Category: ท่องเที่ยว

  • เปิดแล้ว! ‘ต่อยหอยบ้านเพ’ ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเลระยอง ชูเสน่ห์อาหารทะเล-วัฒนธรรมพื้นถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    เปิดแล้ว! ‘ต่อยหอยบ้านเพ’ ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเลระยอง ชูเสน่ห์อาหารทะเล-วัฒนธรรมพื้นถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอยบ้านเพ” ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก นายธนศร ดอกเดื่อ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยองได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2569 เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน โดยมอบหมายให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง ร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อัศวิน อีเว้นท์ อินเตอร์กรุ๊ป จัดกิจกรรมถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จำนวน 2 ครั้ง

    สำหรับงาน “ต่อยหอยบ้านเพ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งอาหารทะเลสด อาหารพื้นบ้าน สินค้าชุมชน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น สะท้อนเสน่ห์วิถีชีวิตชาวเลบ้านเพอย่างใกล้ชิด

    ส่วนอีกหนึ่งกิจกรรมคือ “เสน่ห์บ้านฉาง @ หาดพลา” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2569 ณ หาดพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งของจังหวัดให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

    นายธนศร กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของรัฐบาล มุ่งส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวต่างพากันเลือกซื้ออาหารทะเลสด ชิมเมนูพื้นบ้าน และร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นตลอดงาน สร้างสีสันให้กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดระยองอย่างคึกคักอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5847355/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ajGb-YhHDh0iDJkyf0ahK

  • ภูเก็ตเอาจริง! ล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ไล่ตรวจนอมินีธุรกิจเถื่อน

    ภูเก็ตเอาจริง! ล้างบางต่างชาติผิดกฎหมาย ไล่ตรวจนอมินีธุรกิจเถื่อน

    นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าภูเก็ตมากกว่า 14 ล้านคน โดยชาวรัสเซียเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดกว่า 1 ล้านคน สะท้อนศักยภาพของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ แต่เมื่อมีคนเข้ามาจำนวนมาก ปัญหาการฝ่าฝืนกฎหมายและการแสวงหาผลประโยชน์ผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้นตามมา

    S__26837007.jpg

    “จังหวัดเดินหน้าคุมเข้มทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาแอบแฝงประกอบธุรกิจ ผ่านการใช้นอมินีถือครองกิจการแทน โดยสั่งการให้หลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สรรพากร พาณิชย์ และขนส่ง”

    — ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าว

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ระบุอีกว่า กลุ่มที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือธุรกิจท่องเที่ยว ร้านเช่ารถ และกิจการบริการที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจให้เช่ารถจักรยานยนต์ ซึ่งพบว่ามีบางส่วนดำเนินการผิดกฎหมาย รวมถึงปล่อยเช่าให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จนนำไปสู่อุบัติเหตุและปัญหาบนท้องถนน

    “คนที่เข้ามาประกอบธุรกิจ ถ้าผิดกฎหมายหรือใช้นอมินี เราดำเนินการแน่นอน บางคนพยายามหลบเลี่ยงด้วยการใช้คนไทยถือแทน หรือดำเนินการอำพราง แต่ทุกหน่วยงานกำลังตรวจสอบทั้งจากข้อมูลและเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามา หากพบการใช้นอมินีหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และขยายผลตรวจสอบทันที”

    — ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าว

    นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตยังเชิญกงสุลและผู้นำชุมชนชาวต่างชาติหลายประเทศ อาทิ อิสราเอลและฝรั่งเศส เข้าหารือร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสร้างความเข้าใจว่าชาวต่างชาติทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยโดยไม่มีข้อยกเว้น

    S__26837001.jpg

    ภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา สถานทูตอิสราเอลได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา เตือนพลเมืองให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุว่าหน่วยงานไทยจะใช้กฎหมายจริงจังกับผู้กระทำผิด

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ตย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ชนชาติใดเป็นพิเศษ แต่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มาตรฐานการท่องเที่ยว และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในพื้นที่

    S__26837005.jpg

    ขณะที่ข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569พบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติรวม 3,218 คดี ผู้ต้องหา 3,484 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยว 2,223 คดี ผู้ต้องหา 2,394 คน, กลุ่มนักธุรกิจและแรงงานต่างชาติ 186 คดี ผู้ต้องหา 208 คน, นักลงทุน 3 คดี ผู้ต้องหา 4 คน และอื่นๆ 806 คดี ผู้ต้องหา 878 คน

    คดีขับรถขณะเมาสุรา 642 คดี, ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 410 คดี, คดียาเสพติด 231 คดี, ลักทรัพย์และยักยอก 88 คดี, ทำร้ายร่างกาย 40 คดี, หลบหนีเข้าเมือง 33 คดี, การพนัน 33 คดี, ฉ้อโกง 10 คดี และคดีข่มขืนกระทำชำเราและอนาจาร 6 คดี

    ส่วนสัญชาติของผู้ต้องหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ เมียนมา 946 คน, รัสเซีย 269 คน, อังกฤษ 143 คน และฝรั่งเศส 141 คน

    S__26837008.jpg

    จังหวัดภูเก็ตย้ำมาตรการดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับทุกสัญชาติ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของภูเก็ตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/phuket-9may2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fSyLD5OmXmf42AeAYLxw6

  • กำชับสายการบินขยับไฟล์ทลดต้นทุนไม่กระทบผู้โดยสาร

    กำชับสายการบินขยับไฟล์ทลดต้นทุนไม่กระทบผู้โดยสาร


    CAAT  ติดตามต้นทุนน้ำมันเครื่องบินพุ่ง แอร์ไลน์ลดเที่ยวบิน ประสานทุกภาคส่วนดูแลผู้โดยสารและรักษาเสถียรภาพการบิน

    รายงานจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า ขณะนี้ติดตามสถานการณ์ต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างใกล้ชิด ภายหลังความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน Jet A-1 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มมีแนวโน้มปรับลดลงแล้วก็ตาม

    ทาง CAAT ได้ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อสายการบิน การเดินทางของประชาชนและเสถียรภาพของระบบการบินของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบันภาคการบินทั่วโลกยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงอากาศยานยังอยู่ในระดับสูงกว่าวิกฤตการณ์ในอดีต และยังไม่ปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบอย่างเต็มที่ จากข้อจำกัดด้านอุปทานและระบบขนส่งเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยังอยู่ในภาวะตึงตัว ทั้งจากกำลังการผลิตของโรงกลั่นในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ รวมถึงปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์และการขนส่งน้ำมันดิบเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย

    ทั้งนี้น้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นต้นทุนหลักของสายการบิน โดยคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของต้นทุนการดำเนินงาน ขณะที่ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนของทุกปีเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ซึ่งความต้องการเดินทางทางอากาศจะลดลงตามปกติ ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งทั่วโลกเริ่มทยอยปรับแผนการดำเนินงาน อาทิ การปรับตารางบิน การลดความถี่ในบางเส้นทาง หรือการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เหมาะสมกับต้นทุนและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและอุตสาหกรรมการบิน

    ทั้งนี้ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบินภายใต้กระทรวงคมนาคม อาทิ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และกรมท่าอากาศยาน ในการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเสริมสภาพคล่องให้กับสายการบิน เพื่อให้ยังสามารถรักษาระดับการให้บริการและคงจำนวนเที่ยวบินที่จำเป็นต่อความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ สมาคมสายการบินประเทศไทยยังได้เสนอแนวทางให้ภาครัฐพิจารณามาตรการด้านภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของสายการบินในระยะสั้น และลดผลกระทบต่อผู้โดยสารในภาพรวม

    ด้านการคุ้มครองสิทธิผู้โดยสาร CAAT ได้ประชุมร่วมกับสายการบินเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพื่อกำชับให้ทุกสายการบินปฏิบัติตามข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีการปรับตารางบินหรือการลดความถี่เที่ยวบิน ให้สายการบินแจ้งข้อมูลแก่ผู้โดยสารล่วงหน้า พร้อมเสนอทางเลือกที่เหมาะสม ทั้งการเปลี่ยนแปลงการเดินทางหรือการคืนค่าโดยสารภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

    อย่างไรก็ตาม CAAT ได้ขอความร่วมมือให้สายการบินพิจารณาประสานการส่งต่อผู้โดยสารระหว่างสายการบิน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร รวมถึงได้หารือร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (TTAA) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการลดผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนเที่ยวบิน โดยให้สายการบินประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด แจ้งข้อมูลล่วงหน้าให้เร็วขึ้น และดำเนินการคืนเงินให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากผู้โดยสารหรือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิ สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ CAAT ได้ผ่านระบบออนไลน์ที่ complaint.caat.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36htIDMF-SedsUvNQdc29v

  • ‘ยุทธศักดิ์’ อดีตผู้ว่า ททท. แนะ 5 แนวทาง ‘RIGHT’ ก้าวข้ามกับดักปริมาณฝ่าโลกท่องเที่ยวเปลี่ยน

    ‘ยุทธศักดิ์’ อดีตผู้ว่า ททท. แนะ 5 แนวทาง ‘RIGHT’ ก้าวข้ามกับดักปริมาณฝ่าโลกท่องเที่ยวเปลี่ยน

    “ยุทธศักดิ์” อดีตผู้ว่าการ ททท. แนะกรอบคิด “RIGHT” ชู 5 แนวทางทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย มุ่งทำในสิ่งที่ถูกต้อง นำพาภาคท่องเที่ยวก้าวข้าม “กับดักปริมาณ” เปลี่ยนจากแข่งขันเรื่องจำนวน มาแข่งเรื่องเพิ่มคุณค่า เสริมสร้างพลังบวกแก่สังคม

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เป็นเวลานานที่ความสำเร็จของการท่องเที่ยวถูกวัดด้วยตัวเลข จำนวนนักท่องเที่ยว ยอดเข้าพัก อัตราการเติมเต็มของสนามบินและโรงแรม แต่โลกในวันนี้กำลังบอกเราชัดเจนว่า โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงไม่ยั่งยืน หากยังสร้างต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

    หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ความแออัดเกินขีดจำกัด ธรรมชาติถูกใช้หนักเกินไป ชุมชนท้องถิ่นรู้สึกว่ากำลังสูญเสียพื้นที่ของตนเอง ขณะเดียวกันรายได้จากการท่องเที่ยวก็ไม่ได้กระจายอย่างสมดุล

    ในช่วงเวลาเดียวกัน โครงสร้างโลกกำลังเปลี่ยนอย่างเงียบเชียบ การทำงานไม่จำเป็นต้องผูกติดกับสำนักงานหรือประเทศเดียวอีกต่อไป ผู้คนจำนวนมากสามารถเลือกที่อยู่อาศัยจากคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงโอกาสทางอาชีพ แต่นี่คือจุดที่การท่องเที่ยวต้องตั้งคำถามใหม่กับบทบาทของตนเอง

    “จึงอยากชวนให้ภาคการท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่องจำนวน ไปสู่การแข่งขันเรื่องคุณค่า ภายใต้กรอบคิด RIGHT”

    โดยประกอบด้วย 5 แนวคิดที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่

    R – Regenerative Tourism ท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟู ให้ธรรมชาติและชุมชนดีขึ้นหลังการมาเยือน

    I – Intelligent Demand Management บริหารนักท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด เน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ

    G – Gamification เที่ยวดี มีรางวัล เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยแรงจูงใจ

    H – Hyper-Mobile Elites ดึงดูดคนคุณภาพสูง ที่ทำงานและใช้ชีวิตได้ทั่วโลก

    T – Tourism Token ตอบแทนการท่องเที่ยวที่ดี ด้วยโทเคนเพื่อชุมชน

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวขยายความว่า แนวคิด RIGHT จะร่วมกันเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากระบบที่ดึงทรัพยากรออกมาใช้ เป็นระบบที่สร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนพื้นที่ เริ่มจาก Regenerative Tourism ที่ยกระดับจากความยั่งยืนแบบเดิม ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูให้ดีขึ้น ทั้งระบบนิเวศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น ความสำเร็จของการท่องเที่ยวจึงไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่คือผลลัพธ์สุทธิที่เป็นบวกต่อพื้นที่

    ต่อมาคือ Intelligent Demand Management การบริหารนักท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด แทนที่จะมุ่งดึงคนให้มากที่สุด ระบบนี้ออกแบบให้คนมาในเวลาที่เหมาะสม กระจายตัวในพื้นที่และฤดูกาล ใช้ข้อมูล ราคา และแรงจูงใจ แทนมาตรการห้ามหรือจำกัดแบบแข็งตัว ซึ่งมักสร้างแรงต้านทางสังคม

    Gamification เข้ามาเติมมิติด้านพฤติกรรม เพราะนโยบายจะได้ผลก็ต่อเมื่อคนอยากทำตาม การเปลี่ยนการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบให้เป็นประสบการณ์ที่มีแรงจูงใจ ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

    ด้านกลุ่มเป้าหมาย เลือกโฟกัสที่ Hyper-Mobile Elites กลุ่มคนคุณภาพสูง เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และครีเอทีฟ ซึ่งสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้ทุกที่ในโลก คนกลุ่มนี้อยู่นาน ใช้จ่ายในพื้นที่และให้คุณค่ากับคุณภาพชีวิตมากกว่าการบริโภคแบบเร่งด่วน การท่องเที่ยวจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายการแข่งขันด้านคนและทุนมนุษย์

    สุดท้าย Tourism Token ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวได้รับโทเคน จากพฤติกรรมเชิงบวก และนำไปใช้กับธุรกิจหรือกิจกรรมในชุมชน ทำให้คุณค่าที่สร้างขึ้นหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ ไม่รั่วไหลออกไป

    “แนวคิด RIGHT ไม่ได้เสนอการเติบโตแบบไร้ขีดจำกัด แต่เสนอการเติบโตที่ตั้งใจเลือก เมืองท่องเที่ยวสามารถลดแรงกดดันโดยไม่ต้องปิดประตู เพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวน และทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นพลังบวกของสังคม ในโลกที่ทั้งภูมิอากาศและรูปแบบชีวิตกำลังเปลี่ยน การท่องเที่ยวอาจต้องเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่าเราจะเติบโตมากขึ้น หรือจะเติบโตอย่างถูกต้อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1232972&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LHPSWOnWfLfiXvKi37zae

  • ปัญหาน้ำเน่าเสีย! ‘คลองแม่ข่า’ กระทบท่องเที่ยวเชียงใหม่ จุดเช็คอินชื่อดังกลางเมืองเงียบเหงา ไร้เงานักเที่ยว

    ปัญหาน้ำเน่าเสีย! ‘คลองแม่ข่า’ กระทบท่องเที่ยวเชียงใหม่ จุดเช็คอินชื่อดังกลางเมืองเงียบเหงา ไร้เงานักเที่ยว

    ‘คลองแม่ข่า’ จุดเช็คอินยอดฮิตกลางเมืองเชียงใหม่ บริเวณถนนระแกง ต.หายยา ของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว ในช่วง 2 ปีที่ผ่าน มาถูกปรับปรุงคุณภาพน้ำ จากน้ำเน่าเสีย ให้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยว ต่างไม่พลาดที่จะแวะเวียนมาเดินเล่นและถ่ายรูป เช็คอิน กับบรรยากาศสุดชิลริมคลองที่มีทั้งบ้านไม้เก่าแก่ที่ถูกรีโนเวทให้กลายเป็นคาเฟ่ ร้านอาหารและโฮมสเตย์เล็กๆ ที่มีสไตล์เฉพาะตัว จนถูกขนานนามว่า “คลองโอตารุ เมืองไทย”

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    แต่ล่าสุดคุณภาพน้ำในคลองแม่ข่า กลับมาเน่าเสียอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศเงียบเหงา นักท่องเที่ยวบางตา ชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าในย่านนี้ หลายร้านได้ปิดตัวลง

    ลิลสา ทองเหลือ หนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงหลังคลองแม่ข่าเริ่มมีน้ำเน่าเสีย และส่งกลิ่นเหม็น ทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งตามปกติแล้วในช่วงไฮซีซั่นจะมีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยว มาเดินเที่ยวจำนวนมากเพราะบรรยากาศดี ร้านอาหารหลากหลาย ดึงดูดทั้งชาวเชียงใหม่ไปเที่ยวจำนวนมาก ไปถ่ายรูปเช็คอิน

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “ส่วนตัวแล้วบ้านอยู่ในเมือง ก็จะไปเที่ยวเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ไปเดินเล่นออกกำลังกาย และไปซื้อของอาหารการกิน แต่ปัจจุบัน นั้นไม่อยากไปแล้ว เพราะบรรยากาศไม่ดีน้ำแม่ข่ากลับมาเน่าเสีย เดินไปได้กลิ่นน้ำเน่าไปก็ทำให้เสียบรรยากาศด้านการท่องเที่ยว”

    “จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาสดใสเหมือนเดิม เพราะปัญหานี้คนเชียงใหม่รู้ดี ว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ เพราะยังคงมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองแม่ข่าอยู่” ลิลสา กล่าว

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.วสันต์ จอมภักดีนักวิชาการอิสระด้านการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำครองแม่ข่า ได้บางช่วงแต่ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะน้ำถูกปล่อยมาจากโรงบำบัดน้ำเสีย แต่ปัญหาหลักที่ยังคงทำให้คลองแม่ข่าเน่าเสีย เกิดจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงของแม่ข่าในเขตตัวเมืองเชียงใหม่จำนวนมากเพราะมีอาคารบ้านเรือนรวมถึง ผู้ประกอบการต่างๆ อยู่ริมน้ำแม่ค้าที่น้ำเสียถูกปล่อยโดยยังไม่ได้รับการบำบัด

    โดยเฉพาะบริเวณโซนถนนรัตนโกสินทร์อำเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนแออัด รวมถึงมีโรงงานต่างๆ และตลาดสด เป็นจุดเสี่ยงที่มักลักลอบปล่อยน้ำเสีย ลงในคลองแม่ข่า

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ด้าน รัฐพล นราดิศรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คลองแม่ข่า ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่ผ่านมาสามารถถึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบัน ยังพบปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียและตะกอนสะสม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคลองแม่ข่า จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบจุดรั่วไหล ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และเพิ่มการเติมน้ำดีเพื่อไล่น้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง เพื่องรองรับนักท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลต่างๆ และช่วงไฮซีซั่น ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือน ‘คลองแม่ข่า’ หรือที่ถูกขนานนามว่า “คลองโอตารุเมืองไทย” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันทางจังหวัดเชียงใหม่อยู่ระหว่างเตรียมสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ที่มีการศึกษาและออกแบบไว้แล้ว ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/social/the-problem-of-polluted-water-in-the-mae-kha-canal-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36zsef5yhhqLpXwy25SvED

  • ปัญหาน้ำเน่าเสีย! ‘คลองแม่ข่า’ กระทบท่องเที่ยวเชียงใหม่ จุดเช็คอินชื่อดังกลางเมืองเงียบเหงา ไร้เงานักเที่ยว

    ปัญหาน้ำเน่าเสีย! ‘คลองแม่ข่า’ กระทบท่องเที่ยวเชียงใหม่ จุดเช็คอินชื่อดังกลางเมืองเงียบเหงา ไร้เงานักเที่ยว

    ‘คลองแม่ข่า’ จุดเช็คอินยอดฮิตกลางเมืองเชียงใหม่ บริเวณถนนระแกง ต.หายยา ของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว ในช่วง 2 ปีที่ผ่าน มาถูกปรับปรุงคุณภาพน้ำ จากน้ำเน่าเสีย ให้กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยว ต่างไม่พลาดที่จะแวะเวียนมาเดินเล่นและถ่ายรูป เช็คอิน กับบรรยากาศสุดชิลริมคลองที่มีทั้งบ้านไม้เก่าแก่ที่ถูกรีโนเวทให้กลายเป็นคาเฟ่ ร้านอาหารและโฮมสเตย์เล็กๆ ที่มีสไตล์เฉพาะตัว จนถูกขนานนามว่า “คลองโอตารุ เมืองไทย”

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    แต่ล่าสุดคุณภาพน้ำในคลองแม่ข่า กลับมาเน่าเสียอีกครั้ง ทำให้บรรยากาศเงียบเหงา นักท่องเที่ยวบางตา ชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าในย่านนี้ หลายร้านได้ปิดตัวลง

    ลิลสา ทองเหลือ หนึ่งในนักท่องเที่ยวชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงหลังคลองแม่ข่าเริ่มมีน้ำเน่าเสีย และส่งกลิ่นเหม็น ทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งตามปกติแล้วในช่วงไฮซีซั่นจะมีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยว มาเดินเที่ยวจำนวนมากเพราะบรรยากาศดี ร้านอาหารหลากหลาย ดึงดูดทั้งชาวเชียงใหม่ไปเที่ยวจำนวนมาก ไปถ่ายรูปเช็คอิน

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “ส่วนตัวแล้วบ้านอยู่ในเมือง ก็จะไปเที่ยวเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ไปเดินเล่นออกกำลังกาย และไปซื้อของอาหารการกิน แต่ปัจจุบัน นั้นไม่อยากไปแล้ว เพราะบรรยากาศไม่ดีน้ำแม่ข่ากลับมาเน่าเสีย เดินไปได้กลิ่นน้ำเน่าไปก็ทำให้เสียบรรยากาศด้านการท่องเที่ยว”

    “จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาสดใสเหมือนเดิม เพราะปัญหานี้คนเชียงใหม่รู้ดี ว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ เพราะยังคงมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองแม่ข่าอยู่” ลิลสา กล่าว

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.วสันต์ จอมภักดีนักวิชาการอิสระด้านการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำครองแม่ข่า ได้บางช่วงแต่ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะน้ำถูกปล่อยมาจากโรงบำบัดน้ำเสีย แต่ปัญหาหลักที่ยังคงทำให้คลองแม่ข่าเน่าเสีย เกิดจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงของแม่ข่าในเขตตัวเมืองเชียงใหม่จำนวนมากเพราะมีอาคารบ้านเรือนรวมถึง ผู้ประกอบการต่างๆ อยู่ริมน้ำแม่ค้าที่น้ำเสียถูกปล่อยโดยยังไม่ได้รับการบำบัด

    โดยเฉพาะบริเวณโซนถนนรัตนโกสินทร์อำเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนแออัด รวมถึงมีโรงงานต่างๆ และตลาดสด เป็นจุดเสี่ยงที่มักลักลอบปล่อยน้ำเสีย ลงในคลองแม่ข่า

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ด้าน รัฐพล นราดิศรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คลองแม่ข่า ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่ผ่านมาสามารถถึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบัน ยังพบปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียและตะกอนสะสม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคลองแม่ข่า จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบจุดรั่วไหล ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และเพิ่มการเติมน้ำดีเพื่อไล่น้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง เพื่องรองรับนักท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลต่างๆ และช่วงไฮซีซั่น ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือน ‘คลองแม่ข่า’ หรือที่ถูกขนานนามว่า “คลองโอตารุเมืองไทย” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดเชียงใหม่

    ขณะเดียวกันทางจังหวัดเชียงใหม่อยู่ระหว่างเตรียมสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ที่มีการศึกษาและออกแบบไว้แล้ว ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-problem-of-polluted-water-in-the-Mae Kha-Canal-Chiang Mai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-problem-of-polluted-water-in-the-mae-kha-canal-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vPyBWZyqTwo2qVkkPtSRx

  • “จากทับสู่ห้องเรียน” ส่องวิถี ‘เยาวชนมานิ’ รร.บ้านวังสายทอง พลิกต้นทุนทางวัฒนธรรม สู่ทักษะการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    “จากทับสู่ห้องเรียน” ส่องวิถี ‘เยาวชนมานิ’ รร.บ้านวังสายทอง พลิกต้นทุนทางวัฒนธรรม สู่ทักษะการท่องเที่ยวชุมชน | เดลินิวส์

    ภาพของเด็กน้อยในชุดนักเรียน ชุดไทย ชุดพละ ที่หลากหลาย ที่กำลังขะมักเขม้นนำใบไม้มามุงหลังคา “ทับ” หรือที่พักอาศัยชั่วคราวตามวิถีดั้งเดิม กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาที่น่าสนใจ ณ แหล่งท่องเที่ยวบ้านวังสายทอง จ.สตูล นี่ไม่ใช่เพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คือการถ่ายทอดลมหายใจแห่งพงไพรผ่าน “เยาวชนมานิ” รุ่นใหม่ที่กำลังปรับตัวให้สอดรับกับโลกภายนอก

    เด็กนักเรียนชาวมานิจากโรงเรียนบ้านวังสายทอง สาธิตการสร้าง “ทับ” ด้วยความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่การคัดเลือกใบไม้มาวางซ้อนเป็นหลังคากันแดดฝน การก่อไฟให้ความอบอุ่น และการเผา “หัวมัน” อาหารหลักจากใต้ดิน รวมถึงการใช้อาวุธล่าสัตว์ที่เป็นภูมิปัญญาตกทอด

    นางประภา หรือ “ครูต้อย” ครูผู้ดูแลใกล้ชิดระบุว่า การแสดงนี้คือสิ่งที่อยู่ในสัญชาตญาณของเด็กๆ 100% เพราะเป็นวิถีที่เขาใช้ชีวิตอยู่จริงในป่า เพียงแต่โรงเรียนเข้ามาช่วย “เติมเต็ม” ในส่วนที่ขาด คือด้านการศึกษา มารยาททางสังคม และทักษะการสื่อสาร เพื่อให้พวกเขาสามารถต้อนรับและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจ

    ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ทักษะการสร้างบ้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทัศนคติ” ของเยาวชนกลุ่มนี้ “น้องจุ๊บ” หนึ่งในนักเรียนชาวมานิ เผยความในใจด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่า โตขึ้นอยากเป็น “พยาบาล” เพื่อกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วยบ่อยครั้ง ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคนฉายแววรักการกีฬา โดยบอกว่าการเรียนในโรงเรียนยากกว่าการสร้างบ้าน แต่พวกเขาสนุกที่ได้เรียนรู้และอยากเติบโตไปเป็นนักกีฬาในอนาคต

    แม้เด็กๆ จะปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองได้ดีขึ้น เริ่มมีรายได้เสริมจากการช่วยชุมชนเก็บกวาดพื้นที่ หรือพายเรือให้นักท่องเที่ยว แต่เส้นทางการศึกษายังคงมีขีดจำกัด

    “อุปสรรคสำคัญคือที่พักหรือทับของเด็กๆ ไม่มีไฟฟ้าและไม่มีอินเทอร์เน็ต การทำการบ้านจึงทำได้เฉพาะช่วงอยู่ที่โรงเรียนหรือตอนเย็นเท่านั้น อุปกรณ์พื้นฐานอย่างดินสอ ยางลบ หรือสมุด ยังเป็นสิ่งที่ขาดแคลน” ครูต้อยกล่าวเสริม

    ปัจจุบันมีเด็กชาวมานิในการดูแลของครูต้อยกว่า 43 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม การส่งเสริมให้เด็กๆ กล้าแสดงออกผ่านวิถีชีวิตดั้งเดิม ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวชุมชนบ้านวังสายทอง แต่ยังเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เยาวชนกลุ่มน้อยเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845015/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TvwpO0imjQnGBdvPrWOno

  • “เจษฎ์” ฟาดรัฐบาลเก็บภาษีท่องเที่ยว”ถังแตก-สิ้นคิด”

    “เจษฎ์” ฟาดรัฐบาลเก็บภาษีท่องเที่ยว”ถังแตก-สิ้นคิด”

    “เจษฎ์” ฟาดรัฐบาลเก็บภาษีท่องเที่ยว “ถังแตก-สิ้นคิด” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง แนะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาล ซึ่งเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะถังแตกและสิ้นคิด พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

    “รู้สึกเหมือนเราถังแตกมากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยการอาสามาเนี่ย กำลังทำให้เราเห็นว่าเราถังแตกมาก ตอนนี้คนไทยเรา ถ้าเกิดจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องถูกเก็บเงินละ แต่เดิมเคยมีการเก็บเงินแบบนี้นะครับ แล้วก็ได้มีการพิจารณากันว่าท้ายที่สุด มันไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ใช้วิธีการอื่นดีกว่า”

    นายเจษฎ์ ได้เสนอไปยังรัฐบาล ด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    นายเจษฎ์ ยังได้เปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงเงินจากกระเป๋าคนชั้นกลางไปชดเชยให้คนรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ พร้อมระบุว่าไปเที่ยวแบบนี้ คนมีรายได้มากก็จ่ายได้สบายมาก ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนมีรายได้กลาง ๆ สิครับ จ่ายกันตายเลยนะ แม้จะเพิ่มแค่เป็นพันก็ตาม

    นายเจษฎ์ ยังได้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว โดยระบุว่า “ท่านเปลี่ยนวิธีเถอะครับ เลิก แล้วหาวิธีอื่นในการที่จะสร้างเม็ดเงิน อย่าใช้วิธีคนถังแตก”

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1029098/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KqReVIpPONp-8QYBtd-zR

  • ภูเก็ตเอาจริง! สถานทูตอิสราเอลเตือนพลเมือง อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย

    ภูเก็ตเอาจริง! สถานทูตอิสราเอลเตือนพลเมือง อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย

    8 พฤษภาคม 2569 จากนโยบายความเข้มงวดในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่มุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน 

    ล่าสุดมาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเริ่มมีการตอบสนองและให้ความร่วมมือในการกำชับพลเมืองของตนเองให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย

    โดยก่อนหน้านี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ได้เรียกประชุมผู้แทนชาวต่างชาติเพื่อวางแนวทางควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือละเมิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการฝ่าฝืนกฎจราจร การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการอยู่เกินกำหนด (Overstay) ซึ่งผู้ว่าฯ ย้ำชัดเจนว่า “ภูเก็ตยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบเดียวกัน เพื่อให้เกิดความปกติสุขแก่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่”

    ผลจากการขับเคลื่อนมาตรการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและใช้โทษสูงสุด” ส่งผลให้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้มีการเคลื่อนไหวผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนพลเมืองชาวอิสราเอลที่เดินทางมายังภูเก็ตและประเทศไทย

    โดยมีเนื้อหาสรุปสาระสำคัญระบุว่า:
    • มาตรการไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance): กำชับให้พลเมืองปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไทยได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
    • โทษสูงสุด: ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุดเพื่อเป็นการป้องปราม
    • การเพิกถอนวีซ่า: ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที
    • วินัยจราจร: การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น

    ความเคลื่อนไหวจากทางสถานทูตอิสราเอลในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตและตัวแทนต่างชาติ ซึ่งเป็นการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายว่า “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378977153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ttYYrw5zZg3Qy31SyXDv7

  • ประธานบอร์ดสวนสัตว์ฯ ส่งมอบโล่รางวัลระดับโลก “Trip.Best 2026” แก่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำแลนด์มาร์คท่องเที่ยวเบอร์หนึ่ง | TOPNEWS

    ประธานบอร์ดสวนสัตว์ฯ ส่งมอบโล่รางวัลระดับโลก “Trip.Best 2026” แก่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำแลนด์มาร์คท่องเที่ยวเบอร์หนึ่ง | TOPNEWS

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับแนวหน้าของประเทศ หลังคว้าเกียรติยศระดับสากล “2026 Trip.Best” สาขาสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด (Best Things To Do) จาก Trip.com โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง

    ในการนี้ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานส่งมอบป้ายสัญลักษณ์รางวัล Trip.Best 2026 ให้แก่ นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว โดยมี นางจงกลนี แก้วสด ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมในพิธีมอบรางวัลและแสดงความยินดีในความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งถือเป็นการประกาศเกียรติคุณและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงานที่มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ กล่าวชื่นชมความสำเร็จในครั้งนี้ว่า รางวัลจาก Trip.com เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีต่อสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ผู้เข้าชมทุกกลุ่ม จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

    ด้าน นายณรงวิทย์ ชดช้อย เปิดเผยว่า “รางวัลนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยมีหัวใจสำคัญคือความน่ารักของ น้องหมูเด้ง ฮิปโปแคระซูเปอร์สตาร์ระดับโลก รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์ขวัญใจมหาชน ทั้งแก๊งคาปิบารา และสลอธ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางมาสัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งสวนสัตว์พร้อมจะรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการ เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่นักท่องเที่ยวต่อไปอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1569314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vklG1x3KPO-CXK9kGqoAu