Category: ท่องเที่ยว

  • ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ (สว.) รับฟังเสียงประชาชน “นาหมื่น-นาน้อย” เดินหน้าแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้นตัว | TOPNEWS

    ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ (สว.) รับฟังเสียงประชาชน “นาหมื่น-นาน้อย” เดินหน้าแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้นตัว | TOPNEWS

    วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) นำโดย นายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ พร้อมสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นายมังกร ศรีเจริญกูล นางกัลยา ใหญ่ประสาน นางวาสนา ยศสอน นายสุทิน แก้วพนา นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ และนายธีรศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ร่วมหารือกับภาครัฐและภาคประชาชน

    ในการนี้ นางสาววรณัน กันทะมัง นายอำเภอนาหมื่น ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดน่าน กล่าวต้อนรับคณะ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนา

    ด้านนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ รวมถึงบทบาทหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา ทั้งด้านการกลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการฯ จะรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาตามกลไกของวุฒิสภา รวมถึงส่งต่อข้อมูลไปยังคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภามาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จำนวน 20 กลุ่ม อาทิ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ SME กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม กลุ่มข้าราชการ ฯลฯ ประกอบกับการเป็นคนพื้นถิ่นในแต่ละจังหวัด ทำให้เข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

    สำหรับการหารือครั้งนี้ มี 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. ปัญหาภัยแล้ง

    2. ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

    3. โครงการก่อสร้างสะพานปากนาย ข้ามเขื่อนสิริกิติ์ เชื่อม อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ กับ อ.นาหมื่น จ.น่าน

    4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวในอำเภอนาหมื่น

    5. ปัญหาที่ดินทำกิน

    6. ปัญหาด้านการศึกษา

    ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่อำเภอนาหมื่นมักเกิดจุดความร้อน (Hotspots) สูงในช่วงต้นปี จากปัญหาไฟป่าและการเผาวัสดุทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยมีข้อเสนอให้จัดตั้งชุดลาดตระเวนร่วมรัฐและชุมชน ทำแนวกันไฟ ส่งเสริมการลดการเผา และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

    ด้านภัยแล้ง อำเภอนาหมื่นประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากระบบกักเก็บน้ำไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ขุดลอกแหล่งน้ำเดิม จัดทำระบบกระจายน้ำ และสนับสนุนงบประมาณสำหรับแหล่งน้ำสำรอง

    ส่วนโครงการก่อสร้างสะพานปากนาย ข้ามเขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบันการเดินทางยังต้องใช้แพขนานยนต์ ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาและการขนส่ง ทุกภาคส่วนเห็นพ้องให้เร่งผลักดันโครงการ เพื่อยกระดับเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวระหว่างภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง

    ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อำเภอนาหมื่นหรือ “น่านใต้” ยังไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร แม้จะมีต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมสูง เช่น หมู่บ้านประมงปากนาย และจุดชมวิวต่าง ๆ โดยมีข้อเสนอให้พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น

    สำหรับปัญหาที่ดินทำกิน ราษฎรในพื้นที่ตำบลเมืองลี จำนวน 7 หมู่บ้าน ประชากร 2,101 คน ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ทับซ้อนเขตป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ ประชาชนจึงเรียกร้องให้เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินตามนโยบาย คทช. และพิสูจน์สิทธิตามแนวทางกฎหมาย

    ขณะที่ด้านการศึกษา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลประสบปัญหาครูไม่ครบชั้น ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน และมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงเสนอให้สนับสนุนงบประมาณ พัฒนาอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนขนาดเล็ก และสร้างกลไกทุนการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

    นอกจากนี้ ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอนาหมื่น ยังขอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยประสานการจัดสรรงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาด้านสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า การคมนาคม และการขนส่งสินค้าเกษตร รวมถึงประชาชนจากอำเภอนาน้อยซึ่งมีบริบทพื้นที่ใกล้เคียงกัน ได้เสนอให้สนับสนุนการสร้างฝายแก้มลิง การส่งเสริมการปลูกยางพารา และการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน

    ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการติดตาม เสนอแนะ และผลักดันผ่านกลไกของวุฒิสภา รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของประชาชนในจังหวัดน่านอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588384&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xQyel6Hsg147bO52c_I3a

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทย เม.ย.69 ชะลอตัว จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทย เม.ย.69 ชะลอตัว จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทย เดือนเมษายน 2569 มีการชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและการบริโภค ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยรายรับภาคท่องเที่ยวปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับลดลง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนลดลงตามหมวดบริการ รวมถึงหมวดสินค้าไม่คงทน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นทุนพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพปรับรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากกล่มสินค้าเทคโนโลยีและหมวดยานยนต์ ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว โดยผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตยังจำกัด

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมากจากหมวดพลังงานเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเงินเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังหมวดอาหารสำเร็จรูป สำหรับแนวโน้มระยะต่อไปนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000051038&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01r8JT0ioFepavNjshDRH2

  • Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    Home / PR NEWS / Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

                “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

              นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

                “ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

              นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

                Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

                นางสาวไปยดากล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

              นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

                ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

                “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

              ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ  “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/412576.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OFOvVNinHEflJisoF240C

  • อุทยานฯภูลังกา เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงาม

    อุทยานฯภูลังกา เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงาม

    อุทยานฯภูลังกา เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงาม ‘น้ำตกกินรี – หินโลมา’ อีกครั้ง

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

    อุทยานแห่งชาติภูลังกา เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงาม ‘น้ำตกกินรี – หินโลมา’ อีกครั้ง 1 มิถุนายนนี้

    อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดบึงกาฬ เตรียมเปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดัง “น้ำตกกินรี – หินโลมา” ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หลังปิดฟื้นฟูธรรมชาติและดูแลความปลอดภัยในช่วงฤดูที่ผ่านมา

    สำหรับ “หินโลมา” ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันซีนของจังหวัดบึงกาฬ เป็นกลุ่มหินธรรมชาติกลางลำน้ำที่มีรูปร่างคล้ายฝูงโลมาน้ำจืด ก่อตัวอย่างสวยงามท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน ขณะที่ “น้ำตกกินรี” มีความโดดเด่นด้วยสายน้ำใสเย็นและบรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนและสัมผัสธรรมชาติในช่วงฤดูฝน

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติภูลังกา ได้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการดูแลความปลอดภัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติของจังหวัดบึงกาฬ และร่วมกันรักษาความสะอาด รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานอย่างเคร่งครัด

    จังหวัดบึงกาฬ ยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อช.ภูลังกาเปิดเที่ยว'น้ำตกตาดโพธิ์ ตาดขาม'ตามปกติหลังน้ำป่าลดความรุนแรง

    ด่วน! สั่งปิดอุทยานภูลังกา ฝนตกหนักดินสไลด์น้ำป่าทะลักหวั่นอันตราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/967621&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30iz6lZBySwf5Oo3fEPe43

  • ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน

    ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2569 โดยรวมชะลอตัวจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยรายรับภาคท่องเที่ยว ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับลดลง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ลดลงตามหมวดบริการ รวมถึงหมวดสินค้าไม่คงทน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และน้ำมันเชื้อเพลิง จากต้นทุนพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพปรับรับสูงขึ้น

    ธปท.ระบุ เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอตัวจากตอ.กลางฉุดท่องเที่ยว-บริโภคเอกชน แม้ส่งออกโต

    อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากกล่มสินค้าเทคโนโลยี และหมวดยานยนต์ ตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว โดยผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตยังจำกัด

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับมาเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมากจากหมวดพลังงานเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเงินเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังหมวดอาหารสำเร็จรูป

    สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี แนวโน้มการส่งออกและลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐที่จะทยอยมีผลในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง, ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน, มาตรการภาครัฐ, การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และพัฒนาการของภาวะเอลนีโญ

    • เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    – การบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน ตามยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง หลังจากที่มีการเร่งซื้อไปในเดือนก่อน ประกอบกับการปรับรูปแบบการทำงาน และการเดินทางของประชาชน หลังราคาน้ำมันเร่งขึ้นมาก นอกจากนี้ การใช้จ่ายในหมวดบริการลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ดี หมวดสินค้าคงทนและกึ่งคงทนเพิ่มขึ้น จากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ รวมถึงการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ตามลำดับ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน

    – การลงทุนภาคเอกชน

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนที่ลดลงเป็นสำคัญ โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้านการลงทุนในหมวดยานพาหนะลดลง ตามมูลค่ายอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและการนำเข้าเครื่องบิน

    อย่างไรก็ดี การลงทุนในหมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากทั้งหมวดที่อยู่อาศัยและไม่ใช่ที่อยู่อาศัย โดยหมวดที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาคารชุด ขณะที่หมวดที่มิใช่ที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงแรม และอาคารพาณิชย์

    – จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ในหลายสัญชาติ อาทิ จีน และมาเลเซีย หลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า และกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย จากผลการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินหลายแห่ง เพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวตะวันออกลาง และยุโรป ยังอยู่ในระดับต่ำจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่เริ่มมีสัญญาณทรงตัวจากเดือนก่อน ด้านรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    – การส่งออกสินค้า

    มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยขยายตัวในหลายหมวด ได้แก่ 1) อิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์ การส่งออกคอมพิวเตอร์ไปมาเลเซีย และกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกง 2) เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการส่งออกเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าไปเม็กซิโกและอาเซียน และ 3) ยานยนต์และชิ้นส่วน ตามการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและชิ้นส่วนไปอาเซียน รวมถึงรถกระบะไปออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ตาม หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลง ตามการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ รวมถึงแผงควบคุมกระแสไฟฟ้าไปอาเซียนและสหรัฐฯ สำหรับการส่งออกสินค้าไปตะวันออกกลางปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังหดตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

    – การนำเข้าสินค้า

    มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน จากทุกหมวดสินค้าหลัก ได้แก่ 1) หมวดเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการนำเข้าจากแหล่งอื่น อาทิ มาเลเซียและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้น้ำมันสำรองในประเทศเพิ่มขึ้น 2) หมวดสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน สอดคล้องกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 3) หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค จากการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าจากจีน และ 4) หมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์จากไต้หวัน

    – การใช้จ่ายภาครัฐ

    การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัวตามค่าจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานด้านการศึกษา สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวจากการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี โดยเฉพาะโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และหน่วยงานด้านคมนาคม อย่างไรก็ดี รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และการขนส่ง

    • เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรม

    ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วทรงตัวจากเดือนก่อน โดยกลุ่มที่ผลิตเพื่อการส่งออกน้อยกว่า 30% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการผลิตเครื่องดื่ม ส่วนหนึ่งเป็นการเร่งผลิตก่อนราคาต้นทุนปรับสูงขึ้น ขณะที่หมวดเคมีภัณฑ์ลดลง จากการผลิตปุ๋ยเคมีตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม สำหรับกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% เพิ่มขึ้นจากหมวดยานยนต์ ตามการผลิตรถยนต์นั่ง สอดคล้องกับการส่งออก และการสะสมสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการ ด้านกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ลดลงจากการผลิตน้ำตาล หลังเร่งผลิตไปมากในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    – ภาคบริการ

    เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วลดลงจากเดือนก่อน จากกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยว ตามธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ประกอบกับกิจกรรมในภาคการค้าชะลอลงเล็กน้อย หลังมีการเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อนหน้า จากความกังวลการปรับขึ้นราคาสินค้า

    อย่างไรก็ดี กิจกรรมการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามการนำเข้า โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งมอบหลังงานมหกรรมยานยนต์ (Motor Show) สอดคล้องกับยอดขายยานยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    – รายได้เกษตรกร

    รายได้เกษตรกรขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัว โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการผลิตไบโอดีเซลในประเทศ ขณะที่ราคายางพาราเร่งขึ้นจากความต้องการใช้ทดแทนยางสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมถุงมือยาง และยางล้อ

    ด้านปริมาณผลผลิตขยายตัวต่อเนื่อง จากทุเรียนและยางพารา โดยทุเรียนขยายตัวตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงก่อนหน้า และการขยายพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตยางพารา ขยายตัวตามจำนวนวันกรีดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนที่ตกน้อยกว่าปกติ

    • ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    – ภาวะการเงิน

    การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจกลุ่มผลิตปิโตรเลียม และการค้าส่ง นอกจากนี้ การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากธุรกิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ และธุรกิจค้าส่ง ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลงเล็กน้อย จากธุรกิจปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์

    สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ในเดือน เม.ย.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เคลื่อนไหวตามพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ขณะที่ในเดือน พ.ค.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น หลังการเจรจาหาข้อยุติระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีแนวโน้มยืดเยื้อ

    นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือน พ.ค. 69 ตลาดยังมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนในการระดมทุนภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวคลี่คลายลง ภายหลังภาครัฐสื่อสารแนวทางการบริหารเครื่องมือการระดมทุนต่อตลาด

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน เม.ย. และ พ.ค.69 เคลื่อนไหวผันผวน ตามพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ในเดือน เม.ย. และ พ.ค.69 เฉลี่ยลดลงเล็กน้อย

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นมากจากเดือนก่อน จากหมวดพลังงานที่ราคาน้ำมันในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่หมวดอาหารสด ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาผัก และไข่ไก่ เนื่องจากผลผลิตลดลงตามสภาพอากาศร้อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในหมวดอาหารสำเร็จรูป และค่าโดยสารสาธารณะเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ยังไม่เห็นการปรับเพิ่มราคาสินค้าเป็นวงกว้าง ส่วนหนึ่งจากกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูง

    ด้านภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ปรับเพิ่มขึ้น ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลจากดุลการค้าตามมูลค่าการนำเข้าทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมันที่เร่งขึ้น ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงจากปัจจัยฤดูกาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12819085&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ICW04DnUkJHYCGMLFjYTQ

  • รีวิวดอยห้วยทู่ บ้านลีซอ ตาก เดินป่าหน้าฝนสุดฮีลใจ

    รีวิวดอยห้วยทู่ บ้านลีซอ ตาก เดินป่าหน้าฝนสุดฮีลใจ

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/zP0gJXeMk9Kv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJK4x4EZihu3IZdYlcboe

  • เริ่มแล้ว! งาน ‘หวาน-ฉ่ำ-บ้านแลง’ ปักหมุด ‘ถนนผลไม้บ้านหนองพญา’ กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง | เดลินิวส์

    เริ่มแล้ว! งาน ‘หวาน-ฉ่ำ-บ้านแลง’ ปักหมุด ‘ถนนผลไม้บ้านหนองพญา’ กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวระยอง | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อบต.บ้านแลง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง นายปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง เป็นประธานเปิดโครงการเทศกาลผลไม้ตำบลบ้านแลง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้งาน “หวาน-ฉ่ำ-บ้านแลง” โดยมี นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง นายกิตติ เกียรติมนตรี รองนายก อบจ.ระยอง พร้อมด้วยสมาชิกสภา อบจ.ระยอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    นาวาตรีผดุง กล่าวว่า อบต.บ้านแลง จัดโครงการดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2569 เนื่องจากตำบลบ้านแลงเป็นพื้นที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีศักยภาพด้านการผลิตผลไม้เศรษฐกิจคุณภาพ อีกทั้งยังมี “ถนนผลไม้บ้านหนองพญา” ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของพื้นที่ สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชนเกษตรกรรมได้อย่างชัดเจน

    สำหรับการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้คุณภาพของตำบลบ้านแลง ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร สร้างการรับรู้แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การเปิดร้านจำหน่ายสินค้าและผลไม้คุณภาพ การเปิดถนนผลไม้บ้านหนองพญา ขบวนสามล้อผลไม้แฟนซี การประกวดสามล้อผลไม้แฟนซี การประกวดธิดาชาวสวน การแข่งขันกินผลไม้ กิจกรรมผลไม้นาทีทอง การบอกเล่าเรื่องราว “ของดีบ้านแลง” การแข่งขันทำอาหาร และการแสดงดนตรีสร้างความบันเทิง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ อบต.บ้านแลง คาดหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ตำบลบ้านแลงเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำคัญของจังหวัดระยอง พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5902255/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CzpcMbgkSxvqtuVxOzxEM

  • “ณัฐพงษ์” ฉะ โครงการแลนด์บริดจ์ ทำลายป่า-ท่องเที่ยวภาคใต้

    “ณัฐพงษ์” ฉะ โครงการแลนด์บริดจ์ ทำลายป่า-ท่องเที่ยวภาคใต้

    “ณัฐพงษ์” ฉะ โครงการแลนด์บริดจ์ ทำลายป่า-ท่องเที่ยวภาคใต้

    “ณัฐพงษ์” อภิปรายปิดญัตติแลนด์บริดจ์ เตือนซ้ำรอยอีอีซีทำทุนใหญ่โตแต่คนจนพุ่ง หวั่นกระทบป่าชายเลนและการท่องเที่ยว

    ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และโครงการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปญัตติในส่วนของพรรคประชาชน

    นายณัฐพงษ์ระบุว่า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนไม่ควรดูแค่ตัวเลขจีดีพี พร้อมยกบทเรียนจากภาคตะวันออกที่จีดีพีเติบโต แต่ความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการของแรงงานไม่ได้โตตาม เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาตั้งโรงงานและก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งดอกผลตกอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ไม่ใช่เอสเอ็มอีหรือคนในชุมชน จึงอยากให้ทุกคนกลับมาคิดว่า จะมอง 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงทางผ่านสินค้าของโลก หรือเป็นบ้านเกิดของชาวใต้ที่ใช้ชีวิตและสร้างอนาคต

    ปัจจุบันชาวใต้เผชิญปัญหาต้นตอหลายด้าน โดยเกษตรกรประมาณครึ่งหนึ่งยังขาดสิทธิในที่ดินทำกิน ไม่มีโฉนด การเข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศ ค่าใช้จ่ายเดินทางขนส่งสูงกว่าภาคเหนือและอีสาน รายได้หดตัว ภาคท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่เพียง 5 จังหวัดจาก 14 จังหวัดจนสร้างความเหลื่อมล้ำภายในภูมิภาคสูงถึง 3-4 เท่า อีกทั้งยังประสบภัยพิบัติจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากกว่าภาคอื่น 3-4 เท่า และมีปัญหาเด็กแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ใน 11 จังหวัด แม้ภาคใต้จะมีจุดเด่นด้านเกษตร ประมง และความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ยิ่งพัฒนาช่องว่างความเหลื่อมล้ำกับภาคอื่นกลับยิ่งกว้างขึ้น เกษตรกรและชาวประมงมีรายได้ลดลงและเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

    นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้ช่วยเพิ่มความมั่นคงในที่ดิน แต่กลับมีนายหน้ามากว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรตั้งแต่ยังไม่มีการเวนคืน และโครงการนี้กำลังจะทำลายป่าชายเลน ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แทนที่รัฐบาลจะวางแผนกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชน

    พรรคประชาชนจึงเสนอ “ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้” หรือ SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) เป็นตัวเลือกแทนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนำต้นทุนวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพมาพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นทำเกษตรยั่งยืนเพิ่มมูลค่า ตอบโจทย์ตลาดอนาคต พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับเชิงสุขภาพ โดยไม่ต้องออกกฎหมายกลางมายกเว้นกฎหมายหลายฉบับ

    นอกจากนี้ แผนงาน SBRC จะเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ประชาชนรอคอย เช่น น้ำประปาดื่มได้ พลังงานหมุนเวียน ขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลา การศึกษาที่มีคุณภาพ และระบบการรักษาของ รพ.สต. กับศูนย์อนามัย โดยใช้บประมาณ 5 แสนล้านบาทภายในเวลา 6 ปี ซึ่งคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่าโครงการแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลนำเสนอ

    นายณัฐพงษ์ยันยืนว่า แนวทาง SBRC ไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ไม่ต่ำกว่า 4% ต่อปี ยกระดับและเพิ่มราคาผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูปได้ไม่ต่ำกว่า 30% และช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 30% โดยชี้ว่านี่คือตัวเลือกระหว่างการมองชาวใต้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ หรือมองว่าชาวใต้ทุกคนคือเจ้าของพื้นที่ในการพัฒนาโครงการร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/743132&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20epL_ULPfonC0CmEKzXm5

  • รีวิว “วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ”

    รีวิว “วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ”

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/PqE5laN6pVyq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BW9n_eoxJ6IHixlpCRr6y

  • เศรษฐกิจเม.ย. 69 ชะลอตัว สงครามฉุดท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    เศรษฐกิจเม.ย. 69 ชะลอตัว สงครามฉุดท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    Loading…

    เศรษฐกิจเม.ย. 69 ชะลอตัว สงครามฉุดท่องเที่ยว-ดันเงินเฟ้อพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-112&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jx9-5nPVPjEnIEPtRFLiJ