Category: ท่องเที่ยว

  • “รมว.คลัง” จ่อคลอดมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    “รมว.คลัง” จ่อคลอดมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/102466&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D0KR7IywrQ_nS9xrL-T4L

  • บิ๊กเอกชน จี้รัฐเร่งแก้ ‘บาทแข็ง’ หวั่นกระทบเศรษฐกิจปีหน้า

    บิ๊กเอกชน จี้รัฐเร่งแก้ ‘บาทแข็ง’ หวั่นกระทบเศรษฐกิจปีหน้า

    วันนี้ ( 8 ต.ค.2568) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมเสวนาหัวข้อ “พลิกเกมสู้เศรษฐกิจโลกป่วน” ในงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าภาคเอกชนคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทาย 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    จากการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ พบว่าอัตราการเติบโตของไทยในครึ่งปีหลังปีนี้จะชะลอตัว หลังไตรมาส 1 เติบโตได้ 3.2% ไตรมาส 2 เติบโต 2.8% ทำให้ครึ่งปีแรกโตเฉลี่ย 3% ในครึ่งปีหลังไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.7% และไตรมาส 4 คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 0.3% โดยรวมแล้วคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงคาดการณ์ GDP ทั้งปีนี้จะอยู่ในช่วง 1.8% ถึง 2.2% เท่านั้น

    สำหรับ 2569 แม้สถาบันการเงินระหว่างประเทศ IMF หรือ World Bank จะปรับตัวเลขการเติบโตของเอเชียและไทยดีขึ้นเล็กน้อย แต่คาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยยังคงอยู่เพียงที่ประมาณ 2% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ ดังนั้นปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นนิดนึง เพราะสงครามการค้ามีข้อสรุปแล้ว แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องระวัง คือรายได้ของประเทศไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 60% ของ GDP

    งานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “The Future Direction of Thailand 2025 : เมื่อโลกเปลี่ยน...ประเทศไทยไปทางไหน?”

    งานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “The Future Direction of Thailand 2025 : เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน?”

    งานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “The Future Direction of Thailand 2025 : เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน?”

    จี้รัฐเร่งแก่บาทแข็ง หวั่นกระทบส่งออก

    อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวก็เป็นตัวหลักในการสร้างรายได้ แต่ข้อมูล 9 เดือนที่ผ่านมา รายได้จากการท่องเที่ยวต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 7% โดยรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายเดิมที่ ททท. เคยตั้งไว้ว่าจะต้องมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน และสร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท

    ตอนนี้ตัวเลขออกมา 9 เดือน เหลืออีก 3 เดือนสุดท้ายก็ต้องลุ้นกัน ซึ่งปัญหาค่าเงินบาทแข็งเกินไป เป็นเรื่องที่ กกร.ส่งสัญญาณเรื่องนี้ตลอด เพราะประเทศเราต้องค้าขายต่างชาติ ถ้าบาทแข็งสินค้าเราแพงขึ้น และยังกระทบการท่องเที่ยวด้วย

    ในขณะเรื่องบาทแข็ง กกร. ออกมาสะท้อนให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหามาตลอด เพราะประเทศพึ่งพาการส่งออก 60% ของ GDP และจากภาคท่องเที่ยว 10% ของ GDP แต่ทั้งสองอุตสาหกรรมนี้โดนผลกระทบจากเงินบาท ดังนั้นเรื่องค่าเงิน กกร.ส่งเสียงเรื่องนี้มาตลอด โดยจากวันที่พูดเงินบาทแข็งค่า 7% ตอนนี้เหลือประมาณ 5% กว่า ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ กกร.ออกมาพูด ดังนั้นเรื่องค่าเงินจึงจะมีผลสำคัญต่อเศรษฐกิจในปีหน้า

    เอกชนกังวล อีก 5 ปีเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าอาเซียน

    สอดคล้องกับนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงภาพรวมที่สำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย พร้อมแสดงความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าจะอยู่ที่ 2.7 % ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนอย่างมาก โดยปัจจัยที่ทำให้ขาดความน่าสนใจในการลงทุน มาจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ได้แก่ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประสิทธิภาพการผลิต และประสิทธิภาพของภาครัฐ ดังนั้น ถ้าจะข้ามผ่านกับดักดังกล่าว ต้องอาศัยการใช้เทคโนโลยีและแนวคิดด้านความยั่งยืนไม่ว่าจะเป็นการลดคาร์บอน (decarbonization) และการดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้สามารถใช้ประโยชน์สูงสุด

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    ขณะเดียวกันยังต้องส่งเสริมเรื่องหลักนิติธรรม เพื่อลดต้นทุนแฝงทุกภาคส่วน เพิ่มแรงจูงใจให้คนไทยอยู่ในระบบและทำตามกฎกติกา ซึ่งรัฐบาลเริ่มแล้วจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส ซึ่งให้แรงจูงใจแก่ผู้เสียภาษี แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อย (400 บาท) แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เผยแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 มีแนวโน้มสดใส หากสามารถบรรลุข้อตกลง MOA กับสหรัฐฯ และบรรลุการเจรจาFTA กับสหภาพยุโรป ในส่วน ภาคการท่องเที่ยว ที่ตัวเลขไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ภาคเอกชนจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีเร่งสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวจีน สำหรับแนวทางพลิกเกมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มองว่าต้องมีการ “ปลดล็อก (Unlocking) และปฏิรูป (Transform)” ประเทศ เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันและตามทันการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของโลก การปลดล็อกประกอบด้วยการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย, การปลดล็อกกำลังซื้อของประชาชนและธุรกิจฐานรากผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพร้อมระบบการันตี, และการเร่งรัดการค้าระหว่างประเทศ เช่น FCA อาเซียน-แคนาดา นอกจากนี้ ยังต้องเร่งขับเคลื่อนการต่อต้านและปราบปรามปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นเหมือนมะเร็งร้าย อย่างเข้มข้นผ่านกลไกต่างๆ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย

    “คลัง”ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ

    ด้านนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญจุดหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก 4 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรง ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านจากยุคการค้าเสรีไปสู่การค้าที่ต้อง “เลือกข้าง” สังคมผู้สูงอายุ โดยคนไทยส่วนใหญ่ “จนก่อนแก่” ทำให้กลายเป็นภาระการคลัง การก้าวเข้าสู่ยุค AI และดิจิทัลอย่างรวดเร็วและ กติกาโลกสีเขียวที่เข้มงวดขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่นอกจากจะขาดการลงทุนมานาน ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่า

    นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง

    นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง

    นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง

    ขณะที่แรงงานขาดทักษะ หรือไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะโตเพียง 0.3% อีกทั้งยังเจอกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของ GDP และ SME ขาดสภาพคล่อง ขณะที่รัฐบาลมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน ในการดำเนินนโยบาย “Quick Big” โดยมีหลักคิด คือ กระตุ้นสั้น, ได้ผลยาว, และกระจายตัว

    “นายก”ย้ำไทยต้อง “รีเซต” โครงสร้างประเทศ

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงปาฐกถาพิเศษ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย เน้นย้ำถึงการ ”รีเซต” โครงสร้างประเทศและ “ฟื้นตัว” ทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายระดับโลก ทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ โรคอุบัติใหม่ และการปฏิวัติเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ซึ่งทำให้ประเทศที่ปรับตัวช้าไม่เพียงเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังสูญเสียอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม การรีเซตนี้หมายถึงการ รีเซตวิธีคิด และวางรากฐานใหม่

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงปาฐกถาพิเศษ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย เน้นย้ำถึงการ ”รีเซต

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงปาฐกถาพิเศษ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย เน้นย้ำถึงการ ”รีเซต

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงปาฐกถาพิเศษ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย เน้นย้ำถึงการ ”รีเซต” โครงสร้างประเทศและ “ฟื้นตัว”

    โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในมิติความมั่นคง รัฐบาลเน้นการใช้พลังทางการทูต เศรษฐกิจ และการทหารในการแก้ปัญหาชายแดน, จัดการภัยสังคม (ยาเสพติด, อาชญากรรมออนไลน์) และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงในระบบ นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD

    สำหรับการรีเซตทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ด้วยมาตรการลดค่าครองชีพ และโครงการเศรษฐกิจเฉพาะกิจ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพภาคเอกชนและ SME, การส่งเสริม Smart Farming, พลังงานหมุนเวียน (Green Economy) และการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลโดยนำ AI และ Big Data มาปรับใช้ ด้านสังคม รัฐบาลต้องรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

    โดยสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ มีงานทำและมีรายได้ และนำหลัก Universal Design มาปรับใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันต้องเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตและออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ. จัดการอากาศสะอาด และเร่งสร้างรัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและปราบปรามคอร์รัปชัน

    “วันนี้ยากชวนให้ทุกคนร่วมมองอนาคตด้วยกัน เพราะคงไม่มีรัฐบาลไหนสามารถรีเซ็ตประเทศได้ลำพัง แต่จำเป็นต้องมีกำลังจากทุกฝ่าย วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดระบบที่ทำให้ศักยภาพนั้นทำงานอย่างเต็มที่ ผมอยากชวนทุกคนกลับมามองประเทศไทย ด้วยสายตาเป็นมิตร จริงใจ จะเห็นว่าประเทศไทยที่ไม่ใช่แค่ต้องการฟื้นตัว แต่เป็นประเทศไทยในเวอร์ชั่นที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน และมีเป้าหมายว่าจะเป็นที่หนึ่งในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน”

    อ่านข่าว:

     “ทองคำ”สินทรัพย์อมตะแห่งยุค 4 ปัจจัยบวกดันทองพุ่ง

    ส่องตลาดบ้านหรู เป็นได้ทั้งพลุ-ระเบิดเวลา

    “ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1–lcOU7iahLCe7A2iK6HF

  • คลัง ชงมาตรการลดภาษี “กระตุ้นเที่ยวเมืองรอง” เข้า ครม.ศก.สัปดาห์หน้า

    คลัง ชงมาตรการลดภาษี “กระตุ้นเที่ยวเมืองรอง” เข้า ครม.ศก.สัปดาห์หน้า

    คลัง ชงมาตรการลดภาษี “กระตุ้นเที่ยวเมืองรอง” เข้า ครม.ศก.สัปดาห์หน้า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า  กระทรวงการคลังเตรียมนำมาตรการทางภาษี และมาตรการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในวันพุธที่ 15 ตุลาคมนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยคาดหวังผลทางเศรษฐกิจที่จะต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านแนวทางการดำเนินการในหลายระดับและหลายมิติ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรองทั่วประเทศ
     

     “คลังจะนำมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรองนี้ เข้าครม.เศรษฐกิจในวันพุธ นี้ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของครม.ใหญ่ในลำดับถัดไป แต่ยังไม่ใช่วันที่ 14 แน่นอน เพราะตอนนั้นยังไม่เข้าวาระ” นายเอกนิติ กล่าว
     

    โดย มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวครั้งนี้ยึดแนวคิดหลักว่า กระตุ้น สั้น ได้ ผล ยาว กระจายตัวโดยชี้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่เพียงการทุ่มงบประมาณ แต่ต้องเกิดจากการใช้งบอย่างมีเป้าหมาย และสามารถเชื่อมโยงผลลัพธ์ไปยังการเติบโตในระยะยาวของภาคเศรษฐกิจในพื้นที่

    สำหรับ รายละเอียดของมาตรการประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่

    1.เร่งการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐ โดยจะผลักดันให้หน่วยราบการเร่งการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยเฉพาะงบที่อยู่ในมือแล้ว เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเร็วขึ้น  และเกิดหมุนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

    2.ผลักดันการใช้จ่ายไปยัง เมืองรอง เงินจากภาครัฐที่จะใช้ในกิจกรรม เช่น การประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมภาคสนาม จะถูกกำหนดเป้าหมายให้ใช้ในเมืองรองเป็นลำดับแรก เพื่อสร้างการกระจายตัวทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค

    3.ออกมาตรการภาษีกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน จะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี สำหรับลดหย่อนค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น ค่าที่พัก โรงแรม และร้านอาหาร ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    4.ส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงที่พัก-โรงแรม มาตรการนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงแรมหรือที่พักในเมืองรอง สามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสถานที่มาหักลดหย่อนภาษีได้ “2 เท่า” ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและรองรับความต้องการในอนาคต

    “ ในส่วนของรายละเอียดเพดานวงเงิน หรือประเภทค่าใช้จ่ายที่จะได้รับสิทธิหักภาษี 2 เท่า ยังคงอยู่ระหว่างการคำนวณและหารือร่วมกับหน่วยงานด้านงบประมาณ เพื่อไม่ให้กระทบวินัยการคลังในภาพรวม” นายเอกนิติกล่าว

    นายเอกนิติยังย้ำว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในช่วงปลายปี ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะช่วยเร่งเครื่องการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มแรงส่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q2HO2FyREisLAUTFW94pU

  • อุดรธานีเปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” เชื่อมพลังศรัทธาพญานาค กระตุ้นท่องเที่ยวบ้านดุง

    อุดรธานีเปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” เชื่อมพลังศรัทธาพญานาค กระตุ้นท่องเที่ยวบ้านดุง

    อุดรธานีเปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” เชื่อมพลังศรัทธาพญานาค กระตุ้นท่องเที่ยวบ้านดุง


    8/10/2568 | 65 |

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ ลานบวงสรวงสนามหญ้าคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1” โดยมีนายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมงานจำนวนมาก 

    การจัดงาน “คำชะโนดโลก” ครั้งนี้ จัดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างวันที่ 8–12 ตุลาคม 2568 เป็นการเชื่อมโยงกับเทศกาลออกพรรษา งานบั้งไฟพญานาคจังหวัดหนองคาย และงานไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม ร่วมบอกกล่าวเล่าขานตำนานความเชื่อแห่งดินแดนพญานาค และตำนานท้องถิ่น เช่น “สองสาวยืมฟืม” “ประกวดชายงาม” และ “ผีจ้างหนัง” มุ่งแสดงพลังความรัก ความศรัทธา และความสามัคคีของประชาชนทุกภาคส่วน ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในเทศกาลออกพรรษา พิธีถวายพานบายศรีขอพร ขบวนแห่พญานาค ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยาว 109 เมตร ใช้คน กว่า 200 คน การรำบวงสรวง การแสดงแสง สี เสียง การแสดงของนักเรียนในพื้นที่ และกิจกรรมพาแลงขันโตก

    นายสุริยนต์ ดอนสมจิตร นายอำเภอบ้านดุง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารคำชะโนดกล่าวว่า วังนาคินทร์คำชะโนด ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นเกาะกลางน้ำ มีต้นคำชะโนดขึ้นหนาแน่น ภายในมี “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นป่องพญานาค เชื่อมโยงกับตำนาน “ดินแดนพญานาค” ที่มีเรื่องราวมหัศจรรย์ เช่น ตำนานคำชะโนด ตำนานผีจ้างหนัง และตำนานสองสาวยืมฟืม จากความเชื่อและศรัทธา ทำให้คำชะโนดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับจังหวัดอุดรธานีและอำเภอบ้านดุงอย่างมหาศาล โดยในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวสูงสุดกว่า 3.36 ล้านคน แต่หลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2563 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือ 1.78 ล้านคน และปี 2564 เหลือเพียง 2.9 แสนคน อย่างไรก็ตาม ปี 2568 (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 กรกฎาคม) มีนักท่องเที่ยวกลับมาเยือนคำชะโนดแล้วกว่า 6.9 แสนคน และนักท่องเที่ยวในจังหวัดอุดรธานีรวมกว่า 2.94 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 8.13 ล้านบาท การจัดงานครั้งนี้ใช้งบจากกองทุนคำชะโนด ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยววันละไม่น้อยกว่า 10,000 คน ตลอด 5 วันของการจัดงาน คาดสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UH74wOklrBXmQqDN4LYYb

  • ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ต้อนรับคาราวานท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ต้อนรับคาราวานท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ | TOPNEWS

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่วัดจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำทีมแม่ฮ่องสอนท่องเที่ยวพลัส ประกอบด้วย นางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน, นางสาววริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน, นางชุติวรรณ ตักกะภูมิ รองผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน, นายภาณุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน และนางสาวศิริอร รังศิริตานนท์ ผู้จัดการ T.N. & Family Tour ร่วมให้การต้อนรับและปล่อยตัวคาราวาน ขบวนรถท่องเที่ยว

    โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ BFGoodRich สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน หอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดกิจกรรม CARAVAN 2 NORTH OF THAILAND 2025 BEYOND THE MAP นำคณะนักท่องเที่ยว กลุ่มเจ้าของกิจการ ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย ยางรถยนต์มิชลินและยางบีเอฟกู๊ดลิสต์ พร้อมด้วยสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ด้านยานยนต์และการท่องเที่ยว ทั้งในประเทศไทยและจากประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย เดินทางมาท่องเที่ยวพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมทดสอบสมรรถนะผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ดังกล่าว ตามเส้นทาง เชียงใหม่ – ดอยอินนทนนท์ – แม่ฮ่องสอน – ปาย – เชียงใหม่ จำนวน 9 ครั้ง ระหว่างวันที่ 21 กันยายน ถึง 23 ตุลาคม 2568 (รถยนต์ครั้งละ 7-12 คัน จำนวนครั้งละประมาณ 25 คน)


    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดู และมีเส้นทางคมนาคมที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีแผนการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำสาธารณะสำหรับการท่องเที่ยวสำหรับคนทุกกลุ่ม (Tourism For All) และสัญญานโทรศัพท์ที่เร่งพัฒนาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวให้มีความประทับใจมากยิ่งขึ้น

    นายเก่ง ชัยวารินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นางชุติวรรณ ตักกะภูมิ ให้การต้อนรับพร้อมกล่าวถึง เส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดอแม่ฮ่องสอนมีทัศนียภาพที่งดงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติได้ฟื้นตัว มีทะเลหมอกตลอดสองข้างทาง และมีเส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งแบบทางเรียบและทางรุกรังเหมาะกับสายท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ที่ทั้งสนุกและท้าทาย โดยเส้นทางคาราวานท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ นอกจากการเปิดประสบการณ์สำหรับผู้ร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสทดสอบสมรรถนะของยางรถยนต์ของถนนในรูปแบบต่างๆ แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนตามเส้นทาง สร้างความประทับใจและมีการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนในมุมมองใหม่ๆ ให้แพร่หลายไปยังสื่อต่างๆ ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติในวงกว้าง

    นายภาณุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ด้านการรองรับนักท่องเที่ยว มีการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร และร้านของฝากของที่ระลึก ทั้งยังได้รับความอนุเคราะห์จากนางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน สนับสนุนรถรางนำเที่ยวชมเมืองแม่ฮ่องสอนให้กับคณะ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1348222&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04Var7vvIM_yBgOAXZ4JtC

  • อพท.สร้างความคืบหน้า สานต่อ ทุกรัฐบาล กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

    อพท.สร้างความคืบหน้า สานต่อ ทุกรัฐบาล กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

    ภูมิภาค

    อพท.สร้างความคืบหน้า สานต่อ ทุกรัฐบาล กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

    วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8  ตุลาคม 2568  เวลา 10.00 น. นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานต้อนรับ นายศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) พร้อมคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ในการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย โดยมี นายศุภฤกษ์ น้อยสุวรรณ นายอำเภอภูกระดึง นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง นายธรรมนูญ ภาคธูป ผู้จัดการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจังหวัดเลย (อพท.เลย) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดเลย ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเลย ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

    ทั้งนี้ ความคืบหน้าล่าสุด อพท. ได้จัดทำและเสนอบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับ Draft Final ระหว่างกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับ อพท. จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการเพื่อการส่งเสริมการสนับสนุน และการประสานงานในการดำเนินงานการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ปัจจุบัน กองนิติการ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว และรอเสนอให้อธิบดีกรมอุทยานฯ เห็นชอบ MOU ทั้ง 2 ฉบับ และ คาดว่า จะจัดพิธีลงนาม MOU ในเดือนตุลาคม 2568 นี้ สำหรับโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง นั้น หากมีการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงเกิดขึ้นจริง จะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยสามารถเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติบนยอดภูกระดึงได้อย่างเท่าเทียม และจะกลายเป็นโอกาสของชุมชนโดยรอบตีนภูกระดึงในการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ทั้งในด้านที่พัก ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก หรือ กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน นอกจากนี้ กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงจะสามารถใช้เป็นเส้นทางช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน เช่น การนำผู้บาดเจ็บลงจากภู การลำเลียงอุปกรณ์ดับไฟป่า หรือการช่วยเหลือสัตว์ที่บาดเจ็บได้ แต่ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดอย่างรอบด้าน อาท ปัญหาขยะมูลฝอย ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย

    ทางด้าน นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ในฐานะประธานในการต้อนรับคณะ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และนักวิชาการ ได้มาร่วมรับฟังความก้าวหน้าของโครงการ ตลอดจนร่วมเสนอแนะในประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนโครงการก่อสร่างกระเช้าขึ้นภูกระดึงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม 

    ส่วนในช่วงบ่าย คณะจาก อพท. และ สื่อมวลชนจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ดูจุดก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449759&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33XQHubkGcYe6EOMmPvDDw

  • “ทริปสายคอนเทนต์-ถ่ายรูป” ทำลายการท่องเที่ยวของคนยุคนี้? | เดลินิวส์

    “ทริปสายคอนเทนต์-ถ่ายรูป” ทำลายการท่องเที่ยวของคนยุคนี้? | เดลินิวส์

    sohu สื่อแดนมังกรจีน เปิดเผยบทความวิเคราะห์ถึงการท่องเที่ยวของคนในยุคโซเชียลมีเดีย ที่กำลังทำลายความหมายของการท่องเที่ยวอย่างแท้จริงไปโดยสิ้นเชิง หลายคนไม่ได้ไปเพื่อสัมผัสประสบการณ์ แต่ไปเพื่อ “สร้างคอนเทนต์” หรือ “ถ่ายรูปอวด” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “การท่องเที่ยวเพื่อลงรูป” (“Take-a-shot” style travel) กำลังทำลายแก่นแท้ของวันหยุด และทำให้ความทรงจำที่แท้จริงกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า

    ในช่วงวันหยุดยาว นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยม ไม่ได้ไปเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้า แต่กลับวุ่นวายกับการจัดมุม จัดท่าทาง เพื่อให้ได้ “รูปภาพที่สมบูรณ์แบบ” สำหรับลงโซเชียลมีเดีย

    คู่รักคู่หนึ่งยืนอยู่ริมทะเลสาบ แต่แทนที่จะเพลิดเพลินกับสายลม พวกเขากลับโฟกัสกับการถ่ายรูปที่ “ต้องได้ไลก์”

    ครอบครัวหนึ่งรีบเดินผ่านโบราณสถานเพื่อถ่ายรูปเช็กอินให้ครบ ก่อนจะขึ้นรถกลับไปพร้อมกับความรู้สึกว่า จำไม่ได้เลยว่าโบราณสถานนั้นชื่ออะไร? หรือมีประวัติศาสตร์อย่างไร?

    หลายคนยอมต่อคิวที่ “มุมถ่ายรูปยอดฮิต” นานถึง 2 ชั่วโมง หรือแม้แต่ยอมละทิ้งอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ เพียงเพื่อรีบกลับไปโรงแรมเพื่อ “แต่งรูป” และ “โพสต์ลงโซเชียล” ให้ทันท่วงที

    ทำไมเราถึงหมกมุ่นกับการ “ถ่ายรูปเช็กอิน” ในการท่องเที่ยว?

    จากมุมมองทางจิตวิทยา การหมกมุ่นกับการ “ถ่ายรูปคอนเทนต์” นั้น มาจากแรงจูงใจที่ซับซ้อน :

    การนำเสนอตัวตนในอุดมคติ (Self-Presentation) : ในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนต้องการนำเสนอ “ตัวตนเสมือนในอุดมคติ” ผ่านการคัดสรรรูปภาพ มุมมอง และคำบรรยาย เพื่อควบคุมว่าคนอื่นจะมองพวกเขาอย่างไร?

    การแข่งขันและการยอมรับทางสังคม (Social Comparison) : “ทริปสายคอนเทนต์” เป็นเหมือน “การแข่งขันถ่ายภาพการท่องเที่ยว” ในวงเพื่อน (หรือเรียกว่า “การประกวดภาพถ่ายในวันหยุด” บนโซเชียลมีเดีย) การได้รับไลก์ คอมเมนต์ และการยอมรับจากผู้อื่น เป็นการยืนยันคุณค่า สถานะทางเศรษฐกิจ และรสนิยมของตนเอง

    เครื่องหมายทางสังคม (Social Currency) : ในสังคมสมัยใหม่ที่ความผูกพันในชุมชนอ่อนแอลง ภาพถ่ายการเดินทางจึงกลายเป็น “สัญลักษณ์ที่มองเห็นได้” เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองใช้ชีวิตตามมาตรฐานของกลุ่ม และทำหน้าที่เป็น “สกุลเงินทางสังคม” ในการแลกเปลี่ยนความสนใจ

    เมื่อการ “ถ่ายรูป” กลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญเกินไป ประสบการณ์ที่แท้จริงในการท่องเที่ยวก็ถูกทำให้พร่ามัว

    พลาดประสบการณ์ ณ ปัจจุบัน : นักท่องเที่ยวจำนวนมาก บุกไป “แลนด์มาร์คถ่ายรูป” เพียงแค่ถ่ายภาพเสร็จก็รีบจากไป ไม่มีการใช้เวลาสัมผัสประสบการณ์อื่นๆ หรือบางคนแม้จะยืนอยู่กลางทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่กลับวุ่นอยู่กับการแต่งรูป และโพสต์ลงโซเชียล

    สร้างความขัดแย้งในความสัมพันธ์ : คู่รักหลายคู่ทะเลาะกันเรื่องความถี่ในการถ่ายรูป หรือความสามารถในการถ่ายภาพที่ไม่ถูกใจ ขณะที่การเที่ยวแบบครอบครัวก็อาจกลายเป็นการปะทะทางรสนิยม เมื่อผู้ใหญ่ต้องการรูปครอบครัว แต่คนรุ่นใหม่มุ่งถ่ายรูป “คอนเทนต์ส่วนตัว”

    ผลกระทบด้านลบที่ซ่อนอยู่

    นักประสาทวิทยาชี้ว่า เมื่อเราจดจ่อกับการถ่ายภาพ สมองส่วนที่รับผิดชอบการวางแผนและการคิดเชิงเหตุผลจะทำงานหนัก ขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกจะถูกยับยั้ง การโฟกัสที่ “กรอบภาพ” มากเกินไป ทำให้สมองจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด ส่งผลให้ผู้คนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงาม แต่กลับ “ไม่รู้สึกอะไรเลย”

    นอกจากนี้ การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันทางสังคม ยังนำไปสู่พฤติกรรม “แสดงออกเพื่อผลประโยชน์” และก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง

    นักท่องเที่ยวบางราย “ทำลายโบราณวัตถุ” หรือ “ระบบนิเวศ” เพื่อให้ได้รูปที่สมบูรณ์แบบ

    บางคนยอม “เสี่ยงชีวิต” เพื่อถ่ายภาพที่น่าตื่นเต้น จนกลายเป็น “ทาสของอัลกอริทึม”

    เทรนด์ที่น่ากังวลอีกอย่างคือ ความซ้ำซากจำเจของมุมถ่ายรูปและสไตล์ เมื่อเปิดดูแฮชแท็กการท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดีย จะพบภาพที่คล้ายกันเต็มไปหมด เช่น ท่าเอามือเท้าคางมองทะเลจากด้านหลัง, ท่าชูมือถือดวงอาทิตย์/อาคาร/ก้อนเมฆ, ท่าถ่ายหน้าด้านข้างขณะนั่งบนขั้นบันได หรือท่าวาดมือเป็นรูปหัวใจเหนือศีรษะ

    การใช้ “สูตรสำเร็จ” ในการนำเสนอภาพเหล่านี้ เป็นการละทิ้งมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ ในการแสดงออกต่อโลก

    จะสร้างสมดุลระหว่าง “ประสบการณ์” และ “คอนเทนต์” ได้อย่างไร?

    หากต้องการเพลิดเพลินกับช่วงเวลาปัจจุบัน พร้อมทั้งบันทึกความทรงจำที่ดีไปพร้อมกัน แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้ :

    จัดลำดับความสำคัญของประสบการณ์ : กำหนด “รายการสิ่งที่ต้องทำ” โดยเน้นการมีส่วนร่วมจริงๆ มาเป็นอันดับแรก เช่น เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อนถ่ายรูป, เดินป่าให้ถึงจุดชมวิวก่อนหยิบกล้อง

    ใช้ “การจำกัดเวลาถ่ายภาพ” : กำหนดจำนวนรูปภาพที่ถ่ายในแต่ละวัน เพื่อบังคับให้คุณต้องตัดสินใจว่า ภาพไหนมีความหมายจริงๆ ลองปิดเสียงชัตเตอร์ของอุปกรณ์เพื่อลดสิ่งรบกวน และลองถ่ายในโหมด Manual เพื่อฝึกการสังเกตแสงและองค์ประกอบ

    บันทึกการเดินทางด้วยวิธีอื่น : อย่าจำกัดการบันทึกไว้แค่ภาพถ่าย ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเพื่อเก็บเสียงบรรยากาศคลื่นทะเล หรือเสียงผู้คน, เก็บตั๋วเข้าชมมาทำสมุดภาพ 3 มิติ หรือใช้สมุดสเก็ตช์วาดโครงร่างอาคาร

    สื่อสารกับเพื่อนร่วมทางอย่างตรงไปตรงมา : หากเดินทางกับคนที่ชอบถ่ายรูปมากเป็นพิเศษ ควรตกลงกติกา และข้อจำกัดในการถ่ายรูปตั้งแต่ก่อนเริ่มทริป เพื่อลดความขัดแย้ง และกำหนดจุดที่ต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ร่วมกันเป็นอันดับแรก

    ทิวทัศน์ที่น่าประทับใจที่สุดของการเดินทาง ไม่ได้อยู่ในช่องมองภาพ แต่มาจากการเผชิญหน้ากับโลกด้วยสายตาที่เปิดกว้างและจริงใจ จงละทิ้งความหมกมุ่นในการ “สร้างคอนเทนต์” และปล่อยให้การเดินทางเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิตที่ไม่เหมือนใครของคุณ

    ที่มาและภาพ : ไป๋ปิง UN828 แห่ง sohu.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5185645/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QcaMj0SZzKcQOiWQskbx2

  • ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ท่องเที่ยว

    08 ต.ค. 2025 เวลา 14:47 น.

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไปดื่มไปดริ๊งค์ที่ ฮ่องกง ในเทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’ จัดเต็มถึงเที่ยงคืนเป็นครั้งแรก! เสิร์ฟไวน์ตำนาน 170 ปีแห่งบอร์กโดซ์

    ฮ่องกง เตรียมเปิดฉากเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกที่ทุกคนรอคอยอีกครั้ง กับ งาน Hong Kong Wine & Dine Festival ที่จัดโดย การท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) ร่วมกับสมาคมไวน์บอร์กโดซ์ (Bordeaux Wine Council: CIVB) โดยในปีนี้จะจัดเต็ม 4 วัน ระหว่างวันที่ 23 – 26 ตุลาคม ณ ลานกิจกรรม Central Harbourfront

    ความพิเศษที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุดในปีนี้คือ การขยายเวลาจัดกิจกรรมไปจนถึงเที่ยงคืนเป็นครั้งแรก ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศปาร์ตี้สุดพิเศษได้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมด้วยการรวมตัวของสุดยอดเชฟระดับมิชลินและคอลเลกชันไวน์หายากที่อลังการกว่าที่เคย

    ดร. ปีเตอร์ แลม ประธาน การท่องเที่ยวฮ่องกง กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ Hong Kong Wine & Dine Festival กลับมาพร้อมไลน์อัปที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยการนำ BEA Grand Wine Pavilion และ Tasting Room กลับมาตามคำเรียกร้อง

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ผู้ที่ไปร่วมงานจะได้พบกับคอลเลกชันไวน์ชั้นยอดจาก บอร์กโดซ์ ที่ติดอันดับในปี 1855 รวมถึงการรวมตัวของ เชฟมิชลินสตาร์ระดับโลก ที่มารังสรรค์เมนูเลิศรสถึงในงานธีมของปีนี้คือ REMIX. BEST OF ALL WORLDS ซึ่งสะท้อนพันธกิจของเราในการคัดสรรไวน์และอาหารชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อนำเสนอในรูปแบบผสมผสานที่มอบประสบการณ์การชิมที่เหนือชั้นกว่าใคร”

    ความน่าสนใจอาทิ โซน Tasting Room : ดินเนอร์ 5 เชฟผนึกกำลัง ที่นิยามอาหารจีนใหม่

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    โซน Tasting Room ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามกลับมาอีกครั้ง พร้อมรวบรวมห้านักปรุงอาหารระดับโลกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ มาร่วมกันเนรมิตค่ำคืนสุดพิเศษด้วยดินเนอร์ 10-Hand Collaboration ภายใต้แนวคิด Taste the Extraordinary: Beyond Cantonese Flavour ที่จะนิยามขอบเขตของอาหารจีนใหม่

    โซน Towngas Gourmet Avenue: รวมสุดยอด 13 ดาวมิชลินไว้ในที่เดียว

    โซน Towngas Gourmet Avenue ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก นำร้านอาหารชั้นนำ 12 แห่งของฮ่องกงมารวมกัน มอบโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายในการลิ้มรสอาหารจากร้านที่รวมกันแล้วมีถึงมิชลินรวม 13 ดาว และ Black Pearl Diamond 7 เม็ด ในโซนเดียว  อาทิ

    •             L’Atelier de Joël Robuchon: อาหารฝรั่งเศสระดับมิชลิน 3 ดาว

    •             Forum Restaurant: อาหารกวางตุ้งระดับมิชลิน 3 ดาว

    •             Bo Innovation: อาหารแนว Innovative Cuisine ระดับมิชลิน 2 ดาว

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ประสบการณ์ใหม่ที่ห้ามพลาดปี 2025

    •             Pairing Exploration Experience: กิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟใหม่ล่าสุด ที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองจับคู่รสชาติหลัก 5 รส (หวาน, เปรี้ยว, เผ็ด, เค็ม, อูมามิ) เข้ากับไวน์ 5 สายพันธุ์หลัก (Merlot, Chardonnay, Shiraz, Cabernet Sauvignon และ Sauvignon Blanc) ด้วยตัวเอง

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    •             Disney-Themed Area: พบกับโซนพิเศษจาก Hong Kong Disneyland ที่เสิร์ฟเมนูอาหารและเครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟในธีมตัวละครดิสนีย์ รวมถึงค็อกเทลธีม Marvel และการเปิดตัวไวน์ Disney ครั้งแรกในงาน จากโรงกลั่น Frank Family Vineyards ซึ่งก่อตั้งโดย Rich Frank อดีตประธาน Walt Disney Studio

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    เปิดจำหน่ายผ่าน Klook และ Trip.com ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568  

    ‘เชฟมิชลินระดับโลก’ ชวนไป เทศกาล ‘Hong Kong Wine & Dine 2025’

    ศึกษาข้อกำหนดและเงื่อนไขได้ที่ https://www.discoverhongkong.com/eng/what-s-new/events/wine-dine-festival.html?popup=guest-pass

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1202258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nt7sa62jqzUSqi64MX609

  • จองตั๋วด่วน! การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว จัดเต็มตลอดเดือน ต.ค. – ธ.ค. 68

    จองตั๋วด่วน! การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว จัดเต็มตลอดเดือน ต.ค. – ธ.ค. 68

    ทั่วไป

    08 ต.ค. 2025 เวลา 16:35 น.

    จองตั๋วด่วน! การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว จัดเต็มตลอดเดือน ต.ค. - ธ.ค. 68

    จองตั๋วด่วน! โปรแกรมท่องเที่ยวล่าสุด การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยวปลายฝนต้นหนาว ชวนเที่ยว ทุกเสาร์-อาทิตย์ เต็มอิ่มตลอดเดือน ต.ค. – ธ.ค. 68 ไปกับขบวนรถไฟนำเที่ยว KIHA 183 และ SRT Royal Blossom

    หนาวนี้ไปเที่ยวกัน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อัปเดต โปรแกรมท่องเที่ยวล่าสุด เปิดปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟช่วงปลายปี 2568 ต้อนรับบรรยากาศปลายฝนต้นหนาว ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษไปกับ 2 ขบวนรถนำเที่ยวยอดนิยมอย่างรถไฟสไตล์ญี่ปุ่น “KIHA 183” และขบวนรถไฟสุดหรู “SRT Royal Blossom” ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบไปเช้า-เย็นกลับ และแบบพักค้างคืน เปิดจำหน่ายตั๋วแล้ววันนี้

    การรถไฟฯ มุ่งมั่นพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวทางรางให้มีความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยจัดโปรแกรมท่องเที่ยวสุดพิเศษ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติ วัฒนธรรม และความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมบริการครบครัน ในราคาคุ้มค่า กับโปรแกรมท่องเที่ยวปลายปี 2568 ดังนี้

    โปรแกรมท่องเที่ยวขบวนรถ KIHA 183 รถไฟสไตล์ญี่ปุ่น ที่เน้นการเดินทางแบบอินกับธรรมชาติและการผจญภัย แบบพักค้างคืน จำนวน 5 ทริป ดังนี้

    1. ทริป “ตามรอยวัฒนธรรม สัมผัสธรรมชาติใกล้กรุง” จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2568 (ราคา 4,399 บาท)

    2. ทริป “รื่นรมย์ ชมชล หัวหิน” อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2568 (ราคา 4,099 บาท)

    3. ทริป “ยลวิถีของดีริมราง เที่ยวงาน สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ชมสวนดอกไม้ในบรรยากาศเกาหลีที่วอนแดซอง จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 29-30 พฤศจิกายน และวันที่ 6-7 ธันวาคม 2568 (ราคา 4,299 บาท)

    4. ทริป “สุขสำราญ เที่ยวครบรส วิถีชุมชน เพลินเสน่ห์เมืองประจวบ” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 13-14 ธันวาคม 2568 (ราคา 4,299 บาท)

    จองตั๋วด่วน! การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว จัดเต็มตลอดเดือน ต.ค. - ธ.ค. 68

    โปรแกรมท่องเที่ยว SRT ROYAL BLOSSOM ขบวนรถไฟสุดหรู ที่พาทุกท่านท่องเที่ยวแบบสบาย ๆ เน้นดื่มด่ำกับบรรยากาศหรูหราแบบ Excusive เพลิดเพลินกับความสวยงาม บรรยากาศ และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดสองข้างทางรถไฟ แบบไปเช้า-เย็นกลับ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือนตุลาคม – ธันวาคม 68 ดังนี้

    1. ทริป “SRT Royal Blossom Journey : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน @เพชรบุรี น้อมรำลึก ๑๐๐ ปี มหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 18, 19, 25 และ 26 ตุลาคม 2568 แบบ Passenger Car (ราคา 2,299 บาท) และแบบ Group Car (ราคา 15,999 บาท)

    2. ทริป “SRT Royal Blossom Journey : เที่ยวทุ่งทานตะวัน นั่งรถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ชมพระอาทิตย์ตกดิน” ในวันที่ 1, 2, 8, 9, 15, 16, 22, 23, 29, 30 พฤศจิกายน 2568 และวันที่ 6, 7, 13, 14, 20, 21 ธันวาคม 2568 แบบ Passenger Car (ราคา 2,399 บาท) และแบบ Group Car (ราคา 15,999 บาท)

    ทั้งนี้ ราคาตั๋วทุกโปรแกรม รวมค่าอาหาร เครื่องดื่ม และประกันอุบัติเหตุแล้ว

    นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถจองตั๋วได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านสถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือจองง่าย ๆ ทางระบบออนไลน์ D-Ticket ของการรถไฟฯ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

    จองตั๋วด่วน! การรถไฟฯ เปิดปฏิทินท่องเที่ยว จัดเต็มตลอดเดือน ต.ค. - ธ.ค. 68

    โปรแกรม Royal Blossom เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 (รวม 3 เดือน)

    โปรแกรม KIHA 183 เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 (รวม 2 เดือน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1202290&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HYMGuSnP_upUadstsVrip

  • ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ‘สุพล ศรีพันธุ์’ อธิบดีท่องเที่ยว ทุจริต 286 ล้านบาท | เดลินิวส์

    ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ‘สุพล ศรีพันธุ์’ อธิบดีท่องเที่ยว ทุจริต 286 ล้านบาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 ต.ค. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุพล ศรีพันธุ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กับพวก ทุจริตในการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดหาอุปกรณ์เครื่องเล่นนันทนาการ และออกกำลังกาย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555

    เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 กรมการท่องเที่ยวได้รับจัดสรรงบประมาณงบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ค่าพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ จำนวน 200,000,000 บาท ซึ่งต่อมานายสุพล ได้อนุมัติให้โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณเป็นงบลงทุน ค่าครุภัณฑ์ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาท และอนุมัติให้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดำเนินการจัดซื้อเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย จำนวน 4 โครงการ เป็นเงิน 286,073,000 บาท ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดหาอุปกรณ์เครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย จำนวน 8,000,000 บาท ตามที่ สำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หน่วยงานผู้รับผิดชอบเสนอ ทั้งที่จังหวัดและพื้นที่ที่เป็นสถานที่ติดตั้งในจังหวัดนั้น ๆ ไม่ได้มีความประสงค์ในการขอรับการสนับสนุนเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายอย่างแท้จริง กับทั้งพื้นที่ที่ติดตั้งก็ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้มีการจัดซื้อเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายตามที่ได้มีการตระเตรียมมาตั้งแต่ต้น

    โดยคณะกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานไม่ได้กำหนดรายละเอียดคุณลักษณะและราคาที่จะจัดซื้อแต่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารขออนุมัติร่างขอบเขตของงานที่จัดทำขึ้นตามคำสั่งการของว่าที่ร้อยตรี อานุภาพ เกษรสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ตรงกับเครื่องเล่นนันทนาการ และออกกำลังกายของบริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด อันมีลักษณะเป็นการกีดกันมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ ได้เป็นคู่สัญญากับกรมการท่องเที่ยวตามที่ได้มี การตกลงร่วมกันมาตั้งแต่ต้น ทั้งปรากฏว่าราคาที่จัดซื้อเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายดังกล่าว มีราคาแพงกว่าท้องตลาดและมีราคาสูงกว่าราคานำเข้าหลายเท่าตัว เป็นเหตุให้กรมการท่องเที่ยวได้รับความเสียหาย

    ป.ป.ช. จึงพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายสุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ว่าที่ร้อยตรี อานุภาพ เกสรสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นางพัชณีย์ ยงยอด ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ เจ้าหน้าที่พัสดุ และกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคา มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แล้วแต่กรณี

    ส่วนการกระทำของบริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และเอกขนที่เกี่ยวข้อง มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด

    นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีมติชี้มูลความผิด นางแสงจันทร์ วรสุมันต์ อธิบดีกรมพลศึกษา กับพวก กรณีทุจริตการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและเครื่องเล่นนันทนาการกลางแจ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2556 และ 2557 จำนวน 2 สัญญา รวม 2 สำนวนคดี เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2556 และ 2557 นางแสงจันทร์ อธิบดีกรมพลศึกษา ได้อนุมัติจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและเครื่องเล่นนันทนาการกลางแจ้งจำนวน 14 รายการ จำนวน 2 สัญญา ได้แก่ สัญญาเลขที่ ซ.36/2556 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2556 วงเงิน 29,700,000 บาท และสัญญาเลขที่ ซ.48/2556 ลงวันที่ 7 ม.ค. 2557 วงเงิน 34,650,000 บาท โดยที่กรมพลศึกษาไม่ได้สำรวจความต้องการของหน่วยงานหรือชุมชนในพื้นที่ที่จะรับมอบครุภัณฑ์ดังกล่าว แต่ให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดต่าง ๆ เสนอขอรับการสนับสนุนครุภัณฑ์มายังกรมพลศึกษา

    และนายนิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา ได้ร่วมกับกลุ่มเอกชนนำข้อมูลครุภัณฑ์ที่ระบุชื่อทางการค้าที่บริษัทผู้ขาย เป็นผู้กำหนด ซึ่งไม่ใช่ชื่อสามัญทั่วไปมาใช้ในการจัดทำร่างขอบเขตของงาน โดยคณะกรรมการร่างขอบเขต ของงานไม่ได้กำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะตามหน้าที่และไม่ได้ทำการสืบราคาจากท้องตลาด แต่ได้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะและราคากลางตามข้อมูลที่ได้มาจากนายนิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทเอกชนที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ล่วงหน้า โดยมีเจตนา หลีกเลี่ยงการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้บริษัท ไทยเวิร์คฟิตเนส จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ เข้าทำสัญญากับกรมพลศึกษาทั้ง 2 สัญญา และจัดซื้อในราคาแพงกว่าท้องตลาด เป็นเหตุให้กรมพลศึกษา ได้รับความเสียหาย

    ป.ป.ช. พิจารณา จึงเห็นว่า การกระทำของนางแสงจันทร์ วรสุมันต์ อธิบดีกรมพลศึกษา นายนิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา และคณะกรรมการร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคาและกำหนดราคากลาง มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

    ส่วนการกระทำของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ไทยเวิร์คฟิตเนส จำกัด และเอกชน ที่เกี่ยวข้อง มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด

    โดยทั้งสองกรณีให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5186694/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uDZ0lwJg0odhXgKRJUj13