Category: ท่องเที่ยว

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เฉลิมฉลอง 395 ปีปราสาทนครหลวง 27-31 มี.ค.69 | TOPNEWS

    ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เฉลิมฉลอง 395 ปีปราสาทนครหลวง 27-31 มี.ค.69 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/03/2026 16:21

    กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ตามรอยวัฒนธรรมโบราณ ฉลองครบรอบ 395 ปีปราสาทนครหลวง ชมแสงเสียงชุด”ปราสาทนครหลวงเรืองรุจี วิจิตรธานีศรีอยุธยา” 27-31 มีนาคม 2569

    ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ ปราสาทนครหลวง หมู่ 1 ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นางสรวงสุดา ปิติเสรี นายอำเภอนครหลวง และนายบุญส่ง กลิ่นสวาทหอม นายกเทศมนตรีตำบลนครหลวง ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน ตามรอยอารยธรรมโบราณ ตระการตาปราสาทนครหลวง ซึ่งจะจัดในวันที่ 27-31 มีนาคม 2569 ที่บริเวณปราสาทนครหลวง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการแถลงข่าวครั้งนี้มีพระปลัดพิทักษ์ รตนวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดนครหลวง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น มาร่วมจำนวนมาก  ซึ่งเปิดตัวด้วยการนำ ตำรวจน็อต ส.ต.อ.อิสระ สินพูลผล ผบ.หมู่(ป.) สภ.นครหลวง ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียที่มีผู้ชมติดตามในเรื่องการปฎิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนด้วยความเป็นกันเอง มาพา แม่เมืองโบราณ หรือแม่ติ๋ม อรชุม แช่มเฉย อินฟลูฯท้องถิ่นที่มีคนรู้จักพาไปเที่ยวชมปราสาทนครหลวง เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร

    นางสรวงสุดา กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นนโยบายของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ที่ต้องการการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยว และผลักดันเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือการท่องเที่ยวในอำเภอต่างๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวนำมาสู่เศรษฐกิจรายได้ในท้องถิ่น โดยในปีนี้ กำหนดจัดงานเป็นเวลา 5 วัน มีการแสดงแสงเสียงชุด”ปราสาทนครหลวงเรืองรุจี วิจิตรธานีศรีอยุธยา” ซึ่งปีนี้ครบรอบ 395 ปีปราสาทนครหลวงด้วย โดยจะได้ชมการใช้ไฟและระบบเทคนิคแสงเสียงสาดส่องโบราณสถานปราสาทนครหลวงอย่างสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา พร้อมทั้งมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การจำหน่ายอาหารจากร้านค้าชุมชน และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกคืนได้แก่ ใบเตย อาร์สยาม เต้ย อธิวัฒน์ ปู่จ๋านลองไมค์ น้ำแข็งทิพย์วรรณ และแซคชุมแพ โดยไม่มีการเก็บค่าชมแต่อย่างใด

    ปราสาทนครหลวง ตั้งอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ราว พ.ศ. 2174) โดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เพื่อใช้เป็นที่ประทับแรมระหว่างเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี และเฉลิมพระเกียรติการได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราช ต่อมาตาปะขาวปิ่นได้สร้างพระพุทธบาทสี่รอยและวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2352 อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นโดยจำลองแบบจากปราสาทนครวัด-นครหลวง ในกัมพูชา เพื่อเป็นที่ประทับร้อนหรือที่ประทับแรมระหว่างการเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี.เป็นปราสาทก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนภูเขาจำลอง มีสถาปัตยกรรมแบบเขมรผสมผสานไทย ประกอบด้วยระเบียงคด 3 ชั้นลดหลั่นกัน มีปรางค์ประจำทิศทั้ง 4 มุม และปรางค์องค์ประธานตรงกลาง ในปี พ.ศ. 2352 (สมัยรัตนโกสินทร์) ตาปะขาวปิ่นได้สร้างวัดนครหลวงขึ้น และสร้างมณฑปพระพุทธบาทสี่รอยไว้บนยอดปราสาท ทำให้ที่นี่กลายเป็นโบราณสถานคู่กับวัดนับตั้งแต่นั้นมา

    เกียรติยศ ศรีสกุล บก.ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคกลาง

    11SOCAIL 16-9 copy

    ปก web CIB ปันน้ำใจ!

    “นายกฯอนุทิน” เซ็นตั้ง “พิพัฒน์” คุมแก้วิกฤตน้ำมัน ป้องกันภาวะขาดแคลน สั่งโรงกลั่นรายงานปริมาณการผลิต-รายชื่อลูกค้าทุกวัน

    กอ.รมน.-ฝ่ายปกครองพิจิตร จับมือกันบุกจับยาบ้าผู้ค้ารายใหญ่ในหมู่บ้าน

    ผู้ว่าฯนครสวรรค์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค และชุดเรื่องนอน แก่ผู้ยากไร้

    “วันนอร์” มั่นใจจับได้แน่ ทีมยิงถล่ม “กมลศักดิ์” ลั่นอยู่การเมืองภาคใต้มา 40 ปี ไม่เคยเจอเหตุรุนแรงกับสส.ขนาดนี้

    เหล่ากาชาดจังหวัดนครสวรรค์ มอบรางวัลให้กับผู้โชคดี ในการออกสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2569

    แพทย์พระราชทานลงพื้นที่น่าน ผ่าตัดต้อกระจกฟรี 354 ราย สร้างโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1522144&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZlMsdU9gzQd97gE-cS1s0

  • เที่ยวตราดฮอต! นทท.ทะลัก 4.8 แสนคน รับสงกรานต์ รายได้พุ่งเกือบ 3.9 พันล้าน แม้น้ำมันแพง

    เที่ยวตราดฮอต! นทท.ทะลัก 4.8 แสนคน รับสงกรานต์ รายได้พุ่งเกือบ 3.9 พันล้าน แม้น้ำมันแพง

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของประเทศไทย ซึ่งทำให้ค่าขนส่ง หรือค่าเดินทางไปท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และอาจจะเปลี่ยนไม่เดินทางมาท่องเที่ยว แต่จากการตรวจสอบสถานการณ์ทางการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในเดือนมีนาคม 2569 แม้ภาพรวมประเทศจะกังวลเรื่องนักท่องเที่ยว ยุโรปและตะวันออกกลางที่บินผ่านฮับ (ดูไบ/อาบูดาบี) ลดลงถึง18% แต่สำหรับตราดยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน โดยเฉพาะเกาะ ช้างที่ยังมีนักท่องเที่ยวกว่า 20,000 คนต่อสัปดาห์ คาดการณ์ตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2% เนื่องจากนักท่องเที่ยว ต่างชาติที่อยู่ในไทยอยู่แล้วยังเลือกพำนักต่อ และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (จีน) เริ่มเข้ามา

    “ส่วนแนวโน้มในเดือนเมษายน 2569 นั้นสถานการณ์เดือนนี้เป็นช่วง Peak Season ของตราดจากช่วงปิดภาคการศึกษาและเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นตัว ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Lifestyle และครอบครัวได้ดีมาก คาดการณ์ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% แม้ต้นทุนการเดินทาง (น้ำมัน/ ตั๋วเครื่องบิน) จะสูงขึ้น แต่ตราดเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าถึงได้ง่ายด้วยรถยนต์ส่วนตัว ทำให้ได้รับผลกระทบจากค่า ตัวเครื่องบินน้อยกว่าภูเก็ตหรือสมุย เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มาตราดส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกด้วยกันเอง (60.17%) โดยเฉพาะจากจันทบุรี (33.50%) กรุงเทพฯ (15.76%) ชลบุรี (11.32%) ระยอง (7.26%) สมุทรปราการ (3.47%) และ นนทบุรี (2.97%“

    ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด กล่าวว่า ในส่วนรายได้ที่เข้ามาสู่จังหวัดตราดในช่วง 2 เดือน คือมเดือนมีนาคม -เมษายน 2569 นั้น คาดว่า จะมีรายได้รวม 3,883.93 ล้านบาท โดยเดือนมีนาคม 2569 คาดว่ามีรายได้ 1,751.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 2 % ทั้งนี้ เพราะ ตลาดในประเทศและเอเชียยั้งแข็งแกร่ง ทดแทนยุโรปที่ชะลอตัว และในเดือนเมษายน 2569 คาดว่ามีรายได้ 1,997.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ที่
    ได้อานิสงส์เทศกาลสงกรานต์และกิจกรรม Sports Tourism ในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rxW_xSh5U09TUnlrCkRBi

  • เตรียมจัดงาน “มหาสงกรานต์ไทไทยกระบี่ 2569” ตระการตา เทิดพระเกียรติ-กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

    เตรียมจัดงาน “มหาสงกรานต์ไทไทยกระบี่ 2569” ตระการตา เทิดพระเกียรติ-กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136127&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AeeDkU-o8Tuuie8bZeoep

  • ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น รับท่องเที่ยวขยายตัว

    ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น รับท่องเที่ยวขยายตัว

    วันนี้, 13:30น.

              สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17,500,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

              นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศ ปี 2568 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

              ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปี 2567 ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย

              การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลงร้อยละ 3.8 การใช้ถ่านหิน ลดลงร้อยละ 3.5 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 1.2

              การใช้น้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140,900,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67,000,000 ลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.8 ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล อยู่ที่ 31,700,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17,500,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5,400,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ LPG อยู่ที่ 19,400,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

              การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,630,000 ตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็น การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของการใช้ทั้งหมด รองลงมา คือ การใช้ในภาคครัวเรือนร้อยละ 32 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ร้อยละ 14 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10

              การใช้ก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422,000,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงร้อยละ 4.0 โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 61 รองลงมา คือ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ร้อยละ 20 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ร้อยละ 2

              การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันอยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลงร้อยละ 3.3 โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe การใช้ไฟฟ้า

              การใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) อยู่ที่ 208,428,000,000 หน่วย ลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 42 ภาคครัวเรือนร้อยละ 28 ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และภาคอื่น ๆ ร้อยละ 5

              สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    ภาพ freepik

    #สถานการณ์พลังงาน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/th/site/news/view/160145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJmHwDROeCnkYEtGi-j2w

  • วิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ‘สมาคมโรงแรมไทย’ หวั่นฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ

    วิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ‘สมาคมโรงแรมไทย’ หวั่นฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ

    “เทียนประสิทธิ์” นายกสมาคมโรงแรมไทย หวั่นวิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ฉุดเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยดูไม่จืด ถ้าทัวริสต์เข้าใจว่าไม่มีน้ำมันให้เติม

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า วิกฤติน้ำมันขาดแคลนคือปัญหาหนักที่สุดในตอนนี้ หนักกว่าน้ำมันแพงด้วยซ้ำ เพราะถ้าน้ำมันแพงแต่ยังมีให้เติม ผู้ประกอบการและประชาชนยังพอจะบริหารจัดการต้นทุนหรือวางแผนการเดินทางได้ เช่น ถ้าแพงขึ้น 5-10 บาทต่อลิตร คนก็ยังตัดสินใจไปเที่ยวได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำมันให้เติม แผนทุกอย่างจะหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวจะไปต่ออย่างไร ไปเที่ยวก็ไม่สนุกแล้ว มีความกังวลระหว่างเดินทาง ถือเป็นจุดที่ซีเรียสมาก และอาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากมีการส่งต่อข่าวเชิงลบทำนองว่าอย่าเพิ่งมาเที่ยวไทยช่วงนี้เพราะไม่มีน้ำมันให้บริการ

    “ถ้าน้ำมันแพง ทุกคนยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวางแผนการเดินทางขนส่งได้ แต่พอน้ำมันหมด ขับรถวนหาหลายปั๊มแล้วไม่มีให้เติม เป็นจุดที่ผู้ประกอบการและประชาชนไม่สามารถบริหารจัดการได้ และนี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น จากที่รัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันสำรองเกิน 90 วัน จึงไม่อยากให้ชะล่าใจ แม้บอกว่าสถานการณ์นี้เอาอยู่ แต่เกรงว่าสุดท้ายจะพลาด กลายเป็นวิกฤติความเชื่อมั่นของประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจกังวลว่ามาเที่ยวเมืองไทยได้จริงหรือไม่ และทำให้ประเทศไทยดูไม่จืดเลยว่าไม่มีน้ำมัน”

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อยากให้รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอ และสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในประเทศ หากมีน้ำมันไม่เพียงพอ ก็ต้องรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันประหยัดอย่างจริงจัง และสุดท้ายหากราคาน้ำมันต้องแพง ก็ต้องแพง ไม่ต้องกลัวโดนด่า เพราะทุกคนรู้ว่าทั้งโลกเกิดเหตุการณ์นี้เลยทำให้น้ำมันแพง”

    พอเกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน เบื้องต้นประเมินว่าจะทำให้คนไทยไม่กล้าท่องเที่ยวในประเทศ เพราะมากกว่า 50% เดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ เมื่อมีความเสี่ยงว่าจะหาน้ำมันเติมไม่ได้ คนอาจจะไม่ไปเที่ยวเลย แม้วิกฤตินี้จะเกิดขึ้นระยะสั้น ถ้าแก้ปัญหาได้ก็จบไป แต่หากสถานการณ์ลากยาว ผลกระทบที่เกิดขึ้นคาดว่าไม่น้อยกว่าตอนเกิดเหตุนักแสดงชาวจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเมื่อต้นปี 2568

    “อย่างคนกรุงเทพฯ บางส่วนอาจจะไม่กล้าไปเที่ยวพัทยาหรือหัวหิน เพราะกลัวน้ำมันหมดระหว่างทาง นี่คือภาพเลวร้ายที่สุด เลวร้ายกว่าน้ำมันแพงเสียอีก ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ไปเที่ยวดีกว่า แน่นอนว่าในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่อยากเห็นภาพนี้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ตลาดในประเทศถือเป็นความหวังของภาคท่องเที่ยวไทยที่อยากให้มีการกระตุ้นในช่วงโลว์ซีซันไตรมาส 2-3” นายกทีเอชเอกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226040&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWsikXn6Ib1Xvhz8aoO-Q

  • ไทยประกาศศักดาบนเวทีโลก! ชูธง ‘Net Zero Tourism’ ในงาน ITB Berlin 2026 เปลี่ยนวิกฤตโลกร้อน เป็นโอกาสทองของ MSMEs ไทย

    ไทยประกาศศักดาบนเวทีโลก! ชูธง ‘Net Zero Tourism’ ในงาน ITB Berlin 2026 เปลี่ยนวิกฤตโลกร้อน เป็นโอกาสทองของ MSMEs ไทย

    กรุงเบอร์ลิน, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี – บนเวทีระดับโลกอย่าง ITB Berlin 2026 ประเทศไทยได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการประกาศเจตนารมณ์ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจาก “คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” (Carbon Neutral Tourism) มุ่งสู่ “การท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero Tourism) อย่างเต็มตัว ภายใต้การผนึกกำลังของกองทุน ววน. โดย สกสว. และ บพข. ร่วมกับภาคีเครือข่าย 4 กระทรวง และ 15 หน่วยงานพันธมิตร เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ด้านความยั่งยืนในระดับสากล “Together Net Zero Tourism” ทีมวิชาการไทยที่โลกยอมรับ

    ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สกสว. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ว่า ไม่ใช่เพียงการทำวิจัยในหอคอยงาช้าง แต่คือการสร้าง “ทีมชาติไทย” ในนาม Together Net Zero Tourism เพื่อสื่อสารกับชาวโลกด้วยภาษาทางวิชาการและแนวปฏิบัติที่เป็นสากล

    “เราไม่ได้มองแค่การทำวิจัยให้เสร็จสิ้น แต่เราเน้นการบริหารจัดการแผนงานวิจัยที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงทั้งมิติวิชาการและการใช้ประโยชน์จริง องค์กรระดับสากลอย่าง UN Tourism หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ต่างชื่นชมแนวทางของไทยที่รวมเอาทั้งหน่วยบริหารงบประมาณ นักวิชาการ ภาคเอกชน และ NGOs มาทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ จนผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนียังออกปากชมว่านี่คือโมเดลที่แม้แต่ในยุโรปเองก็ทำได้ยาก” ผศ.สุภาวดี กล่าว

    ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ไทยได้รับเชิญให้เป็นคณะทำงานใน Working Group on Climate Action ของ UN Tourism และเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Tourism and Climate Summit ร่วมกับ The Travel Foundation ในอนาคตอันใกล้ เพื่อติดปีก MSMEs ไทย ก้าวข้ามกำแพงการค้าสีเขียว

    ในมุมของผู้ปฏิบัติการและนักวิจัย คุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น (คุณต้า) ผู้ก่อตั้ง trekking THAI และอุปนายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) ได้สะท้อนภาพความท้าทายของธุรกิจขนาดเล็ก (MSMEs) ที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของโลก เช่น Green Claim Act ของสหภาพยุโรป

    “เป้าหมายของ Together NZT Phase 2 คือการเปลี่ยนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางการค้า เรามุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงมาตรฐานสากลได้ภายใต้หลักการ ‘Beyond the Bar’ คือการยกระดับจากสิ่งที่เคยทำได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและมีราคาที่จับต้องได้ เพื่อไม่ให้ MSMEs ไทยถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเพียงเพราะไม่มีงบประมาณจ้างผู้ตรวจสอบราคาแพง” คุณนิพัทธ์พงษ์ ระบุ

    นอกจากนี้ คุณนิพัทธ์พงษ์ยังเน้นย้ำถึงนวัตกรรม “Insetting” หรือการหักล้างคาร์บอนภายในห่วงโซ่อุปทานผ่านกลไกทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions)

    “เรากำลังเปลี่ยนเงินที่ใช้ชดเชยคาร์บอน ให้กลับไปสู่การฟื้นฟูป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลในพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง สิ่งนี้คือความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) ที่เงินทุนจะไหลกลับไปสร้างงานและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

    ภายในงานยังได้มีการโชว์เคส 3 ต้นแบบผลงานวิจัย กองทุน ววน. ของไทยสู่มาตรฐาน Best Practice ระดับโลก

    ภายในงาน ITB Berlin 2026 ประเทศไทยยังได้นำเสนอ 3 ผลงานเด่นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น Thailand’s Best Practices Vol. 2 โดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ซึ่งประกอบด้วย:

    1. Carbon Neutral Tourism: ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต

    2. Net Zero Tourism Pathway: ต้นแบบที่พักขนาดเล็ก Eco Lodge “ฮาร์โมนี่@ห้วยลาน” จ.เชียงใหม่

    3. Accessible Tourism: การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สร้างความเชื่อมั่นจนมีการลงนามความร่วมมือกับ ENAT เครือข่ายการท่องเที่ยวเพื่อคนพิการของยุโรป

    การเข้าร่วม ITB Berlin 2026 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการไปโชว์ผลงาน แต่คือการ “ปักธง” ว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในภูมิภาค (ASEAN/GMS) ผ่านความร่วมมือแบบ South-South Cooperation

    ผศ.สุภาวดี กล่าวทิ้งท้ายว่า“ภารกิจเร่งด่วนของ กองทุน ววน. คือ การปิดช่องว่างทางการวิจัย เพื่อให้กฎระเบียบโลกในอนาคตไม่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศกำลังพัฒนา และเราจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า MSMEs ไทยไม่เพียงแค่จะรอดจากวิกฤตโลกเดือด แต่จะเติบโตอย่างสง่างามในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ SRI for ALL วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทย

    ทุกคน ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/energy-sustainability/136099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lt2N2MIMnC2oumr7DPZLB

  • ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโตสวน รับท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโตสวน รับท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลง 1.6% จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.5% สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศ ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปี 2567 ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย

    ทั้งนี้ การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 0.2% การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า เพิ่มขึ้น 10.6% ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลง 3.8% การใช้ถ่านหิน ลดลง 3.5% และการใช้ลิกไนต์ลดลง 1.2%

    • การใช้น้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.001% โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.8% ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล อยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.5% สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.2% และการใช้ LPG อยู่ที่ 19.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1%
    • การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6.63 ล้านตัน ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็น การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วน 42% ของการใช้ทั้งหมด รองลงมา คือ การใช้ในภาคครัวเรือน 32% การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ 14% และการใช้ในภาคอุตสาหกรรม 10%
    • การใช้ก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลง 4.0% โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วน 61% รองลงมา คือ การใช้ในภาคอุตสาหกรรม 17% การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ 20% และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) 2%
    • การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันอยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลง 3.3% โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe การใช้ไฟฟ้า
    • การใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) อยู่ที่ 208,428 ล้านหน่วย ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม 42% ภาคครัวเรือน 28% ภาคธุรกิจ 25% และภาคอื่น ๆ 5%

    สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hOY0KRYu7NJxt8x4_g20C

  • เปิด “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนอำเภอวัดโบสถ์

    เปิด “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนอำเภอวัดโบสถ์

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยว “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ประจำปี 2569 โดยมีนางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายอำเภอวัดโบสถ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคันโช้ง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นายรังสรรค์ แก้ววิเศษ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลคันโช้ง กล่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลคันโช้ง หน่วยงานราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันเห็นถึงศักยภาพของบริเวณท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์ธรรมชาติ เหมาะแก่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับกิจกรรม “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทั้งในตำบลคันโช้งและพื้นที่ใกล้เคียง โดยสามารถนำสินค้า อาหารพื้นถิ่น และผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชนอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีสร้างความร่วมมือ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ในการร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลคันโช้งมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนากิจกรรมดังกล่าวให้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นกิจกรรมสำคัญของชุมชน และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลกในอนาคต

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/03/20/193869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d_QZLKz2I3lfE2vPn8rbD

  • ฤกษ์ดีปีละครั้ง! “อาจารย์ช้าง” นำทัพสายบุญ บินลัดฟ้าเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง! “อาจารย์ช้าง” นำทัพสายบุญ บินลัดฟ้าเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง!

    การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ร่วมกับ อาจารย์ช้างทศพร ศรีตุลา สร้างปรากฏการณ์ความศรัทธาครั้งใหญ่ นำคณะผู้ศรัทธาชาวไทยกว่า 500 ชีวิต เข้าร่วม “พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม ประจำปี 2569″ ณ วัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า เมื่อวันที่ 13-14 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศความศรัทธาจากผู้คนทั่วโลกที่หลั่งไหลมาร่วมงานตลอด 24 ชั่วโมง

    พิธีเปิดคลังสมบัติ มรดกแห่งวัฒนธรรมล้ำค่าคู่เมืองมาเก๊า

    พิธีเปิดคลังสมบัติถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของมาเก๊า ตามความเชื่อที่ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมจะทรงเมตตาเปิดคลังประทานพรด้านโชคลาภและความราบรื่นในชีวิต โดย อาจารย์ช้าง ได้กล่าวถึงความพิเศษของพิธีนี้ว่า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง!

    “โอกาสนี้ 1 ปี มีเพียง 1 ครั้ง ทำให้ความพิเศษของพิธีเปิดคลังที่มาเก๊า คือเมื่อจิตศรัทธาหลายพันคนมารวมอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน พลังของความตั้งใจนั้นก็ยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้น เสมือนเป็นการส่งพลังให้กันและกัน ในอีกมุมหนึ่ง พิธีนี้ยังถือเป็นฤกษ์เริ่มต้นความมั่งคั่ง จากการสักการะด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง เปรียบเสมือนนำทรัพย์มาฝากไว้กับองค์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อขอพรให้สิ่งที่ตั้งใจไว้เติบโตและงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

    แผ่นมงคลและยอดทรัพย์ประทานพร ขวัญถุงมหาเศรษฐีแด่ผู้ศรัทธา

    เพื่อเพิ่มความหมายให้การเดินทางครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ยังได้จัดเตรียม “แผ่นมงคลเปิดคลัง” ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษและผ่านพิธีปลุกเสกจากวัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า โดยความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขบนแผ่นมงคลที่มอบแบบสุ่มให้แก่แต่ละบุคคล อาทิ 10 ล้านเหรียญมาเก๊า ไปจนถึงยอดทรัพย์ที่ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนยอดทรัพย์ประทานพรจากคลังสมบัติ และ “เงินขวัญถุง” ทางจิตใจ ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมายด้านการงาน การเงิน และการลงทุน ให้เติบโตและงอกงามตลอดทั้งปี

    มาเก๊าในมุมมองใหม่ Tourism+

    นางสาวอุรชา จักรธรานนท์ ผู้จัดการทั่วไป การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลสำคัญอย่างพิธีเปิดคลังสมบัตินี้ สะท้อนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะเมืองที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    “มาเก๊ามุ่งผลักดันแนวคิด Tourism+ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่มีความหมายเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเลือกกลับมาเยือนมาเก๊าอีกครั้ง”

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า ในปีนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของเทศกาลประจำปี หากยังตอกย้ำทิศทางของมาเก๊าในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ความเชื่อ และประสบการณ์การเดินทางสำหรับทุกเพศทุกวัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12800090&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OobyT-YdBlrFpQ6ffyEmh

  • เผยยอดใช้พลังงาน ปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโต รับท่องเที่ยวบูม

    เผยยอดใช้พลังงาน ปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโต รับท่องเที่ยวบูม

    สนพ. สรุปการใช้พลังงานรวมปี 2568 ลดลง 1.6% การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันเครื่องบินโต 7.5% สอดคล้องท่องเที่ยวขยายตัว

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้จัดทำรายงานสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่าการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศอยู่ที่ระดับ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย 

    สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปี 2568 การใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยการใช้พลังงานในภาพรวมลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า

    การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงร้อยละ 3.8 การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 3.5 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 1.2

    ในส่วนของการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.8

    ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ LPG อยู่ที่ 19.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

    การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,633 พันตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็นการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของการใช้ทั้งหมด รองลงมาคือการใช้ในภาคครัวเรือนร้อยละ 32 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ร้อยละ 14 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10

    ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ ในปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงร้อยละ 4.0 โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 61 รองลงมาคือการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ร้อยละ 20 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ร้อยละ 2

    สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลงร้อยละ 3.3 โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe

    การใช้ไฟฟ้า ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) ในปี 2568 อยู่ที่ 208,428 ล้านหน่วย ลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 42 ภาคครัวเรือนร้อยละ 28 ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และภาคอื่น ๆ ร้อยละ 5

    สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gBAdoOd7xFbqSwEbMkRl0