———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/tv/program/greenhead-news-studio/1169689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T_Y_4fjoC7D9CVfC82QTR
Category: ท่องเที่ยว
-

“ฝรั่ง” โดดจากเรือท่องเที่ยว ไม่ยอมให้ช่วย | 10 ต.ค. 68 | ห้องข่าวหัวเขียว
-

“ทอสายบุญ” จุลกฐินไทลื้อ: อบจ.เชียงรายผนึก 5 ภาคี สร้างงาน-รายได้ชุมชนจากวัฒนธรรม
เชียงรายสานศรัทธาไทลื้อ “ทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ บ้านหาดบ้าย” ลงนาม MOU 5 ภาคี ดันท่องเที่ยวริมโขง สร้างงาน–รายได้ชุมชน
เชียงราย, 9 ตุลาคม 2568 — ยามเย็นบนตลิ่งโขง แสงสีส้มแตะขอบน้ำสงบที่ ลานเวทีบ้านหาดบ้าย–หาดทรายทอง ต.ริมโขง อ.เชียงของ ผู้คนในชุดไทลื้อสีคราม–ไพลสลับลวดลายกำลังจัดขบวน “แห่ขันโตก” ขณะที่วงกลองสะบัดชัยกระทบจังหวะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ—ฉากเปิดของงานแถลงข่าวและเสวนา “ทอสายบุญ จุลกฐิน ถิ่นไทลื้อโบราณ บ้านหาดบ้าย” ซึ่งปีนี้ยกระดับสู่ MOU เครือข่าย 5 ภาคส่วน เพื่อเดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
ภายใต้แคมเปญจังหวัด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) โดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ. นำภาคีเครือข่ายร่วมลงนาม ได้แก่ นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ, รศ.มาลี หมวกกุล ประธานสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, นายเกษม ปันทะยม นายก อบต.ริมโขง และ นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านหาดบ้าย เพื่อวางกรอบความร่วมมือจาก “วัฒนธรรม–พื้นที่–คน” สู่ “เศรษฐกิจท้องถิ่น–รายได้ชุมชน–ภาพลักษณ์จังหวัด”
“เรายกให้งานจุลกฐินบ้านหาดบ้าย–หาดทรายทองเป็นหนึ่งในปฏิทินท่องเที่ยวของจังหวัด สนับสนุนงบประมาณ 300,000 บาท เพื่อให้ชุมชนเดินต่อด้วยพลังของตนเองและเครือข่ายภาคี” — นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวระหว่างเสวนา
จุลกฐินไทลื้อ “ทอผ้าทันใจ” ศรัทธาที่แปรเป็นเศรษฐกิจชุมชน
หัวใจของงานคือ พิธีจุลกฐิน—ประเพณีโบราณที่ชาวไทลื้อรวมพลัง “ทอผ้าทันใจ” ภายในคืนเดียวเพื่อถวายแต่เช้า “ทอ–ปั่น–ฟั่น–กรอ—เสร็จในราตรีเดียว” คือความหมายเชิงสัญลักษณ์ของ ความสามัคคีและแรงศรัทธา ซึ่งปีนี้กำหนดจัดจริง 25–26 ตุลาคม 2568 ณ วัดหาดบ้าย พร้อมจำลองกระบวนการครบขั้นตั้งแต่เก็บสำลีฝ้าย ปั่นเส้น ไปจนถึงทอผ้าและแห่ถวาย
“เรื่องเล่าของ ‘ผ้าทันใจ’ คือพลังร่วมมือของชุมชน เมื่อครั้งต้องการถวายผ้าแด่พระภิกษุในเช้าวันถัดมา—วันนี้เราสืบสานเพื่อให้ลูกหลานเห็นคุณค่าศรัทธาที่จับต้องได้” — นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านหาดบ้าย กล่าว
นอกจากพิธีกรรม งานยังเปิดเวทีการแสดงอัตลักษณ์ไทลื้อ เช่น ฟ้อนขับลื้อ, ขบวน แห่ขันโตก ต้อนรับแขก และการร่วมแสดงของทั้ง แม่บ้าน–เยาวชน–ผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็น “ชุมชนหนึ่งเดียวต่างวัย” ที่ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมร่วมกัน
3 ทุนของบ้านหาดบ้ายวัฒนธรรม–พื้นที่–คน
เวทีเสวนาชี้ให้เห็น “ทุน” ของพื้นที่ที่พร้อมต่อยอดเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ
- ทุนวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย ประเพณี และอาหารพื้นถิ่นที่ยังใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ ผ้าทอไทลื้อ ที่มีลายเฉพาะถิ่น และพิธี จุลกฐิน
- ทุนพื้นที่ ภูมิประเทศริมโขง โอบล้อมด้วยภูเขา บรรยากาศไฮซีซันที่โดดเด่น เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ–วัฒนธรรม
- ทุนคน ความเข้มแข็งของชุมชน การรวมกลุ่มอาชีพ และความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่นกับสถาบันการศึกษา
“ทุน 3 อย่างนี้—ถ้าเชื่อมกับการจัดการที่ดี จะกลายเป็น ‘เศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม’ ที่สร้างคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่จริง” — นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ ให้ความเห็น
มหาวิทยาลัยหนุนวิจัย–พัฒนาผลิตภัณฑ์ จากครัวชนบทสู่รางวัลระดับประเทศ
บทบาทของ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ไม่ได้หยุดอยู่ที่การถอดองค์ความรู้การทอผ้าไทลื้อเท่านั้น แต่ยังต่อยอด ห่วงโซ่อาหารพื้นถิ่น สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์และภาพลักษณ์ใหม่
- “น้ำพริกถั่วเน่าหอมหมื่นลี้” คว้ารางวัลระดับประเทศจากเวที “ยกพลคนน้ำพริก (ไทยพีบีเอส)” ทั้ง รองชนะเลิศ และ ขวัญใจมหาชน—ตัวอย่างการนำเครื่องปรุงพื้นบ้านยกระดับสู่สากล
- “ชาดอกซ้อ (ดอกเส้า)” วิจัยพัฒนาให้ผลิต–จำหน่ายได้ตลอดปี พร้อม แพ็กเกจจิ้ง ที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน เพิ่มมูลค่าเป็น “ของฝากริมโขง”
“สิบกว่าปีที่ทำงานร่วมพื้นที่ เราเห็นชัดว่าทุนคนคือจุดเริ่มต้น ทุกโครงการ—อาหาร ผ้า ศูนย์เรียนรู้—เกิดจากการที่ชุมชน ‘อยากทำ’ และ ‘ทำได้จริง’ มหาวิทยาลัยจึงทำหน้าที่ต่อยอดงานวิจัยและการตลาดให้ไปไกลขึ้น” — รศ.มาลี หมวกกุล กล่าวบนเวที
จากเวทีแถลงสู่เวทีขาย อาหาร–การแสดง–สินค้าชุมชนครบประสบการณ์
งานแถลงข่าวไม่เพียงนำเสนอสาระ แต่ “ลองรส–ลองชม–ลองช็อป” เพื่อสะท้อนประสบการณ์จริงของนักท่องเที่ยวในงานใหญ่ปลายเดือน เมนู ขันโตกไทลื้อ ที่เสิร์ฟบนเวที เช่น
- แกงหางหวายอ่อน — วัตถุดิบพื้นบ้านหายาก ปรุงแบบดั้งเดิม
- ลาบหมูล้านนา — อาหารมงคลของชาวเหนือ สื่อถึงการรวมคนในงานบุญ
- น้ำพริกถั่วเน่าหอมหมื่นลี้ — เมนูสร้างชื่อของชุมชน
- ต้มจืดฟักเขียว — เมนูกลางสำหรับทุกวัย
บนลานทรายริมโขง แผงสินค้าชุมชนเรียงรายตั้งแต่ ผ้าซิ่นไทลื้อ–เสื้อพื้นถิ่น–ของทานพื้นบ้าน ไปจนถึงบูธงานวิจัย–พัฒนาผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัย ภาพนักเรียน โรงเรียนริมโขงวิทยา ขึ้นแสดง–ร่วมจัดนิทรรศการ ยังสะท้อน “คนรุ่นใหม่” ที่สืบต่ออัตลักษณ์บ้านเกิด
MOU 5 ภาคส่วน กลไกขับเคลื่อนระยะยาว
เอกสาร MOU ที่ลงนามร่วมกันระบุ เจตนารมณ์ร่วม 3 ประการ คือ
- ยกระดับงาน “จุลกฐินถิ่นไทลื้อโบราณ” เป็นงานวัฒนธรรมประจำปีที่ชุมชนเป็นเจ้าของ
- สนับสนุน โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และ ระบบการสื่อสารสาธารณะ ให้เข้าถึงง่ายทั้งออนไลน์–ออฟไลน์
- ต่อยอด งานวิจัย–ผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้ได้มาตรฐาน พร้อมช่องทางตลาด–โลจิสติกส์รองรับ
อบจ.เชียงราย ทำหน้าที่หนุนงบประมาณและการตลาดเชิงภาพรวมจังหวัด, อำเภอเชียงของ และ อบต.ริมโขง บูรณาการภาคส่วนในพื้นที่, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วางฐานองค์ความรู้–มาตรฐานผลิตภัณฑ์–ศูนย์เรียนรู้, ส่วน ชุมชนไทลื้อบ้านหาดบ้าย–หาดทรายทอง ทำหน้าที่เจ้าภาพเนื้อแท้ของวัฒนธรรมและประสบการณ์นักท่องเที่ยว
ตัวเลข–ข้อเท็จจริงชวนคิด
- 300,000 บาท งบสนับสนุนงานปีนี้จาก อบจ.เชียงราย เพื่อผลักดันสู่ปฏิทินท่องเที่ยวจังหวัด
- 2 วัน (25–26 ต.ค. 2568) โครงสร้างงาน—คืนแรก ทอผ้าทันใจ, เช้าวันถัดมา แห่ผ้าทอถวาย
- 5 ภาคีร่วมลงนาม อบจ.เชียงราย, อำเภอเชียงของ, ม.ราชภัฏเชียงราย, อบต.ริมโขง, ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านหาดบ้าย
- รางวัลระดับประเทศ 2 รางวัล “น้ำพริกถั่วเน่าหอมหมื่นลี้” จากเวทีไทยพีบีเอส (รองชนะเลิศ/ขวัญใจมหาชน) สะท้อนศักยภาพการยกระดับอาหารพื้นบ้าน
- ระบบนิเวศคน 3 วัย แม่บ้าน–เยาวชน–ผู้สูงอายุ ร่วมเป็นผู้แสดง ผู้ผลิต และผู้ต้อนรับ สร้าง “บริการท่องเที่ยวที่เป็นเจ้าบ้านจริง”
เสียงจากพื้นที่ การมีส่วนร่วมคือคำตอบ
“เราจะรับนักท่องเที่ยวด้วยความเต็มใจ ด้วยวิถีไทลื้อและพหุชาติพันธุ์ใน ต.ริมโขง—งานนี้ระเบิดจากข้างในชุมชน หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยเข้ามาหนุนเสริม” — นายเกษม ปันทะยม นายก อบต.ริมโขง
“เมื่อชุมชนมีความภูมิใจในทุนของตนเอง นักท่องเที่ยวก็จะได้ประสบการณ์แท้จริง—นี่คือเหตุผลที่เราพัฒนา ศูนย์เรียนรู้ และ คลังความรู้การทอผ้า ในโรงเรียน ให้การสืบสานเป็น ‘ทักษะอาชีพ’ ได้” — รศ.มาลี หมวกกุล
“การทอผ้าทันใจไม่ใช่โชว์ แต่คือชีวิต—เราอยากให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส ลงมือจริง และเข้าใจว่าทุกเส้นด้ายมีเรื่องเล่า” — นางสนอง จันต๊ะคาด
การสื่อสารร่วมสมัย จากเวทีริมโขงสู่ไลฟ์สดและคอนเทนต์ออนไลน์
เพื่อเข้าถึงคนเมือง–คนรุ่นใหม่ งานแถลงข่าวเปิด ไลฟ์สด ผ่านเพจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชิญชวน ครีเอเตอร์ ทดลองเก็บคอนเทนต์ “ชุดไทลื้อ–ริมโขง–แสงอาทิตย์ตก” พร้อมแนะนำ แฮชแท็กการท่องเที่ยวชุมชน กระตุ้นการรับรู้แบบไวรัล ขณะเดียวกัน ชุมชนเตรียม ชุดข้อมูลนักท่องเที่ยว (การเดินทาง ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหารพื้นถิ่น แหล่งซื้อผ้า) เพื่อให้การเดินทางในปลายเดือนเป็นไปอย่างราบรื่น
แผนงานก่อนถึงวันจริง ความพร้อมเชิงระบบ
หลังลงนาม MOU แต่ละฝ่ายเร่งดำเนินการตามบทบาท
- ชุมชน: ฝึกซ้อมการแสดง สรุปเส้นทางเดินงาน จัดบูธผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และระบบอาสาสมัครต้อนรับ
- อบต.ริมโขง: การจราจร–ความปลอดภัย–จุดบริการสาธารณะ
- อำเภอเชียงของ: ประสานหน่วยงานความมั่นคงและสาธารณสุขในพื้นที่
- อบจ.เชียงราย: ประชาสัมพันธ์ส่วนกลางและเชื่อมเครือข่ายท่องเที่ยวจังหวัด
- มหาวิทยาลัย: นัดหมายสาธิตงานวิจัย–พัฒนาผลิตภัณฑ์ สื่อสารเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ และเรื่องเล่าเบื้องหลังผลิตภัณฑ์
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง คือ รายได้หมุนเวียนในชุมชน ผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์–บริการท่องเที่ยว, การจ้างงานชั่วคราว–กึ่งถาวร ในกลุ่มแม่บ้าน/เยาวชน, และ การรับรู้แบรนด์ปลายทาง “เชียงของ–ริมโขง–ไทลื้อ” ที่เข้มแข็งขึ้นในตลาดนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
คำเชิญชวนสุดท้าย มาเห็น “ศรัทธาที่ทอได้” ด้วยตาคุณเอง
เมื่อแสงสุดท้ายลับขอบน้ำ ขบวนแห่ขันโตกสิ้นสุดลง ผู้ร่วมงานหันไปมองกี่ทอผ้าจำลองที่ตั้งเด่นริมเวที—เครื่องหมายว่าภารกิจใหญ่กำลังใกล้เข้ามา ใน คืนวันที่ 25 ตุลาคม ทุกบ้านจะร่วมแรง “ทอผ้าทันใจ” และในเช้าถัดมา 26 ตุลาคม ผืนผ้าที่ทอด้วยแรงกาย–แรงใจ จะถูกแห่อย่างสง่างามเข้าสู่วัดหาดบ้าย
อบจ.เชียงราย ฝากข้อความถึงนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ “มาเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานวัฒนธรรมไทลื้อ ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น ชมงานหัตถกรรมแท้ และช่วยกันกระจายรายได้สู่ชุมชนริมโขง” ความทรงจำจากทริปนี้อาจไม่ใช่เพียงภาพถ่ายยามอาทิตย์ตกบนโขง หากคือ เรื่องเล่าของผืนผ้าที่ทอขึ้นในคืนเดียว—ศรัทธาที่จับต้องได้ และเศรษฐกิจชุมชนที่เติบโตได้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tai-lue-jullakatin-cultural-tourism-community-development/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WzPxMnLifihbLiA6Q3jUn -

เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว ชมวิวพาโนรามา “ผารักษ์สลัดได”
เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม ห้ามพลาดเช็กอินผารักษ์สลัดไดและผาเก็บตะวัน
ปลายฝนต้นหนาวคือฤดูกาลที่วังน้ำเขียวโรแมนติกที่สุด ผารักษ์สลัดได บ้านพุทธชาติ ต.ไทยสามัคคี กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งกับ ทะเลหมอกยามเช้า จุดนี้อยู่สูงราว 530 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล พร้อมกับมอบวิวพาโนรามา 180 องศาให้เห็นทั้งผืนป่ากว้าง เมืองหมอกบาง และเส้นขอบฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงยามอาทิตย์ลับขอบเขาในตอนเย็น เรียกว่ามาเช้าก็ฟิน มาเย็นก็เพลิน
เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว
วิวสวยระดับ 180 องศา
ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม รอบๆ จุดชมวิวรายล้อมด้วยต้นสลัดได พืชท้องถิ่นหาชมยาก ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ช่วงนี้จึงเห็นนักท่องเที่ยวแวะเช็กอินกันตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เพื่อจับจองมุมโปรด สูดอากาศเย็นๆ แล้วนั่งมองหมอกค่อยๆ คลี่ตัวเหนือภูเขา เป็นความเรียบง่ายที่ชวนหลงรักแบบไม่ต้องปรุงแต่ง
ทางด้านสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียวร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ ภายใต้สโลแกน “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” ชวนปักหมุดเส้นทางครบรสทั้งผารักษ์สลัดได และผาเก็บตะวัน แห่งอุทยานแห่งชาติทับลาน
“เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” สโลแกนเที่ยววังน้ำเขียวปีนี้ ใครคิดถึงทริปธรรมชาติสบายๆ ใกล้กรุงเทพฯ กำหนดการเปิดซีซันกำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไปนั่งดูหมอกด้วยกันที่วังน้ำเขียว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10bAU9f7rUOTUBqu2bvyul -

ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท
ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท
(9 ต.ค.68) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วยพล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1 แถลงผลการปฏิบัติงาน ” ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 “ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติหลอกแลกเงินหลายท้องที่ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท” หลังตะเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่
สืบเนื่องเมื่อวันที่ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ดอนเมือง วันที่ 6 ต.ค.68 เวลา 14.56 น. มีเจ้าหน้าที่ธนาคารประจำเคาน์เตอร์แลกเงินตราต่างประเทศ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แจ้งว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.40 น. มีชายอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติแสดงภาพถ่ายหนังสือเดินทางผ่านทางโทรศัพท์มือถือใช้ชื่อหนึ่ง มาขอแลกเงินสกุลดอลล่า จำนวน 8,389 ดอลล่า คิดเป็นเงินบาทไทย จำนวน 244,958 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนับเงินดอลล่าเสร็จ และเตรียมเงินบาทให้ชายคนดังกล่าว ขณะนั้นชายคนดังกล่าวได้ขอเงินดอลล่ากลับคืนไปนับอีกครั้ง พร้อมทั้งชวนคุย แต่ไม่ได้คืนเงินดอลล่าให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าใจว่าได้รับเงินดอลล่ามาครบแล้ว ซึ่งชายคนดังกล่าวได้รับเงินบาทไทยไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารรู้ตัวจึงได้รีบเดินออกไปตามแต่ไม่พบชายคนดังกล่าว จึงมาแจ้งตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 และร้องทุกข์ต่อ พงส.สนดอนเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 ได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวผู้กระทำผิด เป็นผู้ชายต่างชาติ อายุ 43 ปี จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 5904/2568 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน”
จากการตรวจสอบรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยและพฤติการณ์ก่อเหตุพบว่า เคยมีลักษณะการก่อเหตุคล้าย กันกับร้านรับแลกเงิน ดังนี้
1.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ความเสียหายประมาณ 251,018 บาท
2.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ความสียหายประมาณ 185,600 บาท
3.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ลุมพีนี ความสียหายประมาณ 107,330 บาท
4.เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุทธยา ความสียหายประมาณ 201,330 บาท
5.เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ดอนเมือง ความสียหายประมาณ 244,958 บาท
6.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ความเสียหายประมาณ 195,688 บาทต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าว ทราบว่า ชายคนดังกล่าว ใช้หนังสือเดินทาง ผู้ต้องหาตามหมายจับ พักอาศัยที่โรงแรมแถวพระราม 9 กรุงเทพฯ และเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ขับตระเวนก่อเหตุ ชุดสืบสวนจับกุม ได้ร่วมกันไปเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่อมาพบชาวต่างชาติซึ่งมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Cross สีดำ ออกจากโรงแรมที่พัก จึงได้ติดตามรถคันด้งกล่าว จนกระทั่งไปถึง อ.หัวหิน จังหวัดประจวงคีรีขันธ์ พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ริมถนน ต่อมาพบเห็นตัว จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ ชายคนดังกล่าว และเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง จึงได้แจ้งให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่า จะต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ ทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58812&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JJCcwXcvumcHi7US48i5k -

สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.
สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.
09 ตุลาคม 2568, 13:34น.

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนแนวโน้มความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อความกังวลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในปัจจุบันและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 49.4 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.9 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ
สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างไทย-กัมพูชาขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจากประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะเริ่มลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจ ภาคการค้าและบริการ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7
แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนจะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นหรือต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ดัชนีฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญยังคงเป็นแรงผลักดันต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

#ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกันยายน
#สนค
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qF73zBWaWsspWCaTIRRJx -

แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก
ภูมิภาค
แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก
วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ หมู่บ้านรักไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง และเป็นประธานในพิธีเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่าที่พันตรียุทธนา เจ้าดูรี นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมี นางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย ให้การต้อนรับ มี นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และความสำคัญของกิจกรรม
เนื่องด้วยช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ ทั้งนี้บ้านรักไทยจึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก ล่าสุดและมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449825&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iL-yZpA_sDPbVdom5W1x5 -

ททท. จุดแสงแห่งศรัทธา ฉลอง “ดีวาลี 2568” ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกอินเดีย ที่คลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาลแห่งแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลดีวาลีสุดตระการตาในงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025”
โดยงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 จะเนรมิตย่านคลองโอ่งอ่างและพาหุรัดให้สว่างไสวไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทย-อินเดีย ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 นี้
ปีนี้มาในแนวคิด “Light Unites Us – แสงเชื่อมสัมพันธ์” ที่จะใช้แสงไฟนับพันดวงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง พลังชีวิต และมิตรภาพอันงดงามระหว่างสองประเทศ การันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะการเฉลิมฉลองเทศกาลดีวาลีนอกประเทศอินเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!
ไฮไลต์เด็ดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025
โดยงานจะแบ่งเป็น 2 โซนหลักที่เต็มไปด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ
โซนพาหุรัด ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 โดยจะทำการเปลี่ยนถนนทั้งสาย ให้มีการประดับประดาด้วยไฟสุดอลังการและเทคโนโลยีสื่อผสมสุดล้ำ ตั้งแต่ เวลา 16.00 – 22.00 น. รวมถึงมีโชว์วัฒนธรรมสุดพิเศษ ในวันที่ 18-20 ต.ค. 2568 ให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-อินเดีย วันละ 4 รอบ เช่น ระบำโคม, นาฏยศิลป์ร่วมสมัย, Bharatanatyam, Bihu, Bollywood Dance และอีกมากมาย
พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง และกิจกรรมและเวิร์กชอป ให้เพลิดเพลินกับการเพ้นท์เฮนน่า, เพ้นท์โคมไฟ, ร้อยลูกปัด, ชิมอาหารและชอปสินค้าสไตล์อินเดีย
รวมถึงเสริมสิริมงคล ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสักการะบูชาพระแม่ลักษมีและพระพิฆเนศ เพื่อต้อนรับแสงสว่างแห่งความสำเร็จและโชคลาภ พร้อมการจุดพลุ ในวันที่ 19 ตุลาคม และขบวนแห่ “Happiness Troop” ที่จะมาสร้างสีสันและความคึกคัก นำโดยขบวนแห่พระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ และขบวนสไตล์บอลลีวูดสุดอลังการ
โซนคลองโอ่งอ่าง ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 จะพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ริมคลอง ชมความงดงามของแสงไฟหลากสีที่สะท้อนบนผืนน้ำ ตกแต่งด้วยศิลปะ “รังโกลี” (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อยดวง พร้อมการแสดงวัฒนธรรม ในวันที่ 16-20 ต.ค. 2568 และการแสดงบนเวทีย่อยริมคลอง ที่จะมาสร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนของคุณพิเศษยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะบนกำแพง (Art Wall) และบนพื้น (Art Street) ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ
งาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ไม่ใช่แค่เพียงอีเวนต์ แต่คือการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญที่ตอกย้ำมิตรภาพไทย-อินเดีย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก
Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 จัดขึ้นในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 ที่คลองโอ่งอ่าง และ ถนนพาหุรัด กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888165&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w6nqwzCCNZdAXUosHVTZk -

SET แกว่งตัวในกรอบ 1,290-1,310 จุด ปรับฐาน หลัง กนง.คงดอกเบี้ย 1.50%
บล.กสิกรไทย ประเมินว่า ในวันนี้ (9 ต.ค.2568) SET Index จะแกว่งตัวในกรอบ 1,290-1,310 จุด โดยระยะสั้นอาจเห็น SET index มีการปรับฐาน หลัง กนง. มีมติประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% จากครั้งที่ผ่านมา อีกทั้ง SET index ที่ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดปี กว่า 200 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่เราประเมินว่าทุกการปรับลด 10 bps ส่งผลให้ SET index ปรับตัวขึ้นประมาณ 20 จุด โดยที่ กนง. ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้นไปแล้ว 100 bps นับแต่เข้า cycle ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงภาพที่ตลาดได้ priced in การปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว
ในส่วนกลยุทธ์การลงทุนยังคงมุ่งเน้นหุ้นที่มีปัจจัย บวกเฉพาะอย่าง ERW เก็งมาตราการะตุ้นการท่องเที่ยว ที่มีแผนจะถูกเสนอ ในการประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า และ CK จากแนวโน้มการเติบของกำไร ใน 3Q25 ยังคงแข็งแกร่ง รวมไปถึงการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ ERW ราคาพื้นฐาน 3.28 บาท เรามีมุมมองเชิงบวกกับ ERW จากแนวโน้มของกำไรจากผลประกอบการ หลักจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2568 และมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 เป็นต้นไป อีกทั้งบริษัทคาดว่าอัตราการเติบโตของ RevPar จะกลับมาเป็น บวกในเดือน ต.ค. โดยมีการเติบโตในอัตราตัวเลขหลักเดียว YoY หลังจากที่ลดลงในไตรมาส 2/2568-ไตรมาส 3/2568 ประกอบกับความคาดหวังมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลใหม่ หลังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า จะเสนอมาตรการภาษีที่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองรองมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว
CK ราคาพื้นฐาน 21.50 บาท เรามีมุมมองเชิงบวกต่อเนื่องกับ CK จากการเร่งเบิกจ่ายของงบประมาณปี 2568 หลัง รมว.คมนาคม ตั้งเป้าเบิกครบ ก.ย.นี้ พร้อมเร่งลงนาม 5,137 โครงการ วงเงิน 4.7 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะงบปี 2569 ได้รับ 2.65 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ใหญ่ 22 โครงการ วงเงินรวม 9.1 แสนล้านบาท ในขณะเดียวกัน คาดรายได้ในครึ่งหลังปี 2568 จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องจากการรับรู้โครงการใหม่ และคาดว่าจะสามารถได้โครงการใหม่ เช่น รถไฟความเร็วสูงไทยจีนเฟส 2 และโครงการทางด่วน double-deck เช่นกัน
กลยุทธ์การลงทุนยังคงมุ่งเน้นหุ้นที่มีปัจจัย บวกเฉพาะอย่าง ERW เก็งมาตราการะตุ้นการท่องเที่ยวที่มีแผนจะถูกเสนอในการประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า และ CK จากแนวโน้มการเติบของกำไร ในไตรมาส 3/2568 ยังคงแข็งแกร่ง รวมไปถึงการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731634&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mFaQpdtlkTLLRFF9SJmgc -

ททท. จัดใหญ่ ฉลองเทศกาล “ดิวาลี 2025” 16-31 ต.ค. ดึงนทท.อินเดีย 2.5 ล้าน
อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือบริเวณ คลองโอ่งอ่าง ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย ที่จะถูกจุดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับแสงใหม่ในชีวิต ตั้งแต่วันที่ 16-31 ตุลาคม เวลา 16.00-22.00 น. และในวันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรที่ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลดีวาลีในพื้นที่อื่น ๆ ประกอบด้วย ICONSIAM ห้างสรรพสินค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ทั้งนี้ ตลอดระยะการจัดงาน ททท. คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ไม่น้อยกว่า 100,000 คน และคาดการณ์รายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศในช่วงเทศกาลดิวาลี ไม่น้อยกว่า 650 ล้านบาท
ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียและผู้ร่วมงานผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Grand Diwali Privilege 2025” ส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รับเทียนที่ระลึกและสิทธิพิเศษส่วนลดในการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ สยามพิวรรธน์, Central Group, King Power, Big C, One Bangkok, Erb, ซื่อสัตย์ iSnack, Jula’s herb และอีกมากมาย โดยเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิประโยชน์ภายในงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 วันที่ 16-18 ตุลาคม 2568 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งภายในงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 วันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ณ พื้นที่คลองโอ่งอ่าง และวันที่ 18-20 ตุลาคม 2568 ณ พื้นที่พาหุรัด เพื่อให้ทุกการมาเยือนในช่วงเทศกาลดีวาลีครั้งนี้ เต็มไปด้วยแสงแห่งความสุข ความโชคดี และประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุดในประเทศไทย
ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนและรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียแล้วกว่า 1,821,962 คน ครองอันดับ 1 ใน 3 ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้ดี ประกอบกับเที่ยวบินตรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วัน ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น ส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) ไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันเริ่มขยายการเดินทางไปยังพื้นที่หมู่เกาะ ได้แก่ เกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ซึ่งมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 36,704 บาท/คน/ทริป จำนวนวันพักเฉลี่ย 6.60 คืน
ทั้งนี้ ททท. ยังเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ Family, Incentive, Wedding & Celebrations, Lady Travelers, Active Senior, Millennials, Luxury Leisure และ Golf พร้อมตั้งเป้าหมายกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียให้ได้ 2.5 ล้านคนภายในสิ้นปี 2568
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/860163&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lDKiTNQl2D0zE15IuNIbi -

เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก
จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานเฉลิมฉลองบ้านรักไทย ที่ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย
เมื่อค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธาน ฯ และร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมี นางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย ให้การต้อนรับ
นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ บ้านรักไทย จึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทย ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย
ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่าต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย











ร่วมแสดงความคิดเห็น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3789980/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yBBnyuD4aWRhI-OAb3h9V



