ สู่ศูนย์กลางการบินนานาชาติเส้นทางใหม่

    ทางลัด “อุดรฯ – เมืองจีน”: เมื่อเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เชื่อมโลกการค้าและการท่องเที่ยวสู่ถิ่นอีสาน

    นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทย เมื่อท้องฟ้าอุดรธานีกลับมาคึกคักด้วยเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังจากการรอคอยมานานกว่าทศวรรษ โดยล่าสุด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้ประกาศเปิดเส้นทางบินตรงแบบเช่าเหมาลำ เชื่อม อุดรธานี (UTH) สู่ อู๋ซี (WUX) และ อี้อู (YIW) สองเมืองยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศจีน
     

    เวียตเจ็ทบินตรง

    เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมและศูนย์กลางการค้า

    การขยายเครือข่ายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดเส้นทางบินใหม่ แต่คือการเปิดช่องทางเศรษฐกิจสำคัญ:

    อู๋ซี: เมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบและมรดกทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวไทยใฝ่ฝัน

    อี้อู: ขุมทรัพย์ของเหล่านักธุรกิจและพ่อค้าแม่ค้า ในฐานะตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    เวียตเจ็ทบินตรง

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่า

    “การเปิดให้บริการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงอุดรธานีกับจีน เราเห็นศักยภาพจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของภาคอีสานเพิ่มขึ้น การเปิดบินตรงจะช่วยให้อุดรธานีก้าวสู่ประตูเชื่อมโยงระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” เวียตเจ็ทบินตรง

    การต้อนรับที่อบอุ่นสู่ “ประตูสู่อีสาน”

    ในพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่ผ่านมา นำโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และรองผู้ว่าการ ททท. ได้ร่วมให้การต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวจีนอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงความพร้อมของจังหวัดในการเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของภูมิภาค

    การขยายเส้นทางบินนี้สอดคล้องกับรางวัล “สายการบินโลว์คอสต์ที่ดีที่สุดในไทยแห่งปี 2568” ที่เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่งได้รับ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการที่คุ้มค่า ตรงต่อเวลา และสร้างโอกาสในการเดินทางใหม่ๆ ให้กับคนไทยและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

    ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบตารางบินและสำรองที่นั่งเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการบินตรงสู่อู๋ซีและอี้อูได้ทาง www.vietjetair.com หรือช่องทางออนไลน์ของสายการบินที่พร้อมให้บริการทุกวัน เวียตเจ็ทบินตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741429&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JW3B3JAFHKg1Uxk032rWS

  • โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา เปิดข้อเสนอพิเศษกระตุ้นท่องเที่ยว

    โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา เปิดข้อเสนอพิเศษกระตุ้นท่องเที่ยว

    กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ จ.ภูเก็ต โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต เปิดตัวข้อเสนอพิเศษ “Island Escape” มีทั้งห้องพักราคาพิเศษและส่วนลดยกระดับการเข้าพัก

    เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต เปิดตัวข้อเสนอพิเศษ “Island Escape” กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ จ.ภูเก็ต ด้วยราคาห้องพักเริ่มต้น 4,000 บาทสุทธิ/คืน รวมอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์สำหรับ 2 คน นอกจากนั้น ยังมาพร้อมกับสิทธิพิเศษที่ช่วยยกระดับการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด 10% สำหรับอาหารและเครื่องดื่มห้องอาหารของโรงแรม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ยกเว้นรายการส่งเสริมการขายหรือช่วงเวลาพิเศษอื่นๆ) และส่วนลด 20% สำหรับสปาทรีตเมนต์แบบเดี่ยว ณ ควน สปา 

    สำหรับโรงแรม เรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่ ณ หาดไม้ขาวหนึ่งในชายหาดที่ยังคงความบริสุทธิ์และเงียบสงบที่สุดของภูเก็ต พร้อมชมพระอาทิตย์ตกงดงามในทุกเย็น ท่ามกลางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ และห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 20 นาที ทั้งนี้ ข้อเสนอพิเศษดังกล่าว เปิดให้จองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 พ.ค.2569 ผู้ที่สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.renaissancephuket.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2928597&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k2QGstJtWsg8OyMFs06mF

  • ญี่ปุ่นคุมเข้มเพาเวอร์แบงก์ ห้ามใช้-ชาร์จบนเครื่อง จำกัดพกไม่เกิน 2 ชิ้น : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นคุมเข้มเพาเวอร์แบงก์ ห้ามใช้-ชาร์จบนเครื่อง จำกัดพกไม่เกิน 2 ชิ้น : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้มาตรการคุมเข้มการนำเพาเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบินแล้วตั้งแต่วันนี้ (24 เม.ย.) โดยกำหนดให้ผู้โดยสารสามารถพกพาขึ้นเครื่องได้ไม่เกินคนละ 2 ชิ้น และห้ามใช้งานหรือชาร์จระหว่างเที่ยวบิน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดเพลิงไหม้

    กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ระบุว่า กฎใหม่นี้ยังห้ามนำเพาเวอร์แบงก์ที่มีความจุเกิน 160 วัตต์-ชั่วโมงขึ้นเครื่องด้วย

    มาตรการดังกล่าวออกมาสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รับรองเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นับเป็นการปรับกฎครั้งที่สองในรอบ 1 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ในเดือนก.ค. ญี่ปุ่นห้ามเก็บเพาเวอร์แบงก์ไว้ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องและช่องเก็บของเหนือศีรษะ พร้อมกำชับให้ผู้โดยสารเก็บไว้ใกล้ตัวระหว่างการเดินทาง

    การคุมเข้มครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้บนเครื่องบินของสายการบินแอร์ปูซาน (Air Busan) ของเกาหลีใต้ เมื่อเดือนม.ค. 2568 ซึ่งเชื่อว่ามีต้นเหตุมาจากพาวเวอร์แบงค์ที่ชำรุด

    ทั้งนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนซึ่งใช้ในเพาเวอร์แบงก์ มีความเสี่ยงเกิดการลุกไหม้และควันได้ หากได้รับแรงกระแทกหรือเสื่อมสภาพ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pt4UaXkz8YXsNLQhn3PND

  • ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม

    ผู้นำ-กูรูท่องเที่ยว ชูวิสัยทัศน์บนเวทีโลก งานประชุม ‘GSTC 2026’ ปูทาง ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ทางรอดแห่งอนาคต รับมือสารพัดภัยคุกคามกระทบการตัดสินใจเดินทาง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ชูกรอบยุทธศาสตร์ ‘Thailand 10 Plus’ ปรับโมเดลเติบโต มุ่งสร้างมูลค่า และคุณภาพแท้จริง สานนโยบาย ‘กรีน อีโคโนมี พลัส’ ย้ำความยั่งยืนคือ โอกาส ไม่ใช่ต้นทุน

    เมื่อโลกกำลังเผชิญความผันผวนจากสภาวะภูมิอากาศที่แปรปรวน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ส่งผลให้โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี 2026 ไม่ใช่แค่การดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเหมือนในอดีต แต่คือ การตั้งคำถามว่า “จะทำให้ความยั่งยืน… ยั่งยืนได้อย่างไร?” ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ และปัจจัยลบรายล้อม

    งานประชุมใหญ่ “Global Sustainable Tourism Conference 2026” (GSTC 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 เม.ย.69 ใน จ.ภูเก็ต จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากทั่วโลกในยุคความยั่งยืนสร้างแต้มต่อ… เป็นทั้งทางรอด และโอกาสในคราวเดียว

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน GSTC 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก” โดยการจัดงานมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับมาตรฐาน และแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “Net Zero” การส่งเสริมบทบาทของชุมชนท้องถิ่นให้เกิดการเติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืน และยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามกรอบมาตรฐานสากล

    “การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการประชุมจากทั่วโลก 600 คน จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

    งาน GSTC 2026 เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) จังหวัดภูเก็ต และมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน (STDF) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการจุดหมายปลายทางอย่างรับผิดชอบ ภายใต้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ Sustainable Hospitality, Resilient Cities & Communities และ Carrying Capacity & Visitor Distribution Management ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    “ท่องเที่ยว” ต้องการสันติภาพเพื่อเติบโต

    ลุยจี กาบรินี (Luigi Cabrini) ประธานคณะกรรมการ GSTC กล่าวว่า เมื่อสิ้นปี 2025 พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเติบโต 4% เมื่อเทียบกับระดับก่อนโควิด-19 ระบาด โดยมีจุดหมายปลายทางหลายแห่งที่บันทึกสถิติจำนวนผู้มาเยือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นกิจกรรมสำคัญอีกครั้ง เป็นทั้งผู้สร้างงาน รวมถึงเครื่องมือในการพัฒนาที่สร้างประโยชน์ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม แต่น่าเศร้าที่ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อมนุษย์ และเกิดการทำลายล้าง ส่งผลกระทบต่อกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยว

    “การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเองก็ต้องการสันติภาพเพื่อที่จะเติบโตได้เช่นกัน”

    สารพัด “ภัยคุกคาม” กระทบการตัดสินใจเที่ยว

    นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามอื่นๆ ที่แฝงมากับการบริหารจัดการท่องเที่ยว เช่น ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Over-tourism) ซึ่งชุมชนเริ่มสัมผัสได้ถึงผลกระทบเชิงลบ ความคืบหน้าที่ล่าช้าในการลดผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อภาวะโลกร้อน มลพิษจากพลาสติก ขยะอาหาร และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวและสภาพอากาศสุดขั้วที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทางเป็นครั้งแรก

    “จากผลสำรวจต่างๆ แสดงให้เห็นว่าดีมานด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีสูงกว่าปริมาณที่มีเสนอในตลาด นี่คือ เสียงที่เรียกร้องให้พวกเราทุกคนต้องลงมือทำมากกว่านี้ แต่การขจัดข้อสงสัยเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือ โดยระบบของ GSTC ให้การรับรองในเรื่องนี้ และนั่นคือ เหตุผลที่โครงการรับรองมาตรฐานจำนวนมากติดต่อ GSTC เพื่อขอการรับรอง”

    และหลังจากการประชุม GSTC 2026 จบลงไม่นาน คณะกรรมการของ GSTC จะอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดเป้าหมาย 6 ประการสำหรับ 10 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.การขยายการยอมรับ และมาตรฐานของ GSTC ไปทั่วโลก 2.การประยุกต์ใช้โปรแกรมการรับรองที่น่าเชื่อถืออย่างแพร่หลาย 3.การบูรณาการเครื่องมือวัดผล และรายงานผลในทุกเซกเมนต์ของการท่องเที่ยว 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ครอบคลุม ยุติธรรม และได้รับการสนับสนุนจากชุมชน 5.เผยแพร่ความรู้ และทักษะวิชาชีพตามมาตรฐาน GSTC และ 6.บรรลุการเปลี่ยนแปลงตลาดไปสู่ความต้องการสินค้าและประสบการณ์ที่ยั่งยืน

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม ลุยจี กาบรินี

    ชูกรอบยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus”

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ “ความยั่งยืน” เป็นแกนหลักของวาระการพัฒนาประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” ที่มุ่งปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตจากการเน้น “ปริมาณ” (Volume) ไปสู่การสร้าง “มูลค่า” (Value) และคุณภาพอย่างแท้จริงในระยะยาว

    พร้อมบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรม นำมรดกอันล้ำค่าของไทยมาใช้เป็นพลังขับเคลื่อน “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย ขณะเดียวกันยังได้ผลักดัน “โมเดลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่ส่งเสริมการเดินทางแบบคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส

    ด้วยแนวทางบนหลักการเรียบง่ายอย่าง “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส” ภายใต้นโยบาย “กรีน อีโคโนมี พลัส” (Green Economy Plus) ประเทศไทยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สดใส เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจ และชุมชน นอกจากนี้กำลังพัฒนา “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่ให้กับชุมชน พร้อมกับการสนับสนุนเกษตรกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดการกับความท้าทายต่างๆ เช่น มลพิษทางอากาศ

    ควบคู่กับการส่งเสริม “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” และสร้างการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง มุ่งสร้างการเติบโตของการท่องเที่ยวที่เน้นการกระจายนักท่องเที่ยวไปยัง “เมืองรอง” เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น

    “ในโลกยุคปัจจุบัน ความยั่งยืนต้องหมายถึงความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (Resilience) ด้วย โดยประเทศไทยกำลังเสริมสร้างระบบเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ ลงทุนในกลไกเตือนภัยล่วงหน้า และปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพน้ำ และอากาศ มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเราเท่านั้น แต่เพื่อรักษาความอยู่รอดในระยะยาวของจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวด้วย”

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1231015&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZCRoCLcTYrz80iyHQksy

  • ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ’ ขนทัพร้านดังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ’ ขนทัพร้านดังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ’ ขนทัพร้านดังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

    ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ ครั้งที่ 12’ ขนทัพ 130 ร้านดัง-ผลไม้ GI กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1-5 พ.ค.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ ครั้งที่ 12’ โดยเป็นการความร่วมมือระหว่าง จังหวัดระยอง, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด, อบจ.ระยอง, หอการค้าจังหวัด และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

    งานในปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้พบกับบูธจำหน่ายสินค้าและอาหารขึ้นชื่อมากมาย พร้อมด้วยโซน Food Truck ที่รวมของเด็ดทั่วจังหวัดกว่า 130 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์สำคัญคือการจำหน่ายผลไม้ขึ้นชื่อตามฤดูกาล โดยเฉพาะทุเรียน GI, เงาะ และมังคุด ซึ่งนำมาจำหน่ายในราคาโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคืนกำไรให้แก่ประชาชน

    นอกจากความอิ่มอร่อยแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดทั้ง 5 วัน อาทิ การสาธิตทำอาหารรังสรรค์เมนูใหม่จากวัตถุดิบพื้นถิ่นระยอง โดยเชฟชื่อดัง ‘เชฟบุ๊ค – บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต’ , ลุ้นเงินรางวัลรวม 100,000 บาท (วันละ 20,000 บาท) จากการแข่งกินเร็ว, แข่งขันซื้ออาหาร และเกมแจกคูปองแทนเงินสด , พบรายการลดราคามากกว่า 50% และกิจกรรมแจกเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ผู้โชคดีทุกวัน และสนุกไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีจากศิลปินชื่อดัง ‘กาน ทศน’ และ ‘กีตาร์ สิริขวัญ’

    ทางด้านผู้แทนจากหน่วยงานจัดงาน ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มผู้ผลิตและร้านอาหารในชุมชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดระยองต่อไป

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เที่ยวระยองพาไปดูการเสิร์ฟเมนู'ข้าวเข่ง'ที่'มีสุขฟาร์มคาเฟ่' เห็นแล้วน่าทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/960372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KQNzSicDWDkmJLM3w1Krt

  • ท่องเที่ยวชลบุรี ชง 4 มาตรการ ดัน ‘ไทยเที่ยวไทย’

    ท่องเที่ยวชลบุรี ชง 4 มาตรการ ดัน ‘ไทยเที่ยวไทย’

    ธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี (สทช.)  กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) มากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดระยะไกลที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่

    • ตลาดจีน ที่เริ่มฟื้นตัวและมีศักยภาพสูงในช่วงเทศกาล
    • ตลาดอินเดีย ที่มีการเติบโตต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
    • ตลาดไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ซึ่งยังคงเป็นฐานนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่ต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางภายในประเทศของตนเองแทน

    เสนอ 4 มาตรการกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’ ลดผลกระทบต่างชาติหด เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยว เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการ ดังนี้

    1.        กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านมาตรการร่วมจ่าย เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทย รวมถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดประชุมสัมมนานอกสถานที่

    2.        ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาให้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางหรือค่าน้ำมันมาลดหย่อนภาษีได้ในอัตราจูงใจ

    3.        พัฒนาและเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางและขนส่งสาธารณะ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว

    4.        วางรากฐานลดต้นทุนระยะยาวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่านการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือ 0% สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน รองรับการท่องเที่ยวยั่งยืน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

    โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักโรงแรมของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 80–90% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราเข้าพักเต็ม 100% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ลดลง 5-15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเส้นทางบินที่เชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลางซึ่งถูกยกเลิกบางส่วน และราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีลดลงถึง 30–40%

    ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดชลบุรีมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 54% และต่างชาติ 46% อย่างไรก็ตาม รายได้หลักยังคงพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 4,000–5,000 บาทต่อคนต่อวัน เทียบกับนักท่องเที่ยวไทยที่ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อวัน

    เคทีซี ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น

    ข้อมูลจาก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (วันที่ 11เมษายน 2569  –15 เมษายน 2569) พฤติกรรมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเติบโต โดยหมวดที่พักโรงแรมเพิ่มขึ้น 7% และหมวดร้านอาหารเพิ่มขึ้น 12%  ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับแรกโดยหมวดที่พักและร้านอาหารเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจุดหมายปลายทางที่สามารถบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศและการเดินทางแบบขับรถ (Drive Tourism) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

    หนุนท่องเที่ยวในประเทศผ่านพันธมิตร–ประสบการณ์

    เพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เคทีซีได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) กับแคมเปญ “Eat the East” ที่ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านเส้นทางขับรถ ควบคู่กับการเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงแคมเปญ “Central Rhythm” และ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบครอบครัวหลายช่วงวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-measures-chonburi&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V8y9KtUt0qYFdj-jaYjlR

  • ถอดรหัส GSTC 2026 ‘ไทย’ ขับเคลื่อน ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    ถอดรหัส GSTC 2026 ‘ไทย’ ขับเคลื่อน ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    การจัดประชุมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกประจำปี 2026 (Global Sustainable Tourism Conference 2026) หรือ GSTC 2026 ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 21–24 เม.ย. 2569 สร้างสถิติใหม่ ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 600 คน จาก 55 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำในอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

    ไทยเจ้าภาพ GSTC 2026 ที่ ภูเก็ต

    GSTC 2026

    งานนี้ไม่เพียงตอกย้ำ บทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพ ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเกณฑ์มาตรฐานของ “สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก” หรือ GSTC มาปรับใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และโลกอย่างยั่งยืน ผ่านงานคอนเฟอเรนซ์ที่เกิดขึ้น และการโชว์เคสต่างๆ ที่ต่างมองเห็นโอกาส ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น

    Thailand 10 Plusเศรษฐกิจสีเขียวพลัส โอกาสธุรกิจ

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ทิศทางใหม่ของประเทศไทย ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” เป็นการวางความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่โมเดลที่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า คุณภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    กลยุทธ์สำคัญคือการบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับการพัฒนาทางวัฒนธรรม เพื่อดึงเอาศักยภาพของมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย สำหรับนักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาติ

    “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ภายใต้นโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” หรือ Green Economy Plus ซึ่งประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและการคมนาคมด้วยไฟฟ้า รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาดและการเดินทางด้วยระบบไฟฟ้า (Electric Mobility) ซึ่งจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับทั้งภาคธุรกิจและชุมชน

    อีกทั้งยังมีการพัฒนา “ตลาดคาร์บอน เครดิต” ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน เป้าหมาย คือ การสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียวใหม่” ที่การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญ

    ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    รัฐบาลยังมีแผนกระจายรายได้สู่ “เมืองรอง” และชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ซึ่งจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวพำนักนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น

    “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” โดยสนับสนุนระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่งถึงมือคนในพื้นที่โดยตรง การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและระบบคุ้มครองนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจในการเดินทาง

    ท่องเที่ยวยั่งยืน

    รัฐมนตรีท่องเที่ยว ยังกล่าวถึง ความสำคัญของความยืดหยุ่นในโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยไทยได้ลงทุนใน ระบบเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านคุณภาพน้ำและอากาศ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว

    ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    นายสุรศักดิ์ ได้ยกให้ จังหวัดภูเก็ต เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต (Living Example) ของความมุ่งมั่นในการพัฒนา ทั้งในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงการนำหลักการของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) มาปฏิบัติจริง

    ททท.ฉวยเวที GSTC 2026 ยกระดับท่องเที่ยวยั่งยืน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน GSTC 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    การประชุมครั้งนี้ จะช่วยเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืนจากสิ่งที่ดูซับซ้อนและท้าทาย ให้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง บรรลุผลสำเร็จ และสร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านมาตรฐานที่ชัดเจนและการลงมือทำอย่างมีความหมาย

    การจัดงานมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

    1.สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อให้ก้าวไปสู่การท่องเที่ยวที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

    2.ขยายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น ผ่านโมเดลการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนซึ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งรักษาความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและสังคม

    3.ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทย ในการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก

    ทั้งนี้นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความยั่งยืนระหว่างผู้แทนด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลกแล้ว ททท.ยังจะมีการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานหลังการประชุม ซึ่งได้คัดสรรมาเป็นพิเศษ 5 เส้นทาง เพื่อแสดงโมเดลการท่องเที่ยวโดยชุมชนรอบเกาะภูเก็ต

    เช่น “เส้นทางการฟื้นฟูสังคม” อาทิ โรงซีอิ๊วตรากวางแดง สวนยางพารา และโครงการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการฝึกวิชาชีพในเรือนจำบางโจ “เส้นทางเศรษฐกิจทางทะเล” เรียนรู้ภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้านตามฤดูกาล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และระบบนิเวศป่าชายเลนที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน

    ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    “เส้นทาง Urban Heritage, Living Beliefs & Ecosystem Stewardship อาทิ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ศาลเจ้าจีนในตัวเมือง (เส้นทาง “ศาสตร์แห่งความเชื่อ”) “เส้นทาง Human-Wildlife Coexistence” อาทิ โครงการคืนชะนีสู่ป่า น้ำตกบางแป ชุมชนบ้านบางโรง (พื้นที่รอยต่อเขตป่าและชุมชน)

    “เส้นทาง The Essence of Ban Bang Rong- Heritage of Three Waters” อาทิ พื้นที่เกษตรผสมผสาน “สวนสมรม” พื้นที่ทำประมงพื้นบ้าน (บริเวณรอยต่อ 3 น้ำ: จืด กร่อย เค็ม)

    GSTC เปิดวิสัยทัศน์ 10 ปีโฟกัส 6 ประเด็นสู่ความยั่งยืน

     “ลุยจิ คาบรินีประธานคณะกรรมการบริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากการเน้นการตักตวงผลประโยชน์สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ลุยจิ คาบรินี

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ซึ่งภายในสิ้นปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้เติบโตขึ้นสูงกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดถึง 4% สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวได้กลับมาเป็นกลไกหลักในการสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) สภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง มลพิษจากพลาสติก และปัญหาขยะอาหาร GSTC ได้เตรียมอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

    โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลัก 6 ประการ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในระดับโลก ได้แก่

    1.ขยายการยอมรับระดับโลก โดยมุ่งให้มาตรฐาน GSTC เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง

    2.การนำมาตรฐานไปใช้ทั่วโลก  ผลักดันให้มีการนำเกณฑ์ความยั่งยืนไปปฏิบัติในทุกภาคส่วน

    3.ระบบการรับรองที่น่าเชื่อถือ โดยสร้างความเชื่อมั่นผ่านโปรแกรมการรับรองวิทยฐานะ (Accreditation) เพื่อขจัดปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

    4.เครื่องมือวัดผลและรายงาน โดยบูรณาการระบบการรายงานผลความยั่งยืนเข้ากับทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว

    5. ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชุมชนมีส่วนร่วม เป็นธรรม และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

    6.การเปลี่ยนแปลงตลาด กระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ก้าวต่อไปของมาตรฐานความยั่งยืน นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2008 GSTC ได้พัฒนามาตรฐานสำหรับโรงแรม บริษัทนำเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง

    ล่าสุดเตรียมจะประกาศใช้มาตรฐานใหม่สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage Standard) เพื่อให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกเกือบ 500 องค์กร จาก 48 ประเทศ รวมถึงเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานนี้

    การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งมือดำเนินการ เนื่องจากผลสำรวจระบุว่าความต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของผู้บริโภคนั้นมีมากกว่าบริการที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งเป็นโอกาสและภารกิจสำคัญของอุตสาหกรรมในทศวรรษหน้า

    วิกฤตตะวันออกกลาง ตัวเร่งธุรกิจปรับตัวสู่พลังงานสะอาด

    แรนดี้ เดอร์แบนด์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) กล่าวว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพสูงในด้านมรดกทางวัฒนธรรมและผู้คน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือ “ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและมาตรฐาน”ในประเทศไทย

    ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    GSTC ชี้ว่าไทยมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลด้านการท่องเที่ยวมากเกินไป เช่น กระทรวงการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว และ TCEB รวมถึงการที่แต่ละหน่วยงานต่างออกมาตรฐานความยั่งยืนของตนเอง เช่น โครงการ Green Hotel ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายนี้ส่งผลให้เกิดความสับสน

    โดยเฉพาะในเรื่องของ “คุณภาพการรับรอง” ซึ่งหลายมาตรฐานระบุว่าอ้างอิงเกณฑ์ของ GSTC แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองระบบงาน (Accreditation) จาก GSTC จริง ทำให้ไม่สามารถยืนยันคุณภาพการตรวจสอบและการออกใบรับรองเหล่านั้นได้

    ในระดับโลกพบว่ามีโรงแรมเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ความยั่งยืนไม่ได้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายเสมอไป ซึ่งมักจะเกิดความเข้าใจผิด ว่าความยั่งยืนต้องใช้เงินลงทุนสูงเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อย

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดการขยะอาหาร (Food Waste) เป็นวิธีที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาลและช่วยลดต้นทุนไปพร้อมกัน

    เนื่องจากขยะอาหารมีกระบวนการผลิตที่ใช้คาร์บอนสูงและปล่อยก๊าซมีเทนในหลุมฝังกลบ ขณะที่การปรับปรุงระบบปรับอากาศอาจมีค่าใช้จ่าย แต่การฝึกอบรมพนักงานให้จัดการอาหารอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ถูกมองว่าเป็นเสมือน “ภาษีคาร์บอน” ที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือการลดการใช้รถยนต์

    แม้ว่าราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะส่งผลลบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการทั่วโลกและในไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการบิน แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งขึ้น

    ซีอีโอ GSTC เสนอแนะว่าไทยควรดำเนินการ สร้างการจัดการที่เป็นเอกภาพ โดยควบรวมและประสานงานด้านการจัดการท่องเที่ยวให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น การขยายการฝึกอบรมสู่รายย่อย

    เขาชื่นชมแบรนด์ไทยอย่าง Centara และ Dusit ที่เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน แต่เน้นย้ำว่าโรงแรมอิสระรายย่อยยังขาดการฝึกอบรมและแรงจูงใจ การส่งเสริมการอบรมภาษาไทย ซึ่งปัจจุบันมีการร่วมมือกับ อพท. (DASTA) ในการฝึกอบรมหลักสูตร GSTC เป็นภาษาไทย ซึ่งควรขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถึงระดับคนทำงาน

    จากผลวิจัยจาก Trip.com และ Booking.com ชี้ชัดว่านักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างมาก และไม่พอใจกับสภาพโลกในปัจจุบัน การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องอาศัยผู้บริหารที่เปิดรับข้อมูลการตลาดใหม่ๆ และเข้าใจว่าความยั่งยืนคือทางรอดเดียวที่ต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้

    วิรไทแนะ 4 กลยุทธยั่งยืนรับมือโลกท้าทาย

    ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เราจะสร้างความยั่งยืนที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย? ” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องยกระดับความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน แม้จะเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง

    ถอดรหัส GSTC 2026 'ไทย' ขับเคลื่อน 'ท่องเที่ยวยั่งยืน' โอกาสรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    ดร.วิรไท ชี้ให้เห็นว่าโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การรุกคืบของเทคโนโลยี AI ปัญหาประชากรสูงวัย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บางองค์กรเริ่มถอยหลัง เช่น การล่มสลายของกลุ่ม Net Zero Banking Alliance ในปี 2025 หรือการที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่บางแห่งลดระดับเป้าหมาย Net Zero ของตนลง

    อย่างไรก็ตาม ดร.วิรไท ระบุว่า ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิกฤตมักนำมาซึ่งโอกาส โดยยกตัวอย่าง Unilever ที่เปิดตัวแผนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Plan) หลังวิกฤตการเงินโลก และ Patagonia ที่โอนกรรมสิทธิ์บริษัทให้มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองกรณีพิสูจน์แล้วว่าความยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ นอกจากนี้ ผลการศึกษาในปี 2025 ยังพบว่าบริษัทในสหรัฐฯ ถึง 87% ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ลง แต่กลับฝังความยั่งยืนลงในกระบวนการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้น

    โอกาสของประเทศไทย ในส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) การพักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellness Quietcation) และการเดินทางท่องเที่ยวแบบคาร์บอนเป็นลบ (Carbon-negative Travel) ซึ่งนี่คือโอกาสสำคัญ แต่ต้องเร่งแก้ปัญหา “ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำ” (Say-do gap) ของนักท่องเที่ยวที่กังวลเรื่องราคาที่สูงกว่า ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืน(Sustainable Sustainability) ในระยะยาว ดร.วิรไทได้เสนอแนวทาง 4 ประการ ดังนี้

    1.การขยายผล (Scale): ต้องก้าวข้ามการทำเพียงโรงแรมเดียว หรือกิจกรรมเดียวไปสู่การสร้าง “จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน” (Sustainable Destinations) เพื่อลดต้นทุนและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว เช่น โมเดลของเกาะเต่า แม่กำปอง หรือการรวมตัวของโรงแรมบริเวณหาดกะตะ-กะรน

    2.ธรรมาภิบาล (Governance): เน้นย้ำว่า “ตัว G” (Governance) ใน ESG คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างโปร่งใสและยั่งยืน หากขาดธรรมาภิบาล ความร่วมมือจะล่มสลายภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขัน

    3.การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Integration): ความยั่งยืนต้องไม่อยู่แค่ในรายงาน แต่ต้องเป็นเนื้อเดียวกับกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากเป้าหมายทางศีลธรรมที่คลุมเครือมาเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ (Materiality) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความภักดีต่อแบรนด์

    4.หัวใจและความตระหนักรู้ (Heart) : ความรู้และกลยุทธ์เพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” และ “ความมีสติ” (Mindfulness) ให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงผลกระทบจากการเลือกและการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้การที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแผนงานที่กล้าหาญ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657391&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17jt-OLcl9X6Coy3h3CZ0g