Category: ท่องเที่ยว

  • “พะเยา-เชียงราย- แพร่-น่าน” พร้อมระเบิดศึกใหญ่จัดงาน “วิ่งเลาะเวียง ชมวัฒนธรรม 4 เมืองล้านนาตะวันออก” | เดลินิวส์

    “พะเยา-เชียงราย- แพร่-น่าน” พร้อมระเบิดศึกใหญ่จัดงาน “วิ่งเลาะเวียง ชมวัฒนธรรม 4 เมืองล้านนาตะวันออก” | เดลินิวส์

    นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นายภานุพันธ์ เอี่ยมอุบลวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา, นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, นางสาวนิสา สังข์ศร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่, นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน และ นางสาวกัญญ์นลิน อิทธิวัชรศิลป์ หรือน้องกอล์ฟ นางฟ้าแห่งวงการสายสปอร์ต ร่วมแถลงข่าว กิจกรรมวิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก  ณ ท็อปส์ พลาซ่า พะเยา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

    สำหรับกิจกรรมวิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออกในครั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย พะเยา, เชียงราย, น่าน และแพร่ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและพัฒนาเศรษฐกิจในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยจะจัดกิจกรรมจำนวน 7 ครั้ง เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก (เวียงพางคำ พะเยา, เวียงเชียงรุ้ง เชียงราย, เวียงน่าน น่าน และเวียงแพร่ แพร่) จำนวน 4 ครั้ง

    การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ มาราธอน ระยะทาง 42 กม., ฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กม., Fun RUN ระยะทางไม่น้อยกว่า 5 กม. และวิ่ง กิน เที่ยว Kilo Run ระยะทาง 2.5 กม. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนไม่น้อยกว่า 700 คน/ครั้ง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    สำหรับการแข่งขันจะเริ่มขึ้นที่จังหวัดแพร่ สนามที่ 1 วิ่งเลาะเวียง1 เวียงแพร่  แพร่ ระหว่างวันที่ 25-26 ต.ค.68 โดยมีจุดสตาร์ตและเส้นชัย ณ สนามหลวงแพร่ สวนสุขภาพหรือสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะประจำจังหวัดแพร่ โดยเส้นทางวิ่งผ่านวัดจอมสวรรค์ วัดผาสุก วัดพระธาตุดอยกู่แก้ว เมฆวนาราม วัดท่าขวัญ อีกทั้งยังชมวิวทิวทัศน์สวยงามของสะพานวังหงส์ และบึงยมหลง

    สนามที่ 2 วิ่งเลาะเวียง 2 เวียงน่าน น่าน ระหว่างวันที่ 8-9 พ.ย.68 มีจุดสตาร์ตและเส้นชัย ที่ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน โดยเส้นทางวิ่งผ่านวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดไชยภูมิ วัดทุ่งเม็ง ถ้ำผาตูบ ชมวิวทิวทัศน์สวยงามของเมือง

    สนามที่ 3 วิ่งเลาะเวียง 3 เวียงเชียงรุ้ง เชียงราย ระหว่าง วันที่ 22-23 พ.ย.68 จุดสตาร์ท-เส้นชัย บริเวณ โรงเรียนอนุบาลเวียงเชียงรุ้ง ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ใช้เส้นทางวิ่งผ่านสันไทรงาม หนองหน้าผา วัดร่องหวาย อีกทั้งยังวิ่งผ่านสวนทุเรียนอันร่มรื่น

    สนามที่ 4 วิ่งเลาะเวียง 4 เวียงพางคำ พะเยา  ระหว่างวันที่ 6-7 ธ.ค.68 มีจุดสตาร์ท และเส้นชัย  อยู่ที่ สวนสุขภาพ 100 ปี ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยเส้นทางวิ่งผ่าน วัดศรีบุญเรือง วัดทุ่งวัฒนาราม ชมทิวทัศน์ของวัดและศาสนสถานสำคัญตลอดเส้นทาง

    นอกจากกิจกรรมหลักวิ่งเลาะเวียงทั้ง 4 สนามแล้ว ยังมีกิจกรรมวิ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพะเยา ซึ่งจะทำการแข่งขันก่อนจำนวน  3 ครั้งโดยแบ่งออกเป็นดังนี้ 1 กิจกรรมวิ่ง Night Run กว๊านพะเยา ระยะทาง 5 กม. และ 10 กม. ระหว่างวันที่ 26-27 ก.ย.68 ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา, 2 กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอเชียงม่วน ระยะทาง 5 กม. และ 10 กม. ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2568 ณ ฝั่งต้าไชยสถาน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา, 3 กิจกรรมวิ่งเทรลแม่ปืม ณ อุทยานแห่งชาติแม่ปืม ระหว่างวันที่ 18-19 ต.ค.68 อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา

    นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวถึงภาพรวมและความพร้อมในการจัดงานใหญ่ครั้งนี้ว่า ทุกกิจกรรมที่จังหวัดพะเยาเป็นเจ้าภาพ  ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สนามแข่งขัน ที่พัก อาหาร ซึ่งด้านมาตรฐานและความปลอดภัย จะมีเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ผ่านการอบรมจากหน่วยงานราชการ คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มางานอย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว วิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่ง ผู้ติดตาม หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวทั่วไป ได้ร่วมสนุกเดินทางตามสถานที่ที่กำหนดเข้าร่วมทำกิจกรรม รวมทั้งเลือกซื้อสินค้าและของที่ระลึกภายในพื้นที่ ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับตราแสตมป์ลงในพาสปอร์ตกิจกรรม เมื่อสะสมครบตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถนำมาแลกรับของรางวัลได้ ซึ่งนับเป็นการเชื่อมโยงกิจกรรมการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นตลอดจนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    เช่นเดียวกับทางด้านตัวแทนท่องเที่ยวและกีฬาจากทั้ง 4 สนาม นางสาวนิสา สังข์ศร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่,  นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน, นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย และนายภานุพันธ์ เอี่ยมอุบลวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา ต่างเปิดเผยและยืนยันความมั่นใจในการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมวิ่งเลาะเวียงในทุกสนาม ปี 2568 มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในทุกด้าน และยังได้เตรียมกิจกรรมความสนุกไว้สร้างความสุขให้แก่นักวิ่ง และนักท่องเที่ยวที่มาร่วมกิจกรรมได้ประทับใจตลอดการจัดงานในปีนี้อย่างแน่นอน

    สำหรับกิจกรรมวิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออกในครั้งนี้ จัดขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 2 ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน มีเป้าหมายปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวให้พึ่งพานักท่องเที่ยวในประเทศและมีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย และรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรอง และจากแนวทางการพัฒนาภาคเหนือ และแนวทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย, จังหวัดพะเยา,จังหวัดน่าน และจังหวัดแพร่ ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์คุณภาพสูง บนฐานวัฒนธรรมร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน โดยมีทิศทางการพัฒนาส่งเสริมการตลาดประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวผ่านรูปแบบการตลาดที่น่าสนใจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาค ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 

    สำหรับนักกีฬาที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่  FB: วิ่งเลาะเวียง เมืองล้านนาตะวันออก
    https://www.facebook.com/profile.php?id=61565690733307&mibextid=ZbWKwL

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5110918/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I6xOSfVIwMipCZKUMjhAH

  • ภาคธนาคาร ฝาก 3 โจทย์ถึงรัฐบาลเร่งแก้ไข

    ภาคธนาคาร ฝาก 3 โจทย์ถึงรัฐบาลเร่งแก้ไข

    SCB มอง! ภาคธนาคารไทยครึ่งปีหลังท้าทาย จากพิษเศรษฐกิจ ฝาก 3 โจทย์รัฐบาลเร่งแก้ไข ส่งผลปรับ GDP ปี 69 พร้อมคาดกรอบเงินบาทถึงสิ้นปี ไม่เกิน 31.5 – 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ ว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ความท้าทายของภาคธนาคารมีอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่
    1. ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยที่มีความท้าทายจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังยังคงสูงอยู่ 
    2.เงินบาทที่แข็งที่กดดันการส่งออก
    3.รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่มีความท้าทาย ซึ่งในภาพรวมถือเป็นปีที่มีความท้าทายของพัฒนาการอย่างมาก 

    อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาจะทราบโจทย์ดีและเชื่อมั่นว่านโยบายทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลเตรียมออกมานั้น จะช่วยลดความท้าทายลงได้บางส่วน ขณะที่ในภาคของธนาคารเองก็ต้องช่วยภาครัฐเช่นกันในการที่จะช่วยเหลือลูกค้าที่ยังพอไปต่อได้เดินหน้าต่อ 

    ส่วนประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงนี้ไปให้ได้นั้น  นายกฤษณ์ ระบุว่า อันดับแรกที่ควรเร่งทำ คือ ภาพลักษณ์ของประเทศที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นมีความสำคัญที่สุด ดังนั้นการติดกระดุมเม็ดแรกคือการสร้างความเชื่อใจและความไว้ใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเชื่อมั่นในครม.ชุดใหม่มีความสำคัญที่สุด ที่ต้องทำให้เชื่อให้ได้ว่าแม้จะท้าทายแค่ไหน แต่รัฐบาลชุดนี้จะสามารถพาประชาชนผ่านพ้นวิกฤติไปได้

    ส่วนอันดับสอง เรื่องของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินและการคลังที่สอดคล้องกัน ซึ่งคาดว่าจะออกมาอย่างรวดเร็ว ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวขึ้น / และอันดับสาม การกลับมาดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SNE ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่มีความสำคัญ 

    ผมเชื่อว่าทั้งสามโจทย์นี้ถ้าสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้สำเร็จแต่หมายความว่าทำให้สามข้อนี้ชัดเจนได้ ผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสฟื้นตัวได้

    ส่วนการปรับเพิ่ม GDP ของไทยนั้นจะมีโอกาสหรือไม่ นายกฤษณ์ ระบุว่า เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เพิ่งจัดตั้งใหม่ ทำให้ธนาคารอื่นๆ รวมถึงหน่วยงานต่างๆยังคง GDP ที่เท่าเดิมไว้ก่อน ส่วนของไทยพาณิชย์เอง ก็ยังเชื่อว่า GDP ปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 1.8% ส่วนปีหน้าจะอยู่ที่ 1.4% ตามเดิม แต่หากรัฐบาลมีสัญญาณเชิงบวกในช่วงระยะเวลาอันสั้นผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจและกลับมาดูแล SME  ก็เป็นไปได้ที่จะปรับ GDP เพิ่มขึ้นในปีหน้า

    ขณะที่ ค่าเงินบาทในช่วงนี้ นายกฤษณ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนซึ่งจริงๆมาจาก 3 ปัจจัย คือ 

    1. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ลดเร็วกว่ากำหนด จากสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มชะลอ และมีการส่งสัญญาณต่อเนื่องว่าจะลดดอกเบี้ยต่อไปอีก จึงทำให้ตลาดมีการปรับตัวค่อนข้างรุนแรง
    2. ราคาทองที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองค่อนข้างมาก 
    3. ในแง่มุมของตลาดทุนและตลาดหุ้นของไทย ถ้าหากดูในรายละเอียดนักลงทุนต่างชาติออกจากตลาดหุ้น แต่กลับเข้าที่ตลาดพันธบัตรของไทยเพิ่มขึ้น

    ซึ่งปัจจัยทั้งสามอย่างนี้ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทต่อดอลล่าร์ถือว่าแข็งค่าขึ้น และการแข็งค่าขึ้นนี้จะแข็งค่าต่อเนื่องไปอีกนาน แค่ไหน นายนายกฤษณ์ ระบุว่า จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีเป็นไปได้ที่เงินบาทจะแข็งค่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 31.5 ถึง 32 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่พอสมควร 

    เงินบาทที่แข็งค่านี้ แน่นอนว่าจะเป็นแรงกดดันให้กับธุรกิจส่งออกหรือธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ในบางเซคเตอร์แต่ไม่ใช่ถูกเซคเตอร์ แต่แน่นอนในวิกฤตินี้ก็ต้องมาดู ในแง่ของโอกาสเหมือนกันเช่นในธุรกิจที่มีการนำเข้าค่อนข้างสูง ก็อาจจะใช้จังหวะนี้ในการนำมาซึ่งการนำเข้าสินค้าในราคาที่เหมาะสมเพื่อทำให้ธุรกิจของเขาไปต่อได้ อย่างไรก็ตามความท้าทายน่าจะยังอยู่ในระดับที่สูงจนถึงช่วงสิ้นปี

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/256988/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26iN4bYB0fBH3_G2TiljUA

  • หาดใหญ่ | นักท่องเที่ยวมาเลย์ไม่ต่ำกว่า 17,000 คน ทะลักด่านสะดา เข้ามาเที่ยวในหาดใหญ่ช่วงหยุดยาวและปิดเทอม

    หาดใหญ่ | นักท่องเที่ยวมาเลย์ไม่ต่ำกว่า 17,000 คน ทะลักด่านสะดา เข้ามาเที่ยวในหาดใหญ่ช่วงหยุดยาวและปิดเทอม

    13 กันยายน 2568 ด่านสะเดาคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่เปิดทำการในเวลา 05.00 น. รถทัวร์ รถบัส และรถยนต์ส่วนตัวของนักท่องเที่ยวต่างทะลักจอดรอคิวตรวจหนังสือเดินทาง เพื่อที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จนทำให้บริเวณลาดจอดรถหน้าอาคารขาเข้าประเทศไทยแคบไปถนัดตา

    ขณะที่หางแถวล้ำไปในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสะเดาเผยว่า นักท่องเที่ยวต่างเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเนื่องในวันหยุดยาว ประกอบกับช่วงปิดเทอม ซึ่งมีตัวเลขของเมื่อวานนี้ ( 12 กันยายน ) มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 14,000 คน เดินทางผ่านด่านสะเดาเข้ามา ส่วนในวันนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 17,000 คน

    ในส่วนของศุลกากรสะเดา ได้เร่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่นำรถยนต์หรือรถจักยานยนต์เข้ามา มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พร้อมแนะนำแก่นักท่องเที่ยวให้ยื่นเอกสารพร้อมรับบัตรคิว เพื่อยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ ตรวจและออกใบขนขาเข้าพิเศษ

    ซึ่งที่ผ่านมาตรงขั้นตอนนี้มีการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวว่ามีความล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันหยุดและเทศกาล ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่ามีการลัดคิวจากกลุ่มคนที่แอบเข้าไปหากินจากนักท่องเที่ยว โดยเรียกรับเงินจากนักท่องเที่ยว 50 – 100 ริงกิต ( 400 – 800 บาท ) ต่อคัน

    ในการช่วยทำเอกสารหรือใบขนขาเข้าพิเศษให้มีความรวดเร็ว ซึ่งมีการแอบอ้างว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้เรียกเก็บ นางนิรมล ศรีวุฒิชาญ ผอ.ส่วนควบคุมทางศุลกากร บอกว่าตอนนี้เราได้มีการแจกบัตรคิวโดยมีการตรวจเอกสารต่างๆให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงมาเข้าคิวเพื่อให้เจ้าหน้าที่คีย์ใบขนฯออกมา

    ทางด่านได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจากการสังเกตพบว่าในวันนี้ บริเวณที่ทำเอกสารหรือใบขนขาเข้าพิเศษ ไม่ได้หนาแน่นเหมือนที่ผ่านๆมา ทั้งๆที่มีรถนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากก็ตาม

    ซึ่งตามข้อมูลเฉพาะรถทัวร์ รถบัส 120 คัน รถยนต์ส่วนตัว 3,000-4,000 คัน โดยที่ปลายทางยังเป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในจังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่และภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/29319/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019lvaiTvxlGW4T0DkAuNg

  • ฟ้าหลังฝน ชมความสวยทะเลหมอกยามเช้า ภูค้อ-ภูเรือ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

    ฟ้าหลังฝน ชมความสวยทะเลหมอกยามเช้า ภูค้อ-ภูเรือ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.13 น.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การท่องเที่ยวจังหวัดเลย เริ่มคึกคักมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม รองแรมที่พักมีการจองเต็ม การชมทะเลหมอกยังคงเป็นที่นิยม  วันนี้แนะนำจุดชมทะเลหมอก อย่างเช่นไฮตากแลนด์ อ.ภูเรือ ที่พักถูกจองเต็มไปยันปีใหม่  เพื่อรอชมทะเลหมอกขาวโพลน ยามเช้า อุณหภูมิวันนี้ 9 องศา 

    ภาพความสวยงามของจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ภูค้อ หมอกมีชีวิต ทะเลหมอกขาวโพลน สถานที่แห่งนี้เป็นจุด ป่าชุมชนบ้านบุ่ง ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ฟ้าหลังฝนสวยเสมอ
        
    การเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกภูค้อ นักท่องเที่ยว จะให้บริการโดยรถอีแต๊ก ของชาวบ้าน พาไต่ขึ้นยอดภูค้อ ไปยังจุดชมวิวที่ชาวบ้านได้ไปช่วยกันสร้างขึ้น โดยเส้นทางที่ไปจะผ่านเรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน โดยจะใช้เวลาเดินทางจากตัวอำเภอนาแห้วไปถึงจุดชมวิวประมาณ 15 นาที ระยะทางประมาณ 3 กม. เมื่อเดินทางขึ้นไปถึงในช่วงนี้จะพบกับทะเลหมอกเกือบทุกวัน หลังฝนตก สำหรับการชมวิวภูค้อ สามารถจะมองเห็นทะเลหมอก ได้ 180 องศา ซึ่งมองเห็นทะเลหมอก ในวิว ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป ลาว เช่น ภูผาโกนได้อีกด้วย 

    นายจันทรักษ์  อาจสมบาล ประธานผู้ประกอบการร้านค้า บ้านไฮตาก เปิดเผยว่า ที่ไฮตากมีศักยภาพในการท่องเที่ยวสูงมาก บ้านไฮตาก ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ภูเรือ หรือที่หลายๆคนให้นามว่า เป็นสวิสเซอร์เลย ซึ่งสภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ช่วงฤดูหนาว อยู่ที่ 10-12 ทั้งช่วงหนาว มีธรรมชาติยังงดงาม เขียวขจี บนยอดภูมีทะเลหมอกให้ชมจุดชมวิวสูงจากระดับน้ำทะเล 750 เมตร ห่างจากอุทยานแห่งชาติภูเรือประมาณ 20 กิโลเมตร การเดินทางสะดวกสะบาย 

    เช้าของทุกวันจะสามารถชมวิวและทะเลหมอกได้ 180องศา เห็นภูเขาสลับซับซ้อนของ 2 ประเทศ ไทย – ลาว ฝั่งไทยกินพื้นที่ถึง 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ด่านซ้าย อ.นาแห้ว และอ.ท่าลี่ ส่วนฝั่งลาวสามารถมองเห็นแขวงไชยะบุรี  สายแคมป์ปิ้ง ธรรมชาติ ปิ้งย่าง ไม่ควรพลาด ในช่วงนี้วันหยุดที่จะถึง ที่พักต้องถูกจองเหลือน้อย คงเหลือแต่ที่พักกางเต็นท์ โดยชาวบ้านมีบริการให้เช่า ยิ่งช่วงปลายปีจะหนาวสุดๆ เชิญมาท่องเที่ยว

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้.-อ.เมืองเลย 14.7 , อ.วังสะพุง 15.6 , อ.ด่านซ้าย 12.0 , อ.เชียงคาน 17.0 , อ.ท่าลี่ 13.0 , อ.ภูกระดึง 15.0 , อ.ภูเรือ 10.0 , อ.นาแห้ว 13.0 , อ.ปากชม 13.0 ,อ.นาด้วง 14.0 , อ.ภูหลวง 16.0 , อ.ผาขาว 15.0 , อ.เอราวัณ 14.0 , อ.หนองหิน 14.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 8.5 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ 9.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 8.0 ,ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 11.0 ,อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 12.0 ซํ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZ985iSriAT9sk0g4Lgbs

  • ชัยภูมิปลุกขบวน

    ชัยภูมิปลุกขบวน

    ชัยภูมิปลุกขบวน’ผีสุ่ม’ตระการตา! แห่บุญเดือนสิบ สืบสานตำนานผีไร้ญาติ

    วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.38 น.

    14 กันยายน 2568 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 บริเวณหน้าอนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล (แล) จ.ชัยภูมิ น.ส.กานต์จรัส เอียดทองใส ปลัดจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานเปิดงาน “แห่ผีสุ่มบุญเดือนสิบ” ประจำปี 2568 ร่วมด้วย น.ส.สุกัญญา กุลสุวรรณ์ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ และนางเภาลีนา โล่ห์วีระ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเล่า พร้อมพี่น้องประชาชนกว่า 4,000 คน ที่พร้อมใจกันแต่งกายเต็มยศ ร่วมพิธีเปิดงานสุดยิ่งใหญ่ ถือเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดอย่างเป็นทางการ

    ก่อนเคลื่อนขบวนพาเหรดสีสันสุดม่วน ยังได้เติมความคึกคักด้วยเหล่านักท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากหลายช่องทาง ที่ตบเท้าเข้ามาเก็บสีสันและร่วมสัมผัสบรรยากาศการแห่ผีสุ่ม ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ วัดสมศรี บ้านเสี้ยวน้อย ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมืองชัยภูมิ

    ขบวนผีสุ่มสุดอลังการมาจาก 15 หมู่บ้านในตำบลบ้านเล่า ทั้งผีสุ่มประเภทสวยงาม และประเภทความคิดสร้างสรรค์ ขนความสนุกมาครบ ทั้งการละเล่น การฟ้อนรำ และพิธีบุญข้าวสากเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนที่ล่วงลับ ขบวนแห่เคลื่อนไปตามหมู่บ้าน ก่อนย้อนกลับสู่วัดสมศรี เพื่อนำข้าวสารอาหารแห้งที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวร่วมบริจาคมารวมไว้ ทำพิธีถวายและส่งบุญแด่บรรพชน ผีปู่ย่าตายาย รวมถึงผีไร้ญาติที่ขาดผู้ทำบุญให้

    ตำนานผีสุ่ม เล่าว่า ผีบางดวงไม่มีลูกหลานทำบุญไปให้ ด้วยความอายจึงใช้สุ่มดักปลา หรือสุ่มขังไก่ มาครอบหัวและตัว ปกปิดใบหน้าก่อนจะออกมารับส่วนบุญที่ไม่มีเจ้าของ เพื่อตนเองจะได้พ้นจากทุกข์ไปเกิดในภพชาติที่ดี ก่อนที่ยมทูตจะมาพาเหล่าผีกลับสู่ยมโลก-กลายเป็นที่มาของ “ผีสุ่ม” ที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

    ไฮไลท์งานแห่ คือเสียงเคาะตีอุปกรณ์การเกษตรเป็นจังหวะสนุก ผีสุ่มแต่ละตัวออกลีลาโยกเอว ส่ายหัวที่ครอบด้วยสุ่ม สร้างความตื่นตาให้กับผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยว ขณะที่ชาวบ้านสองข้างทางก็ไม่พลาดออกมาต้อนรับ แจกอาหาร น้ำดื่ม พร้อมอธิษฐานแผ่เมตตาถึงบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ

    ปัจจุบัน จังหวัดชัยภูมิได้บรรจุ “ประเพณีแห่ผีสุ่ม” ลงในปฏิทินท่องเที่ยว เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและสร้างเอกลักษณ์เชิงวัฒนธรรมที่หาได้เพียงหนึ่งเดียวในโลก ทุกขบวน ทุกผีสุ่ม คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อ ศรัทธา และความบันเทิง ที่ใครได้เห็นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มนต์เสน่ห์ชัยภูมิ ไม่มีที่ไหนเหมือน.

    012 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/914099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a8wuGqI9tCXWZAeWSe5xD

  • ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการ ให้สามารถสร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ (New Service Business Model) เพื่อการเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    โดยดำเนินการผ่านจัดโครงการสร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน (Build ThailandInnovation Service) ปีงบประมาณ 2568 ผ่านกิจกรรม Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่

    ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ชนะเลิศจาก 2 รุ่น จำวน 10 กิจการ ได้รับโอกาสการเชื่อมโยงทางการตลาด เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 และ 75 สร้างมูลค่าทางเศรษกิจตลอดโครงการมากกว่า 20 ล้านบาท

    สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น เปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคล ภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมที่พัก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจเชิงการจัดการ 

    และสร้างนวัตกรรมธุรกิจภาคบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ คือ การพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจในรูปแบบเครือข่ายผ่านกิจกรรมต่างๆ

    โดยล่าสุดได้คัดเลือกผู้ประกอบการผลจากการดำเนินกิจกรรม Hackathon จำนวน 6 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกรายได้รับการพัฒนาเชิงลึก และรับการคัดเลือกจำนวน 4 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638777&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ngjZU6PCCvgjMdwyHukz-

  • เชียงรายพลิกเกม! ปั้นประเพณีโล้ชิงช้าสู่ Soft Power ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เชียงรายพลิกเกม! ปั้นประเพณีโล้ชิงช้าสู่ Soft Power ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เชียงรายเดินหน้า “โล้ชิงช้า” สู่ Soft Power ชนเผ่า ฟื้นพลังชุมชน–ยกระดับท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – ท้องฟ้าแม่จันยามบ่ายคล้อยโปรยฝนบางเบา ลานวัฒนธรรมบ้านแสนสุข ตำบลศรีค้ำค่อยๆ แน่นขนัดด้วยผู้คนในชุดพื้นเมืองหลากสีสัน ชายหญิงอาข่าประดับหมวกเงิน กลิ่นอาหารพื้นถิ่นลอยคลุ้ง เสียงกลองไม้ดังประสานกับเสียงหัวเราะ – บรรยากาศทั้งหมดพาให้พิธีเปิดงานประเพณีโล้ชิงช้า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” ปี 2568 กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมสัญญาณที่ชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเปลี่ยน “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้เป็น Soft Power ชนเผ่า อย่างมีทิศทาง

    งานครั้งนี้จัดโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีค้ำ โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธี และสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อฟื้นฟูประเพณีสำคัญของชาวอาข่าให้กลับมาโดดเด่นในปฏิทินท่องเที่ยวชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายไม่ใช่เพียงจัดงานปีละครั้ง แต่ต้องการต่อยอดให้กลายเป็น จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาได้ “ทั้งปี” ภายใต้สโลแกนที่ผู้บริหาร อบจ. ย้ำชัด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ

    จากพิธีบูชาฝนสู่เวที Soft Power เรื่องเล่าที่จับใจและจับต้องได้

    โล้ชิงช้า หรือที่ชาวอาข่าเรียกว่า “บ่อง ฉ่อง ตุ๊” เป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนบนพื้นที่สูง จัดในช่วงฤดูฝนเพื่อขอพรให้ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ และเป็นวาระที่ชาวอาข่าซึ่งกระจายอยู่หลายหมู่บ้านจะ กลับมาพบปะสังสรรค์ ซ่อมแซมความสัมพันธ์ข้ามรุ่น ระหว่างผู้อาวุโสกับเยาวชน ประเพณีจึงทำหน้าที่มากกว่านิทรรศการกลางแจ้ง – มันเป็น โครงสร้างทางสังคม ที่ทำให้ชุมชนแข็งแรง

    ปีนี้เวทีถูกออกแบบให้เห็น “กระดูกสันหลัง” ของพิธีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การตั้งเสาชิงช้าแบบอาข่า การแต่งกายตามจารีต การละเล่นและการเต้นประกอบจังหวะที่สืบทอดกันมา ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนเรียนรู้ความหมายภายในของพิธีโดยไม่ล่วงล้ำ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ของชุมชน – แนวทางที่สะท้อนวุฒิภาวะด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (cultural tourism) ที่เคารพเจ้าของมรดกโดยตรง

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวว่า “งบประมาณ 100,000 บาทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราย้ำเสมอว่าเป้าหมายไม่ใช่ ‘จัดงานให้มีคนมา’ เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ คืนความภาคภูมิใจ ให้ชุมชน และทำให้ประเพณีอยู่ได้ด้วยตนเองในระยะยาว เชียงรายต้องเติบโตบนรากของเราเอง”

    ทำไม “โล้ชิงช้า” ตอบโจทย์เชียงรายเวลานี้

    1. ตรงกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลก – ผู้เดินทางหลังโควิด-19 มองหาประสบการณ์ จริงแท้ (authentic) และ เรียนรู้ (learning-based) มากขึ้น ประเพณีโล้ชิงช้าตอบโจทย์ทั้งสองข้อ เพราะเปิดให้สัมผัสวิถีชนเผ่าที่มีบริบท–พิธีกรรม–อาหาร–งานช่างฝีมือครบวงจร
    2. กระจายผลประโยชน์ได้กว้าง – ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ตั้งแต่โฮมสเตย์ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ร้านอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรมโบราณ–ร่วมสมัย เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนเพิ่มทวีคูณ
    3. ต่อยอด Soft Power เชียงราย – จังหวัดนี้มีแบรนด์วัฒนธรรมเข้มแข็งอยู่แล้ว (ศิลปะร่วมสมัย วัดร่องขุ่น ขัวศิลปะ กาแฟบนดอย) เมื่อเชื่อมกับ ประเพณีชนเผ่า จะยิ่งสร้างภาพจำที่แตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอื่นในภาคเหนือ
    4. เกื้อกูลความมั่นคงทางสังคม – งานประเพณีทำให้เยาวชนรู้สึก “ภูมิใจในรากเหง้า” ลดแรงดึงดูดของพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างคนเมืองกับคนดอยบนฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่ความเหมารวม

    จาก “งานวัฒนธรรม” สู่ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” 6 ยุทธศาสตร์ให้ถึงฝั่งยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวสรุปประเด็นจากเวทีและการพูดคุยรอบงาน กลั่นเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทำให้โล้ชิงช้าเดินหน้าอย่างมีคุณภาพและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม

    1) พิทักษ์แก่นพิธี ก่อนโปรโมต

    หัวใจคือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และลำดับพิธี ต้องกำหนด เขตถ่ายภาพ–เขตห้ามเข้า คู่ไปกับการบอกเล่าความหมายที่ถูกต้อง ชุมชนเป็นผู้กำกับ (community-led) เพื่อไม่ให้พิธีถูก “ทำให้ดูง่าย” จนหลุดจากบริบทเดิม

    2) ยกระดับประสบการณ์ผู้มาเยือน

    จุดบริการนักท่องเที่ยวควรมี ป้ายสองภาษา (ไทย–อังกฤษ เพิ่มภาษาจีน/เกาหลีตามตลาดเป้าหมาย) QR Code สำหรับอ่านเรื่องราว–เส้นทางเรียนรู้, เจ้าบ้านอาสา คอยต้อนรับ, และ แพ็กเกจครึ่งวัน/เต็มวัน เชื่อมกิจกรรมเรียนรู้อื่น (ผ้าปักอาข่า, ครัวชนเผ่า, เดินป่าศึกษาพืชวัฒนธรรม)

    3) ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

    ตั้งระบบ ความปลอดภัยชิงช้า (ตรวจเสา–เชือก–โครงสร้างตามรอบ), ทำ แผนฝนฟ้า–ไฟฟ้า–การแพทย์ฉุกเฉิน, ใช้ แนวคิดงานสีเขียว (Green Event) ลดพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง ตั้งจุดคัดแยกขยะ และจัดการน้ำเสียจากครัวชุมชน

    4) ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม

    กำหนด อัตราค่าบริการมาตรฐาน สำหรับไกด์ท้องถิ่น–โชว์วัฒนธรรม–โฮมสเตย์ พร้อม ระบบแบ่งปันรายได้ ที่โปร่งใสระหว่างกลุ่มอาชีพ/กองทุนชุมชน เพื่อให้คนในหมู่บ้าน “รู้สึกได้” ว่าการท่องเที่ยวคุ้มค่าและควรร่วมดูแลต่อ

    5) การตลาดบนเรื่องเล่าจริง (Story-driven Marketing)

    สร้าง สตอรี่ไลน์ เช่น “กลับบ้านหน้าโล้ชิงช้า”, “เมล็ดกาแฟ–เมล็ดข้าว–เมล็ดรอยยิ้ม” ผลิตคอนเทนต์สั้นที่เล่าผ่านผู้เฒ่า–เยาวชน–แม่ค้า–ช่างฝีมือ แล้วเชื่อมกับ ปฏิทินเที่ยวทั้งปีของเชียงราย ให้ผู้มาเยือนวางแผน “เที่ยวทั้งอำเภอ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูป

    6) ข้อมูลและการประเมินผล

    หลังจบงาน ควรมี ชุดตัวชี้วัด ที่ชุมชนและท้องถิ่นร่วมกันเก็บ เช่น จำนวนผู้มาเยือน ระยะเวลาพำนัก รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ความพึงพอใจของเจ้าบ้าน–ผู้มาเยือน และตัวชี้วัดพิทักษ์วัฒนธรรม (เช่น จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมพิธี) เพื่อปรับปรุงในปีถัดไป

    บทบาทร่วมของรัฐ–ชุมชน–เอกชน

    แม้ในพิธีเปิดจะเน้นบทบาทของ อบจ. แต่เบื้องหลังคือ ทีมสามประสาน ที่เดินหน้าไปด้วยกัน

    • ท้องถิ่น (อบต.ศรีค้ำ) ทำหน้าที่ประสานงานชุมชน จัดการจราจร จุดบริการ–จุดปฐมพยาบาล และดูแลความเรียบร้อยโดยเคารพขนบธรรมเนียม
    • ชุมชนอาข่า เป็นเจ้าภาพพิธี ตัดสินใจเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ลำดับพิธี และคัดเลือกตัวแทนเล่าเรื่อง (culture docents) เพื่อให้เสียงของชุมชนเป็นศูนย์กลาง
    • เอกชนท่องเที่ยว–วิสาหกิจชุมชน ร่วมออกแบบแพ็กเกจ รับ–ส่งนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม สนับสนุนอุปกรณ์เสียง–แสงอย่างพอดีไม่รบกวนพิธี

    โมเดลนี้ทำให้งานครั้งนี้ ไม่ใช่งาน “ของใครคนหนึ่ง” แต่เป็นสินทรัพย์ร่วมของเมือง – เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม ความร่วมมือก็พร้อมเดินระยะยาว

    เชื่อมโยงเครือข่าย จากแม่จันสู่เส้นทางชนเผ่าทั้งจังหวัด

    เชียงรายมีเครือข่ายหมู่บ้านชนเผ่าหลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ เมี่ยน ไทลื้อ กะเหรี่ยง ฯลฯ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานวิชาการเคยชี้ชวนให้พัฒนา เส้นทางวัฒนธรรมชนเผ่า” (Ethnic Culture Route) ที่ไม่ใช่การจัดแสดงแบบจำลอง แต่คือการพาผู้มาเยือน เข้าไปเรียนรู้ในพื้นที่จริง ด้วยกติกาที่ชุมชนกำหนดเอง โล้ชิงช้าแม่จันจึงสามารถเป็น จุดตั้งต้น ของเส้นทางดังกล่าว เชื่อมต่อไปยังบ้านสันติคีรี (แม่สลอง) บ้านจะแล บ้านเทอดไทย หรือพื้นที่กาแฟ–ชา–ผ้าปักที่ผู้มาเยือนอยากสัมผัส

    หากบูรณาการร่วมกับ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยของเชียงราย ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว เมืองจะมี จังหวะท่องเที่ยว” ที่ไหลลื่นตลอดปี – หน้าฝนเที่ยวโล้ชิงช้า หน้าหนาวชมศิลปะ–กาแฟ หน้าร้อนท่องวัฒนธรรมริมโขง – ทำให้สโลแกน “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” มีความหมายมากกว่าแคมเปญประชาสัมพันธ์

    ประเด็นที่ต้องระวังความนิยมต้องไม่กลบคุณค่า

    เมื่อ Soft Power เริ่มทำงาน ความนิยม (popularization) ย่อมไหลตามมา ความเสี่ยงสำคัญมี 3 ประการที่จังหวัดและชุมชนต้องรับมืออย่างรอบคอบ

    1. การฉวยใช้สัญลักษณ์ – การผลิตสินค้าที่ “เลียนแบบ” ลวดลายอาข่าโดยไม่ขออนุญาตหรือไม่แบ่งปันประโยชน์ อาจสร้างบาดแผลทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องมีแนวทาง สิทธิในทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ของชุมชนอย่างชัดเจน
    2. ความแออัดและแรงกดดันต่อทรัพยากร – หากจำนวนผู้มาเยือนพุ่งสูงโดยไม่มีระบบจัดการ อาจกระทบทั้งพิธีและวิถีชีวิต ต้องกำหนด เพดานผู้เข้าชม ในบางช่วง และชี้ทางไปยังกิจกรรม–หมู่บ้านอื่นเพื่อกระจายตัว
    3. ภาพจำที่ทำให้ตายตัว (stereotype) – การนำเสนอชนเผ่าควรสะท้อน ชีวิตจริงที่มีหลายมิติ ไม่ใช่โรแมนติไซส์เฉพาะชุดพื้นเมืองหรือการเต้น ต้องเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเล่าเรื่องชีวิตร่วมสมัยของตนเองควบคู่กับพิธีกรรม

    การรับมือความท้าทายเหล่านี้จะทำให้ Soft Power ของเชียงรายแข็งแรง – เป็นพลังที่ ยกชุมชนทั้งยวง ไม่ใช่พลังที่ผลักให้บางคนยืนหน้าเวทีและบางคนถอยไปเป็นเพียงฉากหลัง

    เส้นชัยที่ชื่อว่า “ยั่งยืน” สิ่งที่เชียงรายพิสูจน์ให้เห็น

    ภาพรวมของงานปี 2568 สะท้อน 3 หลักคิดที่ชัดเจน

    • เคารพรากเหง้า – ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
    • ทำให้เข้าถึงง่าย – ใช้ภาษา/สื่อ/แพ็กเกจที่ผู้มาเยือนเข้าใจได้โดยไม่ทำลายพิธี
    • เชื่อมเศรษฐกิจฐานราก – รายได้กระจายถึงครัวเรือนและกองทุนชุมชนอย่างเป็นธรรม

    ทั้งหมดคือองค์ประกอบของ ความยั่งยืน ที่ไม่ใช่คำสวยหรู หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในลานโล้ชิงช้าแม่จัน เชียงรายจึงไม่ได้เพียง “จัดงาน” แต่กำลัง ออกแบบระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่คนในและคนนอกเดินไปด้วยกันได้

    เมื่อชิงช้าแกว่ง – เศรษฐกิจชุมชนและหัวใจเมืองก็แกว่งตาม

    เสาชิงช้าสูงตระหง่านกลางลานคือสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกครั้งที่มันแกว่ง คนดูยิ้ม เด็กหัวเราะ ผู้อาวุโสยืนมองอย่างปลื้มใจ นี่คือภาพของ ความหวัง ที่เคลื่อนไหวได้ – ความหวังว่าประเพณีบรรพชนจะไม่เลือนหาย ความหวังว่าลูกหลานจะภูมิใจในรากของตนเอง ความหวังว่าผู้มาเยือนจะพกเรื่องเล่าดีๆ กลับบ้าน และแน่นอน ความหวังว่ารายได้จะหมุนเวียนในหมู่บ้านอย่างเป็นธรรม

    เชียงรายกำลังบอกประเทศทั้งประเทศว่า Soft Power ไม่ได้อยู่แค่บนเวทีใหญ่หรือจอใหญ่ แต่อยู่ในลานดินกลางหมู่บ้าน อยู่ในมือของผู้เฒ่าที่ส่งไม้ต่อให้เด็ก อยู่ในรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวที่ได้เรียนรู้บางอย่างใหม่ๆ เกี่ยวกับเพื่อนร่วมแผ่นดิน เมื่อ วัฒนธรรมได้รับความเคารพ—เศรษฐกิจจะเติบโต และเมื่อ เศรษฐกิจเติบโต—ชุมชนจะเข้มแข็ง โล้ชิงช้าแม่จันจึงไม่ใช่เพียงประเพณี หากเป็น โมเดลการพัฒนา ที่แกว่งไปข้างหน้าอย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-akha-swing-festival-soft-power/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3isiPeA1Npf6MA4lium5Br

  • การท่องเที่ยวสะพานเชื่อมโยงไทย-จีน

    การท่องเที่ยวสะพานเชื่อมโยงไทย-จีน

    13 ก.ย. – การท่องเที่ยวถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีนในระดับประชาชน คอลัมน์ “Silk Road Tide – เส้นทางสายไหม สายใยไทยจีน” วันนี้ จะพาคุณผู้ชมไปทำความรู้จักกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ไทย-จีน ผ่านการท่องเที่ยว.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สน.บางซื่อ 12 ก.ย. – อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดัง กลายเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ถูกหลอกลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินกว่า 38 ล้านบาท ตำรวจนครบาลเร่งสอบสวน อายัดเงินทันกว่า 3 ล้านบาท ขยายผลโยงบัญชีม้ากว่า 20 บัญชี จากกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกลงทุน เสียหายกว่า 38 ล้านบาท พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้เสียหายด้วยตัวเอง ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา พล.ต.ต.พัลลภ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว พนักงานธนาคารได้ตรวจพบความผิดปกติการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย แล้วโอนเงินไปยังบัญชีอื่น 3 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีนิติบุคคล หรือบริษัท เป็นจำนวนเงินกว่า 1 ล้าน 9 แสนบาท จึงได้อายัดไว้ก่อนและติดต่อจากศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบไปยังผู้เสียหาย ก่อนทราบว่าผู้เสียหายได้เอาเงินไปลงทุนเทรดหุ้น พร้อมให้ผู้เสียหายตรวจสอบว่า เงินที่โอนไปลงทุนนั้นสามารถถอนออกจากบัญชีในระบบบริษัทได้หรือไม่ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินได้ เจ้าหน้าที่จึงแน่ใจว่าถูกเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง […]

    พรรคประชาธิปัตย์ 12 ก.ย.-“เฉลิมชัย” ไขก๊อกจากหัวหน้าพรรค ปชป. แบบไม่บอกกล่าว ด้าน “ชัยชนะ” ยันไม่มีขัดแย้ง ในพรรครักกันดี ไม่มีแพแตก นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยื่นหนังสือลาออกจากหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ว่า ตนก็เพิ่งทราบข่าว โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้ามาก่อน แต่ยืนยันว่าในพรรคไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไร รักกันดี ทุกคนแต่การตัดสินใจลาออกครั้งนี้เป็นอย่างไรต้องไปถามนายเฉลิมชัยเอง แต่ยืนยันว่า หัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรค ทุกคนมีความรักใคร่กันดี และตนเชื่อว่านายเฉลิมชัยก็เป็นคนหนึ่งที่รักพรรคประชาธิปัตย์ และทำงานให้กับพรรคมาโดยตลอด ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดายและใจหายซึ่งที่ผ่านมานายเฉลิมชัย ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือบอกอะไร สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จะดำเนินการอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรคและตามกฎหมาย โดยต้องเรียกประชุมวิสามัญ เพื่อนเลือก หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคใหม่เมื่อถามว่าบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็มาเลือกคัดสรรกันใหม่ และหลังจากนี้ต้องรอดูว่าใครจะเข้ามาบริหารพรรค และกำหนดนโยบายทิศทางพรรคอย่างไร แต่ตนก็เป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ยังยืนหยัด อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถามว่าการที่นายเฉลิมชัย ลาออกตอนนี้ เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่เนื่องจาก มีไทม์ไลน์ จะยุบสภา ภายใน สี่ เดือน จะไปสังกัดพรรคอื่นหรือไม่ ได้ชัยชนะกล่าวว่าอย่ามองเช่นนั้น เพราะตนเชื่อว่านายเฉลิมชัย […]

    ทำเนียบ 12 ก.ย.- “รมต.สุชาติ​” ตั้งคณะกรรมการสอบ​เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ​ ปม​ทรัพย์สิน​-​สีกา​ หลังถูกร้องสะพัดว่อนโซเชียล​ คาด​ไม่เกิน​ 1 สัปดาห์รู้ผล​ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นายสุชาติ​ ตันเจริญ​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเปิดเผยว่า​ มีข้อร้องเรียน ถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง เข้าข่ายกระทำความผิดพระธรรมวินัย อีกทั้งยังมีข้อมูลเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยการร้องเรียนเป็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นพระสังฆาธิการด้วย ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ร้องและประชาชน รวมถึงตัวเจ้าอาวาสด้วย เพราะหากไม่เป็นความจริงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน​ ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ​ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง​ รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ​ และให้ผู้ตรวจของสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะไม่ทราบว่าในโลกออนไลน์พูดเพื่อความสนุกสนานหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตนก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน มีเค้าโครง​ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ร้องสบายใจ​ แต่หากเจ้าอาวาสทำผิดก็ต้องแบบว่าไปตามระเบียบกฎหมาย และต้องแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่าวางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบไว้เท่าใด นายสุชาติ​ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วาง แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ของตน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ และตนก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน […]

    เมืองทองธานี 12 ก.ย.- นายกฯ โต้ข่าว เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอก ขอเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการก่อน ชี้ ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ เชื่อประชาชนเข้าใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสความชัดเจนในการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ก็ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว เมื่อถามถึง กระแสการต่อต้านการเปิดด่าน นายกรัฐมนตรีระบุ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ยังไม่ใช่รัฐบาลของตน เมื่อถามต่อว่า ท่าทีของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 และ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่คัดค้านการเปิดด่าน เพราะอาจจะเป็นการส่งเสริมบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ เมื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติที่อย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ เมื่อถามว่า […]

    ข่าวแนะนำ


    วันเกิดอนุทิน

    พรรคภูมิใจไทย 13 ก.ย.- แกนนำรัฐบาล ร่วมเบิร์ธเดย์ 59 ปี “อนุทิน” ชื่นมื่น สส.อวยพร หลังเลือกตั้งขอให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก 4 ปี พรรคภูมิใจไทยจัดงานวันเกิดครบรอบ 59 ปี ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชายนายสันติ, พิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงบุคคลในครอบครัว เช่น ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา, เศรณี และนัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรชายและบุตรสาวของนายอนุทิน, ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์และเป่าเค้ก […]

    Nepal President and Interim Prime Minister

    กาฐมาณฑุ 13 ก.ย.- ทำเนียบประธานาธิบดีเนปาลออกแถลงการณ์เมื่อค่ำวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และกำหนดให้จัดการเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 หลังจากที่ได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลที่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ ประธานาธิบดีรามจันทระ เปาเฑลของเนปาลสั่งยุบสภาและให้จัดการเลือกตั้งใหม่ดังกล่าว โดยก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมงเพิ่งแต่งตั้งนางสุชีลา การ์กี วัย 73 ปี อดีตประธานศาลฎีกา เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลที่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ หลังจากที่ได้เจรจาหารือกันอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 2 วัน กับผู้บัญชาการทหารบกและแกนนำผู้ประท้วงกลุ่มเจเนอเรชันซีหรือเจนซี (Gen Z) เพื่อเดินหน้าประเทศที่เกิดการลุกฮือครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 51 คน ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,300 คน มีการเผาอาคารรัฐสภา ที่ทำการรัฐบาล และบ้านพักนักการเมือง ทำให้นายกรัฐมนตรีเค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียที่มีพรมแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับเนปาล โพสต์เอ็กซ์ (X) แสดงความยินดีอย่างจริงใจต่อนางการ์กีที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลเนปาล และว่าอินเดียมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่อสันติภาพ ความก้าวหน้า และความรุ่งเรืองของพี่น้องชาวเนปาล การประท้วงในเนปาลปะทุขึ้นในกรุงกาฐมาณฑุแล้วลุกลามไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 8 กันยายน ชนวนเหตุเกิดจากการที่รัฐบาลสั่งห้ามการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไปโหมกระพือกระแสความไม่พอใจเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศที่ตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยในปี 2551 […]

    พรรคภูมิใจไทย 13 ก.ย.-“อนุทิน” เข้าพรรคภูมิใจไทย วันเกิด นำคุย ว่าที่ รมต. หารือกรอบนโยบาย ก่อนแถลงต่อสภาฯ ขณะที่ภาคเอกชน-นักการเมือง-ข้าราชการ ส่งดอกไม้อวยพรวันเกิด ครบ 59 ปี บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 14.15 น. นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ส่งแจกันดอกไม้สีฟ้า-ขาว มาร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด ครบ 59 ปี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะที่ตั้งแต่ช่วงบ่ายยังมีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน ส่งดอกไม้อวยพรวันเกิดและแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พลเอกเทพพงษ์ ทิพยจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม นายกร ทัพพะรังสี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย นอกจากนี้ยังมีแจกันดอกไม้ที่ส่งมาอวยพรนายอนุทิน ทั้งส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฯ […]

    กทม. 13 ก.ย.-ธปท. เรียกถกผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย หารือจันทร์นี้ หลัง กกร.ตั้งข้อสังเกตส่งออกทองคำไปกัมพูชาพุ่งสูงผิดปกติ กรณีนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าแรงผิดปกติ สวนทางเศรษฐกิจปัจจุบัน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบความผิดปกติของการส่งออกทองคำไปกัมพูชา มีตัวเลขสูงผิดปกติ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่านั้น ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เรียกด่วนผู้ค้าทองรายใหญ่ 13 ราย เพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ด้านวงในให้จับตา “ทองคำ” ช่องโหว่เศรษฐกิจ เหตุเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล จนกระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติ ต้องถกหาวิธีดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อปิดช่องฟอกเงิน เผย 7 เดือนไทยส่งออกทองไปกัมพูชาแล้วกว่า 71,800 ล้านบาท ทั้งนี้ การส่งออกทองคำของไทยที่อยู่ในหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ตามตัวเลขของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) พบว่าไทยมีการส่งออกไปยังกัมพูชาอยู่ในอันดับ 3 รองจากการส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์ และอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งค้าทองคำที่สำคัญของโลก โดยตัวเลขการส่งออกไปยังกัมพูชา 7 เดือนแรกของปี 2568 […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1585368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3prIMGhq5ONN_61EJHP_qM

  • “สวน อบจ. เชียงใหม่” พิกัดเช็กอินติดเทรนด์ ห้ามพลาด

    “สวน อบจ. เชียงใหม่” พิกัดเช็กอินติดเทรนด์ ห้ามพลาด

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/ZkzRZNoq5Ybk&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uG4qD27cOc9_lOBwUPgUv

  • ททท.อีสาน ลุยเปิดแคมเปญ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว ภาคอีสาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 จังหวัดชายแดน | TOPNEWS

    ททท.อีสาน ลุยเปิดแคมเปญ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว ภาคอีสาน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 จังหวัดชายแดน | TOPNEWS

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จะเน้นการทำตลาดท่องเที่ยวข้ามภาค โดยให้ความสำคัญด้านประเพณีวัฒนธรรม อาหาร ชุมชน รวมถึงสุราท้องถิ่น และที่เน้นมากขึ้นคือการท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติ เชิงนิเวศ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติมากขึ้นยิ่งขึ้นในปี 2568-2569

    ด้าน นายอรรถพล วรรณกิจ ผอ.ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ความสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปีนี้ มีนักท่องเที่ยวกว่า 45 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน ทาง ททท.ได้ปรับแผนการดำเนินการจัด คาราวานสัญจรเยี่ยวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กลางเดือนนี้ โดย ททท. จะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว จากกรุงเทพมหานคร มาช่วยเยี่ยวยาและช่วยเหลือ

    ขณะที่ทางภาคอีสาน เราโชคดีที่มีต้นทุนในด้านประเพณีวัฒนธรรม และมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ 3 มรดกโลกยูเนสโก โคราช หรือแหล่งมรดกที่อุดรธานี ไตรมาสสุดท้ายภาคการท่องเที่ยวอีสาน ก็ยังถือเป็นบวกถึงแม้จะเจอเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนรายได้อาจไม่มากเพราะสินค้าหรือของที่ระลึกอาจสู้ภาคอื่นๆ ไม่ได้

    ในส่วนการผลักดันกลยุทธ์และโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคอีสาน อาทิเช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณี: ภายใต้แนวคิด “ประเพณี สีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว การส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน: ผ่านโครงการ “I-SAN Raincation สุขใจในสายฝน บุญล้นเข้าพรรษา” เพื่อกระตุ้นการเดินทางใน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, บึงกาฬ, สุรินทร์, และสกลนคร หรือ การร่วมมือกับภาคเอกชนและพันธมิตร: เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย. 

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1313437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kZapplkUtSoogqk4d7uZH