Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลตีปี๊บ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เงินสะพัด 1 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

    รัฐบาลตีปี๊บ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เงินสะพัด 1 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

    เงินสะพัด 1.06 แสนล้าน! “ไทยช่วยไทย พลัส” ร้านค้าร่วม 1.09 ล้านราย รัฐบาลเดินหน้าจาก “กระตุ้นเศรษฐกิจรายย่อย” สู่ “เติมทุน–ลดต้นทุน–แก้หนี้”

    10 สิงหาคม 2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.06 แสนล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 106,630.53 ล้านบาท จากผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 1,099,641 ร้านค้า สะท้อนการกระจายกำลังซื้อไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    นางสาวรัชดา กล่าวว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ไม่ใช่มาตรการโดด ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ไปสู่การเติมทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และแก้ปัญหาหนี้ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง สามารถสร้างรายได้และดำเนินธุรกิจต่อได้

    ล่าสุด รัฐบาลได้เดินหน้า “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนทั่วประเทศเข้าถึงเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม นำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดกิจการ โดยเป็นการส่งต่อแรงจากการกระตุ้นกำลังซื้อไปสู่การสร้างรายได้ในระดับชุมชน

    สำหรับเกษตรกร รัฐบาลได้ผลักดันโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งของ ธ.ก.ส. วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ

    ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ “SME Credit Boost” เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ควบคู่กับ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่มีภาระหนี้ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาดำเนินธุรกิจได้ โดยขณะนี้เริ่มมีสินเชื่อกระจายเข้าสู่ระบบแล้ว พร้อมเตรียมขยายกลไกความช่วยเหลือไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ SME เข้าถึงเงินทุนในลักษณะคู่ขนานกับธนาคารพาณิชย์

    “รัฐบาลไม่เพียงแค่มีมาตรการประคับประคองค่าครองชีพ แต่ต้องการให้ประชาชนมีรายได้ ธุรกิจมีทุน ลดภาระหนี้ และเดินหน้าต่อได้ เราจึงกำลังส่งต่อแรงจากการกระตุ้นกำลังซื้อ ไปสู่การเติมทุน ลดต้นทุน และแก้หนี้ เพื่อให้เงินที่ลงไปในระบบหมุนต่อเป็นรายได้ การจ้างงาน และสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1047497/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw140QSMu8nqB2n6EbaiCQQ6

  • เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ “นอมินี” โผล่ธุรกิจใกล้ตัว ชี้ ไทยหุ้น 51% อาจไม่ใช่ธุรกิจไทย

    เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ “นอมินี” โผล่ธุรกิจใกล้ตัว ชี้ ไทยหุ้น 51% อาจไม่ใช่ธุรกิจไทย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงพื้นที่เขตห้วยขวาง เปิดแผนปฏิบัติการ มท.2 แฝงตัวตรวจโรงแรมปล่อยเช่ารายวัน 3 แห่ง ร้านอาหาร 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และ Beauty and salon 1 แห่ง พบธุรกิจผิดกฎหมาย และชาวต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตอื้อ พร้อมพบธุรกิจต่างด้าวผิดกฎหมายเข้าข่ายสุมเสี่ยงนอมินี คาดมีสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีดำเนินการการจัดตั้งบริษัทและจัดหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้ กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขจัดภัยเศรษฐกิจให้สิ้นซาก

    กระทรวงพาณิชย์
    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่เขตห้วยขวางและพื้นที่ต่อเนื่องตรวจสอบสถานประกอบการตามแผนปฏิบัติการ (Operation) ภายใต้การอำนวยการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี โดยการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสนธิกำลังร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (DOPA) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกรมจัดหางาน (DOE) โดยช่วงแรกเป็นการประชุมร่วมซักซ้อมแผนปฏิบัติการ ณ วังไชยา นางเลิ้ง ช่วงบ่ายส่งชุดสายลับแฝงตัวเข้าพักในโรงแรมและคอนโดมิเนียมเป้าหมาย และได้เปิดปฏิบัติการนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุม และปฏิบัติการต่อเนื่องขยายผลเข้าตรวจสอบสถานประกอบการอื่นๆ ตามแผนพบว่า

    1. ธุรกิจโรงแรมและคอนโดปล่อยเช่ารายวัน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ แห่งแรก มีจำนวนห้องพัก 34 ห้อง เป็นอาคารสูงประมาณ 6 ชั้นรวมดาดฟ้า มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ อัตราคืนละ 1,200 บาท ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อมีนาคม 2568 มีกรรมการเป็นคนจีนเพียงคนเดียว สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 51% คนจีน 49% แห่งที่สอง มีจำนวนห้องพัก 48 ห้อง เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ในอัตราคืนละ 1,300 – 3,900 บาท ทุนจดทะเบียน 200,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อมีนาคม 2568 มีกรรมการเป็นคนไทย 1 คน และคนสิงคโปร์ 1 คน สัดส่วนการถือหุ้นมีคนไทยและคนสิงคโปร์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้น สัดส่วนไทย 99% และสิงคโปร์ 1% และ แห่งที่สาม มีจำนวนห้องพัก 52 ห้อง อาคารสูง 7 ชั้น มีการโฆษณาการให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ในอัตราคืนละ 759 ถึง 1,300 บาท ทุนจดทะเบียน 12,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 มีกรรมการเป็นคนไทย 2 คน และคนจีน 1คน สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 96% คนจีน 4%

    ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการดัดแปลงจากห้องแถว และไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการไม่ได้ขออนุญาตการดัดแปลงอาคารเป็นโรงแรม บันไดหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน โดยมีหญิงไทยแสดงตัวอ้างเป็นเจ้าของ ในการจดทะเบียนบริษัทร่วมกับคนจีน ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีที่เป็นชาวจีนเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 5 คน กระทำความผิดกรณีทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ 1 คน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 2 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหาที่เกี่ยวข้อง

    2. ร้านอาหาร จำนวน 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และ Beauty and salon 1 แห่ง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบร้านอาหารจีนบางร้านมีการโฆษณาแฝงเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์บนกล่องไม้จิ้มฟันและกล่องกระดาษทิชชู ทั้งนี้ เกือบทุกร้านพบมีเจ้าของเป็นชาวจีน และมีแรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและไทยใหญ่ นอกจากนี้ ยังพบช่างตัดผมชาวจีน 1 ราย ลักลอบทำอาชีพสงวนของคนไทย ระหว่างการเข้าตรวจค้นร้านทำผม มีเจ้าของสถานประกอบการได้พยายามติดต่อผู้มีอำนาจเพื่อขอเคลียร์ผ่านทางโทรศัพท์ โดยอ้างชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยระบุว่ามีการจ่ายเงินค่าดูแลเป็นรายงวดในหลายสถานที่ ทั้งนี้ มท.2 ได้มอบหมายให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนเบอร์โทรศัพท์และรายชื่อที่ถูกอ้างถึงทั้งหมด หากพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด

    นอกจากนี้ ยังพบแรงงานต่างด้าวกระทำความผิดรวม 11 คน ประกอบด้วย สัญชาติเมียนมา 9 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 6 คน ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 1 คน สัญชาติจีน 2 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน 1 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 1 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้

    ในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว ซึ่งธุรกิจโรงแรม ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านตัดผม เป็นธุรกิจตามบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ธุรกิจดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีการใช้นอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งจากสัดส่วนการถือหุ้นพบว่ามีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นในสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 51 ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยจากการสอบถามคนไทยที่เป็นผู้ถือหุ้นบางรายไม่ทราบรายละเอียดการลงหุ้นหรือการเปิดบริษัท คาดว่าจะมีสำนักงานกฎหมายและบัญชีเป็นคนจัดการดำเนินการการจัดตั้งบริษัทและจัดหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้ โดยกรมฯ ได้มีหนังสือเรียกให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมด้วยแล้ว และจะขยายผลการตรวจสอบการถือครองที่ดินหากพบว่าการถือครองแทนคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย

    “และในวันเดียวกันนี้ ทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ตรวจสอบสถานประกอบการร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตรวม 7 ราย กรมฯ ได้มีหนังสือเรียกให้ชี้แจงแต่บริษัทเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ โดยจากการลงพื้นที่พบว่าร้านอาหารยังคงเปิดขายตามปกติ และบางร้านปิดทำการ ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีหนังสือเตือนให้ทุกรายชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรมฯ อีกครั้ง หากยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและลงโทษตามกฎหมายต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fVJ9wEC67pN9mDJqIlXX1

  • รัฐบาลอัดฉีด 4,452 ล้าน ปล่อยกู้ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ผ่านกองทุนหมู่บ้าน

    รัฐบาลอัดฉีด 4,452 ล้าน ปล่อยกู้ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ผ่านกองทุนหมู่บ้าน

    Loading…

    รัฐบาลอัดฉีด 4,452 ล้าน ปล่อยกู้ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ผ่านกองทุนหมู่บ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dh05SXl5ZPDzKcbikBT2P

  • สุรศักดิ์ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ ลุ้นเคาะเงิน-ระบบสัปดาห์หน้า

    สุรศักดิ์ ชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ ลุ้นเคาะเงิน-ระบบสัปดาห์หน้า

    วันนี้ (10 สิงหาคม) เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในการแถลงข่าวคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ถึงความคืบหน้าโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ หลังนำเสนอเป็นวาระเพื่อทราบต่อคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน

    สุรศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เสนอแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน โดยเบื้องต้นเป็นมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร ภาคบริการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยวและเมืองรอง

    สาระสำคัญของโครงการอยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไข ทั้งโรงแรมที่เข้าร่วม รูปแบบการสนับสนุนภาคบริการอื่นนอกเหนือจากค่าอาหารและร้านอาหาร รวมถึงแพลตฟอร์มที่จะใช้ดำเนินการ โดยเบื้องต้นมองระบบเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยเป็นช่องทางหลัก

    ส่วนแหล่งเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะพิจารณาว่าจะใช้เงินกู้หรืองบกลางให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์เศรษฐกิจ

    สุรศักดิ์กล่าวว่า เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินแล้ว ยังต้องเตรียมระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชันเพื่อรองรับการลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อให้รายละเอียดมีความสมบูรณ์ก่อนเสนอเดินหน้าโครงการ

    สำหรับจังหวะดำเนินโครงการ หากออกได้ทันช่วงกรีนซีซั่น ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่าเหมาะสม เพราะช่วยเติมอุปสงค์ในช่วงที่การท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และกระจายรายได้ลงพื้นที่ได้ชัดเจนกว่า แต่หากกระบวนการแล้วเสร็จล่วงเข้าใกล้ช่วงไฮซีซั่น อาจต้องกลับไปรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละช่วงเวลามีผลต่อรูปแบบมาตรการที่แตกต่างกัน

    ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการ แหล่งเงิน และความพร้อมของระบบภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/surasak-thai-plus-economic-board/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cWluDrXPDdT7hDSwnUv-3

  • ตลาดหุ้นยุโรปทรงตัว หวั่นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ นักลงทุนชะลอลงทุนรอตัวเลขเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปทรงตัว หวั่นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ นักลงทุนชะลอลงทุนรอตัวเลขเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปแทบไม่ขยับในการซื้อขายวันนี้ (10 ส.ค.) หลังความไม่แน่นอนเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนรอติดตามการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการตลอดทั้งสัปดาห์

    • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] เปิดตลาดที่ระดับ 660.18 จุด ลดลง 0.07 จุด หรือ -0.01%
    • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดที่ระดับ 8,710.49 จุด ลดลง 4.44 จุด หรือ -0.05%
    • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดที่ระดับ 26,360.44 จุด เพิ่มขึ้น 40.99 จุด หรือ +0.16%

    บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยทางการอิหร่านเปิดเผยว่า ใกล้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับโอมาน เพื่อกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ร่วมกันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังคงย้ำเงื่อนไขเดิมว่า สหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องอื่น ๆ ก่อน จึงจะยอมเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญนี้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ ตลาดยังรอดูตัวเลขการจ้างงานของยูโรโซน และข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนก.ค.ในวันพุธนี้ (12 ส.ค.) และจากนั้นจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนก.ค.ในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.)

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/629051&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yJNcj5DmtY-rRrIezPdn-

  • ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

    ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

    วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

    “ศุภจี”ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

    10 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่า อนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่อง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

    นางศุภจี กล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

    โดยที่ประชุมฯ วันนี้ได้จัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    ส่วน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6 – 12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/982562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c0YUk9XBqszWr2GR9tgiO

  • “สุรศักดิ์” ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ถกบอร์ดเศรษฐกิจ เคาะระบบลงทะเบียนเร็ว ๆ นี้

    “สุรศักดิ์” ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ถกบอร์ดเศรษฐกิจ เคาะระบบลงทะเบียนเร็ว ๆ นี้

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เสนอโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” กระตุ้นช่วงกรีนซีซั่น ลุ้นกระทรวงการคลังสรุปแหล่งเงินและรายละเอียด

    วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในการแถลงข่าวคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หลังนำเสนอเป็นวาระเพื่อทราบต่อคณะอนุกรรมการฯว่า กระทรวงได้เสนอแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน โดยเบื้องต้นเป็นมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร ภาคบริการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยวและเมืองรอง

    สาระสำคัญของโครงการอยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไข ทั้งโรงแรมที่เข้าร่วม รูปแบบสนับสนุนภาคบริการอื่นนอกเหนือจากค่าอาหารและร้านอาหาร รวมถึงแพลตฟอร์มที่จะใช้ดำเนินการ เบื้องต้นมองระบบเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยเป็นช่องทางหลัก ส่วนแหล่งเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะพิจารณาว่าจะใช้เงินกู้หรืองบกลางให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์เศรษฐกิจ

    นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินแล้ว ยังต้องเตรียมระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งให้รายละเอียดสมบูรณ์ก่อนเสนอเดินหน้า สำหรับจังหวะดำเนินโครงการ หากออกได้ทันช่วงกรีนซีซั่น ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่าเหมาะสม เพราะช่วยเติมอุปสงค์ในช่วงท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และกระจายรายได้ลงพื้นที่ได้ชัดกว่า แต่หากกระบวนการแล้วเสร็จล่วงเข้าใกล้ช่วงไฮซีซั่น อาจต้องกลับไปรับฟังความเห็นผู้ประกอบการอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละช่วงเวลามีผลต่อรูปแบบมาตรการต่างกัน

    ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการ แหล่งเงิน และความพร้อมระบบภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2951822&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RvJXiH2oRMvS73vZM_y0B

  • “ศุภจี” เดินหน้าเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ตั้ง 4 คณะทำงานคัด Quick Big Win เห็นผล 6 เดือน-1 ปี : อินโฟเควสท์

    “ศุภจี” เดินหน้าเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ตั้ง 4 คณะทำงานคัด Quick Big Win เห็นผล 6 เดือน-1 ปี : อินโฟเควสท์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยที่ประชุมฯ ได้มีการตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่

    * ด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงาน 

    ประเด็นขับเคลื่อนหลัก

    1. เชื่อมโยงการค้า บริการกับการท่องเที่ยว

    2. เชื่อมประสบการณ์ เมืองรองและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    3. ปลดล็อก-อำนวยความสะดวก

    * ด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงาน

    ประเด็นขับเคลื่อนหลัก

    1. เกษตรมูลค่าสูง

    2. เชื่อมช่องทางการขายกับนิคมอุตสาหกรรม

    3. ความมั่นคงทางอาหารผ่านห่วงโซ่อุปทาน

    * ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงาน

    ประเด็นขับเคลื่อนหลัก

    1. เพิ่มองค์ความรู้ สินค้าและบริการมูลค่าเพิ่ม

    2. เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน/ชุมชน

    3. การแข่งขันที่เป็นธรรม

    * ด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงาน

    ประเด็นขับเคลื่อนหลัก

    1. สร้างสมดุลการค้าผ่าน FTA และขยายตลาดใหม่

    2. เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า ต่อจากนี้ ทั้ง 4 คณะทำงานจะเร่งคัดเลือกและกลั่นกรองประเด็นที่มีศักยภาพสร้างผลกระทบสูง พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยระบุมาตรการ ผลลัพธ์ เจ้าภาพ และกรอบเวลาอย่างชัดเจน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพิจารณาในระดับ กรอ.

    การขับเคลื่อนจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

    – Quick Big Win สำหรับประเด็นที่สามารถดำเนินการและเห็นผลต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการภายใน 6 เดือน–1 ปี โดยจะติดตามความคืบหน้าทุก 2 เดือน

    – Big Win สำหรับประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ระยะเวลา 2–4 ปี โดยรายงานผลปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและสามารถประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ

    นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า บริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

    นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต

    ด้านนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

    อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

    ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CdfoWDesVecMtS-qxh7b4

  • ‘ศุภจี’ นัดแรก ดัน 3 เสาหลักเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุปสรรคการค้า

    ‘ศุภจี’ นัดแรก ดัน 3 เสาหลักเศรษฐกิจ ปลดล็อกอุปสรรคการค้า

    1. การสร้างความครอบคลุม และการปลดล็อก (Inclusivity & Unlocking) โดยมุ่งเน้นการปลดล็อกกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจ เพื่อนำข้อเสนอแนะส่งต่อให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาต่อไป

    2. การทำงานแบบบูรณาการ (One Team) ที่เน้นความเป็นทีมเดียวกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทาย

    3. การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการเน้นเพียงปริมาณ มาเป็นการสร้างมูลค่าสูงโดยตั้งเป้าหมายการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม แทนการเน้นขายในปริมาณมากแต่ได้ราคาต่ำ

    นอกจากนี้ ยังกำชับให้ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของโลจิสติกส์ กระบวนการผลิต และการค้าเพื่อขจัดอุปสรรคที่ทำให้การทำงานติดขัด พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องการวัดผลลัพธ์ (KPI) อย่างจริงจัง

    ในช่วงท้าย นางศุภจี ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการนำเสนอกรอบการดำเนินงานตามแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้วางไว้ในการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและกำหนดทิศทางในการเดินหน้าพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/378981482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QLKvyQV9qVHmaf1WH6N7L

  • “สุรศักดิ์” ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ เร่งเคาะแหล่งเงิน-ระบบลงทะเบียน ลุ้นสรุปสัปดาห์หน้า 

    “สุรศักดิ์” ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ เร่งเคาะแหล่งเงิน-ระบบลงทะเบียน ลุ้นสรุปสัปดาห์หน้า 


    “สุรศักดิ์” เสนอ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้าบอร์ดเศรษฐกิจ เร่งเคาะแหล่งเงิน-ระบบลงทะเบียน ลุ้นสรุปภายในสัปดาห์หน้า กระตุ้นช่วงกรีนซีซั่น

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในการแถลงข่าวคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หลังนำเสนอเป็นวาระเพื่อทราบต่อคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เสนอแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน โดยเบื้องต้นเป็นมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร ภาคบริการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยวและเมืองรอง

    สาระสำคัญของโครงการอยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไข ทั้งโรงแรมที่เข้าร่วม รูปแบบสนับสนุนภาคบริการอื่นนอกเหนือจากค่าอาหารและร้านอาหาร รวมถึงแพลตฟอร์มที่จะใช้ดำเนินการ เบื้องต้นมองระบบเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยเป็นช่องทางหลัก

    ส่วนแหล่งเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะพิจารณาว่าจะใช้เงินกู้หรืองบกลางให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์เศรษฐกิจ

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินแล้ว ยังต้องเตรียมระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งให้รายละเอียดสมบูรณ์ก่อนเสนอเดินหน้า

    สำหรับจังหวะดำเนินโครงการ หากออกได้ทันช่วงกรีนซีซั่น ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่าเหมาะสม เพราะช่วยเติมอุปสงค์ในช่วงท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และกระจายรายได้ลงพื้นที่ได้ชัดกว่า แต่หากกระบวนการแล้วเสร็จล่วงเข้าใกล้ช่วงไฮซีซั่น อาจต้องกลับไปรับฟังความเห็นผู้ประกอบการอีกครั้ง เนื่องจากแต่ละช่วงเวลามีผลต่อรูปแบบมาตรการต่างกัน

    ทั้งนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปรายละเอียดโครงการ แหล่งเงิน และความพร้อมระบบภายในสัปดาห์นี้หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jvMfY3UsCXf4tZZYETba4