Category: เศรษฐกิจ

  • หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.62 จุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม | เดลินิวส์

    หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.62 จุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม | เดลินิวส์

    ตลาดหุ้นไทยเปิดบวก 6.62 จุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ด้านเฟดลดดอกเบี้ยง่ายขึ้น

    เปิดตลาดหุ้นไทยภาคเช้าของวันที่ 11 ก.ย. 68 ดัชนีเปิดที่ 1,284.67 จุด เพิ่มขึ้น 6.62 จุด มูลค่าซื้อขาย 2,536.88 ล้านบาท โดย บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ยังติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติมจากโครงการคนละครึ่ง เป็นความหวังของตลาด ส่วนปัจจัยภายนอก ตัวเลข PPI สหรัฐออกมาต่ำกว่าคาดมาก หนุนเฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้นในการประชุมสัปดาห์หน้า ตลาดติดตาม CPI คืนนี้ต่อ ทางเทคนิคหากยังไม่หลุด 1,265/1,255 จุด ยังไม่เสียแนวโน้มการแกว่งขึ้น แนวต้านประเมินที่ 1,285/1,290 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5102900/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0omNedK4teVNyGHsAfYqr9

  • SET แกว่งไซด์เวย์ กรอบ 1,255-1,290 จุด รอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    SET แกว่งไซด์เวย์ กรอบ 1,255-1,290 จุด รอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    SET แกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ในกรอบ 1,255-1,290 จุด รอความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ PRM และ BCPG

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ยังติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติมจากโครงการคนละครึ่งเป็นความหวังของตลาด ส่วนปัจจัย ภายนอก ตัวเลข PPI สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดมาก หนุนเฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้นในการประชุมสัปดาห์หน้า ตลาดติดตาม CPI คืนนี้ต่อ ทางเทคนิคหากยังไม่หลุด 1265/1255 ยังไม่เสียแนวโน้มการแกว่งขึ้น แนวต้านประเมินที่ 1285/1290

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดี ทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.)

    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ (1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568 F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A- AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 

    2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITS (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) 

    3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ PRM มีปัจจัยกระตุ้นจากกำไรที่แข็งแกร่งในครึ่งหลังปี 2568 จากรับรู้รายได้เรือลำใหม่เต็มไตรมาสและมีอัตราใช้เรือที่เพิ่มขึ้น หนุนให้ปี 2568 คาดกำไรพลิกโต 5%YoY และโดต่อ 9%YoY ในปี 2569 อีกทั้ง Valuation ไม่แพง เทรด PER 2568F 6.8 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม ที่ 8.9 เท่า และคาดให้ Div. yield สูงปีละ 7.6% ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 6.85 บาท

    BCPG ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากข่าว EIA ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะทำสถิติสูงสุดใหม่ เมื่อบวกกับ จะรับรู้ค่า Capacity Payment ที่เพิ่มขึ้นมากในสหรัฐฯ เต็มไตรมาสและการเริ่มดำเนินการโครงการใหม่หลายโครงการ คาดจะหนุนกำไรครึ่งหลังปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 8.70 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730214&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LJK45zoHnfy3yrV636nq3

  • เงินบาทเปิด 31.77 กลับมาแข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐต่ำคาด : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.77 กลับมาแข็งค่ารับดอลลาร์อ่อน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐต่ำคาด : อินโฟเควสท์

    นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ อยู่ที่ระดับ 31.77 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็ง ค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 31.80 บาท/ดอลลาร์

    เงินบาทเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดโลก และเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาค

    โดยดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับ ค่าเงินสกุลหลัก หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดมั่นใจว่าในสัปดาห์หน้าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลด อัตราดอกเบี้ยแน่นอน โดยระหว่างวัน ตลาดรอดูทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศจากการค้าทองคำ และการลงทุนในตลาด พันธบัตร

    “บาทแข็งค่าเล็กน้อยจากปิดตลาดเย็นวานนี้เล็กน้อย เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่า หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตที่ประกาศเมื่อคืน ออกมาแย่กว่าคาด” นักบริหารเงิน กล่าว

    นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.65 – 31.85 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 147.41 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 147.41 เยน/ดอลลาร์
    • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1700 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1710 ดอลลาร์/ยูโร
    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 31.783 บาท/ดอลลาร์ 
    • ผลประชุม GBC สมัยพิเศษที่เกาะกง ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่วมกัน 5 ข้อ ถอนอาวุธหนักจากชายแดนกลับไปที่ตั้งปกติ กัมพูชายอมเก็บกู้วัตถุระเบิดและเริ่มดำเนินการทันทีภายใน 1 เดือน และยังยอมแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปราบปรามแก๊ง สแกมเมอร์ขั้นเด็ดขาด
    • นายสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.68 ราคาทองคำในประเทศ ได้กลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติ ศาสตร์ ที่ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 54,900 บาท และทองรูปพรรณขายออกบาทละ 55,700 บาท จากเมื่อวันที่ 22 เม.ย.58 ที่ ผ่านมา ได้ทำสถิติสูงสุดไว้ที่ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 54,800 บาท และทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 55,600 บาท ขณะที่ใน ทองคำในต่างประเทศมีการทำสถิติสูงสุดทุกวัน จากปัจจัยเงินดอลลาร์อ่อนค่า และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ ทำให้มองว่ามีโอกาสที่ราคาทองคำสิ้นในปีนี้ อยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำในประเทศอยู่ที่ระดับ 56,000 บาท
    • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสอดคล้องกับเป้า หมาย แต่ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเมืองยังคงเปิดความเป็นไปได้ที่อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต
    • กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัว ขึ้น 2.6% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.3% จากระดับ 3.1% ในเดือนก.ค. 
    • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความใน Truth Social ในวันพุธ โดยเตือนให้ เจอโรม พาวเวล ประธาน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวลง 0.1% ในเดือนส. ค. เมื่อเทียบรายเดือน
    • สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (10 ก.ย.) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด
    • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยในวันพุธ (10 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง สหรัฐฯ (เฟด)
    • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI เดือนส.ค. จะเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี หลังจากเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนก. ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบรายปี หลังจากเพิ่ม ขึ้น 3.1% เช่นกันในเดือนก.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HP9g3uRXHFjtCf3JJvyHd

  • “ศุภจี” เปิดใจครั้งแรก ขอนำประสบการณ์ที่มีทั้งหมด ทุ่มเททำงานระยะสั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “ศุภจี” เปิดใจครั้งแรก ขอนำประสบการณ์ที่มีทั้งหมด ทุ่มเททำงานระยะสั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EtbDJbWeQlMiTp8a_PHlb

  • หลังโดนเทียบมาหลายปี เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ ตอนนี้ กำลังจะใหญ่เท่าไทย

    หลังโดนเทียบมาหลายปี เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ ตอนนี้ กำลังจะใหญ่เท่าไทย

    ‘เวียดนาม’ เป็นคู่เทียบของประเทศไทยมาหลายปี แล้วรู้มั้ยว่าตอนนี้เศรษฐกิจของทั้งคู่กำลังจะใหญ่เท่ากันแล้ว

    เวียดนาม

    Four Asian Tigers ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ คือคำที่ใช้เรียกกลุ่มประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1960-1990 ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ จนกลายเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ทั่วภูมิภาค

    ต่อมาปลายยุค 1980 ถึง Millennium เริ่มเกิดการพูดถึง ‘เสือเศรษฐกิจใหม่’ และมาพร้อมกับคำว่า NICs (Newly Industrialized Countries) ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังโตร้อนแรง เข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเต็มตัว

    ตอนนั้นประเทศไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากทีเดียว แต่แล้วจนวันนี้เราก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงระดับนั้นได้เลย

    ส่วน ‘เวียดนาม’ ซึ่งขึ้นมาเป็นคู่เทียบกับไทยตลอด 5 ปีนี้ ประกาศความฝันอันท้าทายที่จะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2045 หรืออีกแค่ 20 ปีเท่านั้น

    จริงอยู่ว่าวันนี้เวียดนามอาจจะตามหลังไทยหลายมิติ แต่หากลองเทียบกันหมัดต่อหมัด และมองไปถึงแผนพัฒนาประเทศในอนาคต เอาจริง ๆ แล้ว ใครมีดีกว่ากัน

    เศรษฐกิจไทย v.s. เวียดนาม

    ปี 2024 มูลค่า GDP ไทยอยู่ที่ 5.26 แสนล้านดอลลาร์ เวียดนามอยู่ที่ 4.76 แสนล้านดอลลาร์ ถือว่าเริ่มใกล้เคียงกันแล้ว ส่วนรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) คนไทยอยู่ที่ 6,573.44 ดอลลาร์ เวียดนามอยู่ที่ 4,017.75 ดอลลาร์

    แม้ไทยยังเหนือกว่าทั้งในแง่ความใหญ่ของเศรษฐกิจ และรายได้เฉลี่ยตัวหัวที่ยังห่างจากเวียดนามเป็นช่วงตัว แต่ถ้าดูในระยะ 20 ปี จะเห็นว่าเวียดนามขยับเข้าใกล้ไทยเรื่อย ๆ

    • ปี 2004 – GDP ไทย 1.73 แสนล้านเหรียญ, เวียดนาม 0.45 แสนล้านเหรียญ

    • ปี 2014 – GDP ไทย 4.07 แสนล้านเหรียญ, เวียดนาม 2.33 แสนล้านเหรียญ

    • ปี 2024 – GDP ไทย 5.26 แสนล้านเหรียญ, เวียดนาม 4.76 แสนล้านเหรียญ

    และถ้ามองไปสู่อนาคต มูลค่า GDP เวียดนามมีโอกาสเร่งเครื่องแซงหน้าไทยในปี 2040 ด้วยอัตราการเติบโตก้าวกระโดดระดับ 5-6% ตลอด 30 ปี ขณะที่ไทยสร้างการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.5-3% เท่านั้น 

    โครงสร้างประชากร

    ประเด็นถัดมาคือแง่ของโครงสร้างประชากร ซึ่งแปรผันกับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งช่วยเป็นแรงหนุนจากฐานประชากรในอนาคต หรือเป็นได้ทั้งแรงฉุดให้หยุดการเติบโตได้เลย

    ประเทศไทยนั้นมีโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จากจำนวนประชากรที่เริ่มลดลง และการเปลี่ยนผ่านสู่ Super Aged Society สังคมที่มีผู้สูงอายุเกิน 65 ปี มากกว่า 20% ภายในปี 2029 นี้แล้ว 

    ปัจจุบันไทยมีประชากรทั้งหมด 71.9 ล้านคน เป็นประชากรกำลังแรงงานประมาณ 61% แต่จุดที่น่ากังวลก็คือวัยแรงงานที่คาดว่าจะลดสัดส่วนเหลือแค่ 56% ในอีก 10 ปีข้างหน้า

    ตรงข้ามกับเวียดนามมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน เป็นวัยแรงงาน 63% แถมโครงสร้างประชากรกำลังอยู่ในยุคทอง กว่า 2 ใน 3 (ราว 65 ล้านคน) กำลังเป็นวัยทำงาน และจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกทศวรรษ ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น

    ตลาดทุน

    ขยับจากด้านภาพรวมเศรษฐกิจ เจาะลึกมาดูตลาดทุนภายในประเทศกันบ้าง จะเห็นว่า Market Cap. รวมของตลาดหุ้นไทยทั้ง SET และ mai อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านล้านบาท และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยมีหุ้นที่เป็นผู้นำ เช่น PTT, ADVANC, DELTA, GULF และ AOT เป็นต้น

    ด้านตลาดหุ้นเวียดนาม Market Cap. ที่ราว 8 ล้านล้านาท ยังตามหลังไทยอยู่ครึ่งนึง ปัจจุบันถูกจัดในกลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) มีหุ้นที่เป็นที่รู้จัก อาทิ Vingroup, Vinhomes, FPT, Mobile World และ Vinamilk เป็นต้น

    Vinfast

    ถ้าจะวัดกันหมัดต่อหมัดตอนนี้ ชัดเจนว่าตลาดหุ้นไทยยังคงนำหน้าอยู่หลายก้าว (ไม่นับเรื่องผลตอบแทน) และเวียดนามยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ยังไม่ได้เปิดเสรีเต็มที่ เช่น การจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติ (Foreign Ownership Limit) ในบางบริษัท รวมถึงการปรับปรุงกฏเกณฑ์ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

    ซึ่งรัฐบาลเวียดนามก็เดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับตลาดหุ้นเป็น Emerging Market หากวันนั้นมาถึง แน่นอนว่าคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการไหลออกไปจากตลาดหุ้นไทยนี่แหละ

    เงินลงทุนจากต่างชาติ

    ตัวเลข FDI หรือการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในปี 2023 ของภูมิอาเซียนโดยรวมอยู่ที่ 208,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 230,786 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ที่ระดับ จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น 

    แต่เงินที่ไหลเข้าในภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามกลับเพิ่มขึ้น เพราะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ทำให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของโลก

    ตัวเลข FDI หรือการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2018-2023 ไหลเข้าเวียดนามเป็นจำนวน 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ในช่วงปี 2012-2017

    ขณะที่ไทยมี FDI จำนวน 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2018-2023) ลดลงจาก 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2012-2017) ส่วนหนึ่งมาจากการปิดกิจการของบริษัทต่างชาติ ตลอดจนการขาดอุตสาหกรรมที่เป็น New S-Curve

    แผนพัฒนาประเทศ

    สุดท้ายอยากพามาดูกันที่แผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศระหว่างไทยกับเวียดนาม

    เวียดนาม ปักหมุดหมายอยากเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีพอดีของการก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

    โดยวางงบ 10% ของ GDP หรือคิดเป็นประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางด่วน สนามบิน ศูนย์วิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และ Smart City ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กระตุ้นการเติบโตในประเทศ ลดพึ่งพาการส่งออก

    โครงการดานัง Silicon Bay เป็นหนึ่งไฮไลท์ในความทะเยอะทะยานของเวียดนาม ด้วยการยกระดับเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ควบคู่กับการเป็นเมืองอุตสาหกรรมด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์แบบเต็มตัว 

    ยังรวมถึงการสร้างบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ ตั้งเป้าว่าปีนี้จะมีนักศึกษาในสาขาเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มเป็น 1,000 คน พร้อมกับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 5 ปี สำหรับพนักงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI 

    ประเทศไทย ตั้งเป้าในแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าอยากเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งเร็วกว่าเวียดนามราว 8 ปี

    โดยจะเห็นว่าเราพยายามเปลี่ยนจากประเทศอุตสาหกรรม เบนเข็มเข้าสู่การเป็น Food Security, Wellness และ Soft Power ซึ่งก็ดูจะเป็นอีกหนึ่ง Blue Ocean ที่ไทยอยากจะขยับไปให้ถึง เพราะว่าเป็นภาคบริการที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเหมาะกับโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์และหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ มองเรื่องนี้ว่า “แม้เวียดนามยังตามหลังไทยหลายด้าน แถมมีจุดอ่อนที่ต้องแก้อีกมาก แต่สิ่งสำคัญคือเวียดนามกล้ายอมรับความจริง กล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ อย่างการปฏิรูประบบราชการ และเร่งพัฒนาคนให้พร้อม ซึ่งคือหัวใจของความสำเร็จอย่างที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ เคยทำให้เห็นมาแล้ว” 

    พร้อมเสนอทางแก้ว่า ถ้าไทยกลัวเวียดนามแซงจริงๆ เราต้องจริงจังกับการพัฒนาคนกันมากกว่านี้ เปลี่ยนจากการพูดคุยระดับวิสัยทัศน์ มาให้ถึงรายละเอียดระดับโครงการ ประสานระหว่างรัฐกับเอกชน ออกแบบจัดสรรงบประมาณให้เหมาะ และต้องกล้าเปลี่ยนวิธีกำหนด KPI ของระบบราชการ

    กลับมาตอบคำถามที่ว่า เวียดนาม vs. ไทย ประเทศไหนกำลังวิ่งตามหลังใคร คำตอบคงอยู่ที่ว่าเราเอาแง่มุมไหนไปจับ เพราะแต่ประเทศก็มีที่ทางของตัวเองในการพัฒนาไปข้างหน้า แม้ว่าความเร็วและความมุ่งมั่นอาจจะต่างกันก็ตาม

    อ้างอิง: PWC, KResearch (1), KResearch (2), Tradingeconomics (1), Tradingeconomics (2), APnews, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, data.aseanstats.org

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/vietnam-and-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30kQ_TpmgilbCDw4fzS6WX

  • คาด ECB ตรึงดอกเบี้ยวันนี้ เศรษฐกิจยูโรโซนยังดี-เงินเฟ้อตามเป้า : อินโฟเควสท์

    คาด ECB ตรึงดอกเบี้ยวันนี้ เศรษฐกิจยูโรโซนยังดี-เงินเฟ้อตามเป้า : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (11 ก.ย.) เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเมืองยังคงเปิดความเป็นไปได้ที่อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต

    ECB มีกำหนดประกาศผลการตัดสินใจเวลา 19.15 น. ตามเวลาไทย และคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะจัดการแถลงข่าวในเวลา 19.45 น.

    ECB ได้ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงครึ่งหนึ่ง เหลือ 2% ภายในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับดังกล่าวนับแต่นั้น โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยูโรโซนที่มีสมาชิก 20 ประเทศยังอยู่ในภาวะที่ดี แม้ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม

    ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงฤดูร้อนช่วยเสริมความมั่นใจต่อมุมมองเชิงบวกนี้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบายได้พิจารณาผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ, การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นของเยอรมนี และความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศส ว่าจะมีผลต่อการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อเพียงใด

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าลาการ์ดจะยังไม่ปิดโอกาสสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้ออาจลดต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ในปีหน้า ซึ่งทำให้นักลงทุนยังคงมองความเป็นไปได้ที่จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อความมั่นใจอีกครั้งในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า

    นักวิเคราะห์จากยูนิเครดิตให้ความเห็นว่า แม้คณะกรรมการกำหนดนโยบายของ ECB มองว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะกลางอยู่ในระดับสมดุล แต่หลายฝ่ายยังคงเห็นว่า ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจขาลงมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย และหากความเสี่ยงดังกล่าวรุนแรงขึ้น ECB ก็อาจเปิดทางสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก

    ทั้งนี้ การอภิปรายเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยยังอยู่ในกรอบที่จำกัดและเน้นไปที่การปรับลดเพียงครั้งเดียว ซึ่งสะท้อนว่า ECB ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินหลัก ๆ เสร็จสิ้นแล้ว และอัตราดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันไปอีกระยะหนึ่ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fPjSpqt581Wb0PPMvkAzT

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 10.48 น.

    กลยุทธ์  :  รอย่อเพื่อเข้าซื้อ
    แนวรับ  :  $3,600  หรือ  54,400 บาท
    แนวต้าน  :  $3,660  หรือ  55,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวตามความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังตัวเลข PPI เดือนสิงหาคมออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้แรงเก็งกำไรต่อการปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น แม้ Jerome Powell จะย้ำว่ายังไม่เพียงพอต่อการผ่อนคลายทันที นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาตัวเลข Core CPI ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหภาพยุโรปเร่งเลิกนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย พร้อมพิจารณาเก็บภาษีน้ำมันจากจีนและอินเดีย อาจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและกระทบเงินเฟ้อ ส่วนฝั่งเอเชีย ดัชนี PPI ของจีนหดตัวน้อยที่สุดในรอบ 4 เดือน สะท้อนเงินฝืดเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ในไทย รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    แรงกดดันและแรงหนุนจากทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ และเอเชีย ยังคงสร้างความผันผวนต่อราคาทองคำ โดยในระยะสั้นทองคำได้รับอิทธิพลจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ราคาทองคำอาจได้แรงหนุนเพิ่ม แต่หากสูงกว่าคาดอาจถูกกดดันให้ปรับฐาน ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านพลังงานและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเอเชียมีแนวโน้มช่วยพยุงความต้องการทองคำ

    กลยุทธ์ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ทองคำมีแนวรับสำคัญที่ 3,600 ดอลลาร์ หรือ 54,400 บาท และแนวต้านที่ 3,660 ดอลลาร์ หรือ 55,000 บาท ขณะนี้เกิดสัญญาณ Bearish Divergent ใน Timeframe สั้น (1H และ 4H) จึงมีโอกาสย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังคงเป็นขาขึ้น นักลงทุนจึงควรรอย่อเพื่อเข้าสะสมสถานะซื้อใหม่ โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงและติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-11-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NoxShLSDKc9mVNX2yj1LK

  • โอกาสการลงทุนท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    โอกาสการลงทุนท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจุดเปลี่ยนของวัฏจักรดอกเบี้ยอาจใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวเริ่มสะท้อนถึงการชะลอตัว ทั้งในภาคการผลิต การบริโภค และตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป ส่งผลให้ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในระยะถัดไปมีแนวโน้มที่จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ

    แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จนเริ่มมีการพูดกันถึงระดับราคาที่ค่อนข้างแพง หากพิจารณาจากตัวชี้วัดด้านมูลค่า (valuation) เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE ratio) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยไปพอสมควร แต่การเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงถือเป็นจังหวะสำคัญที่ควรจับตา เพราะมักเป็นช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเรามองว่าหุ้นกลุ่ม “Quality” ซึ่งหมายถึงบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ จะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง

    นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม “Defensives” เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมักมีรายได้ที่มั่นคงและไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง

    อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ควรจับตา คือ REITs (Real Estate Investment Trusts) ซึ่งมีลักษณะคล้ายพันธบัตรในแง่ของการจ่ายกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมักได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดดอกเบี้ย เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มความน่าสนใจของอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล

    โดยสรุป ช่วงดอกเบี้ยขาลงไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ยังเป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนในการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงและมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20250911-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lA2tkkmdF_GKIEVY-rftc

  • เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ว่า จากรายชื่อรัฐมนตรีโควตาคนนอกที่ปรากฏ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ โดยในอดีตก็เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 

    ซึ่งได้มีการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดเยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และโปร่งใสให้กับผู้เสียภาษี อีกทั้งยังเป็นลูกหม้อจากระทรวงการคลัง แน่นอนว่าย่อมทมำงานได้ทันที

    ส่วนนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในระบบการเงิน การคลังคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นทีมงานที่ช่วยนายพิชัย ชุณหวชิระ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เพิ่งพ้นวาระไป ซึ่งถือว่าสามารถต่อติดได้ทันที

    “เชื่อว่า 2 แรงแข็งขันจากกระทรวงการคลังน่าจะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีทางด้านเศรษฐกิจ”

    ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยถือเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ มีประสบการณ์มาก ผ่านการรับหน้าที่สำคัญมา ขณะที่ตอนดำรงตำแหน่งก็อยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าจะมีเครือข่าย และมีความเข้าใจเชิงบริบทเป็นอย่างดี

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    ขณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีโปรไฟลืดีในแง่ของการผ่านงานจากบริษัทระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็ม (IBM) ,ไทยคม และดูแลดุสิตธานีในการขยายไปสู่ต่างประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่าทางด้านต่างประเทศก็คงไม่มีปัญหา เพียงแต่อาจจะติดตรงที่ไม่เคยผ่านการเป็นข้าราชการมาก่อน ดังนั้น จึงอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนเล็กน้อย 

    ด้านกระทรวงพลังงานซึ่งได้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือซีอีโอ ปตท. มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีในวงการพลังงาน และเป็นผู้ที่มีความเข้าใจทางด้านพลังงานดีคนหนึ่งของประเทศ เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็สามารถทำได้ทันที และเข้าใจโครงสร้าง ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงพลังงานที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจจะสามารถแก้ไขปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะต้นทุนต่างๆ และการจัดสรรพลังงานที่เหมาะสมตามสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหลังงานที่มาจากแหล่งใด เชื่อว่าจะทำได้ดี เพราะมีความเข้าใจ

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้กระทรวงเศรษฐกิจอื่นที่อยู่ต่างพรรคกันในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำงานประสานกันให้ไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ผู้นำที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจากภายนอก ซึ่งจะมีกลไกลรูปแบบใดที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจด้วยว่ากระทรวงเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดแค่เพียง 2-3 กระทรวงแต่ยังหมายถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ,กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ,กระทรวงเกษตร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทั้งหมดเป็นกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน 

    “ประเด็นสำคัญที่ต้องการฝากก็คือ โควตาคนนอกที่เป็นทีมเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างดี แต่โควตาคนในซึ่งต่างคนต่างมาจากคนละพรรค รัฐบาลจะทำอย่างไรให้มีการออกแบบไปในทิศทางเดียวกัน และมีผู้ที่มีบารมีคอยนำทาง และเคาะโต๊ะ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และรวดเร็ว เนื่องจากระยะเวลา 4 เดือนตาม MOA ที่ค่อนข้างสั้นแม้จะรวมกับระยะเวลารักษาการณ์ก็ยังถือว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้นทุกนาทีมีค่ามาก ต้องทำงานอย่างเต็มที่“

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคือจะทำอย่างไรเพื่อฟื้นกำลังซื้อให้กลับคืนมา รวมถึงลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน และลดหนี้ภาคครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อจำนวนมหาศาล 

    รวมถึงจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ การไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของทีมเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ปัยหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือเรื่องการเงิน หรือเงินกู้สำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเป็นอย่างมาก มีความต้องการมาตรการกระตุ้น การเติมเงิน การเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเฉพาะในหน่วยงานของธนาคารภาครัฐ และธนาคารพาณิชย์

    อีกทั้งยังต้องเร่งแก้ปัญหาบริเวณชายแดนให้กลับมา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันประมาณ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นไทยส่งออก 400 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา 100 ล้านบาท 

    “ภาคเอกชนต้องการทีมเศรษฐกิจที่เป็นนดีมีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ ทำงานได้ทันที”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ghgAPKxHpZndhVWCauLNq

  • เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ถือเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเร่งด่วนที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะเร่งแก้ไข โดยเตรียมปัดฝุ่น นำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อหวังช่วยประชาชนลดรายจ่ายและค่าครองชีพ พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ นี้อาจมีการปรับปรุงและอัปเกรดในรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเพิ่มสูตรการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ เป็นสูตร 60:40 (โดยรัฐช่วยอุดหนุนในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่าย 40%)

    โดยรายละเอียดคาดว่า จะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจาก ‘ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับโปรดเกล้าฯ

    ดังนั้น ระหว่างนี้ THE STANDARD WEALTH จึงได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยนำเสนอว่า รัฐบาลควรปรับปรุงโครงการ ‘คนละครึ่ง’ นี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน รวมไปถึงฐานะทางการคลังของไทยที่ไม่แข็งแกร่งเช่นเก่า

    จุดแข็งที่ต้องรักษา: คนคุ้นเคย-ช่วยร้านเล็ก

    รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ มีแนวคิดที่จะนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง โดยระบุว่า การฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีข้อดีคือ ทั้งร้านค้าและประชาชนมีความคุ้นเคยกับโครงการนี้ รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐาน อย่างแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ก็จะช่วยทำให้การดำเนินการและการลงทะเบียนร้านค้าใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า โครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการช่วยเหลือ ‘ร้านค้าขนาดเล็ก’  ดังนั้น หนึ่งในจุดแข็งของโครงการคือการ ‘ขยายฐานลูกค้า’ ให้กับร้านค้ารายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยร้านค้ามีลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้น และที่น่าสนใจคือ แม้โครงการจะสิ้นสุดลง ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากยังคงรักษายอดขายที่ดีไว้ได้ เนื่องจากลูกค้าใหม่ได้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ

    ข้อจำกัดที่อาจต้องแก้ไข: กระตุ้นการใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่ – Crowding Out Effect

    อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.อธิภัทร ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ รอบก่อน โดยจากการศึกษาที่ทำร่วมกับ LINE MAN Wongnai พบว่า แม้โครงการจะช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี แต่กลับมีประสิทธิผลในการกระตุ้นการบริโภคโดยรวมค่อนข้างน้อย จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Crowding Out Effect’

    “ตามการศึกษาพบว่า โครงการคนละครึ่งครั้งก่อน เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Crowding Out Effect ก็คือ ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการหันไปใช้เงินกับร้านที่เข้าร่วม แล้วลดการซื้อจากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือ เหมือนการเปลี่ยนที่ซื้อมากกว่าการเพิ่มยอดซื้อ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    นอกจากนี้ รศ. ดร.อธิภัทร เปิดเผยอีกว่า จากงานวิจัยพบว่า ค่าประสิทธิผลในการกระตุ้นการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Consume – MPC) จากโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน อยู่ที่ 0.4 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ 1 บาทที่รัฐอุดหนุน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียง 40 สตางค์ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับการแจกเงินสดโดยไม่มีเงื่อนไข

    ถอดบทเรียนจากจีน: ทำอย่างไรให้เงินที่รัฐจ่าย 1 บาท กระตุ้นการใช้จ่ายถึง 3 บาท

    รศ. ดร.อธิภัทร ได้ยกตัวอย่างมาตรการลักษณะเดียวกันในประเทศจีน ซึ่งสามารถสร้างค่า MPC ได้สูงถึง 3.0 หรือรัฐให้เงิน 1 บาท แต่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้ถึง 3 บาท 

    โดยปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การออกแบบเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง ได้แก่ 

    1. ‘กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ’ กล่าวคือ ผู้ใช้ต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดก่อนจึงจะได้รับส่วนลด
    2. ‘จำกัดเวลาการใช้งาน’ เนื่องจาก คูปองมีอายุสั้นแบบ ‘วันต่อวัน’ จะช่วยเร่งการตัดสินใจใช้จ่าย

    โดยแนวทางดังกล่าวคล้ายกับโปรโมชันของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่คนไทยคุ้นเคย เช่น “ลด 20% เมื่อซื้อขั้นต่ำ 200 บาท” ซึ่งแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งเดิมที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรกและสามารถทยอยใช้ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเขต

    “สิ่งที่จีนทำแตกต่างจากเราคือ เขากำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายปกติเล็กน้อย และที่สำคัญคือคูปองส่วนลดมีอายุแบบวันต่อวัน ถ้าไม่ใช้ในวันนั้นสิทธิ์ก็จะหายไป สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจให้คนเร่งใช้จ่าย ต่างจากของไทยที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรก และสามารถทยอยใช้สิทธิ์ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเฟส ทำให้ขาดแรงกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    เปิดข้อเสนอแนะ การทำ ‘คนละครึ่ง’ 2.0

    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการภายใต้งบประมาณที่จำกัด รศ. ดร.อธิภัทร ได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้

    1. กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ: อาจมีการกำหนดว่าต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดจึงจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายปกติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง

    “สำหรับการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำอาจจะต้องดูว่า แล้วปกติค่าเฉลี่ยการซื้อคนในโครงการเนี่ยจะซื้อกันกี่บาท ถ้ามันกำหนดสูงเกินไปก็อาจจะไม่เวิร์ก แล้วคนก็รู้สึกว่า ถ้ากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสูงขนาดนั้น ไม่เอาดีกว่า ก็อาจจะต้องออกแบบให้ยังน่าดึงดูดอยู่”  รศ. ดร.อธิภัทร 

    1. จำกัดสิทธิ์การใช้แบบรายวัน: โดยแบ่งวงเงินรวมออกเป็นยอดใช้จ่ายรายวัน เช่น ให้วันละ 150 บาท หากไม่ใช้ภายในวันนั้น สิทธิ์ของวันนั้นจะถูกตัดไป ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ


    “สมมติให้วงเงินทั้งหมด 3,000 บาท เราอาจจะกำหนดว่า ประชาชนไม่สามารถทยอยใช้ได้ทั้งหมด แต่มีการกำหนดโควตารายวัน เช่น วันนี้ 150 บาท ถ้าไม่ใช้ สิทธิ์ของวันนี้ก็หมดไป วันถัดมาก็ได้อีก 150 บาท วิธีนี้จะทำให้คนเร่งใช้จ่ายมากขึ้น”

    ใช้งบอย่างฉลาด ในวันที่ ‘กระสุนการคลัง’ มีจำกัด

    รศ. ดร.อธิภัทร เน้นย้ำว่า สถานการณ์ทางการคลังในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยรัฐบาลก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการเพียงแค่ช่วยเหลือร้านค้า หรือต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากเป้าหมายคืออย่างหลัง การปรับปรุงเงื่อนไขตามที่เสนอจะเป็นโจทย์ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า 

    “ต้องยอมรับว่าตอนนี้กระสุนทางการคลังของเรามีไม่เยอะเหมือนเดิม โดยโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน มีการทำหลายเฟส ใช้งบประมาณเป็นหลักแสนล้าน แต่ปัจจุบันงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเหลือเพียงราว 25,000 ล้านบาท และยังต้องกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับมาตรการอื่นๆ อีก ดังนั้นการใช้งบประมาณที่จำกัดจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด”

    “หลายคนบ่นว่า เศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนก็เป็นปัญหาใหญ่ การนำเครื่องมือที่คนคุ้นเคยกลับมาใช้และทำให้มันเวิร์คขึ้น โดยทำให้มั่นใจว่าเงินที่ใส่ลงไปมันคุ้มค่า กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล และต้องไม่ลืมว่า โครงการนี้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    KResearch แนะรัฐพิจารณาลดเงินอุดหนุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ พร้อมมุ่งเป้าเฉพาะคนจ่ายภาษี

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า หากรัฐบาลอยากนำ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง อาจพิจารณาลดเงินอุดหนุนลง จาก 50% เป็น 20% หรือ 30%  เพื่อทำให้เงินหมุนเร็วขึ้น หรือกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น

    นอกจากนี้ บุรินทร์ ยังแนะว่า ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ก็ควรจำกัดเกณฑ์เฉพาะผู้ที่จ่ายหรือยื่นภาษีเงินได้เช่น ขณะที่ในฝั่งร้านค้าก็ควรเป็นร้านที่จ่ายภาษี หรือได้ยื่น VAT เนื่องจากมองว่า โครงการนี้เป็นจังหวะดีในการขยายฐานภาษี และเป็นหน้าที่ของประชาชนไทยทุกคน ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยื่นภาษี แต่ยังมีผู้คนอีกมากไม่ค่อยยื่นภาษี

    ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยล่าสุดของ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบัน มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาราว 11 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีเงินได้นี้ราว 4 ล้านคน

    ขณะที่ ตามการคำนวณ ‘ล่าสุด’ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2564 คาดว่า มีแรงงานที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบจำนวนกว่า 19 ล้านคน จากกำลังแรงงานในระบบทั้งหมดราว 40 ล้านคน

    KResearch มองควรออกแบบใหม่ให้ตรงจุด-สร้างประโยชน์ระยะยาว

    ขณะที่ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า เนื่องจาก มีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต โดยเสนอให้ต่อยอดจากโครงการเดิม แต่ยกเลิกแนวคิด ‘One Size Fits All’ หรือการอุดหนุนในสัดส่วน 50:50 เท่ากันทุกคน

    พร้อมทั้งแนะว่า รัฐบาลอาจจะออกโครงการเพิ่ม คล้ายการแจกบัตรกำนัล (Voucher)ให้กับคนที่มีรายได้ อย่างที่เคยทำ ช่วงปี 2564 ที่มีเงื่อนไขยิ่งจ่ายยิ่งได้ เพื่อกระตุ้นให้คนที่มีรายได้ไปเพิ่มการใช้จ่าย

    อีกประเด็นสำคัญที่ ณัฐพรเน้นย้ำ คือการสร้างและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (Database) ของผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งประชาชนและร้านค้า เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่าย และนำไปออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

    “ในระยะข้างหน้า ไทยจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจะมีมากขึ้น ดังนั้น จึงต้อง Target แบบยิงนัดเดียวต้องตรงเป้าเลย” ณัฐพร กล่าว

    ขณะที่ เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในมิติของการกระจายประโยชน์ โดยเสนอว่ารัฐบาลควรมีกลไกสนับสนุนให้โครงการกระจายตัวไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเขตเมืองหรือ Modern Trade เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างแท้จริง

    ตรวจสอบประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’

    หลังจากเกิดโควิด รัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’ ออกมาทั้งหมด 5 ระยะ ระหว่างปี 2563 – 2565 โดยใช้เม็ดเงินกว่า 2.3 แสนล้าน ดังนี้ 

    เฟส 1: วงเงิน 30,000 ล้านบาท เป้าหมาย 10 ล้านสิทธิ

    เฟส 2: วงเงิน 22,500 ล้านบาท เป้าหมาย 15 ล้านสิทธิ

    เฟส 3: วงเงินรวม 126,000 ล้านบาท เป้าหมาย 28 ล้านสิทธิ

    เฟส 4: วงเงิน 34,800 ล้านบาท เป้าหมาย 29 ล้านสิทธิ

    เฟส 5: วงเงิน 21,200 ล้านบาท เป้าหมาย 26.5 ล้านสิทธิ

    โดยตามข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้ ซึ่งอ้างอิงจากผล การศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในอดีต เคยประเมินว่า โครงการคนละครึ่งในระยะที่ 1-3 ซึ่งมีต้นทุนคิดเป็นราว 1.3% ของ GDP สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ GDP ได้ ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.5% ของ GDP โดยสามารถเพิ่มกำลังซื้อ และช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้าและประชาชนในระดับภูมิภาคได้

    นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังได้มีการประเมินผลของโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-3 ซึ่งใช้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม

    โดย รายงานการประเมินผลโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม   ระบุว่า “ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 และ 2 มีการอนุมัติเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ตั้งแต่เดือนตุลาคมและธันวาคม 2563 หรือไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 21,367.19 และ 1,444.50 ล้านบาทตามลำดับ และเริ่มลดลงในปีถัดไป เพราะมีการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เกือบทั้งหมดแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 โดยทั้งระยะที่ 1 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8938 และระยะที่ 2 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8921” 

    “โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด เนื่องจาก วงเงินอนุมัติโครงการสูงที่สุดและมีการเบิกจ่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการระยะดังกล่าว เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2564 หรือไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ดังนั้น ในระหว่างปี 2563 จึงยังไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการนี้ โดยมีค่าตัวทวีคูณ คือ 0.8975 เท่า” รายงาน ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-project-2-assessment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YM_WeH8b2hWN9Qf520vOM