Category: ท่องเที่ยว

  • เงินบาทเปิด 31.84 ทรงตัว รอปัจจัยใหม่ จับตาราคาทอง-ทิศทาง Flow : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.84 ทรงตัว รอปัจจัยใหม่ จับตาราคาทอง-ทิศทาง Flow : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 31.84 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวในระดับเดียวจากปิดตลาดเย็นวันศุกร์

    เงินบาททรงตัวเทียบกับท้ายตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเคลื่อนไหวแบบผสมทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า โดยยังไม่มีปัจจัยใหม่

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.75 – 32.00 บาท/ดอลลาร์ ปัจจัยที่ต้องติดตามวันนี้ คือ Fund Flow ต่างชาติ และทิศทางราคาทองคำ

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 148.14 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 147.81 เยน/ดอลลาร์
    • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1730 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1762 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 31.865 บาท/ดอลลาร์
    • นายกรัฐมนตรี นำทีมถกสมาคมธนาคารวันนี้ ททท.โอดพิษบาทแข็งกระทบท่องเที่ยว รายได้วูบหนัก 15-17% คนไทยเองยังหนีเที่ยว ตปท. แอตต้าจี้ รมต.เร่งแก้เชื่อมั่น-ค่าเงิน
    • ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 ก.ย.2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อต้นปีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ วันที่ 19 ก.ย.2568 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 31.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การแข็งค่าบาทกระทบแน่นอนต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
    • เพราะส่งผลให้ต้นทุนในการท่องเที่ยว
    • “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนสถานะ “การคลังไทย” เข้าสู่จุดเปราะบาง หลัง “มูดี้ส์” นั่นเอาต์ลุกลงสู่ระดับ “เชิงลบ” ขณะที่อีกสองสถาบันจัดอันดับชั้นนำมีแนวโน้มปรับตาม จากปัจจัย “ขาดดุลการคลังเรื้อรัง” นานกว่า 20 ปี ภาระหนี้สาธารณะพุ่งระดับสูงและติดกับดัก “เศรษฐกิจโตต่ำ” ที่ยังไร้ทางออก
    • หนี้สาธารณะไทยเสี่ยงชนเพดาน 70% ของจีดีพีหวั่นกระทบเครดิตเรตติ้ง ประเทศเหตุเศรษฐกิจโตต่ำ ไอเอ็มเอฟเตือนกลับไปใช้เพดาน 60% สร้างพื้นที่การคลัง รับวิกฤติอนาคต แนะลดหนี้นอกงบฯปฏิรูปโครงสร้างรายได้รายจ่ายรัฐ รักษาเสถียรภาพการคลังความเชื่อมั่นต่างชาติ
    • สบน.ย้ำฐานะการเงินการคลังไทยแข็งแกร่ง มีเงินคงคลังทะลุ 500,000 ล้านบาท ไม่ต้องกังวลไม่มีเงินจ่ายฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศสูงปรี๊ด ฝากรัฐบาลใหม่พิจารณาเรื่องการกู้เงินต่างประเทศในเวลาที่เหมาะสมเพื่อเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงช่วยเอกชนและสร้างเครดิตให้ประเทศไทยและเปิดขาย G-Token วงเงิน 5,000 ล้านบาท
    • “ภาคธุรกิจ” ร้องนายกฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ส.อ.ท.-หอการค้า’ ชงแผนรับมือสงครามการค้า แก้หนี้ครัวเรือน ‘ไพบูลย์’ ชี้ ‘ดัชนีหุ้นไทย’ฟื้นแรง จาก ‘ความเชื่อมั่น’ การเมือง แต่ยังห่างไกลตลาดโลก ชง 5 มาตรการ ดึงนักลงทุนระยะยาวฟื้น “มาร์เก็ตแคป” ปีละล้านล้านบาท ‘เฟทโก้’ ยื่นข้อเสนอโดยเฉพาะ ‘คลัง’ หวังปฏิรูปเศรษฐกิจ เรียกความเชื่อมั่น ‘ตลาดทุน’
    • นายกสมาคมค้าทองคำชี้เศรษฐกิจไม่นิ่ง ตลาดเงินผันผวน ดันราคาทองพุ่งต่อเนื่อง เดือนหน้ามีโอกาสได้เห็นบาทละ 57,000 บ. ยันสมาชิกกว่า 2,000 ราย ค้าขายโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เกี่ยวข้องธุรกิจสีเทา ถูกจับไม่คุ้มกับการทำธุรกิจ
    • ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.0% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
    • ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB สามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมระดับราคาสินค้าได้แล้ว แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ แม้ว่าสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ ตกลงกันได้เรื่องอัตราภาษีการค้าก็ตาม
    • หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ บางส่วนอาจต้องปิดทำการ หลังจากในวันศุกร์ (19 ก.ย.) วุฒิสภาได้ปฏิเสธร่างงบประมาณระยะสั้นที่สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งอนุมัติ
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนส.ค. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 (final) ดัชนีความเชื่อมั่นและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ของผู้บริโภคเดือนก.ย. ตลอดจนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XbTQr5IUL6C1jEWeJY7I7

  • ท่องเที่ยวไทยอ่วมบาทแข็ง กระทบสูญรายได้ 17 % แพงกว่าเที่ยว ญี่ปุ่น เวียดนาม

    ท่องเที่ยวไทยอ่วมบาทแข็ง กระทบสูญรายได้ 17 % แพงกว่าเที่ยว ญี่ปุ่น เวียดนาม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 19 ก.ย. 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 7.24 % โดยอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจาก 34.23 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2568 มาอยู่ที่ 31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2568 การแข็งค่าบาทกระทบแน่นอนต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะส่งผลให้ต้นทุนในการท่องเที่ยว

    ขณะที่ค่าเงินหยวนอยู่ที่ 7.2963 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงประมาณ 2.65% จาก 1 ม.ค .2568 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 7.1028 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินเยนญี่ปุ่นขณะนี้อยู่ที่ 147.9490 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงประมาณ 6.22% จาก 1 ม.ค. 2568 ที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 157.7226 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนค่าเงินดองเวียดนามขณะนี้อยู่ที่ 26,374 ดองต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง 3.38% จาก 1 ม.ค. 2568 ที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 25,510 ดองต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

    เงินบาทที่แข็งค่าเงิน สวนทางกับประเทศคู่แข่ง เช่นญี่ปุ่น จีน และเวียดนาม ททท.จึงประเมินผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อแลกเงินเป็นเงินบาท ได้จำนวนเงินน้อยลง ทำให้ค่าใช้จ่าย เช่น ราคาห้องพัก อาหาร และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว อาจดูแพงขึ้น

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ส่งผลให้ไทยจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 15-17% จากการที่ต่างชาติมองว่า การเดินทางเข้าไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน จากงบประมาณที่วางไว้ ทำให้มีการใช้จ่ายลดลง และบางคนก็หนีไปเที่ยวประเทศที่ค่าเงินถูกกว่าไทย แถมคนไทยที่พอจะมีเงินก็หนีไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม

    ทั้งนี้เงินบาทไทยแข็งค่าเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ รองจาก ฟรังก์สวิส ซึ่งแข็งค่าขึ้นมากถึงประมาณ 12.32 % เงินยูโร แข็งค่าขึ้น 5.18 %

    เงินบาทแข็งค่า

    ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เกิดขึ้นตั้งแต่การเริ่มใช้ภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา สถานการณ์ยิ่งหนักขึ้นในเดือนกรกฎาคมเมื่อใกล้ถึงวันประกาศการใช้ภาษีอัตราตอบโต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าค่าครองชีพและราคาสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้นจากภาษีดังกล่าว (บางประเทศคู่ค้ามีภาษีเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 20-40 %) รวมทั้งยังสร้างความวิตกต่อตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะตามมา

    ดังนั้นเงินบาทแข็งค่าจะส่งผลกระทบตรงต่อนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ที่ตลาดหดตัวเล็กน้อย โดยเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา จากก่อนหน้านั้น ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2568 ตลสหรัฐอเมริกาเที่ยวไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเพิ่มขึ้น 22 % ในเดือนมกราคม และเพิ่มขึ้นประมาณ 7-12 % ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

    อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2568 ตลาดสหรัฐอเมริกาเริ่มหดตัวลงเล็กน้อยประมาณ 2 % โดยการแข็งค่าของเงินบาทที่เริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม (หลังการขึ้นภาษีตอบโต้ในเดือนเมษายน) ได้เริ่มกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

    จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระหว่างวันที่ 1-19 กันยายน 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกามีจำนวนประมาณ 33,400 คน ซึ่งลดลง 5 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เนื่องจากสหรัฐฯ ถือเป็นตลาด Super Long Haul ที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่อนข้างสูง การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและทำให้นักท่องเที่ยวแลกเงินบาทได้น้อยลงจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

    ท่องเที่ยวไทยอ่วมบาทแข็ง กระทบสูญรายได้ 17 % แพงกว่าเที่ยว ญี่ปุ่น เวียดนาม

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจในประเทศตนเอง โดยคาดว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าไปขายในสหรัฐฯ จะเริ่มมีราคาแพงขึ้นเมื่อสินค้าในสต็อกเก่าหมดไปและมีการนำเข้าใหม่ ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศเดียวที่ได้รับผลกระทบจากการเดินทางออกที่ลดลงของนักท่องเที่ยวอเมริกัน เนื่องจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินทั่วโลก

    ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปยังเติบโตไม่ได้รับผลกระทบ และในส่วนของตลาดอื่น ๆ คาดว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะยังไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยตลาดหลักในยุโรปยังคงมีนักท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ได้แก่ สหราชอาณาจักร (UK), ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี, รัสเซีย, กลุ่มยุโรปตะวันออก (ซึ่งเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในแต่ละเดือน), และกลุ่มยุโรปใต้

    อย่างไรก็ตาม ททท.ระบุว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้เป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวปีนี้หดตัวจากที่ตั้งไว้ โดยอยู่ระหว่างการทบทวนแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น และลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนให้น้อยที่สุด

    นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจลดลงแล้ว ททท.ยังพบพฤติกรรมของคนไทยบางส่วนที่มีกำลังซื้อ เริ่มเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ค่าเงินอ่อนลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางถูกลง เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639513&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kevMyTFaR63V0GnXvsSN2

  • ภูมิใจไทยเปิดตัว3ว่าที่ผู้สมัครสส.ภูเก็ตตั้งเป้า30ที่นั่งใต้

    ภูมิใจไทยเปิดตัว3ว่าที่ผู้สมัครสส.ภูเก็ตตั้งเป้า30ที่นั่งใต้

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1, นายษณกร กี่สิ้น อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง เขต 2 และนายวิวัฒน์ จินดาพล อดีตสมาชิก อบจ.ภูเก็ต เขต 3 โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พร้อมนายศุภชัย ใจสมุทร ร่วมแถลงข่าว

    นายพิพัฒน์ ย้ำว่าการคัดเลือกผู้สมัครในภูเก็ตสะท้อนถึงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดและพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับภูเก็ตให้เป็น “ไข่มุกของโลก” ขณะเดียวกันยังได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด โดยยืนยันว่าภายในกลางเดือนตุลาคมนี้ พรรคจะมีความชัดเจนเรื่องผู้สมัครครบทุกจังหวัด

    เป้าหมายใหญ่ของพรรคคือการคว้า 30 ที่นั่งในภาคใต้ ด้วยการดึงอดีตนักการเมืองและผู้มีบารมีท้องถิ่นมาร่วมทีม ทั้ง จ.สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยชี้ว่าภาคใต้ยังขาดโอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน 4 เลน ที่ยังไม่ครอบคลุม
     

    นายพิพัฒน์ ชี้แจงเสียงวิจารณ์จากพรรคเพื่อไทย ว่าการเดินสายทาบทามผู้สมัครอาจขัดกับบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ร่วมกับพรรคประชาชน โดยยืนยันว่า นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จะยุบสภาใน 4 เดือนตามสัญญา และการเตรียมผู้สมัครเป็นเพียงการเตรียมพร้อมทางการเมืองก่อนศึกเลือกตั้งใหม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ng0V1Fa8oeIf8v0VRQJBe

  • สืบสานพระดำริบ้านน้ำใส! กรมพัฒน์ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมใหม่

    สืบสานพระดำริบ้านน้ำใส! กรมพัฒน์ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมใหม่

    สืบสานพระดำริบ้านน้ำใส! กรมพัฒน์ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมใหม่ พัฒนากำลังคนท่องเที่ยวอันดามัน

    สืบสานพระดำริบ้านน้ำใส! กรมพัฒน์ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมใหม่ พัฒนากำลังคนท่องเที่ยวอันดามัน

    วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โดย นายบัญชา เตชะสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ส่งมอบอาคารศูนย์ฝึกอบรม จำนวน 1 หลัง และอาคารที่พักอาศัย จำนวน 14 หลัง พร้อมด้วยครุภัณฑ์ประกอบอาคาร ตั้งอยู่เลขที่ 99 หมู่ที่ 2 ถ.เพชรเกษม ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ซึ่งอยู่ภายในโครงการชุมชนบ้านน้ำใส ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นผู้รับมอบ เพื่อให้กรมฯ ได้นำไปใช้ในภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มศักยภาพของแรงงานและผู้ประกอบกิจการ ให้มีฝีมือมาตรฐานในระดับสากล สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเพื่อให้เป็นไปตามพระประสงค์ขององค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่จะช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่จ.พังงา ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้นายไพบูลย์ ทิวากรพรรณราย ผู้อำนวยการสำนักกิจกรรมพิเศษ และนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นพยานส่งมอบ-รับมอบ ในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 10 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

    นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังพิธีลงนามบันทึกการส่งมอบ-รับมอบอาคารและครุภัณฑ์ประกอบอาคารโครงการชุมชนบ้านน้ำใสว่า ตนเองรู้สึกยินดีและขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่อนุญาตให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานใช้อาคารโครงการบ้านน้ำใส อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ซึ่งสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงาจะใช้อาคารดังกล่าวเป็นศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน แทนอาคารเก่ามีสภาพทรุดโทรชำรุดเสียหาย ศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน ทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่ จ.พังงาและกลุ่มจังหวัดอันดามัน เช่น ฝึกอบรมช่างไฟฟ้าภายอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศ ผู้ประกอบอาหารไทย เบเกอร์รี พนักงานนวดไทย นวดสปา และภาษาต่างประเทศ รวมทั้งบริการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานและประเมินความรู้ความสามารถ จัดอบรมและประชุมสัมมนาตั้งแต่ 50-100 คน ใช้เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่และหอพักผู้เข้ารับการฝึกอบรมอีกด้วย

    “โครงการชุมชนบ้านน้ำใส จัดตั้งขึ้นอันเนื่องมาจากพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากเหตุการณ์สึนามิ ให้มีความเป็นอยู่ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้ และมีงานทำ ศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการให้บรรลุเป้าประสงค์การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดี อันเป็นเป้าหมายของทั้งสององค์กร” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12749699&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UjpFjMEChAFQxzIdQRG4-

  • นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาทางออก “ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่”

    โดย 3 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหารือ คือ หนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs และการขาดสภาพคล่องในระบบ ซึ่งนายกฯ ขอความร่วมมือจากธนาคารในการ “อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด” ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น พร้อมย้ำว่า “ถ้าเงินใหม่ไม่เข้า เงินเก่าก็จะหายไปด้วย” ขณะเดียวกันยังต้องประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปกับการเลือกปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านทีมเศรษฐกิจมองว่า ต้องไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ของประเทศ ผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
    • เพิ่มมูลค่าภาคท่องเที่ยว–บริการ และ Medical Wellness
    • ยกระดับภาคเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงราคาพืชผล
    • ดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ไฮเทค รองรับการลงทุนใหม่

    เอกนิติ ระบุว่า โจทย์คือการทำ Quick Big Win – ฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะการทำให้ SMEs มีสภาพคล่องและยืนได้ในยุคแข่งขันสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้จริง

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังตั้งทีมทำงานเฉพาะกิจ แก้ปัญหาเงินบาทแข็ง เงินทุนไหลเข้า และ ‘เงินเทา’ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the dots) เพื่อจัดการปัญหาอย่างตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

    สรุป การขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผสานนโยบายการเงิน-การคลัง ให้ระบบธนาคารเป็นฟันเฟืองสำคัญ ‘อัดสภาพคล่อง’ สู่ผู้ประกอบการ พร้อมกับการยกระดับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ไทยฟื้นเร็ว แข็งแรง และมั่นคงในสายตานานาชาติ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q9B41IHtbhg2sb0ecCPKc

  • 11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น 2568 เช็กให้ชัวร์ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น ไม่งั้นอาจโดนจับ!

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น 2568 เช็กให้ชัวร์ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น ไม่งั้นอาจโดนจับ!

    22/09/68

    |

    อ่านแล้ว 2 ครั้ง

        การเตรียมตัวไป เที่ยวญี่ปุ่น นอกจากเรื่องเสื้อผ้า แพลนท่องเที่ยว และเอกสารสำคัญแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนมักลืมนึกถึงก็คือ ยาประจำตัว ค่ะ แต่รู้หรือไม่ว่า มียาหลายชนิดที่ญี่ปุ่นห้ามนำเข้าเด็ดขาด แม้จะเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไปในประเทศไทยก็ตาม วันนี้พี่หมี TQM จะพาทุกคนไปดูว่า 11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น มีอะไรบ้าง ทำไมญี่ปุ่นถึงเข้มงวดกับเรื่องนี้ และหากจำเป็นต้องพกยาติดตัวไปควรทำอย่างไร เพื่อให้ทริปเที่ยวของคุณปลอดภัย ไร้ปัญหาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

    ทำไมญี่ปุ่นถึงเข้มงวดกับการนำเข้ายา?

        ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่อง ยาเสพติดและสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท รัฐบาลญี่ปุ่นจัดให้สารบางชนิด เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) และยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เป็น สารควบคุมที่ห้ามนำเข้า หากฝ่าฝืนอาจถูก ยึดยา ปรับเงิน หรือถูกดำเนินคดีทันที แม้ว่ายาเหล่านี้จะมีขายทั่วไปในไทย และหลายคนใช้เป็นประจำ เช่น ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก แก้แพ้ หรือยาแก้ท้องเสีย แต่พอเข้าสู่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นของผิดกฎหมายทันที

    • เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
      เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ที่สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตยาเสพติดได้

    • เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
      ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสุขภาพสังคมโดยรวม จึงเข้มงวดกับยาที่มีฤทธิ์แรง แม้จะเป็นยาที่ขายทั่วไปในไทย

    • เพราะมาตรฐานยาแตกต่างกัน
      ยาที่ไทยอนุญาตให้ขาย อาจจัดเป็นสารควบคุมหรือยาต้องห้ามในญี่ปุ่น เช่น Lomotil ที่เคยขายในไทยแต่ถูกยกเลิกแล้ว

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น (อัปเดตปี 2568)

        ตามประกาศจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว และ อย. ของไทย ได้ยืนยันว่า มียาทั้งหมด 11 รายการที่ห้ามนำเข้าญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

    กลุ่มที่ 1: ยาแก้หวัดที่มีส่วนผสม ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine)

        สารนี้มักอยู่ในยาแก้คัดจมูกหรือยาแก้แพ้หลายชนิด มีฤทธิ์หดหลอดเลือด ทำให้จมูกโล่ง แต่ก็เป็นสารควบคุมเข้มงวดในญี่ปุ่น

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น

    ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) คืออะไร?

    • เป็นสารที่ใช้แพร่หลายใน ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก แก้แพ้ และไซนัส

    • ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือดที่โพรงจมูก ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น

    • ปัญหาคือ สามารถนำไปใช้ผลิตเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า/ไอซ์) ได้

    • ญี่ปุ่นจึงจัดเป็น สารควบคุมพิเศษ แม้จะใช้เพื่อรักษาอาการทั่วไปก็ตาม

        นี่คือเหตุผลหลักที่คนไทยมักพลาด เพราะคิดว่าเป็นแค่ “ยาแก้หวัดธรรมดา” แต่จริง ๆ แล้วเป็นยาเสพติดตามกฎหมายญี่ปุ่น

    ตัวอย่างยา:

    • TYLENOL COLD

    • SUDAFED

    • ADVIL COLD & SINUS

    • ACTIFED

    • DRISTAN COLD / รุ่น “No Drowsiness”

    • DRISTAN SINUS

    • DRIXORAL SINUS

        ยากลุ่มนี้เป็นที่นิยมในอเมริกาและยุโรป แต่ถ้าพกเข้าญี่ปุ่น จะถูกยึดและอาจถูกดำเนินคดีทันที

    กลุ่มที่ 2: ยาแก้หวัดที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย

        แม้คนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นชื่อ แต่บางคนที่ซื้อจากต่างประเทศอาจเผลอพกติดตัวไป

    ตัวอย่างยา:

    • NYQUIL
    • NYQUIL LIQUICAPS
    • VICKS INHALER

        โดยเฉพาะ VICKS INHALER ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบเดียวกับที่ขายในไทย แต่จริง ๆ รุ่นที่ถูกห้ามคือสูตรต่างประเทศที่มีส่วนผสมต้องห้าม

    กลุ่มที่ 3: ยาแก้ท้องเสียที่ถูกยกเลิกในไทย

    ตัวอย่างยา:

    • LOMOTIL (มีส่วนผสม Diphenoxylate + Atropine)

        ยาตัวนี้เคยใช้บรรเทาอาการท้องเสีย แต่ปัจจุบันถูกจัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 และห้ามนำเข้าในญี่ปุ่นเด็ดขาด

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น

    กฎการพกยาประจำตัวเข้าญี่ปุ่น

    หากคุณจำเป็นต้องพกยาประจำตัวติดไปญี่ปุ่น ควรทำตามข้อแนะนำดังนี้

    • อย่าแกะยาออกจากแผงบรรจุภัณฑ์ ต้องคงสภาพเดิมไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้

    • พกไม่เกินปริมาณที่ใช้ได้ 30 วัน กรณีเป็นยาสำหรับใช้เอง

    • เตรียมใบรับรองแพทย์ (ภาษาอังกฤษ) โดยเฉพาะยาที่แพทย์สั่งจ่าย

    • หากจำเป็นต้องใช้ยาที่เข้าข่าย “ควบคุมพิเศษ” เช่น ยาแก้ปวดที่มี Fentanyl หรือ Pethidine ต้องทำเรื่อง ขออนุญาตจากรัฐบาลญี่ปุ่นล่วงหน้า

    • ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น (MHLW) ที่เว็บไซต์: www.mhlw.go.jp

    กฎการพกยาประจำตัวเข้าญี่ปุ่น

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนำยาเข้าญี่ปุ่น

    Q : ถ้ามียาที่แพทย์สั่ง สามารถนำเข้าญี่ปุ่นได้ไหม?

    A : ได้ แต่ต้องมี ใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษ และปริมาณไม่เกิน 30 วัน หากเกินต้องขออนุญาตล่วงหน้า

    Q : ถ้าพก VICKS INHALER แบบไทยไป จะผิดไหม?

    A : VICKS INHALER ที่ขึ้นบัญชีห้ามเป็นรุ่นที่จำหน่ายต่างประเทศ แต่เพื่อความสบายใจควรหลีกเลี่ยงการนำเข้าญี่ปุ่น

    Q : ถ้านำเข้ายาที่ห้าม จะโดนอะไรบ้าง?

    A : คุณอาจถูก ยึดยา ปรับเงิน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายญี่ปุ่น ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นถูกกักขังได้

        การไป เที่ยวญี่ปุ่นปี 2568 นอกจากการเตรียมเสื้อผ้าและแผนการเดินทางแล้ว เรื่อง การพกยา ก็สำคัญมาก เพราะมีกฎหมายเข้มงวด หากพกยาใน 11 รายการยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น ติดตัวไป อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้น ก่อนเดินทางควรตรวจสอบ รายชื่อยาต้องห้าม เอกสารที่เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดของญี่ปุ่น ให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อความมั่นคงตลอดการเดินทาง แนะนำให้ทำ ประกันเดินทางต่างประเทศ ควบคู่ไปด้วย เพราะช่วยคุ้มครองทั้งค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ และเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ ทำให้คุณเดินทางได้อย่างมั่นใจเต็มที่ หากกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่น ลองเข้าไป เช็กเบี้ยประกันเดินทางต่างประเทศ กับ TQM ไว้ล่วงหน้า รับรองว่าคุ้มค่าและพร้อมรองรับทุกสถานการณ์

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก www.hfocus.org

    เช็คราคาแผนประกัน

    กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

    ข้อมูลการเดินทาง

    บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tqm.co.th/articles/%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7/11%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IDOJI_IiUEJmqUeBA9hVB

  • ผู้ว่าการ ททท.ชี้เงินบาทแข็งค่า กระทบอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดรายได้ท่องเที่ยวลง 15-17%

    ผู้ว่าการ ททท.ชี้เงินบาทแข็งค่า กระทบอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดรายได้ท่องเที่ยวลง 15-17%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 กันยายน 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อต้นปีอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มต้นที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าเงิน สวนทางกับประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น ที่อ่อนค่า 6.22 เปอร์เซ็นต์ จีนอ่อนค่า 2.65 เปอร์เซ็นต์ และเวียดนามอ่อนค่า 3.38 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ ททท.ประเมินผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเงินเป็นเงินบาท จะได้จำนวนเงินน้อยลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยสูงขึ้น เช่น ราคาห้องพัก โรงแรม ร้านอาหาร และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวอาจดูแพงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ จะทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 15-17 เปอร์เซ็นต์ จากการที่ต่างชาติมองว่าการเดินทางเข้าไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน จากงบประมาณที่วางไว้ ทำให้มีการใช้จ่่ายเพิ่มขึ้น บางคนหนีไปเที่ยวประเทศค่าเงินถูกกว่าไทย แถมคนไทยที่พอจะมีเงินก็หนีไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามที่มีค่าเงินอ่อนกว่าไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000090653&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Z3MvN4ZAj0zG5cu1hVkK

  • ความหวังใหม่ท่องเที่ยว-กีฬา ! “อรรถกร” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ก้าวสู่บทพิสูจน์ – INN News

    ความหวังใหม่ท่องเที่ยว-กีฬา ! “อรรถกร” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ก้าวสู่บทพิสูจน์ – INN News

    รัฐบาลชุดใหม่แต่งตั้ง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ปี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ เร่งจัดเตรียมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

    การเมืองไทยเปลี่ยนหน้าอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ความสนใจไม่ได้อยู่เพียงแค่การจัดโผเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคงเท่านั้น

    แต่สังคมยังคงจับจ้องไปที่กระทรวง ซึ่งเชื่อมโยงกับ “หัวใจประชาชน” อย่าง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่วันนี้ได้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัยเพียง 41 ปี ก้าวขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือ “เบนซ์” เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2527 ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของนายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีต สส.ฉะเชิงเทรา หลายสมัย

    ปัจจุบัน นายอรรถกร สมรสกับ ณัฐญาน์ เลิศเลาห์กุล มีบุตรร่วมกัน 1 คน ส่วนกีฬาที่ชื่นชอบคือ ฟุตบอล และ กอล์ฟ  โดยทีมฟุตบอลที่เชียร์คือทีมลิเวอร์พูล

    จบการศึกษา ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ (Communication Arts) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโท Marketing Management จาก Middlesex University ประเทศอังกฤษ

    เส้นทางการเมืองของนายอรรถกร นายอรรถกร เป็น สส. มาแล้ว 3 สมัย และเคยผ่านตำแหน่งสำคัญมาแล้ว ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงรองประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร และมีผลงาน โดยถือเป็นคนที่แรกๆ ที่ยกเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” ขึ้นมาพูดอย่างจริงจังในสภา พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา

    วันนี้ นายอรรถกร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน และมีภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2025 นี้

    แม้พึ่งรับตำแหน่ง แต่ก็มีงานต่างๆที่รอการแก้ไข ทั้งงบประมาณ การบริหารจัดการสนาม และการสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการแข่งขัน และปัญหาอีกมากมายที่คาราคาซังมาจากรัฐบาลชุดก่อน

    ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการในเวลาไม่ถึง 90 วันก่อนการแข่งขันซีเกมส์ ต้องรอดูกันว่า รมว.กีฬา ป้ายแดงท่านนี้จะหาทางแก้อย่างไร

    สำหรับการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 ติดตามรับชมและส่งแรงเชียร์ให้ทีมชาติไทย คว้าชัยและเขียนหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ไปด้วยกัน

    การได้รัฐมนตรีหนุ่มวัย 41 ปี นำความหวังใหม่มาสู่สองเสาหลัก ทั้ง ท่องเที่ยว และ กีฬา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงวิจารณ์ว่าประสบการณ์ของเขาอาจยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความสดใหม่และมุมมองทันสมัยอาจเป็น ไพ่ใบสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

    เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ แต่คือสมรภูมิที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สมาคมกีฬา ไปจนถึงแฟนบอลแฟนกีฬา “อรรถกร ศิริลัทธยากร” จะสามารถยืนระยะ และแปลงความคาดหวังให้กลายเป็นผลงานจริงได้หรือไม่ นี่คือคำถามใหญ่ที่สังคมกำลังรอคำตอบ

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_937529/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DIylP48-A7TBp088eIAfW

  • ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.

    ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.


    ธรรมนัส,ท่องเที่ยว,ทูตจีน

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีคำเชิญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ร่วมหารือความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวไทยจีน ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนศุกร์นี้เวลา 18:00 น และจะจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่รองนายกรัฐมนตรีด้วย ในการพบปะหารือครั้งนี้ จะมีวาระที่สำคัญคือ

    – การเชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนประเทศจีน ช่วงปลายเดือนตุลาคมศกนี้ โดยจะไปเยือนกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้หรือกวางโจวหรือเสฉวน

    – การหารือความร่วมมือและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และความร่วมมือในการปราบปราม ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศร่วมกัน

    – การฟื้นฟูคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าไทยจีน ที่มีระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k8tl_eqdN9PSkwedUgJD4

  • ปายจัดอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    ปายจัดอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    ปายจัดอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา’ หวังยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

    กก.เปิดการฝึกอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา’ ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อพัฒนาศักยภาพภาคประชาชนให้สามารถช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและบุคลากรด้านกีฬาได้ หวังสร้างเครือข่ายเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

    วันที่ 22 ก.ย. 68 ที่โรงแรมเบลล์ วิลล่า รีสอร์ท ปาย อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดร.วนิดา พันธุ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา’ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีอาสาสมัครเข้ารับการอบรมจำนวน 40 คน

    นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของภาคประชาชนในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว นักกีฬา และบุคลากรทางการกีฬา รวมถึงการร่วมจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาและนันทนาการในพื้นที่ได้

    โครงการนี้มุ่งหวังที่จะสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นให้กับอาสาสมัครทุกคน เพื่อให้เป็นเครือข่ายที่มีคุณภาพในการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมีมาตรฐาน และเป็นการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qd08r0dwY8kacntRrTdvw