Category: ท่องเที่ยว

  • “เจริญอ่านเภสัช” พังงา “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จุดประกายสู่เศรษฐกิจสบายใจ

    “เจริญอ่านเภสัช” พังงา “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จุดประกายสู่เศรษฐกิจสบายใจ

    ในย่านเล็ก ๆ ของจังหวัดพังงา มีร้านขายยาที่แตกต่างจากร้านใด ๆ ที่เราเคยรู้จัก “เจริญอ่านเภสัช” อาจดูเหมือนร้านขายยาธรรมดา แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างในกลับพบว่าพื้นที่นี้คือ “ร้านจ่ายยารักษาใจ” ที่เปลี่ยนความหมายของคำว่าการเยียวยาให้กว้างไกลกว่าแค่การรักษาร่างกาย ธวิศรุต บุรพัฒน์ และ ชนชญา ไชยอิ่นคำ สองนักสร้างสรรค์จาก Soul Friend & Spiritual Garden เลือกจะตีความร้านขายยาแห่งนี้ใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “พังงาพลังบวก” ที่ตั้งใจยกระดับให้กลายเป็นศูนย์กลางเยียวยาจิตใจของผู้คนในชุมชน

    ร้านเจริญอ่านเภสัชจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานรากในชุมชนที่กำลังมุ่งสู่ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” ในอนาคต ซึ่งเป็นแผนงานและแนวคิดสำคัญของ CEA – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เจ้าภาพในการจัดงาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน”

    มาถึงวันนี้เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ได้กลายแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนให้ปักษ์ใต้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคสร้างสรรค์ที่ “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง ตอบรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 85,306 ล้านบาทในปี 2565 โดยร้อยละ 80 มาจากการท่องเที่ยว

    เจริญอ่านเภสัช จังหวัดพังงา

    “ร้านจ่ายยารักษาใจ” จึงเป็นส่วนเล็กๆที่สำคัญภายในเรือนร่างอันใหญ่โตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” ที่กำลังสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับชุมชมและสังคมมากกว่ามูลค่า

    ที่นี่ มียาเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เพราะสิ่งที่โดดเด่นกว่าคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วย หนังสือและกิจกรรมสร้างสมดุล ผู้มาเยือนสามารถเลือกหยิบหนังสือดี ๆ สักเล่ม จิบชาสมุนไพร และเรียนรู้ที่จะฟังเสียงหัวใจตัวเองผ่านกิจกรรมอย่าง สมาธิ โยคะ ศิลปะ หรือแม้กระทั่ง Sound Healing ทุกกิจกรรมล้วนถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนกลับมาสัมผัสความสงบที่แท้จริง

    หนึ่งในไอเดียที่น่าสนใจคือการชวนผู้คนออกเดินทางไปตาม “10 เส้นทางเยียวยาใจ” ที่เชื่อมโยงการดูแลภายในกับประสบการณ์นอกตัว ตั้งแต่การภาวนาจิต การดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ ไปจนถึงการเล่นเซิร์ฟท่ามกลางพลังทะเล ทุกเส้นทางไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางเพื่อกลับไปพบความสมดุลในใจตนเอง

    ธวิศรุต บุรพัฒน์ แห่งเจริญอ่านเภสัช พังงา

    คุณธวิศรุตเล่าว่า การทำร้านนี้ไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจ แต่คือการสร้างความหมายใหม่ให้กับคำว่าความคิดสร้างสรรค์ เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า

    “ความคิดสร้างสรรค์ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยแก้ปัญหาสังคม และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แลกเปลี่ยนเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน”

    ประโยคนี้สะท้อนว่า “เจริญอ่านเภสัช” ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายยาที่พัฒนาให้แปลกใหม่ แต่คือการวางรากฐานของคอมมิวนิตี้แห่งการดูแลใจ ที่ให้ทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางได้เข้ามาสัมผัสพลังบวก พื้นที่เล็ก ๆ นี้จึงเปลี่ยนพังงาให้เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่คือแหล่งพักใจที่แท้จริงของผู้คน

    “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” พลังสร้างสรรค์ที่งดงามจากแดนใต้

    ปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นกันยายนที่ผ่านมา จังหวัดสงขลากลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังสร้างสรรค์ เมื่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ตลอดเวลา 11 วันของการจัดงาน ไม่เพียงเปิดพื้นที่แสดงผลงานออกแบบ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือปลุกพลังสร้างสรรค์” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

    ผลลัพธ์ของงานสะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลฯ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเฉพาะของนักออกแบบ แต่คือแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนให้ปักษ์ใต้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคสร้างสรรค์ที่ “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง คาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอดงานสูงกว่า 500 ล้านบาท และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200,000 คน โดยอาศัยจังหวะพิเศษที่ตรงกับวันชาติของมาเลเซีย (31 สิงหาคม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน

    การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฐานทุนสู่ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ”

    การท่องเที่ยวคือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปี 2568 มีการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามามากกว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 3.5 ล้านล้านบาท และเมื่อมองลึกลงไปในพื้นที่ภาคใต้ จะพบว่ามีศักยภาพโดดเด่นอย่างยิ่ง ปี 2565 มูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้สูงถึง 85,306 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 80 มาจากการท่องเที่ยว คิดเป็นรายได้กว่า 68,170 ล้านบาท

    ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA กล่าวว่า “ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าภาคใต้พร้อมก้าวสู่เวทีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ… เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้จึงถูกออกแบบบนแนวทาง Area-Based Platform ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับศิลปะ อาหาร แฟชั่น ดนตรี และงานคราฟต์ เพื่อยกระดับสู่ ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ (De-Stress Economy)’ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนทั่วไป”

    “ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลฯ ยังทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับภาคใต้ให้เป็นจุดหมายที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมต่อยอดสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทุกสาขา ตั้งแต่การพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based) ขยายสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม (Industry-Based) และต่อเนื่องสู่การพัฒนาเชิงความรู้ (Knowledge-Based) เพื่อเสริมศักยภาพคนในพื้นที่ควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

    พลังความร่วมมือ  จากท้องถิ่นสู่เวทีนานาชาติ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PTDW2025 แตกต่าง คือพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน นักสร้างสรรค์ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐท้องถิ่น โดยปีนี้ยังได้ขยายพื้นที่จัดงานไปยัง ถนนเพชรคีรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จากทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ได้แสดงศักยภาพ

    คุณฆฤณ กังวานกิตติ ผู้อำนวยการ CEA สงขลา กล่าวเสริมว่า “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 แสดงพลังความร่วมมือของ ‘ชาวปักษ์ใต้’ ที่ได้แลกเปลี่ยนทักษะข้ามศาสตร์ เกิดเป็นพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ และสะท้อนว่าภาคใต้ ‘มีดี’ และ ‘มีโอกาส’ พร้อมก้าวไปสู่โอกาสการลงทุนและการต่อยอดอย่างแท้จริง”

    ตัวอย่างพลังสร้างสรรค์  5 จังหวัดที่เปล่งประกาย ประกอบด้วยพังงา สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ยะลา และสตูล

    “เจริญอ่านเภสัช” จังหวัดพังงา โดย Soul Friend & Spiritual Garden

    ร้านขายยาธรรมดาถูกตีความใหม่เป็น ‘ร้านจ่ายยารักษาใจ’ โดย ธวิศรุต บุรพัฒน์ และ ชนชญา ไชยอิ่นคำ สองนักสร้างสรรค์จาก Soul Friend & Spiritual Garden ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘พังงาพลังบวก’ ที่ยกระดับพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางเยียวยาจิตใจ

    “Island Frequencies: Music, Art & Paradise” จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย Art in Paradise School

    เสน่ห์ศิลปะและดนตรีจากเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จาก Art in Paradise School นำเสนอเทศกาล “Island Frequencies: Music, Art & Paradise”  มาสู่ใจกลางเมืองสงขลา การแสดงผสมผสานอัตลักษณ์ชาวเกาะกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และความร่วมมือกับดีเจชาวฝรั่งเศสเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมท้องถิ่นกับสากล

    ขณะเดียวกัน ยังมีห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ที่จัดแสดงนิทรรศการ “เก้าอี้ 3 ตัว” จากวัสดุรีไซเคิล ที่เล่าเรื่องราวการดูแลรักษาท้องทะเลจากขยะ รวมจนถึงวิถีชีวิตและเสียงทะเลให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิด แต่ยังสะท้อนโอกาสของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตจากงานศิลปะของชุมชนและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ที่สามารถต่อยอดวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวได้

    De’ Lapae Art Space Narathiwat “Ask Yourself to Narathiwat Beyond” จังหวัดนราธิวาส โดย ดร. ปรัชญ์ พิมานแมน และ ผศ. คีต์ตา อิสรั่น

    นราธิวาสกำลังเป็นพื้นที่วัฒนธรรมที่น่าจับตา โครงการ De’ Lapae Art Space ชวนให้ผู้คนกลับมาค้นหามิติใหม่ของนราธิวาส ผ่านการตีความสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมอย่างสถาปัตยกรรมเก่าแก่ สายน้ำ ป่าเขา และเรื่องเล่าท้องถิ่นที่คุ้นเคยแต่ถูกละเลย โดยมี ดร. ปรัชญ์ พิมานแมน และ ผศ. คีต์ตา อิสรั่น นำทีมศิลปิน นักออกแบบ และชุมชนสร้าง ‘บทสนทนา’ (Dialogue) ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน โดยเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้ลงลึกกับชุมชนเพื่อถอดรหัสอัตลักษณ์และตีความใหม่

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือผลงานของกลุ่ม Bunga Melayu ที่ศึกษาลวดลาย ‘เรือกอและ’ และต่อยอดสู่งานออกแบบร่วมสมัย ขณะที่กลุ่ม Muslimah Collective ลงพื้นที่บ้านกูยิ ทำงานคลุกคลีกับผู้คนจริง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่น ส่วนกลุ่ม Rolling Wild ที่ใช้ฟิล์ม Super 8 บันทึกภาพเคลื่อนไหวของชุมชนจังหวัดนราธิวาสแบบที่ไม่เคยเห็น ได้ถ่ายทอดบรรยากาศของพื้นที่จนกลายเป็นบันทึกความทรงจำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดร. ปรัชญ์ ย้ำว่าการอนุรักษ์ที่แท้จริงคือต้องทำให้มรดกมีชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำคัญที่จะสร้างคุณค่าในอนาคตได้ต่อไป

    YALA ICON จังหวัดยะลา โดย “NAYU COUTURE” The Real McCoy

    ยะลาตอกย้ำศักยภาพในฐานะศูนย์กลางแฟชั่นมลายู กับโครงการ “NAYU COUTURE” ภายใต้แนวคิด YALA ICON โดยมี เอกรัตน์ สุวรรณรัตน์ นำทีมสร้างสรรค์ โครงการนี้มุ่งยกระดับอัตลักษณ์มลายูสู่เวทีแฟชั่นร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Real McCoy” ที่เน้นความแท้จริงและการเล่าเรื่องอย่างภาคภูมิใจ ไฮไลต์สำคัญคือแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันพิเศษ 15 ผลงาน สะท้อนความประณีตของหัตถศิลป์ท้องถิ่น ตั้งแต่บาติกปั๊มลายจนถึงการปักกะปิเยาะห์ ควบคู่กับนิทรรศการและเวทีเสวนาที่เชื่อมโยงนักออกแบบ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

    คุณเอกรัตน์กล่าวว่ายะลามีรากฐานแฟชั่นมลายูที่ลึกซึ้ง และแฟชั่นร่วมสมัยสามารถเดินเคียงคู่กับมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างทรงพลัง ด้วยการนำทักษะของช่างฝีมือมาผสานกับมุมมองของดีไซเนอร์เพื่อยกระดับอัตลักษณ์เครื่องแต่งกายท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    “สตูล ‘ปลา’ ณีต Satun Folk & Fine” จังหวัดสตูล โดย ภาคีนักสร้างสรรค์สตูล

    เสน่ห์ของสตูลสะท้อนผ่านความประณีตของการทำประมงพื้นบ้านและการปรุงวัตถุดิบสดจากทะเลอย่างพิถีพิถัน จังหวัดเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือน ครัวกระจายอาหาร ของทุกภูมิภาคนี้ ถูกนำมาเล่าใหม่ใน

    มิติสร้างสรรค์ภายใต้โครงการ “สตูล ‘ปลา’ ณีต Satun Folk & Fine” โดย เยาวนันท์ เส็นติระ และกลุ่มนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น กิจกรรมของโครงการครอบคลุมตั้งแต่งานศิลปะเครื่องมือประมง การปรุงเมนูพื้นถิ่น ไปจนถึงการท่องเที่ยววิถีประมงเชิงอนุรักษ์แบบ One Day Trip เพื่อพาผู้มาเยือนไปสัมผัสชีวิตชาวประมงที่แท้จริง

    คุณเยาวนันท์กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ร่วมเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ เราเห็นตรงกันว่าการประมงคือหัวใจของเศรษฐกิจชุมชน โครงการนี้จึงเกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ศิลปิน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อชวนผู้คนมาสัมผัสและต่อยอดสิ่งที่เรามีให้กลายเป็นความภาคภูมิใจร่วมกัน”

    PTDW2025 คือบทพิสูจน์ว่าภาคใต้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ภูมิภาคสร้างสรรค์” ที่ใช้พลังงานวัฒนธรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากพื้นที่เชิงชุมชน ขยายสู่การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม และต่อยอดไปสู่การสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ปักษ์ใต้ไม่เพียง “น่าอยู่” แต่ยัง “น่าลงทุน” และ “น่าท่องเที่ยว” อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730511&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eVDk44iMyG3kJTELPBwwN

  • ททท.วิ่งสู้ฟัดดึงนักท่องเที่ยวจีน จัดทัวร์แข่งเต้นรำฉลองสัมพันธ์การทูต 50 ปี

    ททท.วิ่งสู้ฟัดดึงนักท่องเที่ยวจีน จัดทัวร์แข่งเต้นรำฉลองสัมพันธ์การทูต 50 ปี

    Date Time: 17 ก.ย. 2568 10:30 น.

    Summary

    ททท. เปิดฉากกิจกรรม 2025 แข่งขันเต้นรำเจาะกลุ่ม Active Senior นักท่องเที่ยวชาวจีน

    Latest


    นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า ททท. สำนักงานคุนหมิง ร่วมกับกองตลาดเอเชียตะวันออก จัดกิจกรรม 2025 Amazing Thailand Public Square Dance Competition การแข่งขันเต้นรำ Square Dance ของกลุ่มคณะนักท่องเที่ยว Active Senior จากคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยมีนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการและวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนจากฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ให้เกียรติเป็นประธานในการเข้าร่วมงาน ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพมหานคร

    ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมุ่งขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนเจาะกลุ่ม Active Senior ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง โดยใช้กิจกรรม Square Dance ซึ่งเป็นกิจกรรมยามว่างที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ททท. จึงใช้การเต้นรำศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน โดยจัดทำ Joint Promotion ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในสาธารณรัฐประชาชนจีนเสนอขายแพ็คเกจท่องเที่ยวมายังประเทศไทย โดยท่องเที่ยวในเส้นทางหลัก ได้แก่ คุนหมิง-กรุงเทพฯ-พัทยา และจี่หนาน-กรุงเทพฯ-พัทยา ซึ่งผู้ที่ร่วมเดินทางในแพ็คเกจจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 7 วัน 6 คืน และสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในกิจกรรม 2025 Amazing Thailand Public Square Dance Competition โดยผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้เดินทางมาจากหลายพื้นที่ในจีน อาทิ คุนหมิง จี่หนาน ยูนนาน ซานตง นอกจากนี้ ททท. ยังถือโอกาสนี้เป็น Grand Celebration เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เนื่องในปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025

    นายชูวิทย์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม 2025 Amazing Thailand Public Square Dance Competition ในครั้งนี้มีนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม Active Senior ที่ชื่นชอบการเต้นรำเข้าร่วมการแข่งขัน 12 ทีม โดยแต่ละทีมต้องออกแบบการแสดง 1 ชุด มีเวลาทีมละ 5 นาที ไม่จำกัดประเภทของดนตรี โดย ททท. คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 300 คน สามารถสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านบาท ททท. ยังคงเดินหน้าในการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวระยะใกล้อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มค่าใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882929&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pH0YK5YLnvHKwEKwjPmV9

  • “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแคนชาติพันธุ์” ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรม

    “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแคนชาติพันธุ์” ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรม

    “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแคนชาติพันธุ์” ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและภาคีเครือข่าย ด้านการท่องเที่ยว แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแดนชาติพันธุ์” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำบึงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สวนสาธารณหนองจองคำ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยงาม วัฒนธรรมหลากหลาย และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ โดยนโยบายหลักของจังหวัดมุ่งเน้น การพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังมุ่งให้ผู้มาเยือนสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย โครงการ “แม่ฮ่องสอน ยลวิถี ดินแดนชาติพันธุ์” จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและรักษา ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่าน 2 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่

    งานแสดงและจำหน่ายสินค้า Craft of 5F ระหว่างวันที่ 16 – 20 ตุลาคม 2558 ณ สวนสาธารณะหนองจองคำ พบกับบูธแสดงสินค้าและงานหัตถกรรมท้องถิ่นจากหลากหลายชุมชน มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิ การฟ้อนขันดอก และการเต้นรำกะเหรี่ยงแดง เพื่อสะท้อนความงดงามและความหลากหลายของแม่ฮ่องสอน จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ คือเสน่ห์สำคัญที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะของแม่ฮ่องสอน

    การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 24-30 กันยายน 2568 เปิดเส้นทางท่องเที่ยว 2 เส้นทาง รวม 6 ชุมชน เช่น บ้านแพมบก บ้านเมืองแพม บ้านห้วยเฮี๊ยะ บ้านผาบ่อง บ้านต่อแพ และบ้านละอูบ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักโฮมสเตย์ เรียนรู้งานหัตถกรรม การทอผ้า เครื่องเงิน รวมถึงอาหารพื้นถิ่น

    จึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ ประสบการณ์ที่แตกต่างและร่วมสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกับเรา ด้วยตนเอง “แม่ฮ่องสอน เมืองสามหมอก ดินแดนชาติพันธุ์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3770837/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kvgk_rmI_3EZdd-h4y5S5

  • อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง | TOPNEWS

    อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง | TOPNEWS

    อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบาย ณ อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง

    • เผยแพร่ : 16/09/2025 20:04

    เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 – นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมคณะได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน อุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายทิพยรัตน์ ทัยศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้การต้อนรับ

    ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและมอบแนวทางการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดนราธิวาส โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความหลากหลายของระบบนิเวศ ตั้งแต่ชายหาดที่สวยงาม น้ำทะเลใสสะอาด ไปจนถึงป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า

    นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแล้ว อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การพายเรือคายัค และการชมทิวทัศน์ที่สวยงามจากจุดชมวิว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และในโอกาสนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ร่วมปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

    วุฒิเดช ก้อนทองคำ TOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1317721&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nFLPAKnO19gXiMZDILgY9

  • สะเดา | รถนักท่องเที่ยวตกค้างที่หน้าด่านสะเดากว่า 500 คัน  มากที่สุดหลังจากเปิดด่านสะเดามา 50 ปี

    สะเดา | รถนักท่องเที่ยวตกค้างที่หน้าด่านสะเดากว่า 500 คัน มากที่สุดหลังจากเปิดด่านสะเดามา 50 ปี

    วันที่ 15 ก.ย. 68  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 23:00 น. ตามเวลาในประเทศไทยซึ่งตรงกับเวลา 24:00 น. ของประเทศมาเลเซีย ได้มีรถของนักท่องเที่ยว กว่า 1000 คันติดขัดอย่างหนัก ที่หน้าด่านสะเดาตั้งแต่เวลา 12:00 น. ของวันที่ 15 กันยายน ติดสะสมที่หน้าด่านสะเดาเป็นเวลา 12 ชั่วโมง จนถึงเวลา 21:00 น. ของเมื่อวานนี้ที่ผ่านมา 

    โดยมีท้ายแถวยาวกว่า 3 กม. รถก็ไม่สามารถระบายหมดได้ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ติดอยู่บนรถส่วนบุคคล  และรถบัสนักท่องเที่ยว ประมาณ4 คัน จนกระทั่งถึงเวลา 23:00 น.  ซึ่งเป็นเวลาหยุดทำการของด่านมาเลย์ หรือด่านบูกิตกายูอิตั้ม ของประเทศมาเลเซีย  ก็ได้ มีเจ้าหน้าที่มาทำการปิดประตู รั้วกั้น2 ประเทศ ในขณะที่ด่านไทยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่  เมื่อด่านมาเลย์ปิด ด่านไทยต้องปิดตาม  ทำให้เกิดความโกลาหล เพราะบางคันได้จ็อบหนังพาสปอร์ตผ่านด่านไทยมาแล้ว แต่เจอด่านมาเลย์ปิดประตู ทำให้หลายคันต้องเลี้ยวกลับ สู่ประเทศไทยอีกครั้ง 

     โดยนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะนอนค้างที่รถเพื่อรอให้ด่านเปิดในวันขึ้นในเวลา 05:00 น. ของเช้าวันที่ 16 กันยายน บางส่วนหาที่พักในพื้นที่บ้านด่านนอกเมืองท่องเที่ยวหน้าด่านสะเดา  

    เหตุการณ์ที่รถติดค้างที่หน้าด่านสะเดา ในครั้งนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ด่านสะเดามีรถติดค้างอยู่ไม่ต่ำกว่า 500 คัน คิดเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตรคิดเป็นจำนวนคนกว่า 1000 -2000 คนซึ่งส่วนใหญ่ มากันแบบครอบครัว โดยนักท่องเที่ยวชาวเลเข้ามาท่องเที่ยวไทยในวันหยุดปิดเทอมและวันหยุดประจำปีตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 14 กันยายน และขณะเดียวกันวันที่ 15 ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาที่ด่านสะเดากว่า 10,000 คนเช่นกัน และมีนักท่องเที่ยวที่กลับบ้านพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

    ในวันที่15 กย.68 จำนวนมากจึงทำให้รถติดสะสมที่หน้าด่านสะเดาประกอบกับด่านสะเดารับมือไม่ทันจนเกิดเหตุการณ์รถติด อย่างมโหฬารดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าเกิดจากอะไรโดยที่ผู้สื่อข่าวได้สังเกตพบว่า รถนัก ท่องเที่ยวถูก ปล่อยออกจากด่านสะเดา อย่สงไม่ต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาช่วงเที่ยงจนถึง 23:00 น.  ในขณะที่ขาเข้าประเทศมาเลเซียไม่ได้ติดขัดแต่ประการใด แสดงว่าปัญหาเกิดที่ฝั่งไทยไม่ได้เกิดที่ฝั่งประเทศมาเลเซีย

     จากการสอบถามนักท่องเที่ยว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้  ส่วนใหญ่บอกว่าไม่เคยเจอกับเหตุการณ์นี้มาก่อน ไม่เคยติดนานและมีจำนวนมาก เหมือนวันนี้ และบอกว่ามาเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำ ส่วนครั้งนี้มานอนที่อำเภอหาดใหญ่หนึ่งคืนและ เดินทางกลับมาเลย์ ติดอยู่ที่หน้าด่านสะเดา 4 ชั่วโมงแต่ก็ไม่สามารถผ่านด่านไปได้ ผู้สื่อข่าว ถามว่าจะมาอีกไหมนักท่องเที่ยวบอกว่าคงต้องมาอีกเพราะรักเมืองไทยชอบเที่ยวเมืองไทยอาหารถูกและอร่อย 

    ด้าน ดร. สิทธิพงศ์ สิทธิภัทรประภา  นายกสมาคมโรงแรม หาดใหญ่สงขลา   ให้ความเห็น ว่า รถติดที่หน้าด่านสะเดา กว่า 500 คัน และระบายรถไม่ทันในเวลา 23:00 น.เป็นการทำลายบริการการท่องเที่ยว ไม่น่าจะเกิดขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายกำลังไม่น่าจะเกิดขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายกำลังรณรงค์ และให้ความสำคัญ เรื่องการท่องเที่ยว เพราะประเทศมาเลเซียเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ซึ่งสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด โดยจะนำเรื่องนี้โดยจะนำเรื่องนี้ไปรายงานถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://hatyaifocus.com/news-detail/29337/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uKQfrDj7AMhN94e-Xn3WP

  • เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

    เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

    • เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

    เชียงรายชูศักยภาพภูเขา “ดอยลังกาหลวง–ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นสูงสุดของไทย (เมื่อจัดจำแนกอย่างรอบด้าน) — เปิดความจริง-คลี่คลายความสับสนของตัวเลขและชื่อสถานที่ พร้อมข้อเสนอให้อัปเดตฐานข้อมูลทางการ

    เชียงราย, 16 กันยายน 2568 — เมื่อพูดถึง “ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย” หลายคนตอบได้ทันทีว่า ดอยอินทนนท์ สูง 2,565 เมตร แต่พอไล่ลำดับถัดไป หลายสำนักกลับให้ตัวเลขและชื่อยอดเขาไม่ตรงกัน—ดอยผ้าห่มปก บางที่ 2,285 เมตร บางที่ 2,296 เมตร, ยอดภูสอยดาว บางที่ 2,102 บางที่ 2,120 เมตร ขณะที่ชื่อ “ดอยช้าง” ก็ยิ่งชวนสับสน เพราะบางแหล่งหมายถึง “ยอดเขา” แต่บางแหล่งหมายถึง “ชุมชนและแหล่งปลูกกาแฟ” ที่ระดับสูงเฉลี่ย 1,000–1,700 เมตร ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตรตามลิสต์บางแห่ง

    รายงานชิ้นนี้ได้ข้อมูลสารตั้งต้นมาจากเพจ “สุดยอดแห่งสยาม” ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์อยากชวนผู้อ่านสำรวจอย่างเป็นระบบว่า “อะไรจริง อะไรคลาดเคลื่อน” โดยยึดหลักฐานจากหน่วยงานรัฐและเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้เป็นแกนหลัก ให้เห็นภาพตั้งแต่นักท่องเที่ยวเชิงผจญภัย และชุมชนท้องถิ่น ใช้ข้อมูลเดียวกันในการวางแผน—ทั้งด้านความปลอดภัย การอนุรักษ์ และการพัฒนาการท่องเที่ยว

    ปมสับสน ตัวเลขสูง–ต่ำต่างกันได้อย่างไร

    ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้แน่น

    • ดอยอินทนนท์ สูง 2,565 เมตร — เป็นความสูง “ทางการ” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันไว้ในเอกสารของกรมอุทยานฯ ว่าดอยอินทนนท์เป็นยอดสูงสุดของประเทศ (เอกสารสำนักอุทยานแห่งชาติ ระบุช่วงความสูงพื้นที่อุทยาน 400–2,565 เมตร และระบุชัดเจนว่าอินทนนท์เป็นยอดสูงสุดของไทย)
    • ดอยผ้าห่มปก ยอดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก ระดับ 2,285 เมตร (ข้อมูลหน้าอย่างเป็นทางการของอุทยาน)
    • ดอยหลวงเชียงดาว มีสองค่าที่ถูกใช้งานคู่ขนาน 2,225 เมตร (ใช้กว้างขวางในเอกสารและป้ายสื่อสารของไทย เช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร) และค่าจากสารานุกรมสากลบางแหล่งที่ลง 2,175 เมตร — สะท้อนปัญหา “ค่ามาตรฐาน” คนละชุดที่ยังไม่ถูกเทียบมาตรฐานร่วมกัน
    • โมโกจู (อุทยานแห่งชาติแม่วงก์) ยืนยันสูงสุดของอุทยานที่ 1,964 เมตร บนหน้าอย่างเป็นทางการของกรมอุทยานฯ (ระบุชัดที่หัวข้อสภาพภูมิประเทศ)
    • ดอยภูคา (จ.น่าน) ระดับสูงสุด 1,980 เมตร อ้างอิงจากหน้าจองที่พัก/แนะนำอุทยานของกรมอุทยานฯ (NPS)

    ยอดที่ยืนยันโดยฐานข้อมูลมาตรฐานและสารานุกรม

    • ดอยลังกาหลวง — ยอดสูงสุดของเชียงราย อยู่แนวเทือกลังกา–ขุนแจ ค่าความสูงที่ปรากฏซ้ำมากที่สุดคือ 2,031 เมตร (พบในสารานุกรมภูมิประเทศที่สรุปยอดเด่นของไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสื่อรัฐ/ท้องถิ่น)

    ข้อสังเกตสำคัญ ตัวเลขความสูงที่ “ทางการ” รับรองกับตัวเลขจากฐานข้อมูลแผนที่/ชุมชน (เช่นสารานุกรมออนไลน์หรือฐานข้อมูลภูมิประเทศสากล) อาจต่างกันเพราะ (1) ระบบอ้างอิงระดับทะเล (datums) ต่างชุด, (2) ความละเอียดแบบจำลองภูมิประเทศ (DEM) ต่างความละเอียด และ (3) บางแหล่งนับ “ปุ่มยอด/สันเขาย่อย” เป็นยอดแยก ขณะที่รัฐนับเฉพาะยอดหลัก

    ดอยลังกาหลวง, เชียงราย สูง 2,031 เมตร

    เคสศึกษาเชียงราย “ดอยลังกาหลวง” ชัดเจน — “ดอยช้าง” ต้องระบุให้ตรง

    ดอยลังกาหลวง — เสาหลักเหนือสุด

    เชียงรายมีภูมิประเทศซับซ้อนเชื่อมเทือกเขาถนนธงชัยกับสันปันน้ำชายแดน ดอยลังกาหลวงจึงเป็น “เสาหลัก” ที่ยืนเด่นด้วยระดับกว่า 2 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่าที่พบซ้ำในแหล่งข้อมูลวิชาการ/สารานุกรมคือ 2,031 เมตร (และสอดคล้องกับสื่อราชการพื้นที่) ทำให้ดอยลังกาหลวงติดหนึ่งใน “คลับ 2,000+ เมตร” ของไทยร่วมกับอินทนนท์ ผ้าห่มปก และภูสอยดาว

    แม้หน้าเว็บไซต์กลางของกรมอุทยานฯ จะไม่ได้ลงรายละเอียดความสูงยอดนี้ไว้ชัดเจนเท่าดอยยอดอื่น แต่ข้อมูลเชิงพื้นที่จากสื่อรัฐและชุมชนผู้เดินป่าระบุสอดคล้องกันมาอย่างยาวนาน จุดนี้สะท้อนโจทย์นโยบายสำคัญ—เราควรมีฐานข้อมูลยอดเขาทางการที่อัปเดตและค้นหาได้ง่าย เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขในสื่อสาธารณะ

    ดอยช้าง, เชียงราย สูง 1,962 เมตร

    ดอยช้าง — ชื่อเดียว หลาย “ที่”

    ชื่อ “ดอยช้าง” เป็นปมใหญ่ของความสับสน เพราะในเชียงรายมี อย่างน้อย 2–3 จุด ที่ถูกเรียกว่า “ดอยช้าง” ในชีวิตประจำวัน

    1. ดอยช้าง” ในลิสต์ยอดเขาสูง (1,962 เมตร) — บางฐานข้อมูลภูมิประเทศของชุมชนผู้ปีนเขาระบุยอดชื่อ Doi Chang สูง 1,962 เมตร (มีพิกัดชัดเจน) แม้จะไม่ใช่เอกสารราชการ แต่เป็นหลักฐานแผนที่จากชุมชนที่ใช้กันกว้างขวางในแวดวงเดินเขา จึงมีคุณค่าทางข้อมูลเชิงสำรวจ (ควรใช้คู่กับข้อมูลราชการเพื่อความรัดกุม)
    2. ดอยช้าง” แหล่งปลูกกาแฟ–ท่องเที่ยววาวี (1,000–1,700 เมตร) — พื้นที่ บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เป็น “โลเคชันดังระดับโลก” สำหรับกาแฟอาราบิก้า ไม่ใช่ยอดเขา 1,962 เมตร โดยหน่วยงานรัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุชัดว่าเขตปลูกอยู่ที่ระดับ 1,000–1,700 เมตร ซึ่งอธิบายความต่างของตัวเลขกับ “ยอดดอยช้าง” ที่โผล่ในลิสต์ภูเขาสูงได้เป็นอย่างดี 
    3. ดอยช้างมูบ” (1,504 เมตร) — จุดชมวิวชายแดนไทย–เมียนมา ทางแม่ฟ้าหลวง/แม่สาย เป็นอีกชื่อที่ใกล้เคียงและทำให้คนทั่วไปเข้าใจปะปนกับ “ดอยช้าง” ในวาวีอยู่บ่อยครั้ง (แม้ความสูงจะต่างกันมาก)

    บทเรียนจากดอยช้าง การสื่อสารชื่อภูมิประเทศในสื่อสาธารณะควร “ระบุพิกัด/อำเภอ–ตำบล” ควบคู่เสมอ โดยเฉพาะชื่อสามัญอย่าง “ดอยช้าง/ดอยผาหม่น/ผาหัวช้าง” ที่มีหลายแห่งทั่วยอดดอยของภาคเหนือ

    รายชื่อยอดเด่น 

    เมื่อ “จัดจำแนก” ด้วยหลักฐานภาครัฐควบคู่กับสารานุกรม/แหล่งข้อมูลมาตรฐาน จะได้ภาพรวมของยอดเด่นดังนี้

    • ดอยอินทนนท์ 2,565 ม. — สูงสุดของไทย (อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยืนยันในเอกสารกรมอุทยานฯ)
    • ดอยผ้าห่มปก 2,285 ม. — ยอดสูงสุดของอช. ผ้าห่มปกและสูงอันดับ 2 ของประเทศตามสื่อราชการของอุทยานเอง
    • ดอยหลวงเชียงดาว 2,225/2,175 ม. — มีสองค่าที่ใช้จริง (มูลนิธิสืบฯ ระบุ 2,225 ม. ขณะที่สารานุกรมสากลลง 2,175 ม.) จึงควรระบุแหล่งอ้างอิงควบคู่ทุกครั้งที่เผยแพร่
    • ยอดภูสอยดาว 2,120/2,102 ม. — สื่อวิชาการ–สารานุกรมไทยนิยม 2,120 ม. ในขณะที่สื่อไทยบางแห่งใช้ 2,102 ม. (แนะนำให้อ้างแหล่งที่ใช้ตัวเลขอย่างชัดเจนทุกครั้ง)
    • ดอยลังกาหลวง 2,031 ม. — ยอดสูงสุดของเชียงรายตามสารานุกรมภูมิประเทศ (ภาครัฐยังไม่มีหน้าเว็บกลางระบุค่าความสูงนี้อย่างเป็นทางการ)
    • ดอยภูคา 1,980 ม. — อ้างอิงหน้า NPS ของกรมอุทยานฯ
    • โมโกจู 1,964 ม. — ยอดสูงของอช. แม่วงก์ (ข้อมูลทางการ)

    หมายเหตุ ชื่ออย่าง “กิ่วแม่ปาน” ซึ่งบางลิสต์นำไปจัดรวมเป็น “ยอด 2,000 เมตร” แท้จริงคือ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติ” ใกล้ยอดอินทนนท์ (ไม่ใช่ยอดเขาเอกเทศ) จึงไม่ควรนับเป็นยอดแยกตามธรรมเนียมภูมิประเทศสากล

    ทำไม “จัดอันดับ 1–10” ถึงยาก?

    เพราะวิธี “นับยอด” ต่างกัน หลายสำนักนับเฉพาะ “ยอดหลัก” (prominence สูง) ขณะที่บางสำนักนับ “สัน/ปุ่ม” ที่สูงเกินเกณฑ์ด้วย จึงทำให้ลำดับ 5–10 ขยับขึ้นลงได้ นี่ยังไม่นับความต่างของฐานข้อมูล DEM/การยึด datum คนละชุด และความคลาดเคลื่อนจากการอ่านค่าสูงสุดของ cell พิกเซล DEM ที่หยาบ–ละเอียดต่างกัน

    จังหวัดเชียงราย เป็น 2 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

    ดอยลังกาหลวง และ ดอยช้าง ซึ่งเป็นยอดเขาสำคัญของจังหวัดเชียงราย ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 2 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดย ดอยลังกาหลวง ติดอันดับที่ 5 และ ดอยช้าง ติดอันดับที่ 8

    จากข้อมูลล่าสุด ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก ประกอบด้วย

    1 ดอยอินทนนท์, เชียงใหม่ 2,565 เมตร

    2 ดอยผ้าห่มปก, เชียงใหม่ 2,285 เมตร

    3 ดอยหลวงเชียงดาว, เชียงใหม่ 2,225 เมตร

    4 ยอดภูสอยดาว, อุตรดิตถ์ 2,102 เมตร

    5 ดอยลังกาหลวง, เชียงราย 2,031 เมตร

    6 กิ่วแม่ปาน, เชียงใหม่ 2,000 เมตร

    7 ดอยภูคา, น่าน 1,980 เมตร

    8 ดอยช้าง, เชียงราย 1,962 เมตร

    9 โมโกจู, กำแพงเพชร 1,950 เมตร

    10 ดอยม่อนจอง, เชียงใหม่ 1,925 เมตร

    ความโดดเด่นของดอยทั้งสองในจังหวัดเชียงรายนี้ นอกจากจะมีความสูงที่ติดอันดับแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปสัมผัสความงามของธรรมชาติอยู่เสมอ

    จากภูมิประเทศสู่การท่องเที่ยว ข้อมูลที่แม่นยำ = ความปลอดภัย + มูลค่าเศรษฐกิจ

    ตัวเลขความสูงไม่ใช่เรื่อง “เอาไว้เถียงกันเท่านั้น” แต่มีผลต่อการสื่อสารความปลอดภัยและการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยตรง—ทั้งการประเมินสภาพอากาศ (ลม–ฝน–อุณหภูมิ), เวลาเดิน, ระดับความยากของเส้นทาง, การเตรียมอุปกรณ์ และการจำกัดจำนวนผู้เข้าพื้นที่อนุรักษ์ต่อวัน

    • กรณีโมโกจู (1,964 ม.) อช.แม่วงก์ระบุชัดเจนบนหน้าเว็บว่าเป็นยอดสูงสุดและบอกลักษณะภูมิประเทศ—ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้จัดการท่องเที่ยว/ไกด์กำหนดฤดูกาลเปิด–ปิดเส้นทาง และกำหนดมาตรการความปลอดภัยได้เหมาะสม
    • กิ่วแม่ปาน การสื่อสารให้ถูกต้องว่าเป็น “เส้นทางเรียนรู้” ใกล้ยอดอินทนนท์ ไม่ใช่ยอดเขาเอกเทศ ช่วยตั้งความคาดหวังนักท่องเที่ยวให้เหมาะสม และกระจายคนออกจากจุดเปราะบางทางนิเวศของยอดหลักได้ดีขึ้น
    • ดอยช้าง (วาวี) การยืนยันว่าพื้นที่ปลูกกาแฟอยู่ช่วง 1,000–1,700 เมตร ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตร ช่วย “จัดวางผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” ให้ถูกที่ถูกทาง (เน้นวัฒนธรรมกาแฟ วิถีชุมชน วิวไร่บนไหล่เขาสูง) แทนการนำเสนอเป็น “จุดพิชิตยอด” ที่อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยและกระทบพื้นที่ป่าโดยไม่จำเป็น 

     ทำ “ฐานข้อมูลยอดเขาทางการ” กลางประเทศ

    บทเรียนจากความสับสนของตัวเลขและชื่อสถานที่ชี้ไปที่โจทย์ร่วม 3 ประการ

    1. จัดทำฐานข้อมูล “ยอดเขาทางการ” กลางประเทศ — โดยหน่วยงานแกนกลาง เช่น กรมอุทยานฯ ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี/กรมแผนที่ทหาร เผยแพร่ชุดข้อมูลมาตรฐาน (ชื่อ–พิกัด–ระดับความสูง–prominence) พร้อมอธิบายที่มาของตัวเลขและระบบอ้างอิง (datum/DEM) อย่างโปร่งใส
    2. ระบุ “พิกัด + อำเภอ/ตำบล” ทุกครั้งในสื่อสาธารณะ — โดยเฉพาะชื่อสามัญที่ซ้ำกันในหลายจังหวัด เพื่อลดความเข้าใจผิด (กรณี “ดอยช้าง/ดอยผาหม่น/ดอยผ้าห่มปก–ดอยฝาง” เป็นต้น)
    3. ปรับคู่มือสื่อสารการท่องเที่ยว — แยก “ยอดเขา” ออกจาก “เส้นทาง/จุดชมวิว” ให้ชัดเจน (เช่นกิ่วแม่ปาน) และเน้นความพร้อมด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานของแต่ละพื้นที่ (ฤดู–อุปกรณ์–การขออนุญาต–โควตา)

    เชียงรายได้อะไรจาก “ข้อมูลที่ตรงกัน”

    ในมหากาพย์ “จัดอันดับความสูง” ที่ต่างสำนักลงตัวเลขไม่ตรงกัน เชียงราย ได้รับบทเรียนสำคัญสองชั้น

    • ชั้นแรก—ภาพจำเชิงพื้นที่ ดอยลังกาหลวง 2,031 เมตร คือเสาหลักบนแผนที่ภาคเหนือที่ยืนยันทักษะผจญภัยขั้นสูงของจังหวัด ส่วน ดอยช้าง (วาวี) คือภูมิทัศน์วัฒนธรรมกาแฟระดับโลกที่ต้องเล่าให้ชัดว่าคือ “พื้นที่ไหล่เขา 1,000–1,700 เมตร” ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตร เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวให้ตรงประเด็น—ชุมชนได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวปลอดภัย
    • ชั้นที่สอง—โครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ความต่างของตัวเลข ดอยหลวงเชียงดาว (2,225 กับ 2,175) หรือ ภูสอยดาว (2,120 กับ 2,102) สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของ “ฐานข้อมูลยอดเขาทางการ” ที่ค้นหาได้ง่ายและอ้างอิงได้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อยุติความสับสนและยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลท่องเที่ยว–ความปลอดภัยของไทยในสายตาโลก

    ท้ายที่สุด—ตัวเลขคือ “ภาษาเดียวกัน” ระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ นักเดินป่า และนักท่องเที่ยว หากเราพูดภาษาเดียวกันได้ ความเสี่ยงก็ลดลง โอกาสทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพก็เพิ่มขึ้น และธรรมชาติบนสันเขาไทยจะถูกดูแลได้ดีขึ้นด้วยข้อมูลที่เที่ยงตรง

    ดอยอินทนนท์, เชียงใหม่ สูง 2,565 เมตร

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช — เอกสารอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุความสูงสูงสุดประเทศ 2,565 เมตร (สำนักอุทยานแห่งชาติ)
    • อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก (กรมอุทยานฯ) — ระบุยอดสูงสุด 2,285 เมตร และสถานะเป็นยอดสูงอันดับสองของไทย
    • อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (กรมอุทยานฯ) — หน้าอย่างเป็นทางการ ระบุ “โมโกจู” สูง 1,964 เมตร เป็นยอดสูงสุดของอุทยาน (หัวข้อ Topographical features)
    • อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (หน้า NPS ของกรมอุทยานฯ) — ระบุความสูงพื้นที่อุทยานและข้อมูลประกอบ (ยอด 1,980 เมตร)
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — บทความความรู้ ดอยเชียงดาว (ใช้ค่าความสูง 2,225 เมตรตามสื่อไทย)
    • สารานุกรม/รายการภูเขาไทย (วิกิพีเดียภาษาอังกฤษ “List of mountains in Thailand”) — ใช้ประกอบเทียบค่าที่ต่างกันของยอดเด่น (เช่น ดอยลังกาหลวง 2,031 ม., ดอยหลวงเชียงดาว 2,175 ม., ภูสอยดาว 2,120 ม.) ควรใช้อ้างอิงคู่กับแหล่งราชการทุกครั้ง
    • DNP 1362 (กรมอุทยานฯ)
    • สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย (กระทรวงเกษตรฯ) — บทความแนะนำ ดอยช้าง–ดอยวาวี ยืนยัน “ระดับความสูงพื้นที่ปลูกกาแฟ 1,000–1,700 เมตร” ใช้แยกจาก “ยอดดอยช้าง 1,962 ม.” ในฐานข้อมูลนักปีนเขาได้ชัดเจน
    • ฐานข้อมูลภูมิประเทศชุมชนผู้ปีนเขา (Peakery) — ระบุยอด Doi Chang 1,962 เมตร 

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-mountain-peaks-clarification-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LYv6qXOMmlbE1DMcN4ZoI

  • ประท้วงรุนแรงเนปาล กระทบท่องเที่ยวหด 30%

    ประท้วงรุนแรงเนปาล กระทบท่องเที่ยวหด 30%

    เหตุประท้วงรุนแรงในเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 72 คน เจ็บกว่า 2,000 คน การท่องเที่ยวกระทบหนัก นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 30 ขณะที่ทางการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ คาดสูงถึง 25,000 ล้านรูปีเนปาล

    เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2568 บรรยากาศการท่องเที่ยวในกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ยังคงเงียบเหงา แม้แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้ว  หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรงเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 72 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน

    การประท้วงครั้งนี้นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ กลุ่ม Gen Z เกิดขึ้นในช่วงที่เนปาลกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และทำให้ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเนปาลรับนักท่องเที่ยวประมาณ 1.2 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 8% ของจีดีพี โดยช่วงเดือน กันยายน- ธันวาคม ถือเป็นช่วงที่มีผู้เดินทางไปเยือนมากที่สุด

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังการประท้วง ทางการเนปาลกำลังประเมินมูลค่าและผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าสูงถึง 25,000 ล้านรูปีเนปาล หรือประมาณ 5,600 ล้านบาท ตัวเลขนี้มาจากสมาคมโรงแรมเนปาล ที่ระบุว่า มีโรงแรมมากกว่า 20 แห่งที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงแรมฮิลตันที่ถูกเพลิงไหม้ ขณะที่อีกหลายแห่งถูกปล้นสะดม เฉพาะที่โรงแรมฮิลตันเพียงแห่งเดียวคาดว่าความเสียหายมีมูลค่าประมาณ 1,800 ล้านบาท ซึ่งโรงแรมนี้เพิ่งจะสร้างเสร็จได้ไม่นาน

    นอกจากนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจโรงแรมยังกระทบแรงงานมากกว่า 2,000 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนหนึ่งของการจ้างงานในธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศนี้ซึ่งมีตำแหน่งงานรองรับประชากรมากกว่า 370,000 คน ถือเป็นภาคธุรกิจที่จ้างงานประชาชนมากที่สุดเป็นอันดับ 4 สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวซึ่งเข้ามาปีละมากกว่า 1 ล้านคน

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังพบได้ตามจุดต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้มีอำนาจและคนร่ำรวยในบ้านเมือง ทั้งจากการเผาบ้านนักการเมือง โชว์รูมรถยนต์และสำนักงานบริษัทเอกชนหลายแห่ง รวมถึงอาคารรัฐสภา เช่นเดียวกับสถานีตำรวจและศาล นายกรัฐมนตรีรักษาการเนปาล ซึ่งเป็นอดีตประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุด ระบุว่า เอกสารประวัติคดีหลักฐานและแฟ้มจำนวนมากเสียหายทั้งหมดระหว่างเกิดความวุ่นวาย

    นอกจากนี้ นักโทษมากกว่า 12,500 คนที่หลบหนีไประหว่างเหตุประท้วง ขณะนี้ยังกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการด้วย

    การเปิดเผยข้อมูลนี้มีขึ้นหลังสมาชิกรัฐมนตรีรักษาการชุดใหม่ ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน, กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เข้าสาบานตนในพิธีรับตำแหน่งที่หน้าอาคารรัฐสภา หลังจาก ซูซิลา การ์กิ นายกรัฐมนตรีรักษาการเนปาล แต่งตั้งรัฐมนตรีทั้ง 3 คน เข้าร่วมในรัฐบาลรักษาการ เพื่อดูแลการบริหารประเทศ ปูทางไปสู่การเปลี่ยนผ่านและจัดการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือวันที่ 5 มีนาคม 2569 

    อ่านข่าว : ปิดตำนาน โรเบิร์ต เรดฟอร์ด สายลับไฮดรา MCU เสียชีวิตในวัย 89 ปี

    กัมพูชารับปากแก้ปัญหาคอลเซนเตอร์ เสนอแผนปฏิบัติการให้ไทยใน 1 เดือน

    ภูมิใจไทยชง “ตั๋วบุฟเฟต์” รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาทโดยสารทั้งวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356598&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GMnOUTq6A2nGk6vLijC-S

  • ผู้ประกอบการพัทยา กังวลกระทบธุรกิจท่องเที่ยว หลัง กรมการปกครอง เตือน นั่งยาวดื่มในร้านนอกเวลาขาย เสี่ยงผิดกฎหมาย โทษปรับ 1 หมื่น | TOPNEWS

    ผู้ประกอบการพัทยา กังวลกระทบธุรกิจท่องเที่ยว หลัง กรมการปกครอง เตือน นั่งยาวดื่มในร้านนอกเวลาขาย เสี่ยงผิดกฎหมาย โทษปรับ 1 หมื่น | TOPNEWS

    ภายหลังสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ออกประกาศเตือนประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหาร–สถานบันเทิง ให้ตระหนักถึงกฎหมายใหม่ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดข้อห้าม บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ขายหรือให้บริการเพื่อการค้า ในช่วงเวลาห้ามขาย หากฝ่าฝืนมีความผิด โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป หลังพ้นกำหนด 60 วันนับจากประกาศราชกิจจานุเบกษา

    สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายใหม่ มาตรา 32 ระบุชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้านเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้จะเช็คบิลเรียบร้อยแล้วก็ตาม โดยช่วงเวลาห้ามขาย ได้แก่ เวลา 00.00–11.00 น. เวลา 14.00–17.00 น. ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 32 จะมีความผิดทางพินัย ต้องถูกปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 37/1

    ข่าวที่น่าสนใจ

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางลำพึง แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการหลายรายยังงงกับกฎหมายนี้ ซึ่งเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับธุรกิจบาร์เบียร์และสถานบันเทิง หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังนั่งอยู่ในร้านเกินเวลา แม้ไม่ได้สั่งเพิ่ม ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ยิ่งในกรณีที่ลูกค้ารอฝนหยุด รอรถมารับ หรืออยู่ในอาการมึนเมาไม่สามารถออกจากร้านทันที อาจสร้างความสับสนและเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    “ธุรกิจสถานบันเทิงในพัทยา 20 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ถือว่าแย่ที่สุด หลายร้านแทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว หากกฎหมายนี้บังคับใช้อาจยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้น ผู้ประกอบการอยากให้ภาครัฐพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ มากกว่าการออกข้อกฎหมายที่สร้างความกังวล” นางลำพึง กล่าว

    ผู้ประกอบการจึงฝากความหวังให้หน่วยงานภาครัฐเร่งหามาตรการรองรับ เพื่อไม่ให้กฎหมายใหม่นี้กลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเมืองพัทยาและประเทศไทยโดยรวม

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1318013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JG4rSH4cSPJfUnqESDemE

  • หยุดยาวดันนทท.มาเลย์ทะลักไทย หนุนยอดสะสมแซงจีนขึ้นแท่นอันดับ 1 : อินโฟเควสท์

    หยุดยาวดันนทท.มาเลย์ทะลักไทย หนุนยอดสะสมแซงจีนขึ้นแท่นอันดับ 1 : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (8-14 ก.ย. ) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 17.64% จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ การมีวันหยุด Malaysia Day ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 67.40% และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มตลาดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสะสมเป็นอันดับที่ 1 และการมีวันหยุด Respect for the Aged Day ในประเทศญี่ปุ่นที่กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 30%

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 565,319 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 56,978 คน หรือ 11.21% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 80,760 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 143,363 คน จีน 66,945 คน อินเดีย 54,182 คน ญี่ปุ่น 25,781 คน และเกาหลีใต้ 21,981 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 67.40% 29.59% และ 11.53% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 5.47% และ 0.89% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา กล่าว

    ทั้งนี้ ในภาพรวมประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.ย. 68 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 22,953,136 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,061,003 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,278,963 คน จีน 3,230,507 คน อินเดีย 1,666,568 คน รัสเซีย 1,228,651 คน และเกาหลีใต้ 1,081,596 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (15-21 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลงจากการสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yjLPpGBothfyH8kZ1d2yA

  • ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    เปิดภูมิทัศน์ใหม่ท่องเที่ยวอาเซียน เวียดนามผงาดดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้สำเร็จ ขณะที่ไทยเผชิญวิกฤตสูญรายได้กว่าแสนล้านบาท

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเวียดนามกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ สวนทางกับยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอย่างประเทศไทยที่กำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไป

    จากข้อมูลของ China Trading Desk ซึ่งติดตามการใช้จ่ายและการเดินทางของชาวจีน ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวครั้งนี้

    อาจหมายถึงรายได้ที่สูญเสียไปของไทยมูลค่ากว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.11 แสนล้านบาท) ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ได้ไหลไปยังเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านแทน

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ที่นิยมเดินทางด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในความต้องการของตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    “สำหรับนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหม่ เวียดนามมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสดใหม่กว่า” สุบรามาเนีย ภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk กล่าว

    “นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกว่าเวียดนามยังไม่ช้ำและมีความเป็นท้องถิ่นดั้งเดิมมากกว่า”

    ในปีนี้ เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึงเกือบ 14 ล้านคน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    โดยนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบแบบปีต่อปีในช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม)

    ในขณะเดียวกัน มาเลเซียก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้น 35% ในช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับจำนวนที่นั่งของสายการบินจากจีนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50%

    ชาฮารุดดิน ซาอิด กรรมการบริหารสมาคมเจ้าของโรงแรมมาเลเซีย กล่าวว่า นโยบายฟรีวีซ่าสำหรับชาวจีนและค่าเงินริงกิตที่อ่อนค่าลง

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    คาดว่าจะดึงดูดนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ โรงแรมต่างๆ รายงานว่ามีความต้องการเข้าพักและอัตราการเข้าพักสูงกว่าปีที่แล้ว

    เวียดนามรุกตลาด ปรับกลยุทธ์รับนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

    รัฐบาลเวียดนามและบริษัททัวร์เอกชนต่างมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ตัวอย่างเช่น

    ทางการจังหวัดกว๋างนิญซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน ได้จับมือกับภาคธุรกิจจัดเทศกาลพาราไกลดิ้งและบอลลูนลมร้อน เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวพักนานขึ้น

    ในเมืองชายฝั่งอย่างดานัง ป้ายภาษาจีนขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง ตั้งแต่ทางเข้าโรงแรม ไปจนถึงร้านอาหารริมทางและร้านนวด

    โรงแรมต่างๆ เริ่มจ้างพนักงานที่พูดภาษาจีนกลางได้ หรือใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาเพื่อสื่อสารกับแขก

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เน้นทัวร์คุณภาพ 

    นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เริ่มเบนเข็มจากกรุ๊ปทัวร์ราคาประหยัดซึ่งเคยเป็นที่นิยมก่อนการระบาดของโควิด-19 ที่เราคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินตามไกด์ถือธงไปซื้อของ

    “ปัจจุบัน กว่า 40% ของชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก คือกลุ่มที่เดินทางด้วยตนเอง มีการศึกษา และมองหาประสบการณ์ต่างแดนที่แท้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk  ให้ความเห็น

    “นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ต้องการถูกจัดให้นั่งรถบัส พาไปยังจุดหมายปลายทาง เข้าโรงแรม หรือร้านค้าที่ทุกอย่างให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในประเทศจีน และที่สำคัญ พวกเขายินดีที่จะจ่ายมากขึ้น”

    Hava Travel บริษัทนำเที่ยวในเมืองดานังและญาจาง ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากตลาดทัวร์ราคาประหยัดมาสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวบูติกที่ต้องการประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ

    เฉพาะในเดือนสิงหาคมเดือนเดียว บริษัทได้ให้บริการลูกค้าราว 2,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20% จากช่วงต้นปี

    “นักท่องเที่ยวชาวจีนของเรายินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้น” เหงียน หง็อก เทียน รองผู้อำนวยการทั่วไปของ Hava Travel กล่าว

    นอกจากนี้ ที่โรงแรม Mercure Nha Trang Beach Hotel เกือบครึ่งหนึ่งของห้องพักถูกจองโดยนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นประจำ ตามคำกล่าวของ เลือง ฟู ไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายของโรงแรมในเครือ Accor SA

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    ไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน

    ตัดภาพมาที่ประเทศไทย สถานการณ์กลับตรงกันข้าม ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์การบิน ระบุว่า

    ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนที่นั่งของสายการบินเที่ยวเดียวจากจีนมายังไทยลดลงกว่า 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือเพียง 5.1 ล้านที่นั่ง

    แม้ว่านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่จะยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย แต่จำนวนที่ลดน้อยลงได้ส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกลดลง 7% แม้จะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งจากตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ตาม

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่ารายได้ของธุรกิจโรงแรมไทยจะหดตัวลง 4.5% ในปีนี้ และอัตราการเข้าพักจะลดลง

    กรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน “หวัง ซิง” ซึ่งถูกหลอกมายังประเทศไทยก่อนจะถูกส่งตัวต่อไปยังเมียนมาโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยังคงเป็นภาพจำด้านลบที่ทำให้นักท่องเที่ยวหวั่นใจ

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาของโรงแรม อาหาร และค่าโดยสารรถแท็กซี่ในไทยหลังช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความหวังสำหรับการฟื้นตัวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย

    ดาเมียน เพิร์ช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของ Agoda เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์จุดหมายปลายทางในเอเชียที่นักท่องเที่ยวเลือกกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดบนแพลตฟอร์มของเรา

    เขายังมองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีโอกาสฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเดินทางอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมกลับมาคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/730465&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zRtIR_UUiccDTOPsYoxez