Category: ท่องเที่ยว

  • แลนด์มาร์คใหม่ “ตัน ภาสกรนที” ประเดิม ‘Wonder One’ รวม 14 ศิลปินตัวท็อปวาเลนไทน์นี้

    แลนด์มาร์คใหม่ “ตัน ภาสกรนที” ประเดิม ‘Wonder One’ รวม 14 ศิลปินตัวท็อปวาเลนไทน์นี้

    One Chichan (วันชีจรรย์) แหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งใหม่ล่าสุดของ “ตัน ภาสกรนที” เจ้าพ่อโปรเจคใหญ่ และเจ้าของ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเดสติเนชันด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ไลฟ์สไตล์ และเวลเนส แห่งใหม่ของไทยบนพื้นที่กว่า 160 ไร่ 

    พร้อมความจุงานอีเวนต์ตั้งแต่ 2,500 – 20,000 คน รองรับทั้งงานระดับประเทศและต่างประเทศ พร้อมแก้ปัญหาคาใจของหลายเวที ทั้งที่จอดรถสะดวกสบาย ที่พักสุดหรูหลายรูปแบบ และห้องน้ำสะอาดกว่า 200 ห้องที่การันตีว่า คลีนเวอร์!

    “ผมตั้งใจสร้าง One Chichan (วันชีจรรย์) เป็นสถานที่จัดงานอีเว้นท์และคอนเสิร์ตคุณภาพที่เป็น man made destination เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูงของส่วนต่อขยายของพื้นที่พัทยา พื้นที่นี้จะทำให้เป็นที่ที่คนมาแล้วรู้สึกดีขึ้น หายใจได้เต็มปอด ได้สนุก ปลอดภัย และได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ ผมอยากให้ภาคตะวันออกมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ทั้งสวย ทั้งสะดวก และมาตรฐานระดับโลก โดยไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม Wonder One จึงเป็นอีเว้นท์เปิดตัว One Chichan และจะเป็น จุดเริ่มต้นของพลังดีๆ ของความรัก ดนตรี ความสุข และโมเมนต์ที่คนมาแล้วจะจำไปอีกนาน”

    เทศกาลดนตรีสำหรับทุก mood ของความรัก

    เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว One Chichan ประเดิมด้วยเทศกาลดนตรี One Chichan Presents “Wonder One Music Festival” เทศกาลดนตรีรับวันวาเลนไทน์ 14–15 กุมภาพันธ์ 2569 คัดไลน์อัปศิลปินชื่อดัง 14 เบอร์ตัวท็อป สร้างประสบการณ์เทศกาลดนตรีสองคืนแบบจัดเต็ม

    แลนด์มาร์คใหม่

    งานนี้รับรองความคุ้มค่าที่ “เกินราคาบัตร” เพราะคุณตันตั้งใจเสิร์ฟประสบการณ์คอนเสิร์ตระดับพรีเมียม ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของวิวทะเลสาบ ภูเขา และเงาจันทร์แบบ 360 องศา แสงสีเสียงจัดเต็มมาตรฐานสากล พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจคนมางานด้วนที่จอดรถสะดวกสบายรองรับกว่า 3,500 คันและให้ความสำคัญกับ 200 ห้องน้ำที่การันตีว่าคลีนเวอร์! รวมถึงโซนอาหารเจ้าดังมากมายที่ยกขบวนมาเสิร์ฟกันตลอดคืน

    บัตรราคา 2500.- สำหรับ 2 วัน และพิเศษเพียง 2,200.- เมื่อจองแบบ Early Bird เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ All Tickets 7-Eleven ทุกสาขา พร้อมสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้ากลุ่มแรก 200 ท่าน รับสิทธิ์กางเต็นท์ฟรี ในวันงานท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติอลังการในบรรยากาศฤดูหนาว

    ด้วยทำเลของ One Chichan เพียง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ, 20 นาทีจากสนามบินอู่ตะเภา และ 30 นาทีจากพัทยา One Chichan จึงถูกออกแบบให้เป็น “ส่วนต่อขยายของพัทยายุคใหม่” จุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมของครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม.

    แลนด์มาร์คใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/734460&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pfWOtU3jJRtZzOVqjuPzZ

  • สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนาฯ จ.เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน

    สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนาฯ จ.เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน

    สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พาสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนาและเส้นทางวัวต่างม้า จ.เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน

    เมื่อเร็วๆ นี้ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ และสื่อมวลชนร่วมกันสำรวจเส้นทางการค้าโบราณล้านนา และเส้นทางวัวต่างม้าจ.เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

    ทั้งนี้ กิจกรรมการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวการค้าโบราณ เส้นทางวัวต่างม้าต่างนั้น เพื่อประชาสัมพันธ์ เผยแพร่สร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 รวมถึงช่วยสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่กิจกรรมในครั้งนี้จะสร้างการรับรู้เรื่องประวัติศาสตร์จากประสบการณ์จริงในเส้นทางท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเก๋าโดยเฉพาะ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวเส้นทางการค้าโบราณล้านนา ให้เกิดการขยายผลสู่การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อย่างยั่งยืน

    นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวการค้าโบราณในประวัติศาสตร์ล้านนาอยู่ภายใต้โครงการ soft power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ 2568 เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และปฏิบัติการโดยเฉพาะเส้นทางวัวฟาร์มมาต่างซึ่งมีการถอดความรู้และบทเรียนแล้วทั้งจากนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้การพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าวจะนำหลักสูตรนี้ไปพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะนักสื่อความหมายท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว และร่วมกันพัฒนาขยายโอกาสในเส้นทางท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมเป็นย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญต่อไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3837208/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lKQqVsQ2MWkLxxSoD1tBY

  • รองผู้ว่าฯเผย จ.เลย คาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เชียงคานจองเกือบเต็ม 100 %

    รองผู้ว่าฯเผย จ.เลย คาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เชียงคานจองเกือบเต็ม 100 %

    ภูมิภาค

    รองผู้ว่าฯเผย จ.เลย คาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 500 ล้าน เชียงคานจองเกือบเต็ม 100 %

    วันพุธ ที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 68 นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า ในช่วงนี้จังหวัดเลยอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพอากาศทั่วไปมีอากาศหนาว และตามยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิลดลงเหลือเลขตัวเดียวติดต่อกันมาเกือบ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา  อีกทั้งจังหวัดเลย ยังคงมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งอยากมาสัมผัสกับความหนาว และธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ 

    การท่องเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคม จนถึงเทศกาลส่งปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ การท่องเที่ยวจังหวัดเลย คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัดเลย ไม่น้อยกว่า 8 หมื่นถึง 9 หมื่นคน ที่จะสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวคาดว่าไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทในปีนี้ ประกอบกับปีนี้ที่รัฐบาลที่มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการคนละครึ่งพลัสและมีต่อโครงการที่ 2 ทำให้ประชาชนเสริมการมาท่องเที่ยวมากขึ้น และการใช้จ่ายมากขึ้น ถือเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
     

    เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามียอดการจอง ที่พักตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดเลย ถูกจับจองอย่างแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายแคมป์ปิ้ง และที่ยังเป็นที่นิยมตลอดกาลของนักท่องเที่ยว อย่างที่พักในอำเภอเชียงคาน ถูกจับจองเกือบเต็มแล้ว 100%  ตลอดในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนที่พักอื่นๆเช่นในเขตอำเภอภูเรือ ถูกจองประมาณ 75% ส่วนของอุทยานแห่งชาติภูเรือ ทั้งบ้านพักและสถานที่กางเต้นท์มีนักท่องเที่ยวจองไปแล้วไม่น้อยกว่า 80% ส่วนที่พักตามยอดภู ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆก็ถูกจองเต็มเกือบเต็มทุกที แต่ยังคงเหลือสถานที่กางเต้นท์ และในส่วนอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คาดว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นพักแรมยอดภู ได้ตามปกติก่อนส่งท้ายปีเก่าอย่างแน่นอน

    โดยคาดว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็น จะต่อเนื่องยาวไปจนถึงช่วงปีใหม่ ประกอบกับ ช่วงระหว่างวันที่ 26 – 27 ธันวาคม นี้ ที่อำเภอเชียงคาน ได้มีการจัดกิจกรรมมหกรรมดนตรี “เชียงคานเฟสติวัล ครั้งที่ 3” ซึ่งงานดังกล่าว ในช่วงนี้ได้มีการจำหน่ายบัตรไปแล้วกว่า 1 หมื่นใบ และมีการจองที่พักเต็มเกือบทุกแห่งในอำเภอเชียงคาน รวมปฏิทินการท่องเที่ยว ในช่วงปีใหม่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความงดงามของใบเมเปิ้ล ในช่วง ธันวาคม- มกราคม ที่กำลังบานแดงทั่วเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง และที่พลาดไม่ได้จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดอุทยานแห่งชาติภูเรือ อ.ภูเรือ พร้อมชมความงดงามของภูหอ (ฟูจิเมืองเลย) ณ ภูป่าเปาะ อ.หนองหิน รวมทั้งกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ณ ภูลมโล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.ด่านซ้าย ก็จะเบ่งบานเต็มที่ช่วงปีใหม่ จึงส่งผลให้นักท่องเที่ยววางแผนวันพักมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็จะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดเลยได้ไม่น้อย ในช่วงฤดูหนาวนี้ 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457124&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KbrCycK2MU6nTEbNYbD0a

  • “นานา” ชื่อนี้มาจากไหน? ก่อนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักใจกลางเมือง

    “นานา” ชื่อนี้มาจากไหน? ก่อนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักใจกลางเมือง

    ที่มาของชื่อ “นานา” ย่านสุขุมวิท แหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนสุดคึกคัก

    ซอยนานา หนึ่งในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ ไม่ได้โดดเด่นเพียงบรรยากาศสุดคึกคักและความหลากหลายของผู้คนเท่านั้น

    แต่ยังมีประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับพัฒนาการของถนนสุขุมวิทและเจ้าของที่ดินตระกูลสำคัญในอดีต จนทำให้ชื่อ “นานา” ถูกจดจำในฐานะอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองหลวง

    nn

    ย่านสุขุมวิทและบทบาทของซอยนานา

    ถนนสุขุมวิทถือเป็นหนึ่งในถนนสายสำคัญของประเทศ ด้วยความยาวที่เชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับจังหวัดต่างๆในภาคตะวันออก ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยมากมาย ซึ่งเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของเมือง หนึ่งในนั้นคือ ซอยนานา ที่แบ่งเป็นนานาเหนือ (สุขุมวิท 3) และนานาใต้ (สุขุมวิท 4) ซึ่งมักถูกเรียกรวมว่า “ย่านนานา”

    ชื่อของย่านนี้ยังถูกใช้เป็นชื่อสถานีรถไฟฟ้า BTS นานา ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญของนักท่องเที่ยวและผู้คนที่สัญจรไปมา ทำให้คำว่า “นานา” กลายเป็นคำที่คุ้นเคยทั้งในมุมของชาวไทยและชาวต่างชาติ

    jk

    ชื่อนี้มาจากไหน? คำตอบจากประวัติศาสตร์

    ข้อมูลจากหนังสือ วานนี้ที่สุขุมวิท โดย อ. ธงทอง จันทรางศุ อธิบายว่าชื่อ “นานา” มีที่มาจากนามสกุลของตระกูลคหบดีเชื้อสายอินเดีย ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าว ประมุขของตระกูลคือ นาย เอ.อี. นานา (อาเหม็ด เอบราฮิม นานา) ผู้เป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในยุคนั้น

    ครอบครัวนานามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ย่านสุขุมวิท โดยนายเอ.อี. นานา พร้อมเจ้าของที่ดินรายอื่น ได้ร่วมกันบริจาคที่ดินและเงินแก่ทางราชการเพื่อขุดคลองจากถนนเพลินจิตไปทางทิศตะวันออก ดินที่ได้จากการขุดคลองถูกนำมาถมสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวก โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนโรงเรียนกุลสตรีวังหลังที่ย้ายมาเปิดทำการในบริเวณนั้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2464

    afp__20050827__hkg20050827057_1

    จากซอยธรรมดา สู่ย่านนานาชาติ

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุคแรกทำให้พื้นที่ย่านนานาเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากบทบาทชุมชนไทยแล้ว ยังกลายเป็นพื้นที่ที่ชาวอินเดีย ชาวตะวันออกกลาง และชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติเข้ามาตั้งรกราก ส่งผลให้ซอยนานามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น

    เมื่อความเจริญเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ย่านนานาได้พัฒนาเป็นศูนย์รวมร้านอาหาร บาร์ โรงแรม และสถานบันเทิงจำนวนมาก จนกลายเป็นแลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ยามราตรีที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

    afp__20050827__hkg20050827057

    บทสรุป

    เรื่องราวของ ซอยนานา ไม่ได้เป็นเพียงชื่อซอยหรือสถานีรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ชื่อนี้สืบทอดมาจากตระกูลคหบดีเชื้อสายอินเดียที่มีบทบาทสำคัญต่อพื้นที่ จนกลายเป็นย่านที่คึกคักและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นทุกวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9860150/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T_fEqtvdEvzxzdvOX5eqg

  • YouTrip เตรียมขยายบริการสู่ตลาดออสเตรเลีย ก้าวสำคัญของผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนจากเอเชียแปซิฟิก

    YouTrip เตรียมขยายบริการสู่ตลาดออสเตรเลีย ก้าวสำคัญของผู้ให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนจากเอเชียแปซิฟิก

    YouTrip เตรียมขยายบริการสู่ตลาดออสเตรเลีย

    YouTrip ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตแบบหลายสกุลเงิน (multi-currency travel card) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีผู้ใช้งานนับล้านและมียอดธุรกรรมข้ามพรมแดนกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 483,000 ล้านบาท) ประกาศเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศออสเตรเลีย การขยายตัวครั้งนี้นับเป็นตลาดใหม่แห่งแรกนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเป็นอีกก้าวสำคัญของกลยุทธ์ขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก โดยมีชาวออสเตรเลียเดินทางไปต่างประเทศกว่า 12.3 ล้านคน ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา พร้อมยอดใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวต่างประเทศสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) ขณะเดียวกัน นักเดินทางยังคงเผชิญอัตราแลกเปลี่ยนที่บวกกำไรเกินจริงและค่าธรรมเนียมแฝงจากบัตรเครดิตและผู้ให้บริการแลกเงิน ซึ่งส่งผลต่อความคุ้มค่าของการใช้จ่ายโดยตรง

    ด้วยศักยภาพของตลาดที่มีการใช้จ่ายข้ามพรมแดนสูง กับความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในวงกว้าง และความต้องการที่ชัดเจนของผู้บริโภคต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่า ออสเตรเลียจึงกลายเป็น ตลาดยุทธศาสตร์ลำดับที่สาม ตามแผนการขยายธุรกิจของ YouTrip ซึ่งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการขยายการดำเนินงานจากสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์สู่ตลาดสำคัญทั่วภูมิภาค

    นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย กล่าวว่า “YouTrip ก่อตั้งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ชำระเงินข้ามพรมแดนที่ประหยัดกว่า เข้าถึงง่ายกว่า และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับนักเดินทาง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2562 เราได้ช่วยให้คนไทยใช้จ่ายในต่างประเทศได้อย่างคุ้มค่าและราบรื่น ผ่านอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดในตลาด และไม่มีค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน (0% FX Fee) การขยายบริการสู่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายระหว่างประเทศ ถือเป็นการยืนยันถึงความแข็งแกร่งของนวัตกรรมการชำระเงิน และความสามารถในการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานที่เราได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”

    เธอกล่าวเสริมว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของเราในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มชำระเงินข้ามพรมแดนชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก โดยออสเตรเลียจะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนเร่งขยายสู่ประเทศที่มีความต้องการธุรกรรม FX สูงในระยะต่อไป เราตื่นเต้นที่จะได้นำประสบการณ์ที่ผู้ใช้ชาวไทยไว้วางใจ ไปสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้ในประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญต้นทุนและความยุ่งยากด้านการชำระเงินตราต่างประเทศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกการเดินทางคุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม”

    YouTrip ช่วยให้นักเดินทางชาวออสเตรเลียประหยัดได้มากขึ้นสูงสุดถึง 4%

    ด้วยโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ YouTrip ช่วยให้นักเดินทางชาวออสเตรเลียสามารถเข้าถึงอัตราแลกเปลี่ยนระดับกลางตลาดแบบเรียลไทม์ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน (0%) โมเดลที่ประสบความสำเร็จนี้ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วในสิงคโปร์และประเทศไทย ซึ่งมียอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และช่วยให้ผู้ใช้ชาวออสเตรเลียสามารถประหยัดจากการใช้จ่ายต่างประเทศได้สูงสุด 4%

    การเปิดตัวก่อนเทศกาลท่องเที่ยวช่วงคริสต์มาส ทำให้ YouTrip เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์นักเดินทางด้วยแนวคิด “mates rates, no fees” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแลกเงิน 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นกว่า 40 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ในรูปแบบของสกุลเงินต่างประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น เยนญี่ปุ่น เพิ่มอีก ¥4,105

    YouTrip ยังเสริมประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วยฟีเจอร์เพิ่มเติม อาทิ 

    • รับเงินคืน 2% สำหรับการใช้จ่ายต่างประเทศ (จำกัด 40 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน) ในช่วง 5 เดือนแรก 
    • ถอนเงินสดฟรีทั่วโลก สูงสุด 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน 
    • แลกและล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าสำหรับ 10 สกุลเงิน (AUD, USD, EUR, GBP, SGD, HKD, JPY, CHF, CAD, NZD) ได้สะดวกในแอปเดียว

    ออสเตรเลีย ฐานที่มั่นสำคัญของแผนขยายธุรกิจระดับภูมิภาค

    YouTrip เป็นหนึ่งในฟินเทคที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วภูมิภาค และมียอดการทำธุรกรรมรวมกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (หรือประมาณ 483,000 ล้านบาท) มียอดระดมทุนรวมกว่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,540 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการชำระเงินและการขยายตลาดใหม่

    การเปิดให้บริการในออสเตรเลียถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแผนเร่งขยายสู่ประเทศที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายข้ามพรมแดนสูงในเอเชียแปซิฟิก ตอกย้ำสถานะของ YouTrip ในฐานะผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัลหลายสกุลเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมเดินหน้าสร้างทีมงานท้องถิ่นในทุกประเทศครอบคลุมทั้งฝ่ายการตลาด การเงิน กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กฎหมาย และการบริการลูกค้า ขณะนี้ YouTrip เปิดให้ดาวน์โหลดและใช้งานได้ทั่วประเทศออสเตรเลีย ผ่าน Apple App Store และ Google Play Store แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/pr-news/youtrip-expands-australia&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TGZasSVLOI5iOavo6Yl21

  • ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิด 1 ปีเหตุช้างป่า

    ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิด 1 ปีเหตุช้างป่า

    วันที่ 2 ธ.ค.2568 นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เปิดเผยว่า ทางอุทยานฯ ได้ประเมินสถานการณ์และตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่อย่างละเอียดแล้ว จึงพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมน้ำตกทั้ง 3 แห่งเพิ่มเติมจากเดิมที่เปิดเฉพาะน้ำตกถ้ำใหญ่เพียงแห่งเดียว

    การเปิดครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้น ภายหลังเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวในปี 2567 โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง เปิดให้บริการระหว่างเวลา 08.30-14.00 น. เท่านั้น ในลักษณะ 1 รอบต่อวัน พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางทุกวัน

    หากตรวจสอบแล้วพบว่าเส้นทางไม่ปลอดภัย ทางอุทยานฯ จะแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบทันที และหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะประกาศให้ทราบต่อไป

    สำหรับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

    สำหรับการเปิดเส้นทางน้ำตกเพิ่มเติมในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่รอคอยจะได้สัมผัสความงามของธรรมชาติบนยอดภูกระดึงอย่างครบถ้วนมากขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูท่องเที่ยว

    อ่านข่าว : คพ.ลุยจัดการ “ขยะ-น้ำเสีย” หลังน้ำท่วมสงขลา หาที่พักขยะก่อนกำจัด  

    ช่วยลิงแสม 63 ตัว จับชาวกัมพูชา เครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iHsP5JcEhXQkRmP-AA_65

  • ฤดูท่องเที่ยวกับการจัดการขยะ : ทำอย่างไรให้เที่ยวแบบรักษ์โลกได้จริง

    ฤดูท่องเที่ยวกับการจัดการขยะ : ทำอย่างไรให้เที่ยวแบบรักษ์โลกได้จริง

    ฤดูท่องเที่ยวกับการจัดการขยะ : ทำอย่างไรให้เที่ยวแบบรักษ์โลกได้จริง


    3/12/2568 | 40 |

    เมื่อเข้าสู่ “ฤดูท่องเที่ยว” บรรยากาศแห่งการพักผ่อน ความคึกคักของนักเดินทาง และกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ล้วนสร้างความสุขให้ผู้คนจำนวนมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปริมาณ “ขยะท่องเที่ยว” มักพุ่งสูงขึ้นตามจำนวนผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นแก้วพลาสติก หลอด ขวดน้ำ กล่องอาหาร รวมถึงขยะเศษอาหาร ซึ่งหากไม่มีระบบจัดการที่ดี ก็อาจสะสมจนกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวได้โดยตรง

    บทความนี้ชวนสำรวจความท้าทาย และแนวทางที่ทำได้จริง เพื่อให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้เป็น “การเที่ยวแบบรักษ์โลก” อย่างแท้จริง


    🌍 ขยะท่องเที่ยว : ปัญหาเล็กที่สะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

    แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ชายทะเล น้ำตก ภูเขา รวมถึงเมืองยอดนิยม มักเผชิญขยะที่เกิดจากผู้คนจำนวนมากในช่วงไฮซีซัน เช่น

    • ขวดน้ำและแก้วใช้ครั้งเดียว

    • พลาสติกห่ออาหาร

    • เศษซากอาหารจากการแคมป์ปิ้งหรือปิคนิค

    • หน้ากากอนามัยหรือทิชชู่เปียก ที่ย่อยสลายยาก

    ขยะเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ทัศนียภาพเสีย แต่ยังทำลายระบบนิเวศ เช่น สัตว์ทะเลติดพลาสติก หรือสัตว์ป่ากินขยะจนเป็นอันตราย


    🏞️ ทำไมการจัดการขยะช่วงฤดูท่องเที่ยวจึงท้าทาย ?

    1. ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในเวลาสั้น ๆ ทำให้ระบบจัดเก็บของท้องถิ่นรองรับไม่ทัน

    2. พฤติกรรม “สะดวกสบายก่อน” เช่น ใช้ของใช้ครั้งเดียวจำนวนมาก

    3. การขาดจุดทิ้งขยะที่เพียงพอ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

    4. ขาดความตระหนักเรื่องการคัดแยกขยะ ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการบางส่วน

    ดังนั้น หากไม่มีการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างรัฐ ชุมชน และนักท่องเที่ยว ปัญหาจะขยายตัวรวดเร็วมากในช่วงเทศกาล


    ✨ เที่ยวแบบรักษ์โลก : ทำอย่างไรให้ทำได้จริง ?

    1) เริ่มจากตัวนักท่องเที่ยว : ปรับพฤติกรรมง่าย ๆ แต่ได้ผล

    • พกแก้วน้ำและขวดน้ำแบบรีฟิล ลดการใช้แก้ว–ขวดพลาสติก

    • พกถุงผ้าและกล่องข้าวส่วนตัว หากมีแผนซื้ออาหารในพื้นที่

    • คัดแยกขยะก่อนทิ้ง โดยเฉพาะขวดแก้ว–พลาสติกที่รีไซเคิลได้

    • งดการทิ้งเศษอาหารในธรรมชาติ เพราะอาจดึงดูดสัตว์ป่าออกมาหาอาหารผิดที่

    • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ครีมกันแดดที่ไม่ทำร้ายปะการัง

    2) ผู้ประกอบการท่องเที่ยว : สร้างระบบรองรับ

    • จัดให้มี จุดคัดแยกขยะชัดเจน และเพียงพอกับจำนวนผู้มาเยือน

    • ส่งเสริม นโยบายงดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ไม่แจกหลอดพลาสติก

    • ให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่ พกภาชนะส่วนตัว

    • ร่วมกับท้องถิ่นจัดกิจกรรมเก็บขยะตามฤดูกาล

    3) หน่วยงานท้องถิ่นและรัฐ : วางระบบที่ยั่งยืน

    • เพิ่ม ถังขยะและระบบขนขยะ ในจุดท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    • สนับสนุนโครงการ ขยะแลกแต้ม–ขยะแลกสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจ

    • รณรงค์ให้ชุมชน–ผู้ประกอบการเข้าร่วมการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

    • ใช้เทคโนโลยี เช่น ถังขยะ IoT หรือ สถานีรีไซเคิลแบบ Smart Station


    🌱 “เที่ยวรักษ์โลก” ไม่ใช่แค่คำสวยหรู… แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำได้จริง

    การลดขยะไม่จำเป็นต้องลำบากหรือยุ่งยาก เพราะเริ่มได้จาก การตัดสินใจเล็ก ๆ ทุกครั้งก่อนจะซื้อ–ใช้–ทิ้ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน นักท่องเที่ยวก็เพลิดเพลินได้อย่างไม่ทำร้ายธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่นก็ได้รับประโยชน์ และแหล่งท่องเที่ยวก็สวยงามอย่างยั่งยืน

    ✔️ หากเราทุกคนร่วมกัน “เที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ” ฤดูท่องเที่ยวนี้ก็จะกลายเป็นฤดูกาลที่ธรรมชาติได้พักฟื้นไปพร้อมกับผู้คนเช่นกัน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/450364&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D8npkpaWEg9ufjCKsguzX

  • ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิดกว่า 1 ปี เหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยว

    ภูกระดึงเปิดเส้นทางน้ำตก 3 แห่งเพิ่มเติม หลังปิดกว่า 1 ปี เหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยว

    อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ประกาศเปิดเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกโผนพบ และน้ำตกเพ็ญพบใหม่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เปิดเผยว่า ทางอุทยานฯ ได้ประเมินสถานการณ์และตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่อย่างละเอียดแล้ว จึงพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมน้ำตกทั้ง 3 แห่งเพิ่มเติมจากเดิมที่เปิดเฉพาะน้ำตกถ้ำใหญ่เพียงแห่งเดียว
    การเปิดครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้น ภายหลังเหตุการณ์ช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวในปี 2567 โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง เปิดให้บริการระหว่างเวลา 08.30-14.00 น. เท่านั้น ในลักษณะหนึ่งรอบต่อวัน พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางทุกวัน

    “หากตรวจสอบแล้วพบว่าเส้นทางไม่ปลอดภัย ทางอุทยานฯ จะแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบทันที และหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะประกาศให้ทราบต่อไป” นายภูวนัย กล่าว
    สำหรับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
    การเปิดเส้นทางน้ำตกเพิ่มเติมในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่รอคอยจะได้สัมผัสความงามของธรรมชาติบนยอดภูกระดึงอย่างครบถ้วนมากขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูท่องเที่ยว


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62449&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw232Edjv3vQTYWE9Ir4Z-SV

  • 5 พิกัดชมนกนางนวลใกล้กรุงเทพฯ รับลมหนาว

    5 พิกัดชมนกนางนวลใกล้กรุงเทพฯ รับลมหนาว

              แนะนำจุดชมนกนางนวล ต้อนรับลมหนาว ชมฝูงนกนางนวลบินโฉบเหนือผืนน้ำ เพลินกับวิวริมน้ำ แหล่งพักผ่อนชมธรรมชาติ ใกล้กรุงเทพฯ

              หน้าหนาว 2568 มาถึงแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมนกนางนวล โดยเฉพาะที่บางปู สมุทรปราการ ได้ขึ้นชื่อว่ามีจุดชมนกนางนวลยอดนิยม แต่นอกจากที่แห่งนี้ก็ยังมีจุดชมอื่น ๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ว่าแต่จะมีจุดชมนกนางนวลจุดไหนบ้างนั้น วันนี้เรามีพิกัดมาบอก เผื่อไว้จะได้ไปเช็กอิน เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ทั้งสนุกและผ่อนคลายในช่วงหน้าหนาวนี้

    นกนางนวล เดือนไหน 2568

              สำหรับปี 2568 นกนางนวลจะเริ่มอพยพมาที่ชายฝั่งไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม-เมษายน ของทุกปี โดยเฉพาะช่วงพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ จะมีฝูงนกนางนวลจำนวนมากที่สุด เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากชมฝูงนกสวย ๆ บินโฉบไปมาริมชายฝั่ง หรือถ่ายภาพสวย ๆ ของธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถเดินเล่น พักผ่อนริมทะเล และสัมผัสบรรยากาศเย็นสบายของฤดูหนาวได้ด้วย

    นกนางนวล

    นกนางนวล ดูที่ไหนได้บ้าง

              นักท่องเที่ยวที่อยากชมนกนางนวล มักเดินทางไปตามชายฝั่งทะเลและแหล่งน้ำใกล้ชายฝั่ง ซึ่งเป็นจุดที่นกอพยพมาพักอาศัยและหาอาหารได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีปากแม่น้ำเจ้าพระยา ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี-ระยอง และชายฝั่งทะเลภาคใต้บางแหล่ง ที่นักดูนกและนักถ่ายภาพนิยมไปเยือน เพื่อสัมผัสฝูงนกนางนวลในธรรมชาติอย่างเต็มที่ สำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แนะนำให้ไปสถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพราะเป็นจุดชมฝูงนกนางนวลยอดนิยม เพราะเดินทางสะดวก และสามารถชมฝูงนกบินโฉบไปมาได้อย่างใกล้ชิด

    นกนางนวล

    จุดชมนกนางนวล

    1. สะพานแดง จุดชมวิวปลาโลมา จังหวัดสมุทรสาคร

              จุดหมายของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่อยากชมฝูงนกนางนวล บินโฉบไปมาอย่างใกล้ชิด สะพานสีแดงโดดเด่นทอดยาวเหนือผืนน้ำ ทำให้มุมมองรอบ ๆ งดงามเหมาะกับการถ่ายภาพยามเช้าและเย็น ในช่วงฤดูหนาว ฝูงนกนางนวลจะมาอวดโฉมจำนวนมาก เพิ่มชีวิตชีวาให้กับวิวริมทะเล เสียงนกร้องและลมเย็นพัดผ่านสร้างบรรยากาศสงบ และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ เหมาะสำหรับทั้งการพักผ่อน เดินเล่น ชมพระอาทิตย์ตก หรือแค่หยุดเวลาแล้วปล่อยให้สายตาล่องลอยไปกับฝูงนกที่โฉบบินเหนือสะพานแดง

    จุดชมนกนางนวล สะพานแดง จังหวัดสมุทรสาคร

    • ที่อยู่ : ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

    2. วัดศรีสุทธาราม จังหวัดสมุทรสาคร

              จุดชมวิวนกนางนวลจุดนี้อยู่ใกล้กับวัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ท่องเที่ยวสามารถมาเพลิดเพลินกับฝูงนกจากสะพานแดงบินมาหาอาหารได้อย่างใกล้ชิด บรรยากาศภายในวัดเงียบสงบและร่มรื่น ทำให้การให้อาหารนกและชมความงามของฝูงนกนางนวลเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและสบายใจ ไม่แออัดเหมือนจุดท่องเที่ยวหลัก อีกทั้งยังได้ชมความงดงามของวัดและฝูงนกที่โฉบบินอย่างสวยงามเหนือสายน้ำ ทำให้ทุกช่วงเวลาที่นี่เต็มไปด้วยความประทับใจ

    • ที่อยู่ : ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

    3. สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ

              จุดชมนกนางนวลที่ขึ้นชื่อใกล้กรุงเทพฯ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและครอบครัว ฝูงนกนางนวลบินโฉบไปมาอย่างสง่างามริมสะพานสุขตา สร้างบรรยากาศผ่อนคลายและร่มรื่นระหว่างเดินเล่น ริมฝั่งน้ำยังมีวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงาม เสียงนกร้องและลมเย็นพัดผ่าน ทำให้ทุกการชมฝูงนกกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสดชื่นและความสุข เหมาะสำหรับถ่ายภาพเก็บความประทับใจ หรือเพียงแค่หยุดเวลาเพื่อปล่อยใจไปกับธรรมชาติอย่างเต็มที่

    จุดชมนกนางนวล สถานตากอากาศบางปู

    ภาพจาก : Santi.m / shutterstock.com

    4. ชุมชนคลองตาก๊ก จังหวัดสมุทรปราการ

              อยู่ในซอยเทศบาลบางปู 126 อยู่ไม่ไกลจากสถานตากอากาศบางปู ชุมชนเล็ก ๆ ที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบบ้าน ๆ สะพานไม้ทอดยาวออกไปในทะเลเป็นจุดชมนกนางนวล ยอดนิยมในช่วงฤดูหนาว ฝูงนกเริ่มบินกลับมาโฉบไปมาอย่างใกล้ชิด นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพสวย ๆ ของวิวทะเลคู่กับฝูงนก เพลิดเพลินกับลมเย็น เสียงนกร้อง และบรรยากาศสงบที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นจุดเช็กอินที่ทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยความประทับใจสำหรับผู้มาเยือนทุกคน

    จุดชมนกนางนวล คลองตาก๊ก

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สปอร์ตไลท์บางปู

    จุดชมนกนางนวล คลองตาก๊ก

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก สปอร์ตไลท์บางปู

    • ที่อยู่ : ซอยเทศบาลบางปู 126 อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

    5. ดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม

              อีกหนึ่งจุดชมนกนางนวลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้ชมฝูงนกนางนวลจากมองโกเลียบินโฉบลงมาอย่างใกล้ชิดเหนือผืนน้ำ พร้อมโอกาสให้อาหารด้วยมืออย่างสนุกสนาน ทั้งไส้ไก่ทอดและกากหมูเจียวที่แม่ค้าท้องถิ่นเตรียมไว้ให้ บรรยากาศริมทะเลที่ผสมผสานความสงบของธรรมชาติและสีสันของฝูงนก ทำให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับวิวพระอาทิตย์ตก นับเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและประทับใจ โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น จะได้เห็นฝูงนกบินโฉบลงมากินอาหารอย่างสวยงามที่สุด

    จุดชมนกนางนวล ดอนหอยหลอด

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Ardy Wirunphat

    จุดชมนกนางนวล ดอนหอยหลอด

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Ardy Wirunphat

    • ที่อยู่ : ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม

              มาสัมผัสเสน่ห์ฝูงนกนางนวลบินโฉบเหนือผืนน้ำ เพลิดเพลินกับบรรยากาศธรรมชาติ สะพานทอดยาว และความสงบที่เติมเต็มวันพักผ่อนในช่วงหน้าหนาวนี้กัน ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view296967.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01flSZnKX3hjC55MXmv2C6

  • ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    ธุรกิจร้านอาหารเฮ! ปลดล็อกจำกัดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นพอดี แต่ชี้ควรปลดล็อกถาวร เพราะกฏหมายไม่เข้ากับบริบทของโลกปัจจุบัน

    นาย สรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย ขอบคุณคณะรัฐบาลนายกอนุทิน และ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ช่วยปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นให้กับกลุ่มธุรกิจร้านอาหารโดยคำนึงถึงบริบทของประเทศไทย ณ ปัจจุบันซึ่งเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวซึ่งแตกต่างจาก 53 ปีที่แล้วของคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ออกมาเพื่อห้ามข้าราชการออกไปนั่งดื่ม

    เพราะกฎหมายฉบับล่าสุดที่แก้ไขออกมา นอกจากจะสร้างปัญหาในการทำธุรกิจของร้านอาหารแล้วยังมีผลกระทบกับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงปลายปี โดยเฉพาะเป็นช่วงไฮซีซั่นของประเทศไทย ซึ่งจากกฏหมายที่ประกาศออกมาล่าสุดที่ผ่านมา สร้างความหวาดกลัวให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    เพราะสำนักข่าวต่างๆทั่วโลกได้เผยแผ่ถึงความผิดที่นักท่องเที่ยวจะได้รับด้วยหากมีการนั่งดื่มในร้านอาหารเกินเวลาที่กำหนด จึงมีผลกับการตัดสินใจที่จะเลือกมาเที่ยวประเทศไทยโดยทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนใจเลือกที่จะไปประเทศอื่นๆในอาเซียนแทน

    ธุรกิจร้านอาหารวอนปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ถาวร หนุนท่องเที่ยว

    การปลดล็อกช่วงเวลาให้ขายแอลกอฮอล์ได้สำหรับธุรกิจร้านอาหาร จะช่วยส่งเสริมให้กับธุรกิจร้านอาหารมีรายได้จากการขายอาหารเพิ่มอย่างน้อย 20% ซึ่งตนเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะไม่ทานอาหารเที่ยงตรงเวลา ส่วนใหญ่จะเข้าร้านอาหารมื้อเที่ยงช่วงประมาณบ่ายๆ และเมื่อนักท่องเที่ยวสามารถนั่งดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ก็จะสามารถนั่งทานอาหารได้นานขึ้นและสั่งอาหารเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงร้านอาหารจะไม่มีช่วงเวลาฟันหลอ 3 ชั่วโมง

    หรือหากระหว่างท่องเที่ยวในช่วงบ่าย ซึ่งประเทศไทย เป็นประเทศเมืองร้อนฝรั่งต่างชาติมักจะนิยมหาร้านนั่งพักเพื่อดื่มเบียร์ได้ ก็จะเป็นการตอบสนองตรงตามความต้องการและรสนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

    ซึ่งหลังจากรัฐบาลประกาศใช้กฎหมายใหม่ซึ่งแก้ไขแล้วตนมั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คึกคักได้ในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆในอาเซียนได้มากขึ้น รวมไปถึงเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคธุรกิจร้านอาหารให้สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย  แต่ขอให้เป็นการปลดล็อกแบบถาวรเลยเพราะเป็นกฏหมายที่ไม่เข้ากับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันรวมถึงไม่ตรงกับบริบทของโลกในปัจจุบันด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20A_N3HEefsV69HrxMw8Lm