Category: ท่องเที่ยว

  • “อนุชา” ยัน สตรีทฟู้ดเป็นระเบียบได้ เตรียมแก้ต่างด้าวแย่งอาชีพ พร้อมดันแหล่งท่องเที่ยว “สายมู” เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

    “อนุชา” ยัน สตรีทฟู้ดเป็นระเบียบได้ เตรียมแก้ต่างด้าวแย่งอาชีพ พร้อมดันแหล่งท่องเที่ยว “สายมู” เล็งรื้อฟื้นเส้นทางเรือ EV แก้รถติด-ลดฝุ่น PM 2.5 หวังเจาะฐานสวิงโหวต 20%

    กรุงเทพฯ, วันที่ 30 พฤษภาคม  นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยยามเช้าให้การต้อนรับและทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปโดยสารเรือไฟฟ้าที่ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อมุ่งหน้าไปหาเสียงต่อยังท่าเรือเทเวศร์

    นายอนุชา เปิดเผยว่า ตลาดตรอกหม้อถือเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีร้านอาหารอร่อยจำนวนมาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ตนมองว่า กทม. ต้องโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าสตรีทฟู้ด (Street Food) กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยสามารถอยู่คู่กันได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นร้านริมทางหรือบนฟุตพาทเพียงอย่างเดียว หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จะเข้ามาจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้สัญจรบนทางเท้า

    “เรื่องที่สำคัญและต้องกวดขันอย่างจริงจัง คือการแก้ไขปัญหาผู้ค้าต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย” นายอนุชาเน้นย้ำ พร้อมระบุว่า กทม. จะนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้กำกับดูแลจุดผ่อนผัน เพื่อให้สามารถสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตตัวจริง เพื่อป้องกันการลักลอบขายสิทธิเช่าช่วงต่อ นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายและกวดขันปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเด็ดขาด

    นายอนุชา ยังกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชนว่า กรุงเทพฯ มีสถานที่ทำบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดหมายของ “สายมู” มากมาย เช่น ศาลเจ้าพ่อเสือ ในอนาคตตนมีนโยบายพัฒนาแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อรวบรวมและแสดงจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ทราบ ซึ่งจะผลักดันให้แอปฯ กทม. เป็นแพลตฟอร์มที่คนจดจำและเปิดใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

    ด้านนโยบายการคมนาคม นายอนุชาได้ชูแนวคิดการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ “ล้อ ราง เรือ” เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันการเดินเรือไฟฟ้า (EV) ของ กทม. เข้าไปให้บริการประชาชนในคลองสายหลักต่างๆ ทั้งคลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษีเจริญ คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ

    “เฉพาะอย่างยิ่งในคลองแสนแสบ ช่วงตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเข้ามาในพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งเอกชนดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และยังคงใช้เรือเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 กทม. จะเข้าไปขยายการเดินเรือโดยใช้เรือไฟฟ้า EV ทั้งหมด แม้ในระยะเริ่มต้นอาจจะดูไม่คุ้มค่าในแง่ของธุรกิจ แต่การบริการสาธารณะคือสิ่งที่เมืองจะปฏิเสธการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้ นอกเหนือจากนี้ หลายโครงการที่เคยทำในยุคก่อน เช่น เส้นทางการเดินเรือต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปในสมัยผู้ว่าฯ ชัชชาติ เราจะนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีระบบขนส่งอื่นที่สามารถทดแทนได้ เช่น มีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ หรือมีระบบฟีดเดอร์ที่เชื่อมต่อได้สะดวกกว่า เราก็จะพิจารณาปรับเปลี่ยนใช้ทางเลือกอื่นที่เหมาะสมแทน” นายอนุชากล่าว

    ส่วนกระแสพรรคประชาธิปัตย์ที่ปรากฏในโพลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นายอภิสิทธิ์ กล่าว พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อนำมาทำประโยชน์และแก้ปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงการชูนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เข้มข้น เพื่อดึงฐานเสียงเดิมและจูงใจกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอีกประมาณ 20% ให้หันกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/298674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BGftgmXZeoI-2hAT89ngD

  • ไฟไหม้ร้านค้าใกล้ท่าเรือท่องเที่ยว เกาะลันตา วอด 2 หลัง เสียหายหนักอีก 1 สูญกว่า 5 ล้านบาท

    ไฟไหม้ร้านค้าใกล้ท่าเรือท่องเที่ยว เกาะลันตา วอด 2 หลัง เสียหายหนักอีก 1 สูญกว่า 5 ล้านบาท

    (30 พ.ค.69) ก่อนเที่ยงวันนี้ เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารไม้ย่านการค้า-ชุมชนเก่า ใกล้ท่าเรือท่องเที่ยวศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ รถดับเพลิง ทต.ศาลาด่าน , ทต.เกาะลันตาใหญ่และใกล้เคียงรวม 5 คัน เข้าไประงับเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้อาคารไม้ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก และลุกลามติดบ้านเรือนรวม 3 หลัง 

    เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำสกัดไม่ให้ไฟลุกลามเพิ่ม เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นย่านการค้า มีบ้านเรือนหนาแน่น ซึ่งต้องระดมรถบรรทุกน้ำของเอกชนบนเกาะลันตานับ 10 คัน ช่วยส่งน้ำสนับสนุนรถดับเพลิง ใช้เวลากว่า 2 ชม.จึงควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

    เบื้องต้นพบอาคารไม้ 2 หลังถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ส่วนอีก 1 หลังเสียหายรุนแรง และเสียหายเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งทางเทศบาลฯ จะเข้าสำรวจความเสียหายอีกครั้ง ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/NUZdAilYX&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YLvtbsNYwAdLIcSxj5c4D

  • หยุดยาววิสาขบูชา! นักท่องเที่ยวเข้าเกาะช้างไม่คึกคัก โรงแรมลดราคาสูงสุด 50% เกาะกูดคนแน่นต้องเพิ่มเรือ

    หยุดยาววิสาขบูชา! นักท่องเที่ยวเข้าเกาะช้างไม่คึกคัก โรงแรมลดราคาสูงสุด 50% เกาะกูดคนแน่นต้องเพิ่มเรือ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150990&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oz6ZBYt1KLTDYQmsoLsgJ

  • “ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์”  กลุ่มกรุงเทพบิน ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์7

    “ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์” กลุ่มกรุงเทพบิน ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์7

    วันนี้ (30 พ.ค.2569) หลังจากที่กรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครผู้ว่ากทม.ที่จะมีการเลือกตั้งจริงในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ปรากฏว่ามีผู้สมัครผู้ว่ากทม.ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า เดินทางมาจับหมายเลข โดยกลุ่มกรุงเทพบิน ที่นำโดยนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานกลุ่มกรุงเทพบิน เปิดตัว นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 จับได้หมายเลข 7

    สำหรับประวัติ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ มีชื่อเล่น หน่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2522 ปัจจุบันอายุ 46 ย่าง 47 ปี เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เป็นบุตรของนักการทูต จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในอดีตเคยทำงานด้านการส่งออก ปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์และนักลงทุนอิสระในตลาดหลักทรัพย์

    ทั้งนี้นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ชูนโยบายไม่เก็บค่าขยะ /นโยบายคมนาคมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทำรถบินได้ /นโยบายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Soft Power ระดับโลก โคลนนิ่งไดโนเสาร์ ตั้ง สำนักสัตว์ดึกดำบรรพ์ / นโยบายสิ่งแวดล้อม พลังงาน และปากท้อง คลองแสนแสบต้องดื่มได้ /เปลี่ยนเรือโดยสารเป็นไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด และซื้อโรงกลั่นและ โยบายสาธารณสุข

    อ่านข่าว:

    “โจ ชัยวัฒน์” จากมือเศรษฐกิจ พรรคส้ม สู่ผู้ท้าชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.”

    ส่องประวัติ “อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.”

    เส้นทาง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” จากวิศวกรสู่ผู้ว่าฯ แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xVshM6XOp4cr1okgsG9s6

  • เศรษฐกิจไทยปี’69 โตต่ำกว่าคาดเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

    เศรษฐกิจไทยปี’69 โตต่ำกว่าคาดเผชิญแรงกดดันรอบด้าน


    วิจัยกรุงศรีฯคาดเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.9% แม้ไตรมาสแรกขยายตัวดี ชี้ครึ่งปีหลังแรงกดดันรอบด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด ต้นทุนพลังงานสูง  ท่องเที่ยวฟื้นช้า ส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว  

    วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.9% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยพยุงการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ จะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงจากปีก่อน โดย
    การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 ปี สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่รายได้ภาคครัวเรือนโดยเฉพาะรายได้ภาคการเกษตรขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันกำลังซื้อโดยรวม ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังคงล่าช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง ผนวกกับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

    ด้านการส่งออกแม้ว่าจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง ประกอบกับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า ทั้งในมิติของอัตราภาษีและความครอบคลุมของสินค้า ขณะเดียวกัน การนำเข้ามีแนวโน้มเร่งขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกดดันดุลการค้า และเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะยังรักษาแรงส่งจากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 รวมถึงการขยายตัวของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโครงการ Thailand FastPass ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ อย่างไรก็ตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการ แต่อุปสงค์ในประเทศที่ซบเซาจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัดๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอแม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปีเพื่อช่วยประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ

    “แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวเกินคาดที่ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ การเร่งส่งออกล่วงหน้า (Front-loading) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ   การเร่งซื้อรถยนต์ EV การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนหลังการเลือกตั้ง รวมถึงการสะสมสินค้าคงคลัง นอกจากนี้ การนำเข้าที่เร่งตัวสูงส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นและเริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก”

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโตดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจช่วยพยุงการเติบโตตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป แต่ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีจึงได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัวดีกว่าคาด ส่งผลบวกต่อการประมาณการ 2. แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

    และ 3.ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือกลับมาปะทุรุนแรงขึ้นอีก หรือมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทวีความเข้มข้นขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

    ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย อาทิ 1. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน 2. ความไม่แน่นอน เกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ 3.ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง

    4. ภาวะเอลนีโญ (El Niño) ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคการเกษตร และ 5. ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว

    ทั้งนี้แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากกว่า ด้วยเหตุนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนได้อย่างเพียงพอ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองแรงส่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569

    % เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน

    2567

    2568

    2569F

     GDP

    2.9

    2.4

    1.9

     การบริโภคภาคเอกชน

    4.4

    2.7

    2.0

     การบริโภคภาครัฐ

    2.6

    0.6

    1.0

     การลงทุนภาคเอกชน

    -1.9

    3.5

    3.5

     การลงทุนภาครัฐ

    4.5

    8.9

    2.7

     มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์)

    5.9

    12.7

    9.8

     มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์)

    5.5

    13.0

    15.0

     จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน)

    35.5

    33.0

    32.5

     อัตราเงินเฟ้อทั่วไป

    0.4

    -0.1

    2.7

    ที่มา: วิจัยกรุงศรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43262&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRKdLo14HHu53XVYi1Flm

  • รีวิว: ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท จ.กาฬสินธุ์

    รีวิว: ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท จ.กาฬสินธุ์

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/nOXxQrN0D3nO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jvF0EMaNX4on3usY_LfJR

  • ท่องเที่ยวเวียดนามหายใจรดไทย จี้ปรับตัวรักษาผู้นำอาเซียน สร้างซูเปอร์แอปแห่งชาติ

    ท่องเที่ยวเวียดนามหายใจรดไทย จี้ปรับตัวรักษาผู้นำอาเซียน สร้างซูเปอร์แอปแห่งชาติ

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนมาอย่างยาวนาน แต่หลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด พลวัตของการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไทยซึ่งเคยครองสัดส่วนตลาดสูงสุดด้วยสถิตินักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคนในปี 2562 กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

    เมื่อเวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกทั้งในด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและนโยบายด้านการตรวจคนเข้าเมือง

    เทียบฟอร์มการท่องเที่ยวไทยเวียดนาม

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2567-2568 สะท้อนถึง “ช่วงการปรับฐานที่ยากลำบาก” แม้ในปี 2567 จะมีการฟื้นตัวที่ 26.27%

    ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการททท.

    แต่ในปี 2568 ตัวเลขกลับหดตัวลงอย่างชัดเจน โดยมีนักท่องเที่ยวเพียง 32.97 ล้านคน (ลดลง 7.23%) และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 4.71% เหลือ 1.53 ล้านล้านบาท

    ปัจจัยหลักคือการหายไปของตลาดจีนที่หดตัวลงถึง 33.8% โดยมีระดับการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 แม้ตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวได้ดี แต่ไม่สามารถชดเชยช่องว่างที่หายไปของตลาดหลักในเอเชียตะวันออกได้

    ในทางตรงกันข้าม ปี 2568 กลับเป็นปีแห่งความสําเร็จทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสําคัญอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนาม อัตราการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงถึง 21.1- 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 20.4% เมื่อเทียบกับปี 2567 ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังสูงกว่าสถิติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ถึง 17.8%

    เปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการบริโภคภายในประเทศได้ช่วยผลักดันให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวของเวียดนามทะลุขีดจํากัดที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยก้าวข้ามเส้น 1 พันล้านล้านดอง เป็นครั้งแรก (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือ ประมาณ 1.27 ล้านล้านบาท ความสําเร็จนี้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่รัฐบาลเวียดนามในการประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น

    สําหรับปี 2569 เวียดนามตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้ถึง 25 ล้านคน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ถึง 150 ล้านครั้ง เพื่อดันรายได้รวมให้ไปแตะระดับ 1.125 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเวียดนามยังเผชิญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการสร้างมูลค่า” เนื่องจากเป็นการเติบโตตามปริมาณ (Volume-driven) มากกว่าการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้น (Value-driven)

    ขณะที่ยุทธศาสตร์และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ จะพบว่า ไทยมุ่งเน้นคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “Up Level, Add Story, Create Value” เพื่อกระตุ้นรายได้รวม แตะระดับ 3.4 – 3.5 ล้านล้านบาท โดยใช้ซอฟต์พาวเวอร์ “5 Must Do in Thailand” การใช้เครื่องมือสำคัญ อย่าง Destination Thailand Visa (DTV) อายุวีซ่า 5 ปี ที่มุ่งดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และผู้มีกำลังซื้อสูงให้พำนักระยะยาวได้ถึง 180 วันต่อปี นอกจากนี้ยังยกระดับตลาดเฉพาะทางอย่าง Wellness และ MICE

    ส่วนเวียดนามมุ่งเป้าไปที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวเข้าสู่กลุ่ม30 อันดับแรกของดัชนี TTDI ในปี 2573 นโยบายของเวียดนามถูกบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีและระบบกฎหมายอย่างเป็นระบบเน้นใช้ “Strategic Dual Visa Policy” ซึ่งให้สิทธิยกเว้นวีซ่า 45 วันแก่ประเทศกลุ่มเป้าหมาย และเปิด e-visa ทุกประเทศทั่วโลก 90 วัน 

    ที่น่าจับตาคือการพัฒนาซูเปอร์แอป “Visit Vietnam” ร่วมกับเอกชนชั้นนำ โดยใช้ AI และบล็อกเชน เพื่อรวมข้อมูลท่องเที่ยวทั้งหมดไว้ในที่เดียวภายในปี 2570

    ท่องเที่ยวเวียดนามหายใจรดไทย จี้ปรับตัวรักษาผู้นำอาเซียน สร้างซูเปอร์แอปแห่งชาติ

    แนะไทยบูรณาการ 5 มิติ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อถึง ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย เพื่อรักษาสถานะผู้นำคือการบูรณาการ 5 มิติ ได้แก่

    1.กอบกู้ความเชื่อมั่น ปราบปรามทุนสีเทาและจัดตั้งศูนย์สื่อสารวิกฤตระดับชาติ

    2. High-Yield Market เจาะกลุ่มพรีเมียมด้วย DTV และบริการ Medical & Wellness

    3. Digital Ecosystem เร่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแห่งชาติเพื่อรับมือซูเปอร์แอปของเวียดนาม โดยรัฐบาลไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเร่งพัฒนาสถาปัตยกรรมข้อมูลระดับชาติ ประสานกับบริษัทเอกชนชั้นนำเพื่อพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อ

    ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการจองที่พัก การประเมินคะแนนร้านค้าที่มีความโปร่งใสด้วยบล็อกเชน ไปจนถึงระบบชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนแบบไร้รอยต่อ สิ่งนี้จะตอกยํ้าภาพลักษณ์ความสะดวกรวดเร็ว (Ease of Traveling) อันเป็นจุดแข็งของไทย

    4. ESG & Overtourism กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง (Hidden Gem Cities) 

    5. ผันคู่แข่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ไทยควรสวมบทบาทเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการผลักดันนำระบบวีซ่าร่วม (Common Visa List) มาใช้ และการมีช่องทางตรวจคนเข้าเมืองพิเศษ (Fast-track) สำหรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย จะตอกยํ้าบทบาทของไทยในฐานะจุดเชื่อมต่อและฮับทางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค

    ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเวียดนาม ต้องพึ่งพาบริการคมนาคมและจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย สร้างรายได้แบบกินรวบในห่วงโซ่อุปทานระดับมหภาค

    เอกชนยังมั่นใจท่องเที่ยวไทยยังแกร่ง แต่อย่าประมาท

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของอาเซียนในเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านแบรนด์ ความหลากหลายของสินค้า ระบบ Hospitality และ Ecosystem แต่เวียดนามกำลังกลายเป็น “คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์” ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค จากความสดใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนการแข่งขันที่ต่ำกว่า โดยไทยยังนำด้านปริมาณรวม 

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

    แต่เวียดนามกำลังโตเร็วมาก และไทยยังนำด้านภาพภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งแบรนด์ Amazing Thailand มีการรับรู้ทั่วโลก ขณะที่เวียดนาม เป็นเดสติเนชั่นดาวรุ่งของอาเซียนที่มีความสดใหม่และราคาคุ้มค่า

    การแข่งขันในอนาคตจะไม่ใช่เพียงเรื่อง “จำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ จะวัดกันที่ Trust, Safety, Emotional Experience, High Spending และ Speed of Adaptation หากไทยไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียตลาดสำคัญ เช่น Gen Z, FIT, Digital Nomad และตลาดจีนรุ่นใหม่ ให้กับเวียดนามในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า

    แอตต้าย้ำ 5 แนวทางปรับตัวไม่ให้ไทยถูกแซง

    ไทยต้องปรับตัวอย่างไรไม่ให้ถูกแซง ดังนี้ 

    1. เลิกขาย “จำนวนคน” แล้วขาย “คุณภาพรายได้” KPI ใหม่ควรเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว, การเพิ่มระยะเวลาพำนัก,การกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมาซื้อ (repeat rate), trust score,ความปลอดภัย 

    2. ยกระดับ Safe Destination เป็นวาระแห่งชาติไม่ใช่แค่ตำรวจท่องเที่ยว แต่ต้องมีTourism Risk Command Center + AI Social Listening + multilingual crisis response

    3. รีเฟรชสินค้าเดิมให้เป็น Experience Economy ทะเล วัด อาหาร นวด ต้องถูกออกแบบใหม่เป็น storytelling + activity-based + local creator + premium route

    4. สร้างเมืองท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ไทยต้องเร่งเมือง second-tier เช่น เชียงราย น่าน อุดรธานี ตรัง จันทบุรี นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ไม่เช่นนั้นเมืองหลักจะล้า และแพงกว่าคู่แข่ง 

    5. ลงทุน Manpower ใหม่ ต้องสร้างคน–ท่องเที่ยวรุ่นใหม่แบบ Tourism + AI + Language + Service Design + Crisis Skill นี่คือ “T+AI Tourism Talent” ไม่ใช่แค่ไกด์หรือเซลส์ทัวร์แบบเดิม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660294&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-74urUVuqduzDFikKF_1p

  • อุทัยธานี หนุนการท่องเที่ยวหยุดยาว จัดงานปรากฏการณ์แสง The Series ปี 2 | เดลินิวส์

    อุทัยธานี หนุนการท่องเที่ยวหยุดยาว จัดงานปรากฏการณ์แสง The Series ปี 2 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดงาน “ปรากฏการณ์แสง The Series ปีที่ 2” อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมชมความงดงามของการแสดงแสงไฟสุดอลังการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ให้ชาวบ้านมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง

    ภายในงานมีการฉายภาพด้วยเทคนิค Projection Mapping 3 มิติ บนผนังอาคารพิพิธภัณฑ์ ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของเมืองอุทัยธานี ตั้งแต่ราวพุทธศักราช 1800 จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กำเนิดพระชนกจักรี พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นผืนป่าห้วยขาแข้งมรดกโลก วิถีชีวิตชาวแพลุ่มน้ำสะแกกรัง พลังศรัทธาแห่งวัดท่าซุง ยอดเขาสะแกกรัง และเสน่ห์ย่านการค้าเก่าอย่างตรอกโรงยา ผ่านแสง สี เสียง ที่ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับเรื่องราวท้องถิ่นได้อย่างลงตัว

    นอกจากนี้ ภายในงานยังจัด “ตลาดวันวาน” รวบรวมอาหารพื้นถิ่น ของฝากขึ้นชื่อ และการแสดงดนตรีสด สร้างบรรยากาศย้อนยุคให้ผู้ร่วมงานได้เดินเที่ยว ชิม ช้อป และพักผ่อนอย่างเพลิดเพลิน

    สำหรับงาน “ปรากฏการณ์แสง The Series ปี 2” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 – 22.00 น. โดยการแสดงแสง สี เสียง เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันละ 8 รอบ ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์เมืองอุทัยธานีในช่วงวันหยุดยาวได้ตลอดการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5904847/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UF6jApgiuxVtOx-fY0jRl

  • เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้ | TOPNEWS

    เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้ | TOPNEWS

    เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้

    • เผยแพร่ : 30/05/2026 11:53

    เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้

    #topupdate #topnews

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1588630&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LGC5M1YxwKFsGJMnprCyb

  • ‘บิ๊กเกรียง’ ยกทีม สว.ลุยพังงา รับฟังปัญหาท่องเที่ยว จ่อนำถกสภา

    ‘บิ๊กเกรียง’ ยกทีม สว.ลุยพังงา รับฟังปัญหาท่องเที่ยว จ่อนำถกสภา

    ‘บิ๊กเกรียง’ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ยกทีม สว. ชุดใหญ่ ลุยพังงา รับฟังปัญหาท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม เตรียมมาพิจารณาผ่านสภาฯสูง

    เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง นำคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนบน) พร้อมสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนโดยตรง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาเปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริหารจัดการน้ำท่วม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล การประกอบอาชีพของผู้ให้บริการรถแท็กซี่ท้องถิ่น การจัดการขยะ และการแบ่งเขตการปกครองในจังหวัดพังงา พร้อมเปิดรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกของวุฒิสภา

    พลเอก เกรียงไกร กล่าวว่า ข้อร้องเรียนและข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา โดยมีแนวทางดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การส่งต่อประเด็นปัญหาให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องศึกษาและติดตาม การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับด้านการท่องเที่ยว ได้เน้นย้ำให้จังหวัดพังงาบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และตำรวจน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ มีนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายดำรง ฉิมทับ นายอำเภอตะกั่วป่า พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

    ภายหลังการประชุม พลเอก เกรียงไกร และคณะสมาชิกวุฒิสภาได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเป้าหมายของโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน โดยยืนยันว่าทุกข้อร้องเรียนที่ได้รับจากการลงพื้นที่จะถูกติดตามผลและผลักดันสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.bangkokbiznews.com/politics/1236356&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UfSQU3LNgggJBeavK4-75