Category: ท่องเที่ยว

  • นายกฯนำแถลง มติ ครม. ไฟเขียวออก พ.ร.ก.กู้เงิน กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน 4 แสนล้านบาท ชี้ เป็นเครื่องมือช่วยลดผลกระทบวิกฤตพลังงาน

    นายกฯนำแถลง มติ ครม. ไฟเขียวออก พ.ร.ก.กู้เงิน กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน 4 แสนล้านบาท ชี้ เป็นเครื่องมือช่วยลดผลกระทบวิกฤตพลังงาน

    วันนี้(5 พ.ค.69) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงถึงการตัดสินใจของรัฐบาลตามมติครม. เพื่อออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤต และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงานลุกลามไปสู่ราคาอาหาร และค่าครองชีพของประชาชนซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอตัว หรือที่เรียกว่า Stagflation ในระยะถัดไป ดังนั้น รัฐบาลต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องต้องใช้เครื่องมือพิเศษอย่างการออกพระราชกำหนดภายใต้หลักกฏหมายที่ชัดเจน ว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน ประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานประเทศ ลดความเปราะบาง และตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับมาตรการภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือกลุ่มพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเช่น ประชาชนที่มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะ SMS และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยจะดำเนินการ 2 แนวทางควบคู่กัน ได้แก่

    1.การช่วยเหลือและบรรเทา ที่ต้องการลดภาระค่าของชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้ภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น

    2.ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านโดยใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ โดยปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศพร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนทางพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ในโลกของการผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไป

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือในการพาประเทศให้ผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นเหมือนวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงที่จะรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องประชาชนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน อีกทั้งจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

    ”รัฐบาลตั้งใจมุ่งมั่นที่จะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ปั่นป่วนโลกขณะนี้ รัฐบาลจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถที่มีอยู่ที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี“ นายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71319&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26ixo0N1nwI-LfrUk-kzbH

  • อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    อโกด้าเผยตัวเลือกค้นหายอดนิยมประจำปีพ.ศ. 2569! ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงขึ้นเป็นเทรนด์ใหม่ สำหรับนักเดินทางชาวไทย

    ‘อโกด้า’ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวเผยสิ่งที่นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญมากที่สุดเมื่อค้นหาที่พักในปี พ.ศ. 2569

    โดยจากการวิเคราะห์ฟีเจอร์การค้นหาที่ถูกใช้งานมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม พบว่านักเดินทางในเอเชียยังคงให้ความสำคัญกับประเภทที่พัก ที่พักที่รวมอาหารเช้า และคะแนนรีวิวที่ดี

    ขณะเดียวกันที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และกลายเป็นเทรนด์ที่โดดเด่นในหมู่นักเดินทางชาวไทย

    ในปีพ.ศ. 2569 ประเภทของที่พักกลายเป็นตัวกรองที่นักเดินทางชาวไทยใช้มากที่สุด คิดเป็น 19% ของการใช้งานตัวกรองทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกที่พักที่เหมาะสมยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ในการวางแผนการเดินทาง

    ขณะเดียวกัน คะแนนรีวิวยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ โดยที่พักที่มีคะแนนตั้งแต่ 8 ขึ้นไปคิดเป็น 9% ของการใช้งานตัวกรองทั้งหมด เทรนด์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในพฤติกรรมนักเดินทางชาวไทย ที่หันมาให้ความสำคัญกับที่พักที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการ แต่ต้องมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เข้าพักคนอื่น ๆ ด้วย

    อาหารและความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ

    สำหรับนักเดินทางชาวเอเชีย ตัวเลือกที่พักรวมอาหารเช้าเป็นคำค้นหายอดนิยมอันดับสอง โดยคิดเป็น 12% ของตัวเลือกทั้งหมด สะท้อนความต้องการความสะดวกและความคุ้มค่าในช่วงเริ่มต้นของวัน ทั้งนี้นักเดินทางชาวไทยก็ให้ความสำคัญกับตัวเลือกที่พักรวมอาหารเช้าเช่นกัน โดยมากถึง 13% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ตอกย้ำว่าอาหารเช้าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกที่พัก นอกจากนี้นักเดินทางชาวไทยยังให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายด้านอื่น ๆ เช่น โดยตัวกรองที่พักที่มีสระว่ายน้ำ (4%) และอ่างอาบน้ำ (2%) ติดอยู่ในกลุ่มยอดนิยม สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและผ่อนคลายระหว่าง                การเข้าพัก

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

    นักเดินทางชาวไทยมีความแตกต่างจากนักเดินทางชาติอื่น ๆ ในภูมิภาค ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง โดยตัวเลือกนี้ไม่ติดอยู่ในกลุ่มตัวกรองยอดนิยมของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย แต่ในประเทศไทยตัวเลือกนี้อยู่ในอันดับที่ 10 คิดเป็น 2% ของการใช้งานตัวกรองทั้งหมด

    ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีตัวกรองที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมติดอยู่ในอันดับยอดนิยม สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น การที่ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงติดอยู่ในรายการนี้ยังแสดงให้เห็นว่า นักเดินทางชาวไทยจำนวนมากขึ้นเริ่มวางแผนพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยในช่วงวันหยุด ทำให้การเดินทางกลายเป็นประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งครอบครัว โดยสัตว์เลี้ยงของพวกเขานับเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วย

    ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นด้านการจองและชำระเงิน                                         

    ความยืดหยุ่นในด้านการจองและการชำระเงินเป็นสิ่งสำคัญที่นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญในปี พ.ศ. 2569 โดยตัวเลือกยกเลิกฟรี และ ตัวเลือกการชำระเงินแบบยืดหยุ่น (อย่างละ 5%) ติดอยู่ในกลุ่มตัวกรองยอดนิยม สะท้อนถึงความต้องการการจองที่สามารถคืนเงินได้ และความสะดวกในการชำระเงิน ตัวเลือกการค้นหาอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความสะดวกสบาย ก็ยังติดอยู่ในกลุ่มตัวกรองยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยอีกด้วย

    ไม่ว่าจะเป็น ที่จอดรถ (4%) และทำเลที่ตั้ง (2%) ซึ่งสะท้อนว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับที่พักที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถยนต์ หรือการเลือกที่พักในทำเลที่เดินทางได้อย่างสะดวก

    อโกด้าเผยเทรนด์ 2569! คนไทยนิยมเลือกที่พักเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

    นางสาวอรรคพร รอดคง, ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า เผยว่า “ในปี พ.ศ. 2569 นักเดินทางชาวไทยมีความความสำคัญกับประสบการณ์การเดินทางมากขึ้น ในด้านการวางแผนการเดินทาง โดยไม่ได้มองเพียงแค่การค้นหาที่พัก แต่ให้ความสำคัญกับการคัดสรรประสบการณ์การเดินทางที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของตนเอง ความชอบต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ด้านอาหาร การเดินทางที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง และความยืดหยุ่นที่มากขึ้น กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ให้บริการที่พัก โดยสามารถผุ้ให้บริการที่พักสามารถอำนวยความสะดวกให้ตรงตามความต้องการของนักเดินทาง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/741920&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aOEn6dmcn2RwxW6C9M6Vy

  • 50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569 ไทยติดถึง 3 อันดับ มีที่ไหนบ้าง ?

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569 ไทยติดถึง 3 อันดับ มีที่ไหนบ้าง ?

               เปิดลิสต์ 50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 จากผลโหวตของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 คน จัดเต็มทั้งความสวยงามของธรรมชาติ น้ำทะเลใส หาดทรายขาว และบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อน โดยปีนี้ ประเทศไทยติดอันดับถึง 3 แห่ง

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

               เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เว็บไซต์ Forbes เผยรายงานการจัดอันดับของเว็บไซต์ The World’s 50 Best Beaches ซึ่งได้เผยแพร่รายชื่อ 50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 หรือ The 50 Best Beaches In The World 2026 โดยรวบรวมมาจากการลงคะแนนของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 1,000 คน ซึ่งผ่านการสำรวจและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ใช่แค่จากการรีวิวหรือความนิยม เพื่อจัดอันดับชายหาดที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก 

               การประเมินจัดอันดับชายหาดครั้งนี้ ทางกรรมการได้พิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ความพิเศษและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ โอกาสที่จะได้พบเห็นสัตว์ป่า ความสะดวกในการว่ายน้ำ และความหนาแน่นของผู้คน รวมทั้งพิจารณาว่า ชายหาดนั้นมีเสียงธรรมชาติจากเสียงคลื่นทะเลที่แท้จริงหรือไม่ และมีเสียงรบกวนน้อยมากน้อยแค่ไหน รวมถึงบรรยากาศโดยรวมที่จะได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างมีความสุข

    50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ปี 2569

               1. หาดเอนทาลูลา, ฟิลิปปินส์
               2. หาดเฟเตอรี, กรีซ
               3. หาดวอร์ตัน, ออสเตรเลีย 
               4. หาดโนซี อีรันจา, มาดากัสการ์
               5. หาดอีสต์ เกาะโวโม, ฟิจิ 
               6. หาดโชลเบย์, แองกวิลลา สหราชอาณาจักร 
               7. หาดดิกูราห์, มัลดีฟส์ 
               8. หาดบาลันดรา, เม็กซิโก
               9. หาดเกาะรง, กัมพูชา
               10. อ่าวเกือก, เกาะสิมิลัน ไทย 
               11. หาดกาโย เด อากัว, เวเนซุเอลา
               12. หาดกาลา มาคาเรลลา, เกาะเมนอร์กา สเปน
               13. เกาะวันฟุต, หมู่เกาะคุก มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ 
               14. หาดเจ้าหญิงไดอานา, บาร์บูดา  
               15. หาดเทอร์ควอยซ์, ออสเตรเลีย
               16. หาดพีเค 9, เฟรนช์โปลินีเซีย
               17. หาดเกรซเบย์, เติกส์และเคคอส
               18. หาดกาลา เดอี กับเบียนี, อิตาลี
               19. หาดซาดิยัต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
               20. หาดคันโต เด ลา ปลายา, สาธารณรัฐโดมินิกัน
               21. อ่าวไวน์กลาส, ออสเตรเลีย
               22. หาดสีชมพู, อินโดนีเซีย
               23. หาดพาราไดซ์, ไทย
               24. หาดอองส์ ซูร์ส ดาร์ฌอง, เซเชลส์
               25. เกาะคาลังกามัน, ฟิลิปปินส์

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

               26. หาดเซเว่นไมล์, หมู่เกาะเคย์แมน
               27. หาดฟรีดอม, ไทย
               28. หาดเซียสตา, สหรัฐอเมริกา
               29. หาดคาปูทัส, ตุรกี
               30. เกาะกาโย ซาปาติยา, ปานามา
               31. เดอะบาธส์, หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน
               32. คาโบ ซาน ฮวน เดล กีอา, โคลอมเบีย
               33. อ่าวไบอา โด ซานโช, บราซิล
               34. หาดปอร์โต คัทซิกิ, กรีซ
               35. หาดซานตา จูเลีย, ฝรั่งเศส
               36. บลูลากูน, ฟิจิ
               37. หาดปลายา ชพู-ฮา, เม็กซิโก
               38. หาดโอฟู, อเมริกันซามัว
               39. หาดปลายา โคเฟเต, สเปน
               40. หาดเลอ มอร์น, มอริเชียส
               41. หาดฟลาเมงโก, เปอร์โตริโก
               42. หาดแกรนด์อองส์, เกรเนดา
               43. หาดปรายา ดา ฟาเลเซีย, โปรตุเกส
               44. ปอนตัล โด อาตาไลอา, บราซิล
               45. หาดโบลเดอร์ส, แอฟริกาใต้
               46. หาดปอร์โต ทิโมนี, กรีซ
               47. หาดปาเจ, แซนซิบาร์ แทนซาเนีย
               48. หาดลา เปโลซา, อิตาลี
               49. หาดคาส อาเบา, คูราเซา
               50. หาดคีม, ไอร์แลนด์

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

    สำหรับประเทศไทย มีชายหาด 3 แห่ง ติดอันดับ 50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ปี 2569 ได้แก่

               – อ่าวเกือก (Donald Duck Bay) อันดับที่ 10 อยู่ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงโดดเด่นเรื่องน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด

               – หาดพาราไดซ์ (Paradise Beach) อันดับที่ 23 หาดขนาดเล็กใกล้กับหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบ น้ำใส และวิวสวยงาม  

               – หาดฟรีดอม (Freedom Beach) อันดับที่ 27 อยู่ในจังหวัดภูเก็ต โดดเด่นด้วยทรายขาวละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าใส เงียบสงบเป็นส่วนตัว มีภูเขาและพรรณไม้ล้อมรอบ 

    50 ชายหาดดีที่สุดในโลก ปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view300802.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2snt70MbLmeEYnK6evrd4p

  • คมนาคม ดัน ‘สนามบินอันดามัน-ล้านนา’ บูสต์ท่องเที่ยวโตกระฉูด

    คมนาคม ดัน ‘สนามบินอันดามัน-ล้านนา’ บูสต์ท่องเที่ยวโตกระฉูด

    คมนาคมรุกหนัก! ดัน “สนามบินอันดามัน-ล้านนา” เสริมทัพ Quick-Win ยกระดับ 6 ท่าอากาศยานสู่มาตรฐานโลก เร่งอัดเทคโนโลยี AI บูสต์เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ทอท. (AOT) ชูยุทธศาสตร์ Quick-Win เร่งขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานทั่วประเทศ พร้อมนำเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง AI Anti-Drone และระบบตรวจจับนกมาใช้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก

    ไฮไลท์นโยบาย Quick-Win ยกระดับคมนาคมทางอากาศ

    นายพิพัฒน์ เผยว่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ที่มุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับสากล กระทรวงคมนาคม จึงได้วางกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

    1.) เร่งรัดโครงการก่อสร้างและเทคโนโลยีความปลอดภัย

    • ระบบ Anti-Drone : ติดตั้งเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับที่ใช้ AI วิเคราะห์ภัยคุกคาม
    • Bird Strike Prevention : ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการเฝ้าระวังและขับไล่นก เพื่อความปลอดภัยในการบินสูงสุด

    2.) เพิ่มประสิทธิภาพการบริการภาคพื้น (Ground Services)

    เร่งประกวดราคาหาผู้ประกอบการรายที่ 2 และ 3 สำหรับ บริการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความรวดเร็ว

    3.) ขยายโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคต

    • East Expansion : เร่งส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารทิศตะวันออก สุวรรณภูมิ
    • โครงการพัฒนาสนามบินภูมิภาค : ครอบคลุมสนามบินดอนเมือง (ระยะ 3), เชียงใหม่ (ระยะ 1) และภูเก็ต (ระยะ 2)
    • สนามบินใหม่ : เดินหน้าศึกษาความคุ้มค่าโครงการ “ท่าอากาศยานอันดามัน” และ “ท่าอากาศยานล้านนา”

    ทอท. ขานรับเป้าหมายผู้โดยสาร 180 ล้านคนต่อปี

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ขานรับนโยบาย และพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยจะผลักดันให้ท่าอากาศยานของไทยเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัยและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมเร่งขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577

    โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) และก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ขณะเดียวกันจะเร่งขับเคลื่อนโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นการให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 และรายที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570 รวมทั้งเร่งลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานอีก 5 แห่งอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพื่อให้ท่าอากาศยานสามารถรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้มากขึ้น

    ตลอดจนมุ่งเน้นยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารด้วยคุณภาพการบริการที่เป็นเลิศพร้อมการนำเทคโนโลยีในระดับสากลมาใช้ทุกขั้นตอนของการให้บริการในสนามบินอย่างเต็มรูปแบบ การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับมาท่องเที่ยว นอกจากนี้ จะเร่งศึกษาโครงการลงทุนเพื่อก่อสร้างท่าอากาศยานอันดามัน และท่าอากาศยานล้านนา เพื่อแบ่งเบาการจราจรทางอากาศของท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานเชียงใหม่

    ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐาน ICAO

    สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัย ทอท. มุ่งยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ โดยะจะเร่งประสานความร่วมมือกับสภาความมั่นคงแห่งชาติในการจัดหาระบบต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Anti-Drone) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีตรวจจับ และตอบโต้ สามารถวิเคราะห์และประเมินภัยคุกคามด้วย AI ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งระยะใกล้และไกลตลอดจนเร่งจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์ โดยจะนำเทคโนโลยีมาใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวังขับไล่ ซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการนกและสัตว์อันตราย

    ซึ่งการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานของ ทอท. เป็นไปตามมาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1232579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hu4IULzfCMi-u1DarXiHe

  • ดัน “ห้วยฮ่องฮอ” สร้างถนนคู่ 34 กม. งบ 600 ล้าน ปั้นนครพนมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    ดัน “ห้วยฮ่องฮอ” สร้างถนนคู่ 34 กม. งบ 600 ล้าน ปั้นนครพนมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ดัน “ห้วยฮ่องฮอ” สร้างถนนคู่ 34 กม. งบ 600 ล้าน ปั้นนครพนมสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ส.ส.นครพนม นำทีมลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาห้วยฮ่องฮอ วางแผนขุดลอก-สร้างระบบระบายน้ำ พร้อมถนนเลียบสองฝั่ง รวมระยะทาง 34 กิโลเมตร งบกว่า 600 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างปี 2571 หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง และยกระดับเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองนครพนม    

    เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประศาสตร์ แน่นอุดร คณะทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม ร่วมกับผู้บริหารสำนักงานชลประทาน เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาห้วยฮ่องฮอ และสำรวจแหล่งน้ำเพื่อยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีการประชุมร่วมกับสำนักงานชลประทานนครพนม สำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น ประกอบด้วยเทศบาลเมืองนครพนม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ตลอดจนตัวแทนประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อหารือแนวทางผลักดันโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในเขตเศรษฐกิจของจังหวัด    

    นางมนพร เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาห้วยฮ่องฮอ มีเป้าหมายขุดลอกลำห้วยตลอดแนว ตั้งแต่พื้นที่ตำบลอาจสามารถ ผ่านเขตเทศบาลเมืองนครพนม ไปจนถึงตำบลท่าค้อ อำเภอเมืองนครพนม พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำและเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ลดปัญหาน้ำท่วมขัง และสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ    

    ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ ด้วยการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์เลียบคันคูทั้งสองฝั่งของลำห้วย ระยะทางฝั่งละ 17 กิโลเมตร รวมไป-กลับ 34 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านคมนาคม และรองรับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด  

    ปัจจุบัน กรมชลประทานอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบเบื้องต้น โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 600 ล้านบาท พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

    ทั้งนี้ คาดว่าโครงการจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยมั่นใจว่าเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถพลิกโฉมเมืองนครพนมให้มีแหล่งท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กใหม่ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน    

    นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดของหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่เคยดำริให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอของบประมาณต่อกรมชลประทานเพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474987&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fYTOilgBZg7hP7QhIEppk

  • ปรับลดเป้าต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 สูงสุดเหลือ 33.2 ล้านคนจาก36.7ล้าน หลัง 4 เดือนแรกสะสมเพียง 11.9 ล้าน

    ปรับลดเป้าต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 สูงสุดเหลือ 33.2 ล้านคนจาก36.7ล้าน หลัง 4 เดือนแรกสะสมเพียง 11.9 ล้าน

    วันนี้, 18:58น.

              นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณาแนวโน้มภาพรวมการท่องเที่ยวปี 2569 นี้ คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งปีจะอยู่ที่ 30.07 – 33.20 ล้านคน ปรับลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน สร้างรายได้ ประมาณ 1.36 – 1.51 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นกรณีดีที่สุดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ ภายใต้สภาวะสงครามในตะวันออก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน อาหาร และการขนส่งให้สูงขึ้น ถือเป็นแรงกดดันต่อระดับเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงของสายการบิน รวมถึงการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในบางเส้นทาง

              กระทรวงได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 3 ฉากทัศน์ เพื่อประเมินภาพการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เป้าหมาย ณ สิ้นสุดปี 2569 ได้แก่                   

               1.กรณี Best Case หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางสามารถยุติได้ในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยจำนวน 33.20 ล้านคน รายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบเล็กน้อย

               2.กรณี Base Case สถานการณ์ยุติเดือนกันยายน นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 31.3 ล้านคน รายได้ 1.42 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบปานกลาง

               3.กรณี Worst Case สถานการณ์ยืดเยื้อถึงปลายปี นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 30 ล้านคน รายได้ 1.36 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบมาก

                ซึ่งภาพรวมการท่องเที่ยวข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤษภาคม พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 พฤษภาคม 2569 จำนวนทั้งสิ้น 11,966,391 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 584,409 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,971,673 คน มาเลเซีย 1,320,885 คน รัสเซีย 874,979 คน อินเดีย 852,690 คน และเกาหลีใต้ 484,550 คน โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นตลาดที่สำคัญของไทยในภาพรวมของตลาดระยะใกล้

              ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากแตะระดับ 4.4 แสนคน เพิ่มขึ้น 19.37% จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดญี่ปุ่นที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 8 จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด Golden week (29 เมษายน –6 พฤษภาคม) โดยเดินทางเข้ามาจำนวน 3.2 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 105.13%

              ในสัปดาห์นี้ ด้านตลาดหลักอย่างตลาดจีน และตลาดมาเลเซียยังคงฟื้นตัวได้ดี ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 601,610 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 65,209 คน หรือบวก 12.16% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 85,944 คน

    #ปรับตัวเลขนักท่องเที่ยวปี69

    Cr:กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161210&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZbEOthLcSBmoU0NfspdcS

  • จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ  ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    วันนี้ (5 พ.ค.2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 1 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมบุคคลลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยไม่ได้รับอนุญาต หลังได้รับการแจ้งเบาะแสจากผู้ประกอบการนำเที่ยว ว่ามีการลักลอบทำทัวร์เถื่อนในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ  ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    โดยเจ้าหน้าที่ติดตามสืบสวนพฤติกรรม บุคคลลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวใช้ชื่อ “บ ทราเวล” (นามสมมุติ) จัดนำเที่ยวไปต่างประเทศ มาเลเซีย – สิงคโปร์ จำนวน 5 วัน 4 คืน โดยมีการโฆษณาหาลูกค้าผ่านเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่จึงวางแผนและเฝ้ารอให้บริษัททัวร์บริการเสร็จสิ้นก่อน เพื่อไม่สร้างความเสียหายแก่นักท่องเที่ยว จนเวลาประมาณ 03.00 น. บริเวณจุดส่งนักท่องเที่ยวป้ายรถโดยสารสาธารณะศูนย์ราชการจ.สุราษฎร์ธานี

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ  ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    จับทัวร์เถื่อนในสุราษฎร์ฯ ลอบนำเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์

    เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและดำเนินการจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 80 ประกอบมาตรา 15

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบริษัททัวร์ดังกล่าว เคยได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว แต่ถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.2568

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวอีกว่า การจับบริษัททัวร์เถื่อนดังกล่าว กรมการท่องเที่ยวขอขอบคุณผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีได้ในที่สุด ขอย้ำเตือนนักท่องเที่ยวทุกท่าน โปรดระมัดระวังการเลือกซื้อทัวร์นำเที่ยว

    อ่านข่าว:

    รถบัสท่องเที่ยว พลิกคว่ำในเม็กซิโก เสียชีวิต 11 คน บาดเจ็บ 30 คน

    ไอโอซี ขีดเส้น 2 สัปดาห์ รัฐบาลต้องทำหนังสือรับรองจัดยูธโอลิมปิค

    หลายฝ่ายกังวล “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้ม-กระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลลงพื้นที่ 8 พ.ค.พบชาวบ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505522&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FK7TatQpw7EzKrbFDLTbe

  • ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด

    ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด

    ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด 105%

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (27 เม.ย.-3 พ.ค.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แตะระดับ 4.4 แสนคน เพิ่มขึ้น 19.37% จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดญี่ปุ่น ที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 8 จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด Golden week (29 เม.ย.-6 พ.ค.) โดยเดินทางเข้ามาจำนวน 3.2 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 105.13% และตลาดหลัก เช่น จีน และมาเลเซีย ยังคงฟื้นตัวด้านการเดินทางเป็นจำนวนมากเช่นกัน

    ต่างชาติเที่ยวไทยโต 12% อานิสงส์หยุดยาววันแรงงาน-Golden Week ญี่ปุ่นพุ่งพรวด 105%

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 601,610 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 65,209 คน หรือ 12.16% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 85,944 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 134,757 คน มาเลเซีย 92,828 คน อินเดีย 47,482 คน ญี่ปุ่น 32,168 คน และรัสเซีย 25,612 คน

    “นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และอินเดีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 105.13% 31.48% 26.17% และ 3.65% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.55%” นายสุรศักดิ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (4-10 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ และปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ต้นปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-3 พ.ค.69 ทั้งสิ้น 11,966,391 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 584,409 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,971,673 คน มาเลเซีย 1,320,885 คน รัสเซีย 874,979 คน อินเดีย 852,690 คน และเกาหลีใต้ 484,550 คน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12811585&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oKt8W_X5JvBfjinFwLks5

  • รุกดันแหล่งผลิตสินค้าGIเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

    รุกดันแหล่งผลิตสินค้าGIเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.10 น.

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) เป็นผู้แทนกรมฯ หารือกับนายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และคณะ เกี่ยวกับความร่วมมือในการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนวัตวิถี เพื่อยกระดับพื้นที่ๆมีศักยภาพให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว

    ทั้งนี้กรมฯและ ททท. มีเป้าหมายร่วมกันในการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ชุมชน Plus” ของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างไทยให้เป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง โดยสินค้า GI ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และสามารถต่อยอดสร้างรายได้ในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร การอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าชุมชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ นอกจากนี้ยังได้หารือแผนงานสนับสนุนการจัดกิจกรรมวิ่ง “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม-26 มิถุนายน 2569  

    นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งสินค้า GI เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมในแหล่งผลิต เช่น ดิน น้ำ อากาศ ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้เกิดสินค้าเฉพาะถิ่นที่มีคุณภาพและชื่อเสียง

    โดยการนำสินค้า GI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิ่งในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ซึ่งนำมาสู่การการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้หมุนเวียนและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ผลิตสินค้า GI ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน และมุ่งขยายขอบเขตความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้แหล่งผลิตสินค้า GI กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้ไทยกลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ธรรรมชาติ และวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”นายวิโรจน์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/962325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SVbzXKIJ81sU-8DWCTNPy

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยัน “ไทย” ไม่พร้อมจัดยูธโอลิมปิก 2030 เหตุขาดงบประมาณ

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยัน “ไทย” ไม่พร้อมจัดยูธโอลิมปิก 2030 เหตุขาดงบประมาณ

    โดย ดิถดนัย สิริประทีปสุข

    เขียนเมื่อ 05/05/2026 17:42 | อัพเดทล่าสุด 05/05/2026 17:42 146

    สืบเนื่องจากช่วงวันที่ 28-30 เมษายนที่ผ่านมา Mrs. Danka Hrbékova (นางดังก้า เออเบโกวา) สมาชิกคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และประธานคณะทำงาน Youth Olympic Games 2030 ได้เดินทางมาที่ประเทศไทย และลงพื้นที่ตรวจสนามแข่งขันในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี พร้อมแถลงสรุปความพร้อม หลังจากประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนโอลิมปิกเกมส์ 2030 หรือ ยูธ โอลิมปิก 2030 และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ชาติสุดท้าย ร่วมกับ ปารากวัย และชิลี ก่อนจะมีการย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องมีการส่งหนังสือรับรองการสนับสนุน ภายใน 2 สัปดาห์

    ล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยความคืบหน้าประเด็นดังกล่าว หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งยอมรับว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศในปัจจุบัน ไทยยังไม่มีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ

    “จากการที่รัฐบาลได้มีการหารือร่วมกันอย่างรอบคอบแล้ว ตอนนี้ด้วยสภาวะเศรษฐกิจเรายังต้องกู้เงินอยู่เลย แน่นอนด้วยสถานะการเงินของเรายังไม่พร้อมที่จะจัด เพราะการจัดการแข่งขันต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นก็จะต้องมีการแจ้งทางโอลิมปิกสากลไปว่าทางเรายังไม่พร้อมเรื่องงบประมาณจริงๆ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/9/article/25142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i5FgxegHG0vA1NvsA-SNE