Category: ท่องเที่ยว

  • พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโลก”

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโลก”

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโลก”

    เมื่อ “การท่องเที่ยว” ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนอนาคตไทย

    ในเวทีสัมมนา Thailand Economic Drive 2026 ภายใต้หัวข้อ “ไทยมองไทย” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ มุมมองจากภาคเอกชนที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีอย่าง พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพอนาคตที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นเพียง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” สู่การเป็น “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจ” ที่แข็งแกร่ง
     

    วิกฤตในความเปราะบาง: โจทย์ใหม่ที่ต้องแก้ด้วย “คุณภาพ”

    แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคัก แต่คุณพราวพุธชี้ให้เห็นถึง “จุดเปราะบาง” ที่ซ่อนอยู่ คือค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ลดลงประมาณ 4% ในปีที่ผ่านมา และหากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อย้อนหลัง 6 ปี ตัวเลขนี้อาจดิ่งลึกลงถึง 12-13% ประกอบกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ควบคุมไม่ได้

    “เราพึ่งพาการท่องเที่ยวสูงมาก แต่เรายังใช้ประโยชน์จากมันได้ไม่เต็มที่ ถึงเวลาที่เราต้องเลิกวิ่งไล่ล่าแค่จำนวน แล้วหันมาสร้าง Value เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง”

    Migration Reforming: ดึงนักท่องเที่ยวให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ”

    กลยุทธ์สำคัญที่คุณพราวพุธเสนอคือการทำ Migration Reforming หรือการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่พำนักระยะยาว 3-5 เดือน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหนีหนาวจากยุโรป สแกนดิเนเวีย หรือกลุ่ม Digital Nomads นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีพลังจับจ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า และยังเป็นตัวช่วยพยุงธุรกิจในช่วง Low Season

    การพำนักที่ยาวขึ้นยังหมายถึงโอกาสของอุตสาหกรรมข้างเคียง เช่น อสังหาริมทรัพย์และบริการทางการแพทย์ (Healthcare) โดยเฉพาะเมื่อโลกก้าวสู่สังคมสูงวัย (Aging Population) ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านบริการและค่าครองชีพที่คุ้มค่า พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่

    จาก Soft Power สู่ Ecosystem ที่กินได้จริง

    อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการท่องเที่ยว ทางกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว ได้เปรียบเทียบการสร้างจุดหมายปลายทางของไทยกับโมเดล “Disneyland” ที่สร้างรายได้จากตัวละคร (Character) โดยเสนอให้ไทยนำ Soft Power เช่น มวยไทย อาหาร หรือแฟชั่น มาสร้างเป็น IP-Based Destination

    “Soft Power ของเราต้องไม่ใช่แค่การตลาด แต่มันต้องสร้าง GDP ได้โดยตรง เช่น การสร้าง ‘Thai Boxing Chateaux’ ที่รวมทั้งสถาบันมวย ศูนย์สุขภาพ และโรงแรมเข้าด้วยกัน เพื่อดึงให้คนอยู่ยาวขึ้นและจ่ายมากขึ้น”  พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท  เสริม

    โครงสร้างพื้นฐาน: กระดูกสันหลังของการเติบโต

    ท้ายที่สุด วิสัยทัศน์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ คุณพราวพุธเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขยายขีดความสามารถของสนามบิน และการเชื่อมโยงการคมนาคม รถ-เรือ-ราง ไปยังเมืองรองอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ

    การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมบริการแบบเดิม แต่คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ต้องบูรณาการทั้งทุน โครงสร้างพื้นฐาน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนให้นักท่องเที่ยวกลายเป็น “นักลงทุน” และผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในศตวรรษหน้าอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738450&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39ChPxQSv45hYnNS6wt6cS

  • ครั้งแรก! “เชียงของ” ผนึก “เหวยฟาง” เมืองว่าวโลก จัดเทศกาลว่าวริมโขง สานสัมพันธ์ไทย-จีน กระตุ้นท่องเที่ยว

    ครั้งแรก! “เชียงของ” ผนึก “เหวยฟาง” เมืองว่าวโลก จัดเทศกาลว่าวริมโขง สานสัมพันธ์ไทย-จีน กระตุ้นท่องเที่ยว

    24 กุมภาพันธ์ 2569 นายธันวา เหลี่ยมพันธุ์ ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ในอดีตอำเภอเชียงของเคยมีประชาชนนำลูกหลานมาเล่นว่าวริมฝั่งแม่น้ำโขง แต่ปัจจุบันกิจกรรมเล่นว่าวสูญหายไป จึงมีแนวคิดที่จะพลิกฟื้นการเล่นว่าวให้กลับมาใหม่อีกครั้ง จึงได้ร่วมมือกับอำเภอเชียงของ และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย จัดเทศกาลเล่นว่าวริมโขงที่เชียงของ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2569 ที่ลานผ้าทอ ท่าเรือบั๊ค ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นครั้งแรก  

    พร้อมกันนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะที่เป็นบ้านพี่เมืองน้องของจังหวัดเชียงราย และเมืองเหวยฟาง ยังเป็นเมืองหลวงว่าวของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตว่าวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และมีการจัด เทศกาลว่าวนานาชาติเหวยฟางเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีการจัดกิจกรรมแข่งขันว่าว การประกวด และนิทรรศการวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ โดยครั้งนี้จะมีตัวแทนจากสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐของเมืองเหวยฟางมณฑลซานตง และสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเขตเว่ยเฉิง จะนำช่างฝีมือว่าว 4 ท่าน เดินทางมาร่วมงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ 

    ครั้งแรก!

    สำหรับเทศกาลเล่นว่าวริมโขงที่เชียงของฝ่ายไทยจะมีการนำว่าวนานาชนิด เช่น ว่าวแฟนซี , ว่าวปักเป้า และว่าวจุฬา มาเล่นว่าว และจัดแสดง ส่วนเมืองเหวยฟาง จะนำว่าวจากจีนมาเล่นเช่น ว่าวเจิ้งปานเฉียว, ว่าวช้าง, ว่าวพี่น้องน้ำเต้า และว่าวที่เตรียมมาจัดแสดงอีกส่วนหนึ่ง โดยจะสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทั้งรูปทรง งานฝีมือที่ประณีต และสีสันที่สวยงาม

    คาดว่าในเทศกาลดังกล่าว จะมีว่าวไทยและว่าวจีนรวมกันประมาณ 100 ชุด นำมาเล่นโชว์ และจัดแสดงให้แก่ประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวได้รับชม โดยคาดหวังว่า ต่อไปจะจัดให้เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาประจำปี รวมถึงยกระดับให้เป็นเทศกาลว่าวนานาชาติในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและเอเชีย ตลอดจนเป็นการผลักดันให้ชาวบ้านในพื้นที่มีโอกาสในการสร้างอาชีพการทำว่าวที่ทำจากไม้ไผ่อีกด้วย 

    ครั้งแรก!

    ด้าน นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีที่งานเทศกาลดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตว่าว และจัดงานเทศกาลว่าวระดับโลกมานานถึง 42 ปี  ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังจะได้รับความรู้จากการเดินทางเข้ามาของช่างฝีมือว่าวจากจีนที่มีความสามารถระดับโลก โดยจะร่วมกับช่างฝีมือว่าวไทย เป็นผู้สาธิตและอบรมการทำว่าวให้กับเยาวชนไทย จำนวน 100 คน 

    อย่างไรก็ตาม เทศกาลดังกล่าว จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อไปมีแผนที่จะบรรจุให้เป็นกิจกรรมในปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย และในอนาคตจะขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และในประเทศที่มีการเล่นว่าวมาร่วมจัดกิจกรรมร่วมกันด้วย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และกีฬาร่วมกัน

    ครั้งแรก!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378973953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18R_4xsYx3obAEQPGMTEdp

  • ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 11 ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการจังหวัดมุกดาหาร รอบที่ 1 | TOPNEWS

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 11 ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการจังหวัดมุกดาหาร รอบที่ 1 | TOPNEWS

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 11 ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการจังหวัดมุกดาหาร รอบที่ 1

    • เผยแพร่ : 24/02/2026 17:09

    มุกดาหาร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 11 ลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการจังหวัดมุกดาหาร รอบที่ 1

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องปฏิบัติราชการผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ให้การต้อนรับนางสุภัทร กิจเวช ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 11 พร้อมคณะประกอบด้วย นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรมนายนายพิชิต สมบัติมากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพิสิฐ พูลพิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง พม. ,ผู้แทนผู้ตรวจราชการกระทรวง และที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงานตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569โดยประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดฯและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นการยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้นำเสนอศักยภาพของจังหวัดมุกดาหาร ทั้งในด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงชายแดน อาทิ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ เส้นทางศรัทธาพญานาคลุ่มน้ำโขง และตลาดอินโดจีน โดยจังหวัดมุกดาหารมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การสร้างอาชีพ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาตร์การพัฒนาจังหวัด

    ต่อมาเวลา 10.00 น. คณะผู้ตรวจราชการได้เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การยกระดับมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวก และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

    ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์การท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร พบว่าในช่วงปี 2566 จังหวัดมีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนจำนวน 2,985.93 ล้านบาท มีผู้เยี่ยมเยือนจำนวน 1,743,761 คน และมีผู้เข้าพักจำนวน 444,227 คน ต่อมาในปี 2567 รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นเป็น 3,577.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.80 มีผู้เยี่ยมเยือนจำนวน 1,863,075 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.84 และมีผู้เข้าพักจำนวน 469,695 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.73 สำหรับปี 2568 รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนอยู่ที่ 3,697.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.36 มีผู้เยี่ยมเยือนจำนวน 1,914,159 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.74 และมีผู้เข้าพักจำนวน 470,379 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.15 โดยรายได้หลักยังคงมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ควบคู่กับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร และผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินนโยบายยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม.

    ภาพ-ข่าว ทรงสิทธิ์ สาระกิจ ผู้สื่อข่าวTOP NEWS ทั่วไทย จ.มุกดาหาร

    11SOCAIL 16-9 copy

    15

    สวธ. จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ศิลปินแห่งชาติผู้วายชนม์ พร้อมเสวนา หัวข้อ ศิลปินแห่งชาติกับการสร้างศิลปินของชาติ เนื่องในกิจกรรมงานวันศิลปินแห่งชาติ

    เตรียมระเบิดความมันส์ มหกรรมดนตรีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “แกรนด์แคนยอนท่าขึ้น”

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เป็นประธานเฉลิมฉลอง “โรงเรียนเทศบาลบ้านบางเหนียว” รับรางวัลสถานศึกษาพระราชทาน 2567

    ระทึก! “คลังกระสุน ตชด.21” สุรินทร์ ไฟไหม้โหมหนัก “โฆษกทบ.” เผยส่งกำลังพลทหาร สนับสนุนปฏิบัติการดับเพลิง ย้ำอย่าเชื่อข่าวลือ รอสอบสาเหตุ

    สพฐ. หนุนเด็กน่านสร้างอาชีพ เปิดงาน “กาดละอ่อนน่าน” ผลักดันสินค้าสู่ตลาดจริง

    ป.ป.ช. ภูเก็ต แถลงผลงานปี 2569 ชี้แจง 4 คดีเบื้องต้น เดินหน้าป้องกันทุจริตเชิงรุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1497756&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b1O1ns5dvOcxmsQUMHrUF

  • ผ่าทางตันเที่ยวไทย! “ยุทธศักดิ์” จี้รีสตาร์ตเลิกขาย “ของถูก” ดันวาระแห่งชาติคุมเข้มความปลอดภัย กระจายรายได้เมืองรอง

    ผ่าทางตันเที่ยวไทย! “ยุทธศักดิ์” จี้รีสตาร์ตเลิกขาย “ของถูก” ดันวาระแห่งชาติคุมเข้มความปลอดภัย กระจายรายได้เมืองรอง

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/145678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eBujtc_k0t5Bap8oskOgo

  • “หลีเป๊ะ” สวรรค์ท่องเที่ยว กับชีวิตจริงที่ขาดแคลนสาธารณูปโภค | เดลินิวส์

    “หลีเป๊ะ” สวรรค์ท่องเที่ยว กับชีวิตจริงที่ขาดแคลนสาธารณูปโภค | เดลินิวส์

    ภาพจำของเกาะหลีเป๊ะคือทะเลสีมรกตและหาดทรายขาวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละกว่า 150,000–200,000 คน แต่เบื้องหลังความสวยงาม คือความเดือดร้อนสะสมของชุมชนดั้งเดิม “ชาวเลอูรักลาโว้ย” ที่ต้องเผชิญปัญหาน้ำ ไฟ และขยะ มานานหลายทศวรรษ

    เกาะขนาดเพียง 1,875 ไร่ มีประชากรตามทะเบียน 1,387 คน 702 ครัวเรือน แต่ต้องรองรับประชากรแฝงและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ระบบพื้นฐานไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ “น้ำดื่มน้ำใช้” ซึ่งกลายเป็นวิกฤตหลักของชุมชน

    นายสรนัฐ หาญทะเล หรือ “น้องเตี้ย” ตัวแทนชาวเลวัย 22 ปี เปิดเผยว่า ช่วงหน้าฝน น้ำท่วมขังไหลลงบ่อในหมู่บ้านจนปนเปื้อนใช้ดื่มไม่ได้ ขณะที่หน้าแล้ง บ่อน้ำเพียง 3 บ่อแห้งขอด ต้องนั่งเรือไปขนน้ำจากเกาะอาดังกลับมาใช้

    นอกจากปัญหาน้ำ ชาวบ้านยังแบกรับค่าไฟฟ้าในอัตราสูงกว่าบนฝั่งหลายเท่า ขณะที่ปริมาณขยะเกิดใหม่วันละ 10–11 ตัน ทำให้เกิดขยะสะสมกว่า 3,000 ตันในปีที่ผ่านมา อบต.เกาะสาหร่ายต้องใช้งบประมาณกว่า 7 ล้านบาทต่อปี จ้างเอกชนขนไปกำจัดบนฝั่ง ท่ามกลางข้อจำกัดเรื่องเส้นทางลำเลียงที่ยังไม่เป็นสาธารณะถาวร

    คำว่า “สวรรค์ท่องเที่ยว” สำหรับคนบนเกาะ จึงยังเป็นภาพที่สวนทางกับคุณภาพชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5631180/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mxrta0BXL4e8l6mG0fHnp

  • CPN เซ็นทรัล ภูเก็ต ดันภูเก็ตสู่เมืองชายทะเลหรูแห่งการใช้ชีวิตระดับโลก เดินหน้าขยายเมกะมิกซ์ยูสยิ่งใหญ่ใจกลางภูเก็ต ยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CPN เซ็นทรัล ภูเก็ต ดันภูเก็ตสู่เมืองชายทะเลหรูแห่งการใช้ชีวิตระดับโลก เดินหน้าขยายเมกะมิกซ์ยูสยิ่งใหญ่ใจกลางภูเก็ต ยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – – บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้าขยายเมกะมิกซ์ยูสระดับโลก ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต’ ใจกลางเมืองภูเก็ต ตอกย้ำการเป็น The World’s Luxury Destination ที่สมบูรณ์ที่สุดใจกลางเมืองชายทะเลหรูระดับโลก ในฐานะผู้บุกเบิกศักยภาพเมืองภูเก็ตบน Strategic location ใจกลางเมือง และพัฒนาเซ็นทรัล ภูเก็ตให้เป็น ศูนย์กลาง World-Class Luxury Lifestyle มากว่า 20 ปี พร้อมเดินหน้ายกระดับใจกลางเมืองภูเก็ตด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่รองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต และการใช้ชีวิตยุคใหม่ ดึงดูด Long-stay residents, นักท่องเที่ยวคุณภาพ และ Global wealth ทั่วโลก เพื่อผลักดันภูเก็ตสู่เมืองชายทะเลหรูแห่งการใช้ชีวิตระดับโลกที่มี Downtown economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการขยายเมกะมิกซ์ยูสในครั้งนี้ จะทำให้เซ็นทรัล ภูเก็ต ทั้งโครงการมีมูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท มีพื้นที่ทั้งโครงการรวม (GBA) 500,000 ตร.ม. บนที่ดิน 110 ไร่ และขยาย Luxury zone เพิ่มอีกเท่าตัว, Ultimate Culinary Landmark และ World-class attractions บนพื้นที่ต่อขยาย 14 ไร่

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “การยกระดับภูเก็ตสู่เมือง Shopping และ Lifestyle ระดับโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเซ็นทรัลพัฒนาเป็นผู้บุกเบิกศักยภาพภูเก็ตมากว่า 20 ปี เริ่มจาก เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล (ปี 2004) บน Strategic location ที่เป็นหัวใจของเมือง ถนนทุกสายมุ่งมาที่นี่ เป็นจุดตัดสำคัญที่สุดของเมืองที่ใครมาภูเก็ตต้องผ่าน เหมือนบทบาทของเซ็นทรัลเวิลด์ที่อยู่ใจกลางแยกราชประสงค์ และต่อยอดอีกขั้นกับเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า 8 ปีที่แล้ว (ปี 2018) ที่ได้นำ Luxury brands และ Luxury lifestyle ระดับโลก เข้ามาเติมเต็มในสเกลเมืองท่องเที่ยวโลก ความต่อเนื่องนี้ทำให้เซ็นทรัล ภูเก็ต เติบโตบนจุดแข็ง 4 ด้าน คือ 1) Luxury mall หนึ่งเดียวนอกกรุงเทพฯ ที่รวมแบรนด์ระดับโลกไว้มากที่สุด 2) มี Strategic alliances แข็งแกร่ง ทั้งพันธมิตรธุรกิจ โรงแรม ภาครัฐ-เอกชน และฐานลูกค้าไทย–Expat ในภูเก็ตที่มี Relationship ยาวนาน 3) มี Variety of lifestyle ครบทุกการใช้ชีวิต และ 4) เมกะมิกซ์ยูสระดับโลกใจกลางเมือง ที่ครบทั้งศูนย์การค้า, คอนโดมิเนียม และ Convention Hall รองรับอีเว้นต์ระดับประเทศ-ระดับโลกตลอดทั้งปี

    และวันนี้เรากำลังเดินหน้ายกระดับภูเก็ตสู่เมืองชายทะเลหรูแห่งการใช้ชีวิตระดับโลกที่มี เซ็นทรัล ภูเก็ต เป็นหัวใจของเมือง ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนระดับโลก โดยความเชื่อมั่นนี้ ยังสะท้อนผ่านการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลในภูเก็ตมากกว่า 140 แห่ง นับเป็นจังหวัดที่มีการลงทุนสูงสุดอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ครอบคลุมธุรกิจรีเทล 10 แห่ง โรงแรม 7 แห่ง ที่อยู่อาศัย 3 แห่ง และธุรกิจในเครือเซ็นทรัล รีเทล อีกกว่า 120 outlets สะท้อนความมุ่งมั่นระยะยาวของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีต่อภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง

    ศักยภาพของภูเก็ตในวันนี้ ก้าวไปอีกขั้นมากกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยว ด้วยการเป็นศูนย์กลางระดับโลกในหลายด้านทั้ง Medical, Wellness และ Hospitality อีกทั้ง การเติบโตของ Branded residences ต่อเนื่อง โดยจะมีวิลล่าเปิดใหม่ระดับ High-end ถึง Ultra Luxury รองรับการใช้ชีวิตเป็นจุดหมายของ Global wealth และ Long-stay residents ทั่วโลก สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจภูเก็ตจาก Visitor Economy สู่ Living Economy อย่างชัดเจน”

    เมืองชายทะเลระดับโลก ไม่ได้แข่งขันกันที่ชายหาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีแกนกลางเป็น Downtown District ที่แข็งแกร่งเชื่อมเศรษฐกิจ การใช้ชีวิต และการลงทุน รองรับการเติบโตของเมือง หรือ ‘Downtown economy’

    ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อ “เมืองอย่าง Miami, Saint-Tropez หรือ Barcelona ล้วนมีองค์ประกอบครบทั้ง Fine dining, Yacht marina, Luxury boutique, Wellness และCulture life ซึ่ง ‘ภูเก็ต’ เป็นเมืองที่มีศักยภาพแบบเดียวกัน วันนี้ เรากำลังต่อยอดโครงสร้างดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้นในโมเดลใหม่ของเมืองชายทะเลหรู ด้วย 3 แกนสำคัญ คือ 1) Luxury lifestyle 2) Downtown Economy และ 3) Global community รองรับการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพของผู้คนทั่วโลก”

    ชาตรี โกวิทานุพงศ์ Head of Project Development บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวเสริมว่า “Retail-Led Mixed-Use ที่มีรีเทลเป็นหัวใจของ Ecosystem เป็น Daily touchpoint ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับทุกฟังก์ชั่นของพื้นที่ โดยเซ็นทรัล ภูเก็ต คือศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนทั้งเกาะที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต เศรษฐกิจ และการเติบโตของเมือง โดยการขยายโครงการเมกะมิกซ์ยูสนี้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2028 ทั้ง 3 ส่วน ประกอบด้วย

    1. เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า “The Pinnacle of Urban Luxury” ขยายพื้นที่ลักชูรีเพิ่มอีกเท่าตัว เป็น     The World’s Luxury Destination ที่สมบูรณ์แบบที่สุดนอกกรุงเทพฯ คาดเปิดไตรมาส 4 ปี 2026
    2. เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล “The Everyday Urban Lifestyle Gateway” ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้ง ผสาน    รีเทล แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และพื้นที่กิจกรรมไว้ด้วยกัน คาดเปิดไตรมาส 1 ปี 2028
    3. World-Class Attractions แลนด์มาร์กใหม่ที่รวม Aquatic Experience, World-class Arena for Entertainment & Culture และ Immersive Park บนพื้นที่ต่อขยาย 14 ไร่ คาดเปิดไตรมาส 3 ปี 2028

    อิศเรศ จิราธิวัฒน์ Head of Leasing Fashion & Luxury Partner Management บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ภูเก็ตกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเร่งการเติบโตของตลาดลักชูรี่ โดยปี 2026–2029 จะมี Branded Residences กว่า 4,700 ยูนิตจาก 26 โครงการ และโรงแรมลักชูรีใหม่กว่า 20 โครงการ, 5,200 ห้อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งการขยายสนามบินรองรับผู้โดยสารกว่า 18 ล้านคนต่อปี โครงการ Expressway สนามบิน–กะทู้–ป่าตอง ที่ลดเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที รวมถึง Marina, Deep-sea port, โรงพยาบาลระดับสากล และโครงการ Wellness โดยมี เซ็นทรัล ภูเก็ต เป็นศูนย์กลางเชื่อมชีวิตลักชูรี ปัจจุบัน เรามีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงทั้งคนไทย, Expat, นักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่ม Long-stays ส่งผลให้หลายแบรนด์มียอดขายติด Top 3 ของประเทศต่อเนื่อง มี Spending per Customer สูงสุดในกลุ่ม Tourist malls และมียอดขายต่อตารางเมตรสูงถึง 2.5 เท่า พร้อมฐานลูกค้า VVIP ระดับ Tycoon กว่า 3,000 คน อีกทั้ง The 1 ecosystem ที่เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้า Wealth ได้ทั่วประเทศ

    เครือข่ายลักชูรีระดับโลก หนุนความเชื่อมั่นศักยภาพเซ็นทรัล ภูเก็ต

    กลุ่มเซ็นทรัล บริหาร Luxury retail ในกว่า 18 ประเทศ 140 เมืองทั่วโลก และเป็นหนึ่งใน Global Strategic Partner ของเครือแบรนด์หรูระดับโลก มียอดขายมูลค่ามหาศาลต่อปี ย้ำความเชื่อมั่นให้แบรนด์ระดับโลกยังคงเลือกเติบโตกับเราอย่างต่อเนื่อง โดยจากศักยภาพของภูเก็ตและความเชื่อมั่นที่แบรนด์มีต่อเซ็นทรัล ภูเก็ต ซึ่งพิสูจน์ได้จากยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง และหลายแบรนด์มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศที่นี่ ทำให้แบรนด์ระดับโลกตัดสินใจขยายพื้นที่ร้าน พร้อมพัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่ในระดับแฟล็กชิป รวมถึง Phuket Exclusive items ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล ภูเก็ต เท่านั้น ด้วยศักยภาพต่างๆ นี้ เราจึงเดินหน้าขยาย  Luxury zone เพิ่มอีกเท่าตัว และเพิ่มจำนวนแบรนด์ลักชูรี่ต่อเนื่อง โดยภายในปี 2028 จะขยายสเกลเทียบเท่ากรุงเทพฯ ทำให้เซ็นทรัล ภูเก็ต เป็นศูนย์การค้าหนึ่งเดียวนอกกรุงเทพฯ ที่รวมแบรนด์ลักชูรี่ระดับต้นๆ ของโลกไว้เกือบครบที่สุด

    การขยายครั้งนี้ครอบคลุม 3 ส่วน

    1. ด้านแฟชั่นมีอัปเดตความเคลื่อนไหวของแบรนด์หรูต่างๆ อาทิ
    • รวม Luxury brands ระดับต้นๆของโลก อาทิ BALENCIAGA, GUCCI, HERMES, LOUIS VUITTON, PMT THE HOUR GLASS, SAINT LAURENT, VERSACE, ZEGNA
    • แบรนด์ที่เปิด Exclusive ครั้งแรกนอกกรุงเทพฯ: BALENCIAGA/ BOTTEGA VENETA / BVLGARI/ BURBERRY / DIOR / GUCCI / HERMES / LOUIS VUITTON/ OMEGA/ PMT THE HOUR GLASS/ PRADA / SAINT LAURENT / VERSACE / TIFFANY & CO/ ZEGNA
    • แบรนด์ขยายพื้นที่ และ คอนเซ็ปต์ใหม่ Exclusive เฉพาะเซ็นทรัล ภูเก็ต: LOUIS VUITTON บูติกส่วนต่อขยายใหญ่ที่สุดในภาคใต้, PRADA บูติกใหม่ขนาด 597 ตร.ม. มาพร้อมคอลเลกชัน Beachwear ที่มากที่สุด , PMT THE HOUR GLASS ขยายพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม, CELINE Exclusive Pop-up, CHANEL BEAUTY Exclusive pop-up, BALENCIAGA, SAINT LAURENT ปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุด, TOD’S: Pop-up ครั้งแรก คอนเซ็ปต์ Italian summer ที่แรกที่เดียวในไทย, BVLGARI — เปิดบูติก Exclusive คอนเซ็ปต์ที่แรกที่เดียวในภูเก็ต, TIFFANY & CO. New concept store ที่มาพร้อมดีไซน์ Mosaic façade ที่เดียวในประเทศไทย
    • ขณะที่ Fashion & Bridge-line brands เพิ่มเป็นกว่า 250 แบรนด์ ตัวอย่างความสำเร็จ อาทิ ZARA Flagship ใหญ่ที่สุดใน Southeast Asia เปิดวันแรกยอดขาย อันดับ 1 ในเอเชีย รวมถึง LULULEMON, COS, ALO, ORLEBAR BROWN ที่เลือกเปิดสาขาสำคัญนอกกรุงเทพฯ ตอกย้ำเซ็นทรัล ภูเก็ตในฐานะเดสติเนชั่นที่แบรนด์ระดับโลกเลือกปักหมุด
    1. Ultimate Culinary Landmark ใหญ่ที่สุดนอกกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. รวมร้านดังครบ ตั้งแต่ Local ถึง Fine Dining มีร้าน First time in Phuket จำนวนมาก เช่น Thai Brasserie by Blue Elephant, Starbucks Reserve ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต, %Arabica, Haidilao สาขาแรกนอกกรุงเทพฯ รวมถึงร้านระดับโลกอย่าง Su Va Na รางวัล World’s Culinary Awards และเตรียมพบกับร้านระดับ Michelin ที่จะเพิ่มอีกเท่าตัวในอนาคต
    2. World-Class Attractions สร้างแลนด์มาร์กใหม่ของภูเก็ตไฮไลต์สำคัญ คือ ‘World-class Arena for Entertainment & Culture’ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นเดสติเนชั่นที่ไม่เหมือนใครในโลก นอกจากนี้ ยังมี World-class Aquatic Experience เทียบชั้นอควาเรียมระดับโลก พร้อมเดินหน้าสร้าง World Festive events ต่อเนื่องทั้งปี ทั้งงาน Pride Month, Songkran, Countdown ร่วมขับเคลื่อนภูเก็ตสู่เมืองเทศกาลระดับโลกเซ็นทรัล ภูเก็ต พร้อมเป็น Global ecosystem ที่แบรนด์ลักชูรีทั่วโลกเลือกปักหมุด ผลักดันให้ภูเก็ตอยู่บนแผนที่โลกในฐานะเมืองลักชูรีระดับโลก โดยมีเซ็นทรัล ภูเก็ต เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาพนั้น” คุณอิศเรศ กล่าวทิ้งท้าย

    จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวถึงแนวคิดการออกแบบว่า “ก่อนที่เราจะพูดถึงความแตกต่างของ Festival และ Floresta สิ่งสำคัญที่สุดคือ 1) เราไม่ได้ออกแบบแค่ศูนย์การค้า เราออกแบบ ‘หัวใจของเมืองภูเก็ต’ ในฐานะเมืองชายทะเลหรูระดับโลก ที่มีวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และมีความหรูหราในแบบของตัวเอง และต้องทำให้ Central Phuket District เป็น Global flagship experience ในทุกด้าน เป็นศูนย์รวมของ Luxury, Lifestyle และ Entertainment และ 2) โปรเจ็กต์ Super Regional mall ที่มีขนาดใหญ่ ใกล้เคียง centralwOrld และมี Luxury brand ระดับโลกเทียบเท่า Central Embassy

    โดยในฝั่ง Floresta จะเน้นตอบโจทย์กลุ่ม Global Wealth รวม High-end luxury fashion, Premium café, Private lounge และ Luxury lifestyle ใหม่ๆ ทั้ง Sports, Athleisure, Active living และ Home พร้อมยกระดับเป็น Premium F&B destination ที่รวม Michelin restaurants และ Street food ในสเกลใหญ่ รวมถึงแม่เหล็กสำคัญอย่าง Central Department Store, Aquaria และพื้นที่กิจกรรมต่าง ๆ

    ขณะที่ฝั่ง Festival สร้าง Complete customer journey loop ยกระดับประสบการณ์การช้อปต่อเนื่องทั้งศูนย์ฯ เสริม Fashion flagship ขนาดใหญ่ ดึงแบรนด์ดังชั้นนำกรุงเทพฯ เปิดครั้งแรก และขยายโซนร้านอาหารชั้น 3 เพิ่มอีกกว่า 15% เพื่อยกระดับ Food destination เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ยังพัฒนา Mixed-use entertainment complex และ World-class attractions ใหม่ใน Central Phuket District เพื่อสร้าง Must-visit destination ที่แตกต่างระดับโลก ซึ่งจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

    ด้านการดีไซน์ ทั้ง 2 ฝั่งถูกออกแบบภายใต้ DNA เดียวกัน จากแรงบันดาลใจชายฝั่งอันดามัน วัฒนธรรมท้องถิ่น และไลฟ์สไตล์ระดับสากล โดย Floresta สะท้อนความประณีตและเปล่งประกายของลักชูรี ส่วน Festival ถ่ายทอดพลังชีวิตและความมีชีวิตชีวาของเมือง ตัวอย่างใน Floresta คือ The Pearl Atrium และ The Pearl Pod ที่ออกแบบด้วยเส้นสายคลื่นและแสงธรรมชาติ สื่อถึง ‘ไข่มุกแห่งอันดามัน’ พร้อมการผสานศิลปะ Sino-Portuguese และการรีดีไซน์ Ground Floor ใหม่ทั้งหมด สะท้อนทั้งความหรูร่วมสมัย วิถีชุมชน และพลังของชายฝั่งภูเก็ตในมิติเดียวกัน

    ในส่วนของ Ground Floor ที่เป็นโซน Food destination ที่เราปรับใหม่ทั้งหมด เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของชายฝั่งภูเก็ตอย่างชัดเจน ในบรรยากาศแบบ Modern contemporary ที่ผสานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์ระดับโลก พื้นที่จะถูกออกแบบให้มีอัตลักษณ์ของวิถีชีวิตภูเก็ต มีกลิ่นอายของ Beach club ใน Coastal city เชื่อมโยง Local to Global เติมพลังงานที่สนุกและมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่ เหมือนกับโซน Food destination ที่ Central Park สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้มาเยือน

    เราเอา Element ของ Floresta ที่เป็น Refine luxury โดยเฉพาะ ตรง Facade มาเบลนอยู่ในการตกแต่งของฝั่ง Festival ให้เป็น Element ของดีไซน์ที่มีความเชื่อมโยงกัน โดย Festival มีความเป็น Warm Energy, Greene

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619809/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0miONYjRavTX45DUHG1x9Z

  • ต่างชาติเที่ยวไทยเฉียด 6 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยเฉียด 6 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยเฉียด 6 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-22 ก.พ. 2569 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 5,947,434 คน ลดลง 4.91 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 969,505 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 573,323 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 457,250 คน
    • อันดับ 4  อินเดีย 376,738 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 283,623 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 ก.พ. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้ว เฉียด 6 ล้านคน

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวมาเลเซีย และรัสเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 110,000 คนในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวด้านการเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศแต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ (ระหว่างวันที่ 16 – 22 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน

    นักท่องต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 199,078 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 0.68 %  นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 111,581 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 60,442 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.57 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 42,893 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.78 % และนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 34,318 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19 %

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น

    การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652248&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qia1sYTPJc1YujPve5pEy

  • “คปภ.” การประกันภัย : กลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจร้านอาหารไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “คปภ.” การประกันภัย : กลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจร้านอาหารไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเข้ามาเป็นหนึ่งในภาคบริการหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับภาคการผลิต การเกษตร การท่องเที่ยว และบริการอื่น ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ พบว่า ในปี 2568 ภาคธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้จ่ายของผู้บริโภคเฉลี่ยราว 600,000 ล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง และมีสถานประกอบการประมาณ 700,000 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบกับการเติบโตภาคการท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นในลักษณะเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) หรือการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเข้ามารับประทานอาหารไทย เพื่อดื่มด่ำวัฒนธรรมมากขึ้น ดังนั้นการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของคาเฟ่ หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการให้บริการที่ประทับใจ อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจในภาคบริการดังกล่าวยังเผชิญกับความเสี่ยงหลายมิติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของกิจการ หากขาดระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

    ความเสี่ยงที่สำคัญของธุรกิจร้านอาหาร ได้แก่ ความเสียหายด้านทรัพย์สินจากอัคคีภัย น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติ ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจก่อให้เกิดความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ซึ่งก็คือลูกค้าที่มาทานอาหาร ตลอดจนความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้รายได้หายไปในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การโจรกรรม การฟ้องร้องดำเนินคดี หรือความเสียหายต่อชื่อเสียงของกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลให้กระแสเงินสดสะดุด และไม่สามารถฟื้นตัวกลับมา ดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

    ในบริบทดังกล่าว ระบบประกันภัย จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง โดยช่วยแปลงความไม่แน่นอน ให้เป็นความสามารถในการรับมือและฟื้นฟูกิจการ ผ่านกลไกการชดเชยความเสียหายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ แต่ยังมีส่วนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค สำนักงาน คปภ. แนะนำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารพิจารณาจัดให้มีความคุ้มครองประกันภัยพื้นฐานที่สอดคล้องกับลักษณะและระดับความเสี่ยงของธุรกิจ โดยควรครอบคลุมการประกันอัคคีภัยเพื่อคุ้มครองอาคารและทรัพย์สินภายในร้าน การประกันภัย ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพื่อคุ้มครองกรณีผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการใช้บริการ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงการประกันภัยโจรกรรมเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินจากการสูญหายหรือความเสียหาย

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังอาจขาดความเข้าใจหรือไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคำนึงถึงการปกป้องและคุ้มครองลูกค้าเป็นลำดับแรก บางรายมองว่าประกันภัยเป็นต้นทุนที่สูง มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือไม่มั่นใจว่าความคุ้มครองจะสอดคล้องกับความเสี่ยงของธุรกิจตนเอง ส่งผลให้หลายกิจการยังไม่ได้รับ การคุ้มครองอย่างเพียงพอ ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านควบคู่กับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงมี ความจำเป็น

    เพื่อให้สามารถเลือกความคุ้มครองได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า สำนักงาน คปภ. จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย หอการค้าจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาระบบทะเบียนกลางสำหรับร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ และการออกตราสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคว่าร้านดังกล่าวมีการบริหารความเสี่ยงและมีความคุ้มครองประกันภัยที่เหมาะสม ซึ่งคำนึงถึงการปกป้องและคุ้มครองลูกค้าเป็นลำดับแรก โดยมาตรการดังกล่าวไม่เพียง สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ณ จุดใช้บริการ หากยังเป็นแรงจูงใจเชิงบวกให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการภายในร้านอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งฐานข้อมูลที่เป็นระบบยังเอื้อต่อการกำกับติดตาม การประเมินผล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจร้านอาหารที่มีความหลากหลาย

    ในปี 2569 สำนักงาน คปภ. มุ่งขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในทุกจังหวัดทั่วประเทศไปพร้อม ๆ กัน แต่มีกิจกรรมเป้าหมายในบางจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีความหนาแน่นของธุรกิจร้านอาหารและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจบริการและการท่องเที่ยวของประเทศ การดำเนินงานเชิงรุกในพื้นที่ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

    ท้ายที่สุด การส่งเสริมให้ธุรกิจร้านอาหารมีระบบประกันภัยที่เหมาะสม มิใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการจากความเสี่ยงทางการเงิน หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยของสังคมโดยรวม การบูรณาการเครื่องมือประกันภัยเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจบริการอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับพันธกิจของสำนักงาน คปภ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้ระบบประกันภัยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619723/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pAC43S8Bfbxydbm9zFoUm

  • รวมครบ! สถานที่เวียนเทียนต้นไม้ มาฆบูชา 2569 ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    รวมครบ! สถานที่เวียนเทียนต้นไม้ มาฆบูชา 2569 ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    วันเดินทางไป *

    วันเดินทางกลับ *

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tqm.co.th/articles/%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2589&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yPc-5mopDfExiHVHXVC0d

  • เช็กเส้นทางเที่ยว “อุทยานแห่งชาติภูพาน” สัมผัสไอเย็นเส้นทางโค้งปิ้งงู แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    เช็กเส้นทางเที่ยว “อุทยานแห่งชาติภูพาน” สัมผัสไอเย็นเส้นทางโค้งปิ้งงู แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่กรมทางหลวง (ทล.) เป็นสายทางหลักในการทำถนนไปยังเส้นทางหลักต่างๆ ทั่วประเทศไทย และหลายเส้นทางได้พาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศ ล่าสุด กรมทางหลวงขอเชิญชวนผู้ใช้เส้นทางร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางทางหลวงแผ่นดิน มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูพาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ จ.สกลนคร และ จ.กาฬสินธุ์  โดยพื้นที่นี้จะโดดเด่นด้วยผืนป่าธรรมชาติของเทือกเขาภูพานที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบขับรถชมธรรมชาติ เพราะมีอากาศเย็นสบายและทัศนียภาพสวยงาม ตลอดสองข้างทาง

    สำหรับอุทยานแห่งชาติภูพาน เป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความงดงามของภูเขา ป่าไม้ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตกคำหอม ซึ่งมีความงดงามเป็นพิเศษในช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และจุดชมวิวบนแนวเทือกเขาภูพาน ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อน เรียนรู้ระบบนิเวศ และดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบอย่างใกล้ชิดธรรมชาติ ตลอดเส้นทางเดินทาง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงเส้นทาง (Road Trip) ผ่านถนนสายภูเขาที่คดเคี้ยวสวยงาม โดยเฉพาะบริเวณ โค้งปิ้งงู ซึ่งเป็นจุดเด่นของเส้นทางที่โอบล้อมด้วยผืนป่าและทิวเขา สร้างประสบการณ์การขับรถท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ พร้อมเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของทุ่งนา ภูเขา และชุมชนท้องถิ่นสองข้างทาง ภายในอุทยานแห่งชาติภูพานยังมี ลานกางเต็นท์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืนท่ามกลางธรรมชาติ และสามารถปิดท้ายวันด้วยการชม พระอาทิตย์ตกดิน ณ จุดชมวิวบนแนวเทือกเขาภูพาน ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ของผืนป่าและภูเขาสลับซับซ้อน เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สะท้อนเสน่ห์ของการท่องเที่ยวธรรมชาติบนเส้นทางหลวงได้อย่างงดงามและอบอุ่น

    โดยผู้ใช้ทางสามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นทางของกรมทางหลวงได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง โดยใช้ ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่าน จ.สระบุรี จากนั้นเชื่อมต่อ ทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ)    ผ่าน จ.นครราชสีมา และ จ.ขอนแก่น ก่อนเดินทางต่อด้วย ทางหลวงหมายเลข 209 (ขอนแก่น – กาฬสินธุ์) และทางหลวงหมายเลข 213 (กาฬสินธุ์ – สกลนคร) จะถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูพาน ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวง เดินทางสะดวก มีป้ายแนะนำชัดเจนตลอดเส้นทาง

    การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติภูพานไม่ได้มีดีแค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นเส้นทางที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีกรมทางหลวงคอยสนับสนุนการท่องเที่ยว จุดพักรถเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน และคอยอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในทุกเส้นทาง กรมทางหลวงขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้รถใช้ถนน  ปฏิบัติตามกฎจราจร และร่วมกันดูแลรักษาธรรมชาตินี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป โดยสามารถสอบถามเส้นทางหรือต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อได้ที่แขวงทางหลวงสกลนครที่ 1, แขวงทางหลวงกาฬสินธุ์, หมวดทางหลวงในพื้นที่ และ  สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2916067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pzNNrBZj37SMzdY8otbdN