Category: ท่องเที่ยว

  • “แคนตันทาวเวอร์” พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    “แคนตันทาวเวอร์” พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

    ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

    การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

    กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

    ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม”

    นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

    มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

    เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

    ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ “One Thought of Dunhuang” และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

    เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก “การบริหารหอคอย” สู่ “การบริหารเมือง”

    การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

    Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง “หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ” อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน “สร้อยคอไข่มุก” อันงดงาม

    ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

    นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ “4 in 1” ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

    แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น “แลนด์มาร์กสำคัญ” ไปสู่ “ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” และยกระดับสู่การเป็น “เวทีระดับชาติ” อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

    อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ “New Life” เมืองแห่งความสุข

    “เวทีระดับชาติ” ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “New Life” อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ “Culture & Tourism+” ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

    เพื่อเปลี่ยนจาก “การตามกระแส” ไปสู่ “การสร้างกระแส” City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

    จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

    ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGP0PR4XFOT8VXAPJLW504X60PVPQVD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XMemHZmZuCESoKFYhgl6r

  • พลิกโฉมรถไฟไทย “สิริพงศ์” สั่ง สทร. ปรับปรุงรถเก่าเป็นขบวนท่องเที่ยว-เปิดต้นแบบไฮบริด “ง้าว”

    พลิกโฉมรถไฟไทย “สิริพงศ์” สั่ง สทร. ปรับปรุงรถเก่าเป็นขบวนท่องเที่ยว-เปิดต้นแบบไฮบริด “ง้าว”

    “สิริพงศ์” สั่ง สทร.เร่งศึกษาวิจัย ระบบอาณัติสัญญาณ ติดตั้งจุดลักผ่านรถไฟเพื่อลดอุบัติเหตุ ตั้งเป้า ในเขต กทม และปริมณฑล จะเห็นภายในปีนี้ 22 จุด พร้อมเร่งศึกษาวิจัย ปรับปรุงรถไฟร้อนเป็นรถแอร์ เร่งผลิตรถไฟต้นแบบ “ง้าว” ปรับปรุงรถไฟอายุ 50 ปีให้เป็นรถไฟท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้

    ยกระดับความปลอดภัย ติดสัญญาณไฟ 22 จุดลักผ่านทั่วกรุง

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช. คมนาคม เปิดเผยว่า  ขณะนี้ได้มีนโยบายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราบ (สทร.) ศึกษาและวิจัย ที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดความปลอดภัยกับคนที่ใช้บริการบนท้องถนนผ่านจุดตัด ทางลักผ่าน รถไฟ ระบบรางในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล โดยในปีนี้จะต้องเห็นการแก้ไขให้เป็นระบบใน 20 กว่าจุดภายในกทม. ซึ่งอาจจะออกมาในรูปแบบของระบบอาณัติสัญญาณ ป้าย สิ่งแจ้งเตือน เพื่อให้คนใช้ถนนได้เห็นและระมัดระวัง โดยจะของบประมาณจาก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถและถนน (กปถ.)มาดำเนินในการติดตั้ง และผลิตอุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งหมด

    ชุบชีวิตรถเก่า 50 ปี สู่ “รถไฟท่องเที่ยวหรู” สร้างรายได้

    นอกจากนั้น ให้ สทร. เร่งปรับปรุงรถไฟเก่าอายุกว่า 50 ปี ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มาจากญี่ปุ่น จากบริษัท เจอาร์ เวสต์ มาพัฒนาเป็นรถไฟแบบลักซัวรี่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าจะเสร็จพร้อมทดสอบภายในสิ้นปีนี้ โดยใช้งบประมาณในการปรับปรุง 5 ตู้วงเงินรวม 65 ล้านบาท  นอกจากนั้นจะทำรถไฟต้นแบบ ปรับปรุง รถไฟร้อนมาเป็นรถแอร์ จำนวน 1 ตู้ วงเงิน 12 ล้านบาท เพื่อให้ รฟท. นำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนารถไฟ  ซึ่งหากมีการซื้อใหม่จะต้องใช้วงเงินประมาณ 50 ล้านบาทต่อตู้ ขณะเดียวกันจะเป็นการสนับสนุนการใช้วัสดุอุปกรณ์ไทยที่ผลิตภายในประเทศ 

    เปิดตัว “ง้าว” รถไฟไฮบริดสัญชาติไทย

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อยู่ระหว่างพัฒนารถไฟฟ้าสัญชาติไทยภายใต้คอนเซปต์ “ง้าว” ซึ่งเป็นต้นแบบรถไฟสมัยใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดแบบ Diesel Electric โดยใช้น้ำมันดีเซลปั่นไฟและใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน พร้อมรองรับการชาร์จไฟเพิ่มเติมในอนาคต ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างพัฒนา Prototype และ Engineering Design คาดว่าจะใช้เวลาออกแบบทางวิศวกรรมประมาณ 1 ปี ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสร้างต้นแบบจริงในปีถัดไป หรือประมาณ 2 ปี จึงจะเห็นต้นแบบสมบูรณ์ โดยใช้งบประมาณวิจัยของ สทร.ในการดำเนินโครงการ

    “ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบ โดยประเมินต้นทุนเบื้องต้นเฉลี่ยตู้ละประมาณ 100 ล้านบาท รูปแบบขบวนจะมีหัวรถจักรที่ใช้งานได้ทั้งสองด้าน รองรับการเดินรถไป-กลับ และมีตู้โดยสารรวมประมาณ 4 ตู้ ทำให้มูลค่ารวมทั้งขบวนอาจอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านบาท

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2935258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw269UpvdSM83vhCPfz2RnLj

  • ตราดเปิดเวทีรับฟังสร้างถนนบูรพาชลทิตเฟส 3 ชูหนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ชาวบ้านห่วงกระทบเลี้ยงหอยนางรม

    ตราดเปิดเวทีรับฟังสร้างถนนบูรพาชลทิตเฟส 3 ชูหนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ชาวบ้านห่วงกระทบเลี้ยงหอยนางรม

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/149898&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gCzhfpHe776r778dxgoE7

  • “สิริพงศ์” เร่งดันงานวิจัยสู่รูปธรรม “รถไฟไฮบริดอินทรีย์เมฆา”-รถไฟท่องเที่ยวสุดหรู -รถไฟแอร์ชั้น 3 | เดลินิวส์

    “สิริพงศ์” เร่งดันงานวิจัยสู่รูปธรรม “รถไฟไฮบริดอินทรีย์เมฆา”-รถไฟท่องเที่ยวสุดหรู -รถไฟแอร์ชั้น 3 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการดำเนินงานแก่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ว่า ได้ให้ สทร. เร่งวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบราง พร้อมขับเคลื่อนการสร้างหัวรถจักร ล้อเลื่อน ขบวนรถโดยสาร และตู้โบกี้โดยสารภายในประเทศให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชนนำงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อนำมาสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และการจ้างงานภายในประเทศ และการนำไอเดียรถ Dual-Mode Vehicle (DMV) ที่ใช้ในระบบล้อ และรางร่วมกัน ซึ่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เห็นด้วยในหลักการ ขอให้ สทร. พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ DMV บนเส้นทางราง เพื่อลดการขาดทุนของผลประกอบการเดินรถของ รฟท.

    นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สทร. ได้ผลผลิตที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางรางของไทยหลายโครงการ ได้แก่ 1. การพัฒนาขบวนรถไฟไทยไฮบริดในปีงบประมาณ 2568 สทร. ได้ผลผลิตโมเดลรถไฟไฮบริดที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อ “อินทรีย์เมฆา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาวุธโบราณของไทยคือ ง้าว (NGAO Inspiration) ขณะนี้การออกแบบแล้วเสร็จ ทั้งภายนอก และภายใน ปัจจุบันอยู่ระหว่างผลิตรถไฟต้นแบบ 1 ขบวน ประกอบด้วย ตู้โดยสาร 4 ตู้ รวมหัวรถจักรหน้าหลัง มูลค่าการผลิตรวมประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2572 หากผลิตจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตจะลดลง โดยจะนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาขบวนรถไฟ รองรับการเปิดให้บริการรถไฟทางคู่

    โดยโมเดลรถไฟนี้ได้รับความร่วมมือจากสถานทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย และบริษัทดีไซเนอร์ชั้นนำระดับโลก Blue Engineering S.r.l. มาร่วมออกแบบ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับคนไทย เตรียมจดลิขสิทธิ์ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ในการผลิตขอให้ส่งเสริมการใช้อุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการนำเข้าและเพิ่มการผลิตในประเทศ (Local Content) 2. ต้นแบบรถไฟท่องเที่ยว “Siamese Train” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือ (MOA) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนารถไฟท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ และสร้างประสบการณ์ในการเดินทางระดับหรู (Luxury Tourist Train) ด้วยการรีโนเวทจากโบกี้รถไฟ JR West ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว มาออกแบบ และตกแต่งใหม่ ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างผลิตขบวนรถต้นแบบ 5 ตู้โดยสาร วงเงินประมาณ 65 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

    3. การปรับปรุงรถไฟโดยสารชั้น 3 เป็นรถปรับอากาศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาตู้โดยสารต้นแบบ 1 ตู้ ใช้งบประมาณปี 2569 จำนวน 12 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และส่งมอบให้ รฟท. เป็นต้นแบบในการดำเนินการต่อไป ซึ่งหากผลการพัฒนาสำเร็จจะช่วยลดการนำเข้ารถไฟจากต่างประเทศ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟภายในประเทศ และการจ้างแรงงานไทยด้วย ทั้งนี้หากซื้อตู้โดยสารใหม่แบบปรับอากาศ ราคาอยู่ที่ตู้ละประมาณ 50 ล้านบาท 4. การจดอนุสิทธิบัตร วัสดุโฟมดูดกลืนเสียงที่มีส่วนผสมจากยางธรรมชาติสำหรับกำแพงกันเสียงในระบบราง ซึ่งในการผลิตจะใช้ยางพาราภายในประเทศช่วยส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกร ทั้งนี้การสนับสนุนการใช้ยางพาราต้องกำหนดราคาที่เป็นกลางให้สามารถผลิตได้จริง และเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจสูงสุด และไม่กระทบกับราคายางภายในประเทศ

    นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ได้กำชับให้ สทร. ต้องนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และให้ทำความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาต่อยอดร่วมกัน ทั้งนี้ สทร. จัดทำ และเผยแพร่มาตรฐานระบบรางมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าและอาณัติสัญญาณ งานก่อสร้าง การทดสอบ และการบำรุงรักษา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาระบบราง และยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น

    ด้าน น.ส.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการ สทร. กล่าวว่า สทร. ได้จัดทำมาตรฐานระบบรางแล้วเสร็จหลายมาตรฐาน มี 6 มาตรฐานสำหรับงานโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรแล้ว และนำไปเป็นข้อบังคับในการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ในการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ได้แก่ มาตรฐานการเก็บตัวอย่างคอนกรีตสดในสนาม, มาตรฐานการทดสอบการยุบตัวของคอนกรีตสด, มาตรฐานการทดสอบการไหลแผ่ของคอนกรีต, มาตรฐานการทดสอบอุณหภูมิของคอนกรีต, มาตรฐานการทดสอบค่าการเยิ้มของคอนกรีตสด และมาตรฐานการทดสอบปริมาณอากาศคอนกรีต โดยวิธีความดัน ทั้งนี้การกำหนดมาตรฐานระบบราง ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่จะมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ที่ผ่านมาจะใช้ของต่างประเทศ

    ขณะนี้ประเทศไทยยังตามประเทศมาเลเซียอยู่ เพราะขณะนี้มาเลเซียสามารถผลิตขบวนรถไฟได้เองแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตรถไฟเองได้ ส่วนประเทศเวียดนามก็เริ่มจะผลิตขบวนรถไฟเองแล้ว ดังนั้นเราจะต้องเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรม เปลี่ยนโหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตรถไฟ และผลิตชิ้นส่วนต่างๆ โดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งเบื้องต้น สทร. เตรียมจะเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ประมาณ 35 ราย และผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมประมาณ 100 ราย มาร่วมหารือ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5892009/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s9J6c3__kvf4JP7nfuNcJ

  • “ภัทรพงศ์” จับมือ ททท.-สายการบิน ผุดไอเดียท่องเที่ยวเมืองรอง รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร กระจายรายได้

    “ภัทรพงศ์” จับมือ ททท.-สายการบิน ผุดไอเดียท่องเที่ยวเมืองรอง รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร กระจายรายได้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/149888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PgmPGjZ9YtEMQpbRc1yaU

  • เตรียมพบ “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระตุ้นท่องเที่ยวอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน | TOPNEWS

    เตรียมพบ “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กระตุ้นท่องเที่ยวอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน | TOPNEWS

    “ดร.รัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์” อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี ในฐานะ “เขยบ้านหลวง” เตรียมจัดงาน “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ภายใต้ชื่อคอนเสิร์ตสุดแนว “ตามรอยควาย” ควักงบจัดใหญ่ระเบิดความสนุกข้ามปี 31 ธ.ค. 69 – 1 ม.ค. 70 คืนความสุขกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ดร.รัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดชลบุรี และเขยอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เตรียมจัดงาน “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” ภายใต้ชื่อคอนเสิร์ต “ตามรอยควาย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอบ้านหลวง พร้อมสร้างสีสันช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    งานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 ณ สนามโรงพักเก่า ตำบลสวด อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โดยแนวคิดการจัดงานเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสคล้ายวันเกิดของคุณฐิตาภัสร์ ปิยะพงศ์ภัทร์ ภรรยาของ ดร.รัฐรุจน์ ซึ่งต้องการใช้โอกาสนี้สร้างกิจกรรมดี ๆ คืนสู่บ้านเกิดและชุมชนท้องถิ่น

    สำหรับเวทีคอนเสิร์ตภายในงาน จะได้รับการดูแลโดย “เสี่ยอิ๊ดแม่อิงมิวสิค” จากจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นทีมงานที่มีชื่อเสียงด้านการจัดแสง สี เสียง และเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ คาดว่าจะสร้างความคึกคักและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกจังหวัดเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานตั้งเป้าหมายให้ “บ้านหลวงมิวสิคเฟสติวัล” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยประชาสัมพันธ์เสน่ห์ของอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ซึ่งมีธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงามไม่แพ้อำเภอท่องเที่ยวชื่อดังอื่น ๆ ของจังหวัดน่าน

    อย่างไรก็ตาม จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อเปิดเผยรายละเอียดกิจกรรม ศิลปิน และรูปแบบการจัดงานต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1583604&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hgq4csCE3iM0UyVisc8vx

  • คมนาคมรุกเที่ยวเมืองรอง นำร่อง 7 สนามบิน ผุดไอเดียแพ็กเกจ บิน-พัก-กิน ครบวงจร

    คมนาคมรุกเที่ยวเมืองรอง นำร่อง 7 สนามบิน ผุดไอเดียแพ็กเกจ บิน-พัก-กิน ครบวงจร

    คมนาคม จับมือ ททท. และสายการบิน นำร่อง 7 สนามบินเมืองรอง จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวครบวงจร พร้อมดันหัวหินเป็นฮับ Wellness รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านท่าอากาศยานในสังกัดของกรมท่าอากาศยานว่า การประชุมดังกล่าว ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ,นายธานี ธราภาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (EZY AIRLINES) และ นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน)  โดยได้พบหารือเพื่อขับเคลื่อน และบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กรมท่าอากาศยาน สายการบิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในเมืองรอง กระจายรายได้สู่ประชาชน และทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)

    นำร่อง 7 สนามบินเมืองรอง จัดแพ็กเกจครบวงจร “บิน-พัก-กิน”

    จากการหารือเบื้องต้น ได้มีการเสนอจัดทำแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยจะนำร่องในพื้นที่ท่าอากาศยาน 7 แห่ง ประกอบด้วย:

    • ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช

    • ท่าอากาศยานลำปาง

    • ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน

    • ท่าอากาศยานหัวหิน

    • ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด

    • ท่าอากาศยานน่านนคร

    • ท่าอากาศยานแพร่

    โดยรูปแบบจะเป็น “แพ็กเกจท่องเที่ยว” ที่รวมทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดเชิงลึกและเชิญชวนสายการบินอื่นๆ เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมในอนาคต

    ปักหมุด 3 ฮับการบินภูมิภาค เชื่อมต่อการเดินทาง

    นอกจากแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว กระทรวงคมนาคมยังมีแผนผลักดันให้เกิดศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองรองต่างๆ ดังนี้

    1. ภาคเหนือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่

    2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่าอากาศยานอุดรธานี

    3. ภาคใต้ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี

    นายภัทรพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนกำลังพยายามผลักดันแนวคิดที่จะทำให้ท่าอากาศยานหัวหิน เป็นท่าอากาศยานที่สามารถรองรับเที่ยวบินต่างประเทศให้กลับมาบินได้อีกครั้ง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง พักอาศัยในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับศูนย์กลางทางการแพทย์ เน้นจุดขายในการรักษาและการพักผ่อนเชิงสุขภาพไปพร้อมกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2935228&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LZ95njZ7zbg-vhA5BNhGx

  • ‘ภัทรพงศ์’ จับมือ ททท. และสายการบิน ผุดไอเดียท่องเที่ยวเมืองรอง

    ‘ภัทรพงศ์’ จับมือ ททท. และสายการบิน ผุดไอเดียท่องเที่ยวเมืองรอง

    ‘ภัทรพงศ์’ จับมือ ททท. และสายการบิน ผุดไอเดีย ท่องเที่ยวเมืองรอง รวมแพ็คเกจตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร กระจายรายได้สู่เมืองรอง

    25 พ.ค. 2569 – นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านท่าอากาศยานในสังกัดของกรมท่าอากาศยาน โดยมีนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อมเริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  นายธานี ธราภาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (EZY AIRLINES) และ นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุมหารือ

    “วันนี้ได้พบหารือเพื่อขับเคลื่อน และบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กรมท่าอากาศยาน สายการบิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในเมืองรอง กระจายรายได้สู่ประชาชน และทุกภาคส่วน  ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)
    ซึ่งจากที่ประชุมหารือครั้งนี้ เบื้องต้นได้เสนอจัดทำแคมเปญ และแพ็คเกจท่องเที่ยวส่งเสริมเมืองรอง โดยจะนำร่องในท่าอากาศยาน 7 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ลำปาง แม่ฮ่องสอน หัวหิน ร้อยเอ็ด น่านนคร และแพร่  โดยแพ็คเกจจะเป็นการรวมตั๋วเครื่องบิน ที่พัก พร้อมอาหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งและจะเชิญชวนสายการบินต่างๆที่สนใจร่วม” นายภัทรพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ จะมีการผลักดันให้มีศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค ภาคเหนือ คือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ภาคใต้ คือ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในการเชื่อมต่อ และเดินทางไปยังเมืองรองในแต่ละภูมิภาคต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังพยายามผลักดันแนวคิดที่จะทำให้ท่าอากาศยานหัวหิน เป็นท่าอากาศยานที่สามารถรองรับเที่ยวบินต่างประเทศให้กลับมาบินได้อีกครั้ง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง พักอาศัยในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับศูนย์กลางทางการแพทย์ เน้นจุดขายในการรักษาและการพักผ่อนเชิงสุขภาพไปพร้อมกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1002554/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r3MyaV7ZaZ2DfGJofBVhA

  • รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ ชี้ทิศทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว

    รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ ชี้ทิศทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว

    นายไพศาล สุขเจริญ รักษาการณ์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การเกิดสงครามตะวันออกกลาง เห็นได้ชัดว่าส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดไฮเอ็นที่จะเดินทางท่องเที่ยวช่วงกรีนซีซั่น โดยเฉพาะอิสราเอลที่ชื่นชอบท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนของไทย หายไปกว่า 80% จากที่สอบถามพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักที่โรงแรมให้เหตุผลว่านักท่องเที่ยวชาติชาวอิสราเอลมีความรักชาติสูงมาก จากที่เตรียแผนการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยไว้ แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้นเสียก่อน ทำให้ต้องระดมเงินบริจาคช่วยเหลือประเทศชาติในการต่อสู้ แต่บางส่วนที่ได้จ่ายเงินล่วงหน้าก็เดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนตามการวางแผนที่จ่ายเงินไปแล้วนั้นเอง

    “ในขณะนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้กลับมาเที่ยวเชียงใหม่อีกครั้งและถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าชาติอื่นๆ เพียงแต่กลุ่มช่วงอายุและพฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเชียงใหม่เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 35-40% และช่วงอายุระหว่าง 25-39 ปี มีทั้งเรียนจบและทำงานใหม่ หรือครอบครัววัยรุ่น กลุ่มนี้จะพักโรงแรมระดับราคา 3,000-5,000 บาท อย่างสมายล้านนาจะมีอัตราเข้าพักไม่เคยต่ำกว่า 70% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ชอบพักแถวนิมมานเหมินทร์และในเขตเมืองเก่าราคาไม่เกิน 3 พันบาท และจะมีอีกกลุ่มที่พักระดับ 5-6 ดาว ส่วนโรงแรม 3-4 ดาวอัตราเข้าพักหายไปมากบางโรงแรมแทบไม่ได้เปิดไฟเลย” นายไพศาล กล่าว

    นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องการให้ภาครัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ตั้งแต่มีข่าวจับจีนเทาและพัวพันกับการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ และข่าวจีนเทาในพื้นที่ล้วนส่งผลกระทบทั้งนั้น การที่รัฐบาลยกเลิกวีซ่า 90 วันให้เหลือ 30 วัน ควรมีมาตรการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะบางกลุ่ม เช่นที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนอยู่โรงเรียนนานาขาติ ก็จะกระทบต่อวีซ่าบ่อยขึ้นและมีข้อจำกัดบางอย่าง ภาครัฐมีนโยบายและวางกรอบ มาตรการที่ชัดเจนมีการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมมั่น จะทำให้ลดปัญหา และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้มาก

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงใหม่และรัฐบาลต้องวางแผนในระยะยาว โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ๆ เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวแถบเอเชีย ไม่เช่นนั้นภาคการท่องเที่ยวจะเชียงใหม่อาจจะเกิดการชะลอตัว ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเชียงใหม่ยังพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3940070/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eMB696TqIF1ObXPlQ8cwD

  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมตำรวจท่องเที่ยวจัดกิจกรรม “เพื่อนคนแรก” (Your First Friends) สร้างความประทับใจนักท่องเที่ยว

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมตำรวจท่องเที่ยวจัดกิจกรรม “เพื่อนคนแรก” (Your First Friends) สร้างความประทับใจนักท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมตำรวจท่องเที่ยวจัดกิจกรรม “เพื่อนคนแรก” (Your First Friends) สร้างความประทับใจนักท่องเที่ยว

    วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพจน์ เสรีรัฐ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และพล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว ดึงพลังนิสิตนักศึกษามาร่วมเป็นอาสาสมัครในระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคนแรก”   ณ ห้องประชุมเรือนอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ที่่ผ่านมา 

    โดยกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการศึกษาและที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดกิจกรรมยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว ดึงพลังนิสิตนักศึกษามาร่วมเป็นอาสาสมัครในระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนคนแรก” (Your First Friends) คอยช่วยเหลือ ให้ข้อมูล และสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว การส่งเสริม Soft Power ดึงเอกลักษณ์ “น้ำใจไทย” มาช่วยต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยว การสร้างเครือข่ายความปลอดภัย เป็นหูเป็นตาและประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวเพื่อดูแลชุมชน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพเยาวชนฝึกอบรมทักษะภาษาอังกฤษและการเป็นเจ้าบ้าน (Host) ที่ดี โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพจน์ เสรีรัฐ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และพล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม ได้รับการตอบรับอย่างดีเยียม.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/477314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw365ofKh0yrrkmKcN9UDjKR