Category: เศรษฐกิจ

  • ประมวลภาพ ศุภจี ลาออก จากซีอีโอ ‘ดุสิตธานี’ มีผลทันที เตรียมนั่ง รมว.พาณิชย์

    ประมวลภาพ ศุภจี ลาออก จากซีอีโอ ‘ดุสิตธานี’ มีผลทันที เตรียมนั่ง รมว.พาณิชย์

    วันนี้ (12 กันยายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และกรรมการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยมีผลทันที เพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยบอร์ดมีมติแต่งตั้ง ชนินทธ์ โทณวณิก เข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่

    ก่อนลาออก ศุภจีได้วางแผนการพลิกฟื้นธุรกิจ โดยคาดว่าในปี 2569 ดุสิตธานีจะสามารถกลับมามีกำไร และล้างผลขาดทุนสะสมราว 1,500 ล้านบาทได้หมด หลังเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการ Dusit Residences ซึ่งขายได้แล้วกว่า 90% ของมูลค่าโครงการรวม 17,000 ล้านบาท โดยจะมีการโอนประมาณ 16,000 ล้านบาทในปีหน้า

    ศุภจี เปิดเผยถึงเหตุผลหลักที่ตัดสินใจรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า

    1.ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดสุญญากาศด้านนโยบายได้ การเข้ามาช่วยงานรัฐบาลจึงเป็นการนำประสบการณ์ทั้งจาก IBM และไทยคมมาช่วยผลักดันด้านการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในภาพรวม

    2.รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือนก่อนการเลือกตั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าในประเด็นสำคัญเพื่อสร้างผลลัพธ์และวางรากฐานต่อไป

    เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้รู้จักข้าราชการมากนัก แต่เชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังจะช่วยผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าได้ ทั้งในมิติการส่งออก การเจรจาการค้า และการดูแลปากท้องประชาชน

    ศุภจี ย้ำว่า งานในช่วง 4 เดือนแรกยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ต้องรอโปรดเกล้าฯ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน แต่ยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจและนายกรัฐมนตรีเพื่อเลือกประเด็นเร่งด่วนที่สุด โดยชี้ว่า “คนเราไม่ต้องรอให้รู้ 100% ถึงจะลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100% ในสิ่งที่เรารู้ และหาธงร่วมกันให้ได้”

    เธอยังเปิดเผยว่า หลังได้รับการทาบทามจากนายกฯ อนุทิน ได้ปรึกษาครอบครัวและผู้บริหารดุสิตธานี ซึ่งทุกฝ่ายเห็นด้วย เพราะเป็นโอกาสในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นก็ตาม และหลังจบภารกิจทางการเมืองจะกลับมาบริหารดุสิตธานี โดยไม่คิดที่จะเดินบนถนนสายการเมืองต่อ

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-resigns-dusit-thani-ceo/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qvROZq6PiqqCMQYCESDH4

  • ‘เชียงใหม่’ ร้องรัฐบาลทบทวน! ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมร้านอาหาร

    ‘เชียงใหม่’ ร้องรัฐบาลทบทวน! ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมร้านอาหาร

    จากกรณีที่มีการปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับร้านอาหาร ในช่วง 14.00-17.00 น. ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เพื่อให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข ได้ประกาศใช้แล้วและมีผลให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 253 ปีพ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นต้นทางของการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น.-17.00 น.

    แต่ที่ผ่านมารัฐบาลแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ลงนาม เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ซึ่งไม่ได้มีการยกเว้นให้ “ร้านอาหาร” สามารถขายได้ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. มีเพียงเฉพาะท่าอากาศยานนานาชาติ  สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย  และโรงแรมที่มีใบอนุญาตโรงแรม เท่านั้น

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าร้านอาหารต่างๆ ยังไม่สามารถให้บริการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที กล่าวว่า ร้านอาหารของตนเองจะเปิดให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า ในช่วงก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีลูกค้าจองเข้ามา ทุกวัน ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลูกค้าลดลงบ้าง แต่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงสถานการ์คลี่คลาย แต่หลังจาก ปี 2565 ประสบปัญสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ยอดขายลดลงไปกว่า 50  เปอร์เซ็นต์

    “โดยส่วนตัวมองว่า อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ส่งเสริมนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และ แก้กฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ให้ครอบคุม ไม่ใช่อนุญาติเฉพาะบางแห่ง ร้านอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ควรได้รับการลดล็อคด้วย”

    “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงกลางวัน มีผลกับร้านอาหารที่เปิดตอนกลางวันค่อนข้างเยอะ เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัดก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ลัดดา ( สงวนนามสกุล ) ผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านถนนลอยเคราะห์ กล่าวว่า ลูกค้าหลักของร้านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในย่านนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กันตั้งแต่เช้าไปตลอดทั้งวัน แต่ด้วยช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้ก็ทำให้ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยต้องผิดหวังเพราะทางร้านไม่สามารถขายให้ได้เพราะติดเรื่องกฎหมาย บางคนก็เข้าใจ บางคนก็หงุดหงิด 

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “ในฐานะผู้ประกอบการร้านอาหารเห็นด้วยกับแนวคิดแก้กฎหมายในครั้งนี้ แต่อยากให้มองมุมกว้าง โดยการปลดล็อคกฎหมายให้ครอบคลุมถึงร้านอาหารด้วย หากมีการปลดล็อคก็จะหนุนท่องเที่ยวและสร้างเศรษฐกิจให้คึกคักมากขึ้น จะส่งผลดีมากกว่าผลเสียอย่างแน่นอน”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งคือเศรษฐกิจ ในประเทศไทยตอนนี้ถือว่าแย่มาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ รัฐบาลควรทำเป็นอันดับต้นๆ ก็คือทำยังไงให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาแล้ว มีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มมากขึ้น

    “โดยเฉพาะกฎหมาย ที่มีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ถือเป็นกฎหมายเก่าที่ออกมาควบคุมข้าราชการในยุคนั้น ตั้งแต่ปี 2515  ซึ่งกฎหมายนี้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางวัน”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “อยากให้รัฐบาลประกาศปลดล็อคกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมไปถึงร้านอาหารด้วย ไม่ใช่เฉพาะสนามบินนานาชาติ โรงแรม หรือสถานประกอบการเท่านั้น และมีเงื่อนไขอย่างมาก ที่จริงแล้วเราไม่จำเป็น ต้องมาควบคุมอีกแล้ว เพราะเจตนารมย์ของการประกาศก็คือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการประกาศให้ขายได้เฉพาะที่ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่สถานบริการที่จดทะเบียนมีประมาณ 20 แห่ง แต่ร้านอาหารนั้นมีถึง 15,000 แห่ง การประกาศก็แทบจะไม่มีประโยชน์”

    ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่ กล่าวว่า กรณีการปลดล็อคเวลางดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น.- 17.00 น. ที่ไม่ใช่วันสำคัญทางพุทธศาสนา อันนี้ก็แล้วแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

    “ส่วนตัวมองว่า ต่อให้จะมีการห้ามขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ช่วงเวลานี้ หากคนจะดื่มก็มีการลักลอบดื่มอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามที่จะมีการปลดล็อค อยู่แล้ว ซึ่งก็เห็นด้วยหากจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo02.jpg

    วัลลภ กล่าวด้วยว่า แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือการ ปลดล็อคการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงวันสำคัญทางศาสนา เพราะหลักการปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาไม่สมควรที่จะมีการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ต้องเป็นหลักสำคัญที่สุด เพราะรัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดให้กับพุทธศาสนิกชนไปทำบุญที่วัด

    “ซึ่งการปลดล็อคขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และหยุดจำหน่ายหยุดดื่มเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กฎหมายเดิมก็มีอยู่แล้วในเรื่องของการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ภายในวัดและรอบบริเวณวัดก็ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะวันสำคัญทางพุทธศาสนาไม่ได้มีทุกวัน นานๆ ทีจะมีหนึ่งครั้งเท่านั้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-to-cover-the-restaurant-business&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IGR5hvZFDYbobDqqwqfjK

  • เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    มรดกกินได้จากแดนเหนือ “แกงแคไก่เมือง” เชียงราย สู่เวที “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 สะท้อนคุณค่าภูมิปัญา มหาศาลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    เชียงราย, 12 กันยายน 2568 – ในยุคที่โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการหลั่งไหลของข้อมูลและเทคโนโลยีอันไร้ขีดจำกัด มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การลบเลือนหรือสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังมีจุดประกายความหวังที่เปล่งประกายออกมาจากความพยายามในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดคุณค่าอันล้ำเลิศนี้ให้คงอยู่และเจริญงอกงามต่อไป โดยมี “อาหาร” เป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

    หนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูมรดกที่ “หายไป” อย่างน่าประทับใจ คือ เทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 ณ รอยัลพาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ งานนี้จัดขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิดหลัก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste ปี 3” ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเผยแพร่องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของชาติอย่างแท้จริง

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ชี้ อาหารถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยระบุว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ที่สะท้อนตัวตน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสมานฉันท์ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้กับผู้คน”

    ท่านยังได้กล่าวเสริมว่า กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาและป้องกันไม่ให้มรดกเหล่านี้ลบเลือนหรือสูญหายไปจากปัจจัยภายนอกและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงได้กำหนดมาตรการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู อาทิ การจัดทำบัญชีในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ การประกาศขึ้นบัญชี การยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ทักษะสู่คนรุ่นใหม่ นี่คือวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่มองเห็น “อาหาร” เป็นมากกว่าแค่การบริโภค แต่คือการลงทุนในอนาคตของชาติ

    แกงแคไก่เมือง” เชียงราย ดาวเด่นแห่งภูมิปัญญาที่กลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง

    ภายในงานเทศกาลที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมของอาหารถิ่นจากทั่วประเทศ บูธของจังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นจุดรวมความสนใจของประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา “ชม-ชิม-ช้อป” และซื้อกลับบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมี “แกงแคไก่เมือง” เป็นเมนูชูโรงที่สร้างความประทับใจและปลุกเร้ารสชาติที่เหมือนจะ “หายไป” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมนูนี้ได้รับการคัดเลือกจาก 5 เมนูสุดยอดของจังหวัด จนกลายเป็น “สุดยอดอาหารเมือง” และ “อาหารชูถิ่น” ของเชียงราย ที่กลับมาเป็น “ดาวเด่นในเวทีระดับประเทศ”

    อะไรคือความพิเศษที่ทำให้ “แกงแคไก่เมือง” ครองใจผู้คนได้ถึงเพียงนี้ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความพิถีพิถันของวัตถุดิบและภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมนูนี้มิใช่เพียงอาหารจานหนึ่ง แต่คือ “เมนูสุขภาพ” และ “เมนูอายุยืน” ของภาคเหนือ ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสุขภาพ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สิ่งที่ทำให้แกงแคไก่เมืองแตกต่างและโดดเด่น คือการเป็นเมนูที่ “ปลอดโรค ปลอดสาร” อย่างแท้จริง ด้วยการใช้ผักสมุนไพรพื้นบ้านทั้งหมด

    ความลับที่ซ่อนอยู่ในหม้อแห่งภูมิปัญญา

    มิติแห่งผักพื้นบ้าน แกงแคไก่เมืองอุดมไปด้วยผักพื้นบ้านมากกว่า 10 ชนิด ผักเหล่านี้มาจากธรรมชาติแท้ ๆ ทั้งที่ปลูกในสวนและที่ได้จากป่า ซึ่งนอกจากความสดใหม่ตามฤดูกาลแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง อาทิ ผักเผ็ด ที่มีรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ผักขี้หูด ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และ หางหวาย วัตถุดิบหาทานยากที่มีรสขมอมหวาน ช่วยแก้ร้อนในได้อย่างดีเยี่ยม ความหลากหลายของผักยังมาจาก “โครงการผักส่วนครัว รั้วกินได้” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและสนับสนุนผลผลิตจากชุมชน

    กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอมอบเกียรติบัตรฉบับนี้ ให้ไว้เพื่อแสดงว่า คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้บริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เข้าร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการ ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ขอขอบคุณที่ได้ร่วมส่งเสริม สนับสนุนและยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารถิ่นสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

    ไก่บ้านจากชุมชนท้องถิ่น ตัวเอกที่ขาดไม่ได้คือ “ไก่บ้าน” โดยเฉพาะ “ไก่เมืองจากเวียงชัย” ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ โดยใช้ไก่ที่ไม่แก่หรือหนุ่มจนเกินไป คือช่วงอายุประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อกำลังหวานและมี texture ที่เหมาะสม ไม่เหนียวหรือยุ่ยจนเกินไป ไก่เหล่านี้มาจากกลุ่มชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    พริกแกงสูตรลับเฉพาะตระกูล เคล็ดลับความอร่อยของแกงแคเริ่มต้นจากการเจียว “พริกแกงที่โขลกเองกับมือ” ซึ่งเป็น “สูตรลับเฉพาะของแต่ละตระกูล” การโขลกเครื่องแกงอย่างพิถีพิถันนี้เองที่ทำให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพรสดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานได้ยากในยุคสมัยใหม่

    ความใส่ใจในการปรุง หลังจากนั้นคือการ “ผัดไก่ด้วยไฟอ่อนๆ” เพื่อดึงรสชาติของสมุนไพรพื้นบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด และความลับที่สำคัญที่สุดคือ “การเรียงลำดับการใส่ผัก” โดยจะใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน แล้วค่อยๆ ตามด้วยผักที่สุกง่าย เหมือน “ค่อยๆ เล่าเรื่องราวของผืนป่าให้ลงไปอยู่ในหม้อ”

    ตามคำกล่าวของเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารล้านนา “เหนือไม่มีสูตรตายตัว แกงแคจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความรักในวัตถุดิบ ทุกบ้านใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ มันคือความรัก ความใส่ใจ และภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแกงแคไก่เมืองไม่ใช่เพียงเมนูอาหาร แต่คือ “ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เป็นมรดกที่กินได้ที่เชื่อมโยงเรากับธรรมชาติและรากเหง้าของชาวเชียงราย”

    บทบาททางเศรษฐกิจและสังคม มรดกกินได้ที่สร้างรายได้และคุณค่า

    การกลับมาของ “แกงแคไก่เมือง” ในฐานะดาวเด่นบนเวทีระดับประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูอาหารพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ การใช้ไก่บ้านจากกลุ่มชุมชนและผักจากโครงการ “ผักส่วนครัว รั้วกินได้” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน และส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ การนำเสนออาหารถิ่นเหล่านี้ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ให้เดินทางมาสัมผัส “รสชาติที่แท้จริงของเชียงราย” และเรื่องราวเบื้องหลังอาหารที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    กิจกรรมหลากหลาย ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างการมีส่วนร่วม

    งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การชิมอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การลองลิ้มชิมรสชาติอาหารที่หาทานได้ยาก จากทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste”

    การเรียนรู้ “อร่อยตามรอยภูมิปัญญา” ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง อาทิ อาหารสายอันซีน, พหุวัฒนธรรมล้ำรส, งดงามภูมิปัญญาล้ำค่าทรัพยากร, จากหยดน้ำแรกแห่งธารา ถึงคลื่นครามแห่งอ่าวไทย, ตามเส้นทางพี่สตังค์หรอยแรงชิมขนมและแกงถิ่นปักษ์ใต้, และ Isan discovery

    “ครัวฟุ้ง ปรุงไทย” Cooking Show โดย Chef Celebrity Thailand อาทิ เชฟพฤกษ์ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย และ กัณฑิมา สารีบท เชฟท้องถิ่นวิสาหกิจชุมชนเจ้าอุ้งลูกจีน จังหวัดกาญจนบุรี ที่มาสาธิตการทำอาหารในสไตล์ฟิวชั่น โดยยังคงผสมผสานสมุนไพรไทยลงในอาหาร เพื่อยกระดับอาหารถิ่นสู่สากล

    การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนการแสดงประกอบเพลง “รสชาติที่หายไป” โดย แซ็ค ชุมแพ และ อาบูม แชมป์มิราเคิลมิวสิค เพื่อสร้างความสุขและความเพลิดเพลิน นายกสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย คุณบริพันธ์ ชัยภูมิ กล่าวถึงความสำคัญของเพลงลูกทุ่งในฐานะวัฒนธรรมไทยที่จะมาสร้างความสุขในงาน และพิธีมอบเกียรติบัตรและโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ ให้กับผู้เครือข่ายทางวัฒนธรรมจาก 77 จังหวัด และการมอบรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรม โดยอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา

    ทีมเมนู “แกงแคไก่เมือง” ของจังหวัดเชียงราย

    สำหรับจังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติบัตรสำหรับเมนู แกงแคไก่เมือง” โดยมี นางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ นายอนุสร เทพปินตา จากร้านสบันงาขันโตก เป็นตัวแทนเข้ารับมอบ ในการนี้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วย คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้ง นครเชียงรายนิวส์ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) นายอนุสร เทพปินตา นางสาวศิวพร จอมสว่าง ตัวแทนผู้ประกอบการร้านสบันงาขันโตก (สาธิต) และนายอภิชาต กันธิยะเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    มรดกที่ต้องส่งต่อเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงอาหาร แต่เป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการรักษาและต่อยอดคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จากกลิ่นหอมของแกงแคไก่เมือง ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสัมผัส ไปจนถึงคำเชิญชวนของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง แซ็ค ชุมแพ ที่กล่าวว่า “อยากเชิญชวนมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย…มางานนี้ถือว่าครบจบ ทั้งความสนุกและอาหารอร่อย” นี่คือการยืนยันว่ามรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รสชาติที่หายไป” เหล่านี้ มีศักยภาพที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ความสุข และคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับทุกคน

    การลงทุนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ มิได้เป็นการมองย้อนอดีตอย่างเดียวดาย แต่เป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับอนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะยังคงเป็นเสาหลักในการสร้างอัตลักษณ์ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในหมู่คนไทยทุกคน ผู้ที่สนใจและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจหรือประกอบการทำงาน จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการมา “ชม-ชิม-ช้อป อิ่มท้อง-อิ่มใจ-ได้ความรู้” ในงานเทศกาลนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

    ตัวเลขที่น่าสนใจ

    จากข้อมูลเบื้องต้นของงานเทศกาลในปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นกว่า 10 ล้านบาทจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารถิ่น ขณะที่การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ผลิตชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีแรกของการจัดงาน

    การสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมงานมีความประทับใจในรสชาติอาหารถิ่นที่ “เคยลืม” และร้อยละ 78 แสดงความสนใจที่จะเดินทางไปยังจังหวัดต้นทางของอาหารเหล่านั้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    เมื่ออาหารกลายเป็นเครื่องมือการพัฒนา

    เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในการเปลี่ยนมุมมองต่อ “อาหารถิ่น” จากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “อาหารชาวบ้าน” ไปสู่การเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า” นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนเริ่มหันกลับมาเรียนรู้วิธีการทำอาหารพื้นบ้านจากผู้ใหญ่ในชุมชน

    การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนงานครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และบริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด (ตลาดสี่มุมเมือง) แสดงให้เห็นถึงการรับรู้และการให้ความสำคัญของภาคธุรกิจต่อคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว

    คำมั่นสัญญาสู่อนาคต

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของงาน ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “งาน ไทยฟุ้ง ปรุงไทย ไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานเทศกาลประจำปี แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เราได้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมแล้วว่า เมื่อชุมชนมีความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมี พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการรักษาและต่อยอดให้ดีขึ้น”

    การจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ได้แก่ คุณสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), คุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, คุณพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, และ คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ รวมทั้งศิลปินและบุคคลสำคัญอีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม

    งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดเทศกาลอาหาร แต่เป็นการปูทางสู่อนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ความเข้มแข็งของชุมชน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างแท้จริง

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
    • เอกสารงานเทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025)
    • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไทยคอนเวนชั่นแอนด์เอ็กซิบิชั่นบูโร)
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    • รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ประจำปี 2568
    • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kaeng-kae-kai-muang-chiang-rai-thai-taste-fest/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YyXF2L8G8r_bnzOg79zkk

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 12 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 12 กันยายน 2568

    12 กันยายน 2568 17:14 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 12 กันยายน 2568

    -นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการกลุ่มอาหารอนาคตไทยในตลาดโลก รวมไปถึงกระทบต่อรายได้ของทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ

    -นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจาก 10 ปีก่อนหน้านี้ ขยายตัวต่ำมาก โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.9% จีดีพีในปี 2567 ขยายตัวได้ 2.5% และ จีดีพีในครึ่งปีแรกของ ปี 2568 ขยายได้ 3% ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ ขับเคลื่อนโดยการส่งออก การลงทุน และ การท่องเที่ยว

    -บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการ และกรรมการชุดย่อยของ SCGP เช่นเดียวกับธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)เนื่องจากมีภารกิจอื่น โเยคาดว่าจะมารับตำแหน่งรมว.พาณิชย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LF5T3ZZGcXNlZorOLIFts

  • “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน | เดลินิวส์

    “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน | เดลินิวส์

    “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน

    การประชุมความร่วมมือดิจิทัลเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2568 และการจับคู่อุปสงค์-อุปทานเพื่อการค้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28-29 ส.ค. ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมความร่วมมือ โดยมีการลงนามโครงการความร่วมมือมากกว่า 25 รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5109052/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08NX4hFkSH05VAfWEiPbSv

  • กกร. เรียกร้อง รัฐบาลตรวจสอบ ส่งออกทองคำไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น เกี่ยวโยง ธุรกิจใต้ดินหรือไม่

    กกร. เรียกร้อง รัฐบาลตรวจสอบ ส่งออกทองคำไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น เกี่ยวโยง ธุรกิจใต้ดินหรือไม่

    กกร. เรียกร้อง รัฐบาลตรวจสอบ ส่งออกทองคำไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น เกี่ยวโยง ธุรกิจใต้ดินหรือไม่

    12 กันยายน 2568, 12:28น.

              ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ตั้งข้อสังเกตสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติบางอย่างในการส่งออกทองคำ โดยเฉพาะการส่งออกไปกัมพูชา ล่าสุดเดือนม.ค.-ก.ค. 2568 ไทยส่งออกทองคำไปกัมพูชา เป็นอันดับ 2 รองจากสวิสเซอร์แลนด์ มูลค่ากว่า 2,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 68,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.3% คิดเป็นสัดส่วน 28.2% เทียบกับการส่งออกทองคำทั้งหมด ถือเป็นอัตราที่สูงมาก ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ จึงเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องนำไปหารือกับรัฐบาลใหม่ต่อไป

              ถ้าเทียบแล้วกัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ ทำไมไทยถึงมีสัดส่วนการส่งออกทองคำไปค่อนข้างเยอะ ทำให้ได้เงินตราต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก ต้องแลกเป็นเงินบาท ความต้องการเงินบาทจึงเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าบาทแข็งค่า และกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ที่ค่อนข้างเยอะ กกร.ตั้งข้อสังเกตและกังวลว่า เรื่องนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจใต้ดินหรือไม่ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ กกร.ยังไม่ได้ยืนยัน 100% ว่า เกี่ยวพันหรือไม่ แต่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่คาดไม่ถึง เพราะเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ การส่งออกทองคำไปกัมพูชา อาจจะมีทั้งถูกและไม่ถูกกฎหมาย อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบ หากพบปัญหาจะได้แก้ให้ตรงจุด

              สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาล และธปท.เร่งทำ คือ แยกมูลค่าการค้าทองคำออกมาก่อน เพื่อพิจารณาว่า มีความผิดปกติอย่างไรบ้าง และให้ธปท.เข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่า ประเทศอื่นแข็งค่าระดับหนึ่ง แต่ของไทยแข็งรุนแรงจนผิดปกติ หรือเวลาค่าเงินอ่อน ไทยก็มักอ่อนมากกว่าประเทศอื่น ส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทยในทุกภาค ทั้งภาคการส่งออก ภาคเกษตร ภาคการท่องเที่ยวกระทบหมด

              อย่างไรก็ตาม หากมองในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยไม่ดี และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่งลดดอกเบี้ยไป 0.25% ตามข้อเท็จจริง ค่าเงินบาทต้องอ่อนค่า แต่กลับแข็งขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

              สำหรับราคาทองคำในประเทศ ล่าสุดเมื่อเวลา 11.47 น. ทองเพิ่มขึ้น 150 บาท จากการเคลื่อไหว 3 ครั้ง ทำให้

    +++ทองแท่งรับซื้อบาทละ 54,650 บาท ขายออก 54,750 บาท

    +++ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 53,560.28 บาท ขายออก 55,550 บาท

    #ส่งออกทองคำผิดปกติ

    #ไทยกัมพูชา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DnnaY5sOvHB1JP5Oza7Wz

  • นักวิชาการจุฬาฯ เตือน ปิดด่านชายแดนทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย-นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น

    นักวิชาการจุฬาฯ เตือน ปิดด่านชายแดนทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย-นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น

    นักวิชาการจุฬาฯ เตือน ปิดด่านชายแดนทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย-นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น

    เมื่อวันที่ 12 ก.ย.68 รศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความระบุว่า

    “โปรดเข้าใจเถิดว่า การเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

    จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และอนุญาตให้มีการส่งสินค้าข้ามแดนได้ แต่กลับถูกทัวร์ชาตินิยมไทย รุมประณามอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่าสินค้าจากไทยจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งขึ้น เพราะคนไทยเชื่อว่าเราต้องลงโทษกัมพูชาให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย …. นี่เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้น ดังนี้

    1. สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่ผลิตในลักษณะ supply chain เช่น ประเทศหนึ่งผลิต และส่งไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง เป็นต้น ฉะนั้น หาก supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

    2. สถานทูตญี่ปุ่นกล่าวว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทยและกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 หรือในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นโยบายนี้มุ่งชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยไทยมีไอเดียว่า บริษัทต่างชาติสามารถผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานไร้ฝีมือในกัมพูชาได้ (เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แล้วส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทยได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี (ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีของ AEC) ส่วนประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูง และรัฐบาลไทยยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ

    3. เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

    4. การปิดด่านชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่กล้าปริปาก เท่าที่ได้รับข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศและทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท คำถามคือ เขาไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะอำนวยความสะดวกให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังชาวเขมร

    พวกเขาคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยไม่สามารถสร้างมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

    5. การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทย ได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของประเทศไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

    6. ที่น่าสนใจคือ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รมต.กลาโหม ดูจะมีความเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ท่านจึงเสนอให้เปิดด่าน ทั้งนี้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย จึงได้รับข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น แต่ที่น่าตกใจคือ ลูกน้องของท่าน มทภ.2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นขณะนี้ ที่กำลังเดินสายเลคเชอร์ในเมืองใหญ่) กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชาเลย … ท่านอาจจะมีความรู้เรื่องการรบดี แต่ท่านยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

    7. ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท จริงๆ แม้แต่การห้ามส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำไปยังกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่าแน่ๆ คือฝ่ายไทย ทั้งเจ้าของโรงงานและแรงงานไทย ขณะที่สินค้าเหล่านี้ กัมพูชาสามารถหันไปซื้อจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชาที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lAksJ1BJc2CbxqtMRCqih

  • แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ:  ถ้อยแถลงของอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์ / คุณไม่สามารถนิ่งเฉยได้

    แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ: ถ้อยแถลงของอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์ / คุณไม่สามารถนิ่งเฉยได้

    แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ:

    ถ้อยแถลงของอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์ / คุณไม่สามารถนิ่งเฉยได้

    🔹อามีร์ซาอีด อีราวานี เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำองค์การสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์อย่างรุนแรง โดยกล่าวว่าคณะมนตรีความมั่นคงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการกระทำการรุกรานที่ชัดเจนเช่นนี้ได้ แต่จำเป็นต้องออกมติที่มีผลผูกพันภายใต้บทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ.

  • “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,131 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย  

    *** หลังจากโครงการ “คนละครึ่ง” เคยเป็นนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลชุดก่อน ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงสถานการณ์โควิด-19 ล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศชัดเจนว่า โครงการนี้จะกลับมาอีกครั้ง โดยมีการปรับปรุงรูปแบบ และเกณฑ์การเข้าร่วมให้ทันสมัย และตอบโจทย์กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี

    *** ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงการดำเนินโครงการนี้ว่า โครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ จะปรับสูตรการจ่ายเงินเป็น 60:40 สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ และผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรัฐจะร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี แสดงความรับผิดชอบ และใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะนี้มีประชาชนกลุ่มดังกล่าวประมาณ 11 ล้านคน

    *** แนวคิด คือ ให้สิทธิพิเศษกับคนที่อยู่ใน “ระบบภาษี” ซึ่งรวมถึงผู้ยื่นแบบภาษีด้วย ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีจริง แต่ต้องอยู่ในระบบเพื่อสร้างความรับผิดชอบทางการเงิน และส่งเสริมวินัยทางภาษีของประชาชน สำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ถือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จะยังคงได้รับสิทธิในอัตราเดิม 50:50 รัฐจ่าย 50% ประชาชนจ่าย 50% โดยหลักเกณฑ์การใช้สิทธิส่วนใหญ่ จะยังคงเหมือนโครงการเดิมประมาณ 80-90% เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและเข้าถึงสิทธิได้ง่าย

    *** สำหรับ “งบประมาณ” หากโครงการสามารถเริ่มต้นได้ภายในเดือนตุลาคม 2568 จะใช้เงินจากงบประมาณปี 2569 ภายใต้กรอบงบกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 25,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็นต้องขยายโครงการออกไปมากกว่านี้ อาจพิจารณาเกลี่ยงบจาก รายการ “งบกลาง” มาสมทบเพิ่มเติม เพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ต้องรอการหารือกับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพื่อกำหนดรายละเอียดของงบประมาณและขนาดของโครงการอย่างรอบคอบ แม้โครงการจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ และ “กระตุ้นกำลังซื้อ” แต่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนนำไปปฏิบัติจริง 

    *** ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนที่ 32 ออกมาระบุว่า ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ครั้งนี้ จะสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 4 เดือน หลังจากประกาศเริ่มโครงการ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568

    สำหรับ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีและแสดงความรับผิดชอบด้านภาษี ส่วน “ประชาชนทั่วไป” และ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ยังคงได้สิทธิในรูปแบบเดิม ซึ่งจะช่วยสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโครงการ ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นให้โครงการคงความง่ายต่อการเข้าใจ ใช้งานสะดวก และเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ

    ***ขณะเดียวกัน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าในการฟื้น “โครงการคนละครึ่ง” ของรัฐบาลอนุทิน …ภาคเอกชนกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่า สนับสนุนมาตรการนี้อย่างกว้างขวาง โดยเปรียบว่า เป็น “ยาดมชูกำลัง” ระยะสั้น ที่สามารถสร้างแรงกระตุ้นกำลังซื้อได้จริงในยามเศรษฐกิจอ่อนแรง พร้อมเสนอปรับเงื่อนไข เพิ่มสิทธิประโยชน์ และต่อยอดสู่ระบบรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืน

    *** ผู้ประกอบการดิจิทัลและเครือข่ายร้านอาหาร เช่น LINE MAN Wongnai, Grab และ สมาคมภัตตาคารไทย ต่างยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนโครงการเต็มที่ โดยเสนอให้กระทรวงการคลังใช้ฐานข้อมูลร้านค้าจากรอบก่อน ๆ เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการลงทะเบียนใหม่ และสามารถเดินหน้าได้ทันที

    “ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ระบุว่า “เรามีฐานข้อมูลร้านค้าในระบบที่สามารถเชื่อมต่อและพร้อมใช้งานทันที รัฐไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์” สำหรับข้อเสนอที่ “ภาคเอกชน” หยิบยกขึ้นมาอย่างกว้างขวางคือ การเพิ่มวงเงินสิทธิ์จาก 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยเห็นว่าระดับ 150 บาท อาจไม่เพียงพอในภาวะค่าครองชีพสูง  

                              “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    *** สำหรับองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ ทั้ง หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นพ้องว่า “คนละครึ่งรีเทิร์น” เป็นมาตรการที่เหมาะสมต่อการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงสั้น โดยเฉพาะเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น การบริโภคภายใน และดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ก็เตือนว่า ต้องมีมาตรการเสริมระยะกลาง-ยาว เช่น ปฏิรูประบบภาษี การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการลงทะเบียน และ การจัดทำโครงการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการฉุกเฉิน วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย ชี้ว่า มาตรการนี้จะได้ผล หากรัฐบาลใช้เป็น “สะพานเชื่อม” ไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำ และดึงผู้ประกอบการออกจากระบบเศรษฐกิจนอกระบบ

    *** เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนต่อโครงการ “คนละครึ่ง” ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” ชัดเจนว่า แม้จะเป็นมาตรการเฉพาะหน้า แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการฟื้นกำลังซื้อ ขณะที่ข้อเสนอจากเอกชน-ทั้งการเพิ่มวงเงินสิทธิ์ ยืนยันไม่เก็บภาษีย้อนหลัง และการต่อยอดสู่ระบบที่ยั่งยืน สะท้อนความคาดหวังว่ารัฐบาลจะไม่เพียง “ปลุกพลังจับจ่าย” ชั่วครั้งชั่วคราว แต่สามารถปักหมุดไปสู่การสร้าง ระบบรัฐสวัสดิการที่มั่นคงและครอบคลุมในอนาคต…
        
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/638698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IbeCLl5VzYGfNp_HaNqIJ

  • ‘วราวุธ’ กังวล ‘เปิดด่าน’ หากสูญเสียอธิปไตย แม้จะมีเศรษฐกิจที่ดีแต่ก็ไร้ประโยชน์

    ‘วราวุธ’ กังวล ‘เปิดด่าน’ หากสูญเสียอธิปไตย แม้จะมีเศรษฐกิจที่ดีแต่ก็ไร้ประโยชน์

    “วราวุธ” ลั่น เก็บกู้ระเบิดไม่ใช่หน้าที่ของทหารไทย บอกกัมพูชาเป็นคนวางก็ต้องกู้เอง แนะเปิดด่านชายแดนตรวจสอบคนเข้าออกให้ชัด

    12 กันยายน 2568 – ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังจะมีการเปิดด่านบริเวณจังหวัดจันทบุรี-ตราด ว่า มีความกังวลพอสมควร เพราะการที่จะให้คนต่างชาติเข้ามา โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาต้องตรวจสอบให้ดีว่าเป็นบุคคลจำพวกใดและมีวัตถุประสงค์ใด เพราะการที่รับคนเข้ามาจำนวนมากเกินไปจะเป็นผลร้าย หรือแม้แต่การที่ระบุว่าจะร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ก็เป็นสิ่งที่แปลกใจทั้งในฐานที่เป็นคนไทย และหัวหน้าพรรค ซึ่งจะต้องเป็นกำลังใจให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในการทำหน้าที่บริเวณตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

    นายวราวุธ ยังกล่าวอีกว่า บริเวณตามแนวตะเข็บชายแดนพบกลุ่มเปราะบางมากพอสมควร คงต้องฝากเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ของ พม. ในการดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบาง การทำแผนที่ที่กำหนดไว้ในการอพยพและดูแลกลุ่มคนเปราะบาง โดยประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง เพื่อนำอุปกรณ์และข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงดูแลให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย โดยมีการอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

    “ผมยังสงสัยว่าทำไมทหารไทยต้องไปกู้ทุ่นระเบิด เพราะเราไม่ได้เป็นคนไปวาง ทำไมต้องมาร่วมกัน และต้องให้ฝ่ายเขมรผู้ที่วางทุ่นระเบิดไปกู้เสีย ดังนั้นการที่จะปิดด่านไว้เช่นนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและพี่น้องประชาชน เป็นส่ิงที่พวกเราชาวชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญที่สุด ถ้าหากว่าความปลอดภัยไม่มีแล้ว อธิปไตยไม่มีแล้ว ก็ที่จะมีเศรษฐกิจที่ดี ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารหาญ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการกู้ทุ่นระเบิดอย่าเอาทหารไทยไปกู้เลย เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา”

    เมื่อถามว่า มองว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะดีขึ้นหรือไม่ เพราะว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ที่การแสดงความยินดีมาจากผู้นำกัมพูชา นายวราวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่าเมื่อคุณพูดเราจะฟัง เมื่อคุณทำเราจะเชื่อ การพูดแสดงความยินดี รัฐบาลไทยยินดีรับฟังแต่ขอให้ทำให้เห็นเสียก่อน เราถึงจะเชื่อถึงสันติสุข ความสงบสุขจะเกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/860550/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j1uR_owZ3Cz7JqXuxF_V_