อีกทั้งยังมีการพัฒนา “ตลาดคาร์บอน เครดิต ” ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน เป้าหมาย คือ การสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียวใหม่” ที่การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญ
รัฐบาลยังมีแผนกระจายรายได้สู่ “เมืองรอง” และชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ซึ่งจะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวพำนักนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น
“การท่องเที่ยวโดยชุมชน” โดยสนับสนุนระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่งถึงมือคนในพื้นที่โดยตรง การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและระบบคุ้มครองนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจในการเดินทาง
รัฐมนตรีท่องเที่ยว ยังกล่าวถึง ความสำคัญของความยืดหยุ่นในโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยไทยได้ลงทุนใน ระบบเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะด้านคุณภาพน้ำและอากาศ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว
นายสุรศักดิ์ ได้ยกให้ จังหวัดภูเก็ต เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต (Living Example) ของความมุ่งมั่นในการพัฒนา ทั้งในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงการนำหลักการของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) มาปฏิบัติจริง
ททท .ฉวยเวที GSTC 2026 ยกระดับท่องเที่ยวยั่งยืน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท .) ได้กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน GSTC 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก
การประชุมครั้งนี้ จะช่วยเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืนจากสิ่งที่ดูซับซ้อนและท้าทาย ให้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง บรรลุผลสำเร็จ และสร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านมาตรฐานที่ชัดเจนและการลงมือทำอย่างมีความหมาย
การจัดงานมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่
1.สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อให้ก้าวไปสู่การท่องเที่ยวที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
2.ขยายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น ผ่านโมเดลการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนซึ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งรักษาความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมและสังคม
3.ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทย ในการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก
ทั้งนี้นอกจากการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านความยั่งยืนระหว่างผู้แทนด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วโลกแล้ว ททท.ยังจะมีการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานหลังการประชุม ซึ่งได้คัดสรรมาเป็นพิเศษ 5 เส้นทาง เพื่อแสดงโมเดลการท่องเที่ยวโดยชุมชนรอบเกาะภูเก็ต
เช่น “เส้นทางการฟื้นฟูสังคม” อาทิ โรงซีอิ๊วตรากวางแดง สวนยางพารา และโครงการเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการฝึกวิชาชีพในเรือนจำบางโจ “เส้นทางเศรษฐกิจทางทะเล” เรียนรู้ภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้านตามฤดูกาล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และระบบนิเวศป่าชายเลนที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน
“เส้นทาง Urban Heritage, Living Beliefs & Ecosystem Stewardship อาทิ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ศาลเจ้าจีนในตัวเมือง (เส้นทาง “ศาสตร์แห่งความเชื่อ”) “เส้นทาง Human-Wildlife Coexistence” อาทิ โครงการคืนชะนีสู่ป่า น้ำตกบางแป ชุมชนบ้านบางโรง (พื้นที่รอยต่อเขตป่าและชุมชน)
“เส้นทาง The Essence of Ban Bang Rong- Heritage of Three Waters” อาทิ พื้นที่เกษตรผสมผสาน “สวนสมรม” พื้นที่ทำประมงพื้นบ้าน (บริเวณรอยต่อ 3 น้ำ: จืด กร่อย เค็ม)
GSTC เปิดวิสัยทัศน์ 10 ปีโฟกัส 6 ประเด็นสู่ความยั่งยืน
“ลุยจิ คาบรินี ” ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากการเน้นการตักตวงผลประโยชน์สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ซึ่งภายในสิ้นปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้เติบโตขึ้นสูงกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดถึง 4% สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวได้กลับมาเป็นกลไกหลักในการสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) สภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง มลพิษจากพลาสติก และปัญหาขยะอาหาร GSTC ได้เตรียมอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า
โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลัก 6 ประการ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในระดับโลก ได้แก่
1.ขยายการยอมรับระดับโลก โดยมุ่งให้มาตรฐาน GSTC เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง
2.การนำมาตรฐานไปใช้ทั่วโลก ผลักดันให้มีการนำเกณฑ์ความยั่งยืนไปปฏิบัติในทุกภาคส่วน
3.ระบบการรับรองที่น่าเชื่อถือ โดยสร้างความเชื่อมั่นผ่านโปรแกรมการรับรองวิทยฐานะ (Accreditation) เพื่อขจัดปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
4.เครื่องมือวัดผลและรายงาน โดยบูรณาการระบบการรายงานผลความยั่งยืนเข้ากับทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว
5. ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชุมชนมีส่วนร่วม เป็นธรรม และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
6.การเปลี่ยนแปลงตลาด กระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ก้าวต่อไปของมาตรฐานความยั่งยืน นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2008 GSTC ได้พัฒนามาตรฐานสำหรับโรงแรม บริษัทนำเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเตรียมจะประกาศใช้มาตรฐานใหม่สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage Standard) เพื่อให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกเกือบ 500 องค์กร จาก 48 ประเทศ รวมถึงเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานนี้
การประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งมือดำเนินการ เนื่องจากผลสำรวจระบุว่าความต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของผู้บริโภคนั้นมีมากกว่าบริการที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน ซึ่งเป็นโอกาสและภารกิจสำคัญของอุตสาหกรรมในทศวรรษหน้า
วิกฤตตะวันออกกลาง ตัวเร่งธุรกิจปรับตัวสู่พลังงานสะอาด
“แรนดี้ เดอร์แบนด์ ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC ) กล่าวว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพสูงในด้านมรดกทางวัฒนธรรมและผู้คน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือ “ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและมาตรฐาน”ในประเทศไทย
GSTC ชี้ว่าไทยมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลด้านการท่องเที่ยวมากเกินไป เช่น กระทรวงการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว และ TCEB รวมถึงการที่แต่ละหน่วยงานต่างออกมาตรฐานความยั่งยืนของตนเอง เช่น โครงการ Green Hotel ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายนี้ส่งผลให้เกิดความสับสน
โดยเฉพาะในเรื่องของ “คุณภาพการรับรอง” ซึ่งหลายมาตรฐานระบุว่าอ้างอิงเกณฑ์ของ GSTC แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองระบบงาน (Accreditation) จาก GSTC จริง ทำให้ไม่สามารถยืนยันคุณภาพการตรวจสอบและการออกใบรับรองเหล่านั้นได้
ในระดับโลกพบว่ามีโรงแรมเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ความยั่งยืนไม่ได้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายเสมอไป ซึ่งมักจะเกิดความเข้าใจผิด ว่าความยั่งยืนต้องใช้เงินลงทุนสูงเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายย่อย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดการขยะอาหาร (Food Waste) เป็นวิธีที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาลและช่วยลดต้นทุนไปพร้อมกัน
เนื่องจากขยะอาหารมีกระบวนการผลิตที่ใช้คาร์บอนสูงและปล่อยก๊าซมีเทนในหลุมฝังกลบ ขณะที่การปรับปรุงระบบปรับอากาศอาจมีค่าใช้จ่าย แต่การฝึกอบรมพนักงานให้จัดการอาหารอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ถูกมองว่าเป็นเสมือน “ภาษีคาร์บอน” ที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือการลดการใช้รถยนต์
แม้ว่าราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะส่งผลลบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการทั่วโลกและในไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการบิน แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งขึ้น
ซีอีโอ GSTC เสนอแนะว่าไทยควรดำเนินการ สร้างการจัดการที่เป็นเอกภาพ โดยควบรวมและประสานงานด้านการจัดการท่องเที่ยวให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น การขยายการฝึกอบรมสู่รายย่อย
เขาชื่นชมแบรนด์ไทยอย่าง Centara และ Dusit ที่เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน แต่เน้นย้ำว่าโรงแรมอิสระรายย่อยยังขาดการฝึกอบรมและแรงจูงใจ การส่งเสริมการอบรมภาษาไทย ซึ่งปัจจุบันมีการร่วมมือกับ อพท. (DASTA) ในการฝึกอบรมหลักสูตร GSTC เป็นภาษาไทย ซึ่งควรขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถึงระดับคนทำงาน
จากผลวิจัยจาก Trip.com และ Booking.com ชี้ชัดว่านักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างมาก และไม่พอใจกับสภาพโลกในปัจจุบัน การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องอาศัยผู้บริหารที่เปิดรับข้อมูลการตลาดใหม่ๆ และเข้าใจว่าความยั่งยืนคือทางรอดเดียวที่ต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้
‘วิรไท ” แนะ 4 กลยุทธยั่งยืนรับมือโลกท้าทาย
ดร .วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เราจะสร้างความยั่งยืนที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย? ” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องยกระดับความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน แม้จะเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง
ดร.วิรไท ชี้ให้เห็นว่าโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การรุกคืบของเทคโนโลยี AI ปัญหาประชากรสูงวัย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บางองค์กรเริ่มถอยหลัง เช่น การล่มสลายของกลุ่ม Net Zero Banking Alliance ในปี 2025 หรือการที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่บางแห่งลดระดับเป้าหมาย Net Zero ของตนลง
อย่างไรก็ตาม ดร.วิรไท ระบุว่า ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิกฤตมักนำมาซึ่งโอกาส โดยยกตัวอย่าง Unilever ที่เปิดตัวแผนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Plan) หลังวิกฤตการเงินโลก และ Patagonia ที่โอนกรรมสิทธิ์บริษัทให้มูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองกรณีพิสูจน์แล้วว่าความยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ นอกจากนี้ ผลการศึกษาในปี 2025 ยังพบว่าบริษัทในสหรัฐฯ ถึง 87% ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ลง แต่กลับฝังความยั่งยืนลงในกระบวนการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้น
โอกาสของประเทศไทย ในส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความต้องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) การพักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellness Quietcation) และการเดินทางท่องเที่ยวแบบคาร์บอนเป็นลบ (Carbon-negative Travel) ซึ่งนี่คือโอกาสสำคัญ แต่ต้องเร่งแก้ปัญหา “ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำ” (Say-do gap) ของนักท่องเที่ยวที่กังวลเรื่องราคาที่สูงกว่า ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืน(Sustainable Sustainability) ในระยะยาว ดร.วิรไทได้เสนอแนวทาง 4 ประการ ดังนี้
1.การขยายผล (Scale): ต้องก้าวข้ามการทำเพียงโรงแรมเดียว หรือกิจกรรมเดียวไปสู่การสร้าง “จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน” (Sustainable Destinations) เพื่อลดต้นทุนและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว เช่น โมเดลของเกาะเต่า แม่กำปอง หรือการรวมตัวของโรงแรมบริเวณหาดกะตะ-กะรน
2.ธรรมาภิบาล (Governance): เน้นย้ำว่า “ตัว G” (Governance) ใน ESG คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างโปร่งใสและยั่งยืน หากขาดธรรมาภิบาล ความร่วมมือจะล่มสลายภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขัน
3.การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Integration): ความยั่งยืนต้องไม่อยู่แค่ในรายงาน แต่ต้องเป็นเนื้อเดียวกับกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากเป้าหมายทางศีลธรรมที่คลุมเครือมาเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ (Materiality) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความภักดีต่อแบรนด์
4.หัวใจและความตระหนักรู้ (Heart) : ความรู้และกลยุทธ์เพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” และ “ความมีสติ” (Mindfulness) ให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงผลกระทบจากการเลือกและการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง
ทั้งนี้การที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแผนงานที่กล้าหาญ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกต่อไป