Category: เศรษฐกิจ

  • เขมรจลาจลแล้ว! บุกตีหัว-ไล่กัดตำรวจ คลั่งถอนเงินไม่ได้ ฟันเปรี้ยง 6 เดือนกลียุค | TOPNEWS

    เขมรจลาจลแล้ว! บุกตีหัว-ไล่กัดตำรวจ คลั่งถอนเงินไม่ได้ ฟันเปรี้ยง 6 เดือนกลียุค | TOPNEWS

    “พล.อ.รังษี” เผย TOPNEWS อีกไม่เกิน 6 เดือน เขมรจะเข้าสู่กลียุคอย่างเต็มตัว คนตกงานนับแสน เศรษฐกิจหยุดชะงักเต็มรูปแบบ ล่าสุด เกิดเหตุจลาจลชาวบ้านบุกตีหัว-ไล่กัดตำรวจ หลังถอนเงินฝากจากธนาคารไม่ได้

    #topupdate
    #กัมพูชา
    #เขมร
    #ฮุนเซน
    #อิหร่าน
    #ทรัมป์
    #สหรัฐ
    #อิสราเอล
    #ฮิซบอลเลาะห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1656706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hDDJko0QkSu5OydBv7cZq

  • “อลงกรณ์” แนะไทยกลัดกระดุมใหม่ ชูยุทธศาสตร์ “โลกพึ่งไทย” ดัน Bio-Foundry | TOPNEWS

    “อลงกรณ์” แนะไทยกลัดกระดุมใหม่ ชูยุทธศาสตร์ “โลกพึ่งไทย” ดัน Bio-Foundry | TOPNEWS

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรอประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ รายงานปฏิรูปประเทศ ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์ “โลกพึ่งไทย” : ถอดรหัสอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์&นวัตกรรมชีวภาพ “ประเทศไทยต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่ จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย” โดยมีเนื้อหาดังนี้

    ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างยิ่งจากการเดินหน้านโยบายพัฒนาประเทศตามกระแสความนิยม (Hype-Driven Policies) ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มงบประมาณ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และทรัพยากรวิกฤตของชาติ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ในบริบทของประเทศไทย เราไม่มีเทคโนโลยีต้นน้ำเป็นของตนเอง ทำให้ต้องพึ่งพาชิป นวัตกรรม ซอฟต์แวร์ และสายการผลิตจากต่างประเทศเกือบร้อยละร้อย

    ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังดึงเอาทรัพยากรพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำอันมีค่าไปใช้อย่างมหาศาล โดยที่ตัวเลขมูลค่าการลงทุนจริงตกอยู่กับห่วงโซ่อุปทานและคนไทยเพียงน้อยนิด

    รายงานพิเศษฉบับนี้เสนอให้ภาครัฐ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ของยุทธศาสตร์ประเทศใหม่ โดยทบทวนและปรับลำดับความสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศ มาสร้างความเข้มแข็งจากภายในบนฐานศักยภาพที่แท้จริง

    เราสามารถเรียนรู้จากอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นโมเดลผลิตชิปแบบเฉพาะทาง (Pure-Play Foundry) ของ TSMC ในไต้หวัน หรือชิปหน่วยความจำ HBM ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาปรับใช้กับการสร้าง เศรษฐกิจชีวภาพ(Bio-Economy)โดยยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรราคาถูก ไปสู่การผลิต “สารตั้งต้นมูลค่าสูง” ป้อนให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของโลกในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก

    1. ถอดบทเรียนอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์เกาหลี-ไต้หวัน
    อุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟนแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา หากแต่เริ่มต้นจากการนำทรายหรือแร่ซิลิคอนมาถลุงและผ่านกระบวนการทำความบริสุทธิ์จนได้เป็นแผ่นเวเฟอร์ (Silicon Wafer) จากนั้นจึงส่งต่อให้โรงงานรับจ้างผลิตอย่าง TSMC สลักวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วเพื่อสร้างเป็นชิปประมวลผลหรือชิปหน่วยความจำ ป้อนให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกนำไปใช้ผลิตไอทีและ AI Server อีกทอดหนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้ไต้หวันและเกาหลีใต้กลายเป็นขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีที่โลกเทคโนโลยีขาดไม่ได้

    เมื่อนำพิมพ์เขียวนี้มาจับกับประเทศไทย ผลผลิตทางการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ก็คือ “สารกึ่งตัวนำทางธรรมชาติ” ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

    หากเรายกระดับการผลิตไปสู่โมเดลผลิตสารชีวภาพ( Bio-Foundry ) ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไปต่อท้ายแถวของกระแสนิยมไฮเทคดิจิตอลที่พึ่งพานำเข้าทุนและเทคโนโลยี แต่เราสามารถตั้งตัวเป็นผู้สกัดและแปรรูปวัตถุดิบชีวภาพให้กลายเป็น “สารตั้งต้นชีวภาพความบริสุทธิ์สูง” หรือชีวโมเลกุลเกรดการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆส่งออกป้อนให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง อาหารฟังก์ชัน เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ชีวภาพที่โลกต้องพึ่งพาเช่นเดียวกัน

    2. เปรียบเทียบโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่-เก่า เมื่อนำโมเดลยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมที่เน้นการอุดหนุนตามกระแส (Hype-Driven) มาเปรียบเทียบกับโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
    1.สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content Value) นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เพียงร้อยละ 10 ถึง 15 เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี ชิป และชิ้นส่วนจากต่างชาติ ขณะที่โมเดล Bio-Foundry สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงถึง ร้อยละ 85 ถึง 95 เพราะใช้ทรัพยากรและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศทั้งหมด

    2.รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเกษตรกร นโยบายเดิมทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพียง 120,000 บาทต่อปี และมีความผันผวนสูงตามราคาตลาดโลก แต่โมเดลใหม่จะช่วยยกระดับรายได้ขึ้นเป็น 420,000 ถึง 550,000 บาทต่อปี อย่างมั่นคงด้วยระบบ Bio-Contract Farming

    3.การสร้างการจ้างงานทักษะสูงในภูมิภาค ยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมสร้างการจ้างงานทักษะสูงเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมส่วนกลางหรือ EEC
    ขณะที่โมเดลใหม่สร้างงานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพกระจายสู่ 77 จังหวัดมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับค่าจ้างแรงงานเกษตรกรขึ้น 2.5 ถึง 4 เท่า

    4.มูลค่าการส่งออกต่อตันวัตถุดิบ (Value per Ton) การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมสร้างมูลค่าได้เพียง 8,000 ถึง 15,000 บาทต่อตัน แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการ Bio-Foundry สกัดเป็นสารเกรด API หรือโปรตีนบริสุทธิ์ มูลค่าการส่งออกจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 200,000 ถึง 3,500,000 บาทต่อตัน

    5.การใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้า นโยบายเดิมสร้างภาระอย่างมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ขณะที่โมเดลใหม่มีความคุ้มค่าสูงเนื่องจากใช้ระบบน้ำหมุนเวียนในระบบปิด และใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในพื้นที่

    6.มูลค่าเศรษฐกิจรวมและการลดก๊าซเรือนกระจก นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 200,000 ล้านบาทโดยผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ทุนต่างชาติ ขณะที่โมเดลใหม่จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาทหรือ10เท่า ภายใน 10 ปีโดยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งช่วยลดการนำเข้ายาและสารเคมีได้หลายแสนล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ขั้นต่ำ 40 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี

    3.ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก : จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการผลิตไปสู่ Bio-Foundry ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่จะปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจทวีคูณและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

    1.มิติภาคเกษตรกรรมและเกษตรกร เกษตรกรไทยกว่า 8.5 ล้านครัวเรือนจะได้รับการยกระดับรายได้สุทธิต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300% ถึง 1,000% นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความมั่นคงด้านราคาผ่านระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Bio-Contract Farming)

    2.มิติภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการเติบโตของ New S-Curve ใหม่ที่มียุทธศาสตร์ต้นน้ำอยู่ในประเทศร้อยละร้อย ทั้งอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ เวชสำอาง ยาสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและโปรตีนทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางยา (API) สารแต่งเติมอาหาร และเคมีภัณฑ์สังเคราะห์จากต่างประเทศได้มากกว่า 140,000 ล้านบาทต่อปี

    ผู้ประกอบการไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงโรงงานรับจ้างบรรจุ (OEM) ไปสู่การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสารตั้งต้นชีวภาพ (Bio-IP) ป้อนบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก

    3.มิติแรงงานและการจ้างงาน (Labor & Employment Transformation) ยุทธศาสตร์ Bio-Foundry จะปฏิรูปโครงสร้างแรงงานของประเทศไทยครั้งใหญ่ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานใน 4 ด้านสำคัญ
    3.1การกระจายการจ้างงานทักษะสูงสู่ภูมิภาค (Decentralised High-Skill Jobs) ศูนย์ AIC ใน 77 จังหวัด และโรงกลั่นชีวภาพระดับภูมิภาค จะสร้างการจ้างงานใหม่สำหรับนักวิจัย, นักชีววิทยา, วิศวกรเคมีชีวภาพ, นักเทคโนโลยีการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญการควบคุมคุณภาพ (QC/QA) ในพื้นที่ภูมิภาคมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง ลดความจำเป็นในการย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

    3.2 การดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐาน (Brain Gain / Local Workforce) เปลี่ยนภาพจำของภาคเกษตรจาก “งานหนัก สุขภาพพัง รายได้ต่ำ” ไปสู่การเป็น “Smart Bio-Farmers & Bio-Technicians” แรงงานคนรุ่นใหม่และบัณฑิตจบใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถกลับไปทำงานระดับสูงในภูมิภาคใกล้บ้าน พร้อมรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    3.3 การยกระดับทักษะแรงงานเดิม (Up-skilling & Re-skilling) แรงงานภาคการเกษตรและแรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปแบบเดิมจะได้รับการอบรมยกระดับทักษะผ่านระบบ AIC ให้มีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงพืชสกัด การใช้เครื่องมือสกัดระดับห้องปฏิบัติการ และการจัดการมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าและค่าจ้างแรงงาน (Wage Level) ในภาคเกษตรกรรมอย่างก้าวกระโดด

    3.4 การลดปัญหาแรงงานแฝงและการว่างงานแฝง (Underemployment) แก้ปัญหาภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานตามฤดูกาลและมีเวลาว่างเปล่านอกฤดูเก็บเกี่ยว การเลี้ยงผำ แมลงอุตสาหกรรม และการแปรรูปชีวมวลจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานตลอด 365 วัน สร้างรายได้และอัตราการทำงานที่สม่ำเสมอให้แก่แรงงานฐานราก

    4.มิติภาพรวมประเทศ ประเทศไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง GDP จากการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก ไปสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง โดยคาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ของ GDP ประเทศไทย ภายใน 10 ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสารตั้งต้นทางชีวภาพและโปรตีนอนาคต สร้างด่านเกราะคุ้มกันเศรษฐกิจ (Bio-Shield) ที่ทำให้บริษัทยา อาหาร และเครื่องสำอางข้ามชาติต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากไทย พร้อมทั้งช่วยบรรลุเป้าหมาย Net-Zero

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย : การปรับยุทธศาสตร์และ “กลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่”
    ภาครัฐจำเป็นต้องปฏิรูปกรอบความคิดและกลัดกระดุมเม็ดแรกของการวางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเสียใหม่ โดยดำเนินการใน 3 วาระสำคัญ
    1. ยกระดับ Agroindustry, Bio-Economy และ Future Protein เป็นวาระแห่งชาติอันดับ 1 (Primary Strategic Priority)
    โดยปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายรัฐบาลมุ่งเน้นการแปรรูปกลุ่มพืชผลเกษตร ชีวภาพ และโปรตีนทางเลือกสู่สารตั้งต้นมูลค่าสูงเป็นเป้าหมายหลักของประเทศ

    2. รีเซ็ตโครงสร้างการส่งเสริมการลงทุน (BOI Reform)
    ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่างชาติที่ไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดึงเอาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าไปใช้สูง โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรอย่างเคร่งครัด แล้วหันมาอัดฉีดสิทธิประโยชน์สูงสุด (Tier 1+) ให้แก่ผู้ลงทุนใน Bio-Refinery Complex, อุตสาหกรรมสกัดสารมูลค่าสูง

    3. จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนพัฒนานวัตกรรมชีวภาพและพัฒนาแรงงานชีวภาพ (National Bio-Foundry & Workforce Fund)
    อัดฉีดงบประมาณนำร่อง 25,000 ล้านบาท สนับสนุนจัดตั้งโรงกลั่นชีวภาพประจำทุกภูมิภาค ยกระดับเครื่องมือสกัดขั้นต้นให้COEและ AIC 77 จังหวัด พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตร Up-skillและRe-skill ร่วมกับสถาบันการศึกษา สภาเกษตรกร หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในพื้นที่เพื่อสร้างแรงงานชีวภาพทักษะสูงรองรับทั่วประเทศ

    ยุทธศาสตร์ใหม่ที่เสนอในรายงานพิเศษฉบับนี้เป็นการปรับลำดับความสำคัญของทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้งอุตสาหกรรมใหม่เช่น AI บิ๊กเดต้า EV เพียงแต่ให้จัดลำดับความสำคัญบนศักยภาพของประเทศที่แท้จริงและตอบโจทย์อนาคตภายใต้แนวทางการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และการยืนบนขาของตัวเองเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน

    การรีเซ็ตยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการอัพเกรดกลุ่มพืชผลเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็น “สารตั้งต้นมูลค่าสูง” ผ่านโครงข่าย CoE และ AIC 77 จังหวัด คือทางออกเดียวที่จะพลิกชีวิตเกษตรกรไทย 8.5 ล้านครัวเรือน ยกระดับและสร้างงานทักษะสูงให้แก่แรงงานไทย ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ผู้ครอบครองสิทธิบัตรเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจเก่าที่พึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศสู่ฐานใหม่คือเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic Economy)สร้างเติบโตของจีดีพี.แบบกระจายประโยชน์ถึงฐานรากเศรษฐกิจแบบมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1656737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qnIXeyJ-WtdkcAt5qmscx

  • สศอ. รับนโยบาย รมว.อุตฯ ลุยปรับแผน S-Curve ชง ครม. ดันเศรษฐกิจยุคใหม่ : อินโฟเควสท์

    สศอ. รับนโยบาย รมว.อุตฯ ลุยปรับแผน S-Curve ชง ครม. ดันเศรษฐกิจยุคใหม่ : อินโฟเควสท์

    รมว.อุตสาหกรรม เผย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็น “คลังสมอง” (Think Tank) และ “ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย” (Policy Driver) ของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมมอบนโยบายชูข้อมูลแม่นยำ ทันสมัย พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้าน สศอ. รุดเดินหน้าเป้าหมาย S-Curve หวังยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมเร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนระยะเวลาสิ้นสุด ปี 2570

    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่า สศอ. ในฐานะที่เป็น “คลังสมอง” (Think Tank) ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ “ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย” (Policy Driver) ด้านอุตสาหกรรมของประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจของหน่วยงานอย่างเต็มศักยภาพ ตามวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชี้นำการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่ความยั่งยืน โดยนำข้อมูล การศึกษา วิเคราะห์ และการคาดการณ์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย แผน และยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อกำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาความเจริญเติบโตของประเทศ

    นอกจากนี้ สศอ. ยังมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการ ในการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การผลักดันมาตรการไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND 4 เสาหลัก ของ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตก้าวไกลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้าน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ได้ดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND ของ รมว.อุตสาหกรรม และดำเนินการตามกรอบแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายจะขับเคลื่อนผ่านกลไกระดับชาติและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากรโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกัน ซึ่งแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินรวม 5,884.18 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ จาก 14 หน่วยงาน

    สำหรับผลการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ผ่านมา การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ xEV ในปี 2568 มีจำนวน 284,679 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนในระบบอัตโนมัติที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ CoRE ระหว่างปี 2563–2569 มีมูลค่ารวม 22,621.69 ล้านบาท และในช่วงปี 2567–2569 สามารถพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้แล้ว 89,267 คนสะท้อนความก้าวหน้าของการยกระดับเทคโนโลยีและกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ทั้งนี้ สศอ. จะเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเครือข่าย พร้อมเดินหน้าปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตในปัจจุบัน และครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับประกอบการกำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ทั้งยานยนต์ ชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้บรรลุเป้าหมาย ตลอดจนผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก ทั้งนี้ แผนพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve จะมีระยะเวลาสิ้นสุดในปี 2570 สศอ. เร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NeesCkphQzO3AX_Bnt-tY

  • ปาล์มไทยจ่อวิกฤต 24 ก.ย.เลิกอุ้มไบโอดีเซล เสี่ยง CPO ทะลัก 2 ล้านตัน

    ปาล์มไทยจ่อวิกฤต 24 ก.ย.เลิกอุ้มไบโอดีเซล เสี่ยง CPO ทะลัก 2 ล้านตัน

    ปาล์มไทยจ่อวิกฤต 24 ก.ย.เลิกอุ้มไบโอดีเซล เสี่ยง CPO ทะลัก 2 ล้านตัน

    อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ

    เตือน CPO เสี่ยงขายไม่ออก 1 ล้านตัน

    ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชีวภาพ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.)

    ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชีวภาพ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.) และนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นกำหนดสำคัญของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เพราะหลังจากนั้นกลไกการอุดหนุนไบโอดีเซลอาจไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดิมได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคาน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากหากไม่มีการอุดหนุน ราคาไบโอดีเซลอาจสูงกว่าน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนแปลง

    “หากไบโอดีเซลมีราคาสูงกว่าดีเซล และการผสมไบโอดีเซลทำให้ราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสูงขึ้น คำถามสำคัญคือ “ใครจะเลือกเติม” เพราะเมื่อความต้องการใช้ไบโอดีเซลลดลง ย่อมกระทบต่อการดูดซับ CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบ ที่ปัจจุบันถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล”

    ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลคือ หากตลาดไบโอดีเซลไม่สามารถรองรับ CPO ได้เหมือนเดิม อาจทำให้มี CPO ที่เคยถูกใช้ในภาคพลังงานประมาณ 1 ล้านตัน กลับเข้าสู่ตลาดน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมอื่นเมื่อรวมกับปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกินที่มีอยู่เดิม จึงมีโอกาสทำให้ตลาดไทยต้องรับมือกับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน มากกว่า 2 ล้านตัน  สถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นแรงกดดันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ เกษตรกร โรงสกัด ผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตไบโอดีเซล ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เพราะหากตลาดไม่สามารถดูดซับผลผลิตได้เพียงพอ ปริมาณสต็อกที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบต่อราคาผลปาล์มและรายได้ของเกษตรกรในที่สุด

    ปาล์มไทยต้องเร่งหา “ตลาดใหม่”

    โจทย์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเตรียมจัดเวที “PALM OIL × OLEOCHEMICAL EXECUTIVE FORUM 2026 – BANGKOK” โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–15.35 น. ณ ห้องวีนัส ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งเวทีนี้จะระดมผู้เชี่ยวชาญจากไทยและต่างประเทศมาร่วมวิเคราะห์อนาคตอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่สถานการณ์ตลาดโลก การใช้ปาล์มน้ำมันในภาคพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมัน แต่เป็นการหา “ตลาดใหม่” มารองรับผลผลิต หากตลาดพลังงานไม่สามารถดูดซับ CPO ได้ในระดับเดิม

    จากไบโอดีเซล สู่โอเลโอเคมี

    หนึ่งในทางเลือกที่ถูกจับตามองคือการผลักดัน โอเลโอเคมี (Oleochemical) ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบจากน้ำมันและไขมันมาแปรรูปเป็นสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีเกี่ยวกับการ ถอดรหัส DNA ของปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน เช่น POME หรือน้ำเสียจากกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์ม มาต่อยอดสร้างมูลค่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่อุตสาหกรรมปาล์มไทยต้องลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสร้างระบบที่สามารถนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากขึ้น

    ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติถอดรหัสทางรอด

    สำหรับเวทีดังกล่าวมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ Dr. Ravigadevi Sambanthamurthi, FRS ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และการใช้ประโยชน์จากของเสีย ซึ่งจะนำเสนอแนวทางเพิ่มผลผลิตน้ำมันปาล์มและการใช้ประโยชน์จากของเสีย ด้านสหรัฐฯ Mr. Nathan Lakey ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทด้านชีววิทยาสังเคราะห์และน้ำมันปาล์ม จะนำเสนอแนวคิดตั้งแต่ “From Leaf to DNA Sequence to Increase Palm Oil Yield” หรือการใช้ข้อมูลระดับ DNA เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำมันปาล์ม ส่วน Ms. Yu-Leng Khor จากสิงคโปร์ จะวิเคราะห์มิติด้านเศรษฐศาสตร์ ความเสี่ยงภูมิอากาศ และผลกระทบต่อราคาน้ำมันปาล์ม

    จุดเปลี่ยนปาล์มไทย

    ดร.บุรินทร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ภาคอุตสาหกรรมปาล์มต้องจับตา เพราะหากกลไกการใช้ไบโอดีเซลเปลี่ยนไปและความต้องการใช้ CPO ในภาคพลังงานลดลง ไทยจำเป็นต้องมีแผนรองรับปริมาณน้ำมันปาล์มที่จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงปาล์มน้ำมัน–พลังงาน–โอเลโอเคมี–เทคโนโลยีชีวภาพ–เศรษฐกิจหมุนเวียน ให้เป็นระบบเดียวกันเพราะหากตลาดเดิมรับผลผลิตไม่ไหว ขณะที่ตลาดใหม่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ น้ำมันปาล์มส่วนเกินกว่า 2 ล้านตันอาจกลายเป็นแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อราคาตลอดห่วงโซ่ และท้ายที่สุดแรงกระแทกอาจย้อนกลับไปถึงรายได้ของเกษตรกรชาวสวนปาล์มโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/665991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15Xhodute7FINRo7IZlUc5

  • รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย คืบ 9.6% คาดเสร็จปี 71 ขร.เร่งระบบรางรับงานใหญ่”พืชสวนโลก”จ.อุดรฯ : อินโฟเควสท์

    รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย คืบ 9.6% คาดเสร็จปี 71 ขร.เร่งระบบรางรับงานใหญ่”พืชสวนโลก”จ.อุดรฯ : อินโฟเควสท์

    กรมการขนส่งทางรางลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ติดตามความก้าวหน้าโครงการรถไฟทางคู่ขอนแก่น–หนองคาย คืบหน้าร้อยละ 9.6 พร้อมติดตามการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางและจุดเชื่อมต่อพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 คาดเริ่มก่อสร้างที่หยุดรถไฟและจุดตัดทางรถไฟภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ และแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569

    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจราชการและติดตามการยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่งทางรางและทางถนน โดยมี นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ร่วมลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบราง เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนและเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงภูมิภาคระหว่างไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีน

    นายพิเชฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น–หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความคืบหน้าร้อยละ 9.6 โดยมีเป้าหมายก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2571 โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ การขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงรองรับการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    คณะได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่สถานีรถไฟอุดรธานี เพื่อติดตามการให้บริการประชาชน ความพร้อมของพื้นที่สถานี และแนวทางการพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้สอดรับกับการพัฒนาโครงข่ายระบบรางในอนาคต รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และรองรับการเติบโตของจังหวัดอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

    เร่งเตรียมระบบรางรองรับงาน”พืชสวนโลก”จ.อุดรฯ

    นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความพร้อมของโครงการรถไฟทางคู่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนระหว่างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น–หนองคาย กับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองโครงการดำเนินไปอย่างสอดคล้องและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ พร้อมรับฟังความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ต่อมา วันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายพิเชฐ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ขร. ได้ลงพื้นที่บริเวณสถานที่จะก่อสร้างที่หยุดรถไฟและจุดตัดทางรถไฟ ภายในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อติดตามความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมงาน

    สำหรับที่หยุดรถไฟดังกล่าว จะก่อสร้างเป็นชานชาลาชั่วคราวสูง 1.10 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับขบวนรถไฟ ขณะที่จุดตัดทางรถไฟเสมอระดับจะก่อสร้างจำนวน 2 แห่ง ระหว่างสถานีอุดรธานี–สถานีนาพู่ ได้แก่ บริเวณกิโลเมตรที่ 574+725.25 ซึ่งมีความกว้างถนนประมาณ 23 เมตร สำหรับยานพาหนะที่ใช้งานในโครงการมหกรรมพืชสวนโลกโดยเฉพาะ และบริเวณกิโลเมตรที่ 574+815.74 ซึ่งมีความกว้างถนนประมาณ 20 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเดินเข้า–ออกสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงาน โดยจุดตัดทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมต่อพื้นที่จัดงานซึ่งอยู่คนละฝั่งของทางรถไฟ

    ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกวดราคา โดยใช้งบประมาณจากงบกลางของจังหวัดอุดรธานี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 โดยจะมีพนักงานของ รฟท. ควบคุมและดูแลด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั้ง 2 แห่ง พร้อมใช้แผงเข็นกั้นเพื่อบริหารจัดการการสัญจรและความปลอดภัยในพื้นที่

    นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ณ บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” โดยการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

    “ระบบรางจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงการเดินทางกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน การเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเดินทางเข้าสู่พื้นที่จัดงานเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมรองรับปริมาณการเดินทางที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงการจัดงาน” นายพิเชฐ กล่าว

    อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวปิดท้ายว่า ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ตลอดจนสนับสนุนการจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งระหว่างภูมิภาค สนับสนุนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xdg2zgEeS9Sdz2_PjEOQv

  • เปิด 5 จว. ยื่นขอทบทวนสิทธิ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”สูงสุด

    เปิด 5 จว. ยื่นขอทบทวนสิทธิ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”สูงสุด

    (9ส.ค. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดูแลประชาชนกลุ่มผู้ยากไร้ให้เข้าถึงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 พบว่า ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ที่มีจำนวน 3.1 ล้านคน ขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว 2.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73 ขณะที่ผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนลดลงเหลือ 8.3 แสนคน (ร้อยละ 27) โดยจังหวัดที่มีผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ทั้งนี้รัฐบาลขอเชิญชวนให้เร่งยืนยันตัวตนเพื่อเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งกระทรวงการคลังเปิดให้ดำเนินการได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

    สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน แต่ยังคงมีผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน รัฐบาลจึงขอเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการยื่นคำร้องภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ลำปาง (60%), นราธิวาส (59%), ปัตตานี (58%), ยะลา (54%) และแพร่ (53%) ซึ่งสะท้อนถึงผลสำเร็จในการลงพื้นที่เชิงรุกของหน่วยงานท้องถิ่น

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมช่องทางอำนวยความสะดวกอย่างครอบคลุม ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”, แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”, เว็บไซต์โครงการ, ธนาคารของรัฐ 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์อย่างเต็มที่

    ข้อมูล : รัฐบาลไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Np8aCuYyd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36swgaKPOzLpyoJyDHKT89

  • ทำไมต่างชาติแห่ลงทุน? ส่อง 5 ปัจจัย นิคมอุตสาหกรรมไทย ยึดฮับโลก

    ทำไมต่างชาติแห่ลงทุน? ส่อง 5 ปัจจัย นิคมอุตสาหกรรมไทย ยึดฮับโลก

    การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิด 5 ปัจจัยยุทธศาสตร์ หนุน “นิคมอุตสาหกรรมไทย” ผาดโผนบนเวทีโลก ท่ามกลางสมรภูมิย้ายฐานการผลิต ย้ำโครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์แกร่ง พร้อมอัดสิทธิประโยชน์ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และอานิสงส์ FTA เปิดประตูสู่ตลาดต่างประเทศ ดึงเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต EV-AI-อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เดินหน้ายกระดับพื้นที่อุตสาหกรรมยั่งยืนตอบโจทย์เทรนด์โลก

    ประเทศไทยยังคงตอกย้ำตำแหน่งจุดหมายปลายทางระดับชั้นนำของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) อย่างต่อเนื่อง แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่เม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของ “ระบบนิเวศการลงทุน” โดยเฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการพัฒนาจนก้าวขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    การจัดตั้งและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทย ไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาพื้นที่สำหรับการตั้งโรงงานเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 5 ปัจจัยหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุน ดังนี้

    1. โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งถูกยกระดับด้วยการเชื่อมต่อระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ควบคู่กับระบบสาธารณูปโภคขั้นสูงที่เสถียร รองรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ภาครัฐให้การสนับสนุนผ่านมาตรการเชิงรุก ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยมีหน่วยงานอย่าง BOI และ กนอ. คอยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างตรงจุด

    3. ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สมบูรณ์แบบ การเป็นฐานการผลิตระดับโลกมายาวนาน ทำให้ไทยมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    4. อานิสงส์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เครือข่ายความร่วมมือทางการค้าที่ไทยทำไว้กับนานาประเทศทั่วโลก กลายเป็นความได้เปรียบเชิงแข่งขัน ช่วยให้สินค้าที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมในไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดสำคัญได้โดยมีภาระภาษีต่ำหรือเป็นศูนย์

    5. การยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืน (ESG) นิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่เน้นการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงานสะอาด การจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนรอบข้าง ซึ่งตรงกับโจทย์ใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบัน

    การแข่งขันด้านการดึงดูดเงินลงทุนในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงแค่ขนาดพื้นที่หรือราคาที่ดิน แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศที่จะเอื้อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน การบริหารและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไทยโดย กนอ. จึงมุ่งเน้นการยกระดับนวัตกรรม ยึดหลักความยั่งยืน และเตรียมความพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

    สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า นิคมอุตสาหกรรมไทยไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะความต้องการใน “วันนี้” แต่คือการวางรากฐานเพื่อเป็นสปริงบอร์ดให้แก่ผู้ประกอบการ และเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AErkYyedV_uNwaRG2tYX3

  • ส่งออกไทยผงาด! ครึ่งปีแรก 2569 พุ่งเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ โตกระฉูด 17.6% สหรัฐฯ ทะยาน 41%

    ส่งออกไทยผงาด! ครึ่งปีแรก 2569 พุ่งเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์ โตกระฉูด 17.6% สหรัฐฯ ทะยาน 41%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39jLz5UoDSFt2LtGHEgB72

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 08/08/69 พรุ่งนี้ 09/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 08/08/69 พรุ่งนี้ 09/08/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VblJS-xOVEOyIatp79atZ

  • ไข่แพงพ่อค้ายังบ่น โวยรัฐไม่กำกับราคา-ไม่ชี้แจง ปชช.

    ไข่แพงพ่อค้ายังบ่น โวยรัฐไม่กำกับราคา-ไม่ชี้แจง ปชช.

    (8 ส.ค. 69) สถานการณ์ราคาไข่ไก่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นเป็นฟองละ 4 บาท ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปลีกพุ่งสูงถึงแผงละ 160 บาทสำหรับไข่เบอร์ 0 ทำเอาประชาชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ต้องออกมาจับจ่ายเลือกซื้อไข่ไก่ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย พ่อค้าแม่ค้าเผยว่าราคาไข่ปีนี้แพงที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยยังไม่มีหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงหรือควบคุมดูแลอย่างจริงจัง

    .

    โดยนายเสน่ห์ พ่อค้าขายไข่ไก่ในจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ได้รับประกาศปรับราคาแนะนำจากเครือข่ายสหกรณ์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งคาดว่ามาจากต้นทุนราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ทำให้ทางร้านต้องปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นตามต้นทุนหน้าฟาร์มที่ขยับขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง ส่งผลให้ประชาชนหันมาประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการสั่งซื้อ ไข่ขาว ไข่ซีด หรือไข่เปลือกย่น ที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงเบอร์ 0 แต่ราคาถูกกว่าแผงละประมาณ 20 บาท แทนไข่ไก่ปกติที่มีราคาสูง

    .

    ขณะที่ผู้ค้ากังวลว่าหากสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนให้ลดลงอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการตามไปด้วย จึงอยากวอนให้รัฐบาลเร่งออกมาชี้แจงและหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพแพงในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NYgA6RGZS&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zY4K0j6QNzjrMJ9CImrs8