Category: เศรษฐกิจ

  • วิกฤตโครงข่ายไฟฟ้าล้าสมัย:เมื่อพลังงานสะอาดอาเซียนอาจสะดุด

    วิกฤตโครงข่ายไฟฟ้าล้าสมัย:เมื่อพลังงานสะอาดอาเซียนอาจสะดุด

    วิกฤตที่มองไม่เห็น: เมื่อ ‘ข้อจำกัดเชิงระบบ’ กำลังหยุดยั้งโครงข่ายพลังงานสะอาดแห่งอาเซียน

    ภายใต้แผงโซลาร์เซลล์อันกว้างใหญ่บนที่ราบสูงของเวียดนาม และท่ามกลางทุ่นทุ่งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดยักษ์เหนือเขื่อนใหญ่ของไทย มีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนซ่อนอยู่ นั่นคือโครงการพลังงานหมุนเวียนกว่าครึ่งหนึ่งที่ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กำลังจะกลายเป็นเพียงภาพฝัน รายงานล่าสุดโดย Bain & Company และ Standard Chartered เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า 50-60% ของโครงการเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก ถูกเลื่อน หรือแม้กระทั่งยกเลิกไปอย่างสิ้นเชิง

    ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนแสงแดด สายลม หรือเงินทุน หากแต่เกิดจาก ‘ข้อจำกัดเชิงระบบ’ (System Constraints) ทั้งสถาปัตยกรรมโครงข่ายไฟฟ้าที่ล้าสมัยและกลไกเชิงนโยบายที่ขาดความยืดหยุ่น เกินกว่าจะรองรับอนาคตได้

    แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในอาเซียน สะท้อนความผันผวนของพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน

    ความย้อนแย้งของพลังงานสะอาดอาเซียน: ลงทุนมหาศาลแต่โครงการสะดุด

    นี่คือภาพของความย้อนแย้งแห่งศตวรรษที่ 21 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกผลักดันด้วยคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง ทั้งการมาถึงของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และการผุดขึ้นของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่มีความต้องการพลังงานมหาศาล เม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวถูกประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 540,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าภายใต้ฉากหน้าที่สวยหรูนี้ ระบบเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจดิจิทัลกลับกำลังตีบตัน การลงทุนในสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าลดลงถึง 3% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นปีละ 5% ผลลัพธ์คือช่องว่างทางการลงทุนที่กว้างขึ้นทุกปี ปีละกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปรียบได้กับการสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่กลับวางแผนจะวิ่งบนถนนลูกรัง

    ปัญหาคอขวดของโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าที่ฉุดรั้งโครงการพลังงานสะอาดอาเซียน

    โครงสร้างระบบดั้งเดิม ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความผันผวน

    โครงสร้างระบบพลังงานแบบดั้งเดิม ถูกออกแบบมาสำหรับยุคสมัยของโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ที่ซึ่งกระแสไฟฟ้าถูกผลิตอย่างสม่ำเสมอและคาดเดาได้จากแหล่งผลิตขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง แต่พลังงานหมุนเวียนมีพฤติกรรมที่ผันผวน มันมาและไปตามธรรมชาติ ความไม่สม่ำเสมอนี้สร้างแรงกระเพื่อมที่ระบบยุคเก่าไม่สามารถรับมือได้ การที่เวียดนามมีสัดส่วนโครงการล้มเหลวสูงสุดถึง 63% ตามมาด้วยไทยที่ 49% และอินโดนีเซีย 48% ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการที่บ่งชี้ถึงโรคเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก

    วิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุนพลังงานสะอาด

    สำหรับนักลงทุนนานาชาติ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นวิกฤตความเชื่อมั่น Wai-Shin Chan ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก Asia Research & Engagement อธิบายภาพนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า

    “หากความเสี่ยงเหล่านี้—การจำกัดการจ่ายไฟเข้าระบบ (Grid Curtailment), ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย, ขั้นตอนการขออนุญาต และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า—ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ นักลงทุนก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะกดปุ่มตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย”

    ความฝันสีเขียวจึงต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่บนแผงโซลาร์เซลล์ แต่บนโต๊ะประชุมของผู้บริหารที่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างคำมั่นสัญญาของรัฐบาลกับความเป็นจริงอันเปราะบางของระบบโครงข่ายพลังงาน

    เสาไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้าในเมืองใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดอาเซียน

    ทางออก: โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน และ ASEAN Power Grid

    ทางออกจากทางตันนี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างเสาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมอง ‘พลังงาน’ ทั้งระบบ Dale Hardcastle จาก Bain & Company ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมไว้ว่า “เงินทุนกำลังไหลไปยังที่ที่อุปสงค์เชิงพาณิชย์ ความมั่นคงทางพลังงาน และนโยบายที่ส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานมาบรรจบกัน และจะหยุดชะงักทันทีเมื่อขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไป แม้ว่าเป้าหมายจะยังคงทะเยอทะยานก็ตาม นั่นคือสมการบทใหม่” สมการบทใหม่นี้เรียกร้องให้เกิด ‘โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ’ (Smart Grid) ที่สามารถบริหารจัดการกระแสไฟฟ้าที่ผันผวนได้แบบเรียลไทม์, ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็น ‘อ่างเก็บน้ำ’ ทางพลังงาน และกฎระเบียบที่โปร่งใสพอที่จะทำให้นักลงทุนสามารถคำนวณความเสี่ยงได้อย่างสมเหตุสมผล การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ก็เป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนจากระบบที่แยกส่วนกันทำงาน มาเป็นระบบนิเวศพลังงานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

    ประเทศไทยกับการปฏิรูปโครงข่ายไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งเผชิญกับข้อจำกัดด้านความจุของสายส่งและเสถียรภาพของระบบเป็นทุนเดิม แรงกดดันนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปฏิรูปโครงข่ายพลังงานจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ภาพมุมสูงของสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีในตอนเช้า

    ที่สุดแล้ว การเดินทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำอาจไม่ได้ตัดสินกันที่ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ หรือความเร็วในการชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้า แต่อาจตัดสินกันด้วยเสียงหึ่งๆ ของหม้อแปลงไฟฟ้าในสถานีส่งไฟฟ้าย่อยที่ถูกลืม และความกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายที่จะยกเครื่องระบบโครงสร้างอันเป็นมรดกจากศตวรรษที่แล้ว คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าเราจะ ‘ผลิต’ พลังงานสะอาดได้มากพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะ ‘จัดเก็บ’ และ ‘ส่ง’ มันไปถึงที่ที่ต้องการได้ทันเวลาหรือเปล่า

    Post Views: 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/08/11/asean-clean-energy-grid-infrastructure-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wGhSUplKO69lEUFvqLuaE

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 10.31 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 70 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 44.98 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 35.99 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 35.62 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 30.99 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (11 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xQKv823oHwOCdi0GHz90w

  • NUS ตั้งคำถาม ทำไม ‘มหาลัยไทย’ ทำได้แค่ผลิตแรงงาน แต่ไม่ค่อยสร้างงานวิจัย-เทคโนโลยี

    NUS ตั้งคำถาม ทำไม ‘มหาลัยไทย’ ทำได้แค่ผลิตแรงงาน แต่ไม่ค่อยสร้างงานวิจัย-เทคโนโลยี

    ถ้าจะบอกว่าประเทศไทยลงทุนกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่องก็คงไม่ผิด เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ภาคธุรกิจเร่งนำ AI ไปใช้งานมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐเองก็เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยเจอกับคำถามเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น ทำไมเศรษฐกิจยังเติบโตช้า ทำไมธุรกิจจำนวนมากยังหาคนเก่งไม่ได้ ขณะที่เด็กจบใหม่กลับบอกว่าหางานยาก และทำไมหลายองค์กรลงทุนกับ AI ไปมากแล้ว แต่กลับยังไม่เห็นผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างที่คาดหวัง

    Brand Inside มีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นนี้กับ ‘ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส’ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และ ‘อ.อุษา สกุลคีรีวัฒน์’ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์

    ทั้งคู่มองว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงกัน และมีรากเดียวกัน นั่นคือ ‘Human Capital’ หรือทุนมนุษย์ ในวันที่ AI กำลังทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่แทบทุกประเทศเข้าถึงได้ ความได้เปรียบในการแข่งขันจึงอาจไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่คุณภาพของ ‘คน’

    คอขวดของเศรษฐกิจไทยคือ ‘คน’

    เวลาพูดถึงเศรษฐกิจไทย หลายคนมักมองว่าปัญหาอยู่ที่การลงทุนไม่พอ โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม หรือเทคโนโลยียังตามประเทศพัฒนาแล้วไม่ทัน

    แต่ ’แอนดรูว์’ เชื่อว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดเทคโนโลยี เพราะทุกประเทศสามารถซื้อหรือเข้าถึงเทคโนโลยีเดียวกันได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือ ความสามารถในการเปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนย้อนกลับมาที่ ‘Human Capital’

    นั่นหมายความว่า ในโลกปัจจุบัน ‘เทคโนโลยี’ ไม่ได้สร้างความได้เปรียบได้เพียงอย่างเดียว เพราะประเทศหนึ่งสามารถซื้อเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ หรือ AI รุ่นเดียวกับอีกประเทศได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ซื้อไม่ได้คือ ‘คน’ ที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปสร้างนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่

    หากไทยลงทุนได้เพียงเรื่องเดียวในอีกสิบปีข้างหน้า ‘แอนดรูว์’ มองว่า เงินก้อนนั้นควรถูกใช้เพื่อพัฒนาคน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในมหาวิทยาลัยวิจัย ห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรม หรือสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกพัฒนาทักษะของตัวเองได้

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งกว่า ย่อมสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่า และประชาชนก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า หลายประเทศจึงหันมาแข่งขันกันด้วยการลงทุนในทุนมนุษย์มากขึ้น

    ’แอนดรูว์’ เชื่อว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงการศึกษา และมีทักษะพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไทยต้องการเปลี่ยนจาก ‘ประเทศรายได้ปานกลาง’ เป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ สิ่งที่ไทยต้องเร่งสร้างคือ มหาวิทยาลัยที่ผลิตงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่สอนเพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น

    ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)

    เขาอธิบายว่า มหาวิทยาลัยในประเทศรายได้ปานกลางมักทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นหลัก แต่หากประเทศต้องการก้าวไปอีกขั้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจใหม่ และผลิตภาพที่สูงขึ้นของทั้งประเทศ

    อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญคือ ‘ความเปิดกว้าง’ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับแนวคิดใหม่ งานวิจัย หรือบุคลากรจากต่างประเทศ เพราะในอดีต ประเทศที่เปิดรับความรู้จากภายนอกมักเติบโตได้ดีกว่าประเทศที่ปิดกั้นตัวเองเสมอ

    มุมมองทั้งหมดของ ‘แอนดรูว์’ จึงสะท้อนว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีอาจซื้อได้ แต่ทุนมนุษย์ต้องใช้เวลาสร้าง

    AI กำลังเปิดโปงปัญหาเดิมๆ

    ตลอดสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเร่งลงทุนด้าน AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT Enterprise หรือ Copilot สร้าง AI Assistant ขึ้นมาใช้เอง หรือแม้แต่ประกาศนโยบาย AI First และคาดหวังว่า ประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    แต่ปัญหาที่ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยเริ่มเจอคือ ทำไมผลิตภาพยังไม่เพิ่มขึ้น แม้จะลงทุนไปมหาศาลแล้วก็ตาม

    ‘แอนดรูว์’ มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่องค์กรยังไม่รู้ว่า จะเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไรให้เทคโนโลยีสร้างคุณค่าได้จริง

    เขายกตัวอย่างตู้ ATM ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าจะทำให้พนักงานธนาคารตกงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งานแบบเดิมหายไปจริง แต่ธนาคารก็สร้างงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาจำนวนมาก พนักงานกลุ่มนั้นไม่ได้ตกงานทั้งหมด แต่เปลี่ยนไปทำงานที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม

    อินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน เมื่อ 30 ปีก่อน โลกยังไม่มีอาชีพอย่าง ‘นักออกแบบเว็บไซต์’ หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity แต่วันนี้กลับกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล

    ‘แอนดรูว์’ เสริมว่า AI เองก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน มันไม่ได้แค่ทำให้งานเร็วขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของงานทั้งระบบ ดังนั้น คำถามที่คนทำงานควรถามตัวเองคือ “ฉันกำลังทำสิ่งที่ AI ทำได้อยู่หรือเปล่า” มากกว่า

    หากวันหนึ่ง คนทำงานพบว่างานครึ่งหนึ่งของตัวเองสามารถให้ AI ทำแทนได้ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การต่อต้าน AI แต่คือการหาคุณค่าใหม่ที่เครื่องจักรยังทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ การคิดเชิงกลยุทธ์ หรือการทำงานร่วมกับผู้คน

    ไทยต้องเร่งเปลี่ยนระบบการศึกษา และการบริหารคนทำงาน

    ผลกระทบของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปแบบการทำงาน เพราะสำหรับอาจารย์ทั้งสอง AI กำลังบังคับให้การศึกษา และการบริหารคนต้องเปลี่ยนตามด้วย

    ‘แอนดรูว์’ มองว่า ในวันที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จาก AI ‘การท่องจำ’ จึงไม่ใช่ทักษะสำคัญอีกต่อไป สิ่งที่ระบบการศึกษาควรสอนและสร้างคือ การตั้งคำถาม การคิดวิเคราะห์ และการมองเห็นปัญหาที่คนอื่นยังไม่เห็น

    แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ใน ‘NUS’ ซึ่งเริ่มนำ AI เข้าไปในรายวิชาของนักศึกษาบางสาขา พร้อมเปลี่ยนวิธีประเมินผลจากการเขียนรายงานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการสอบปากเปล่า การอภิปราย และการวัดกระบวนการคิด เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาเข้าใจเนื้อหาจริง ไม่ใช่เพียงคัดลอกคำตอบจาก AI
    ขณะที่ ‘อุษา’ มองว่า ในโลกการทำงาน องค์กรจำนวนมากก็ยังติดอยู่กับปัญหาเดียวกัน แม้จะพูดถึงการ ‘อัปสกิล’ อยู่เสมอ แต่กลับใช้ KPI แบบเดิมในการวัดผล หากต้องการให้คนเรียนรู้สิ่งใหม่ KPI ก็ต้องสะท้อนสิ่งนั้นด้วย

    หัวหน้างานควรเปลี่ยนวิธีประเมินลูกทีม จากเมื่อก่อนที่เน้นดูเฉพาะผลลัพธ์ ให้มาเป็นการถามถึงวิธีคิด เหตุผล และกระบวนการตัดสินใจ เพื่อดูว่าพนักงานเข้าใจสิ่งที่ทำจริง หรือแค่เอาคำตอบจาก AI มาใช้โดยไม่ได้กลั่นกรอง

    อีกเรื่องที่ ‘อุษา’ ย้ำคือ ‘AI Literacy’ หรือการรู้เท่าทัน AI เธอมองว่า การห้ามใช้ AI ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด เพราะสุดท้ายทุกคนก็จะแอบใช้อยู่ดี แต่การใช้ AI อย่างรับผิดชอบต่างหากที่สำคัญกว่า

    ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่าข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นมาจากไหน มีข้อจำกัดอะไร มีอคติหรือไม่ และสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ยังคงเป็น ‘มนุษย์’ ไม่ใช่ AI
    ‘อุษา’ เตือนว่า หากใช้ AI เพื่อให้มันคิดแทนทุกอย่าง สุดท้ายมนุษย์อาจเหลือเพียงคำตอบ แต่ไม่เหลือกระบวนการคิด การรู้เท่าทัน AI จึงสำคัญ เพื่อรักษาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามของตัวเองไว้

    สิ่งที่ไทยต้องสร้างคือ ‘ทุนมนุษย์’ และ ‘ทุนความน่าเชื่อถือ’

    แม้การพูดคุยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ AI แต่บทสรุปกลับไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี เพราะในยุคที่แทบทุกประเทศเข้าถึง AI ได้ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างจึงอาจไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่เป็นปัจจัยที่ลอกเลียนแบบได้ยากกว่า ทั้งคุณภาพของคน วัฒนธรรม และความน่าเชื่อถือ

    ‘อุษา’ มองว่า ประเทศไทยยังมีแต้มต่อสำคัญ ทั้งวัฒนธรรม ความจริงใจ และความสามารถในการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งล้วนคือ ‘Trust Capital’ หรือ ‘ทุนความน่าเชื่อถือ’ ในวันที่ AI สามารถสร้างข้อมูลหรือคำตอบได้ไม่ต่างกัน ความไว้วางใจอาจกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้า ระหว่างนายจ้างกับพนักงาน หรือระหว่างประเทศกับนักลงทุน

    อ.อุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)

    ขณะที่ ‘แอนดรูว์’ มองภาพในระดับมหภาค เขาอธิบายว่า โลกกำลังเจอกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้บริษัทจำนวนมากต้องกระจายความเสี่ยง และมองหาฐานการลงทุนแห่งใหม่

    ในบริบทเช่นนี้ ความเป็นประเทศที่วางตัว ‘เป็นกลาง’ ของไทยอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ทั้งในแง่การดึงดูดการลงทุน การทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และการเชื่อมโยงผู้เล่นจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน

    หากเมื่อก่อน ประเทศต่างๆ แข่งขันกันด้วยต้นทุนแรงงาน เงินลงทุน หรือทรัพยากรธรรมชาติ ในทศวรรษต่อจากนี้ สิ่งที่อาจเป็นตัวตัดสินความสามารถในการแข่งขันคือ ‘คุณภาพของคน’ และ ‘ความน่าเชื่อถือของประเทศ’

    เพราะเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ความแตกต่างที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไหนสามารถสร้างคนที่คิดเป็น เรียนรู้เป็น และใช้เทคโนโลยีได้ดีกว่ากัน

    ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/nus-deans-urge-thailand-to-prioritize-human-capital/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02DUkuPscM7VdWgLW6ONuF

  • หอการค้าฯ-ศธ.ดีไซน์หลักสูตรการเรียนรับเศรษฐกิจลงทุนยุคใหม่

    หอการค้าฯ-ศธ.ดีไซน์หลักสูตรการเรียนรับเศรษฐกิจลงทุนยุคใหม่


    หอการค้าฯถกร่วมรมว.ศึกษาธิการ ปฏิรูปการศึกษาสร้างกำลังคน ตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรมดัน Upskill–Reskill, โรงเรียน Sandbox และ Partnership School เตรียมคนไทยรับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เปิดเผยหลังนำคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้ง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เข้าพบ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รมว.ศึกษาธิการ ว่า ได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อแนวทางพัฒนาระบบการศึกษาและทักษะแห่งอนาคตให้แก่บุคลากรไทยเพื่อรองรับบริบทเศรษฐกิจและการลงทุนยุคในใหม่ให้แข่งขันได้

    ทั้งนี้ได้นำเสนอประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในระดับชาติเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านกลไกคณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน รวมทั้ง แผนการทำงานในปี 2569 โดยกำหนดกรอบขับเคลื่อนสำคัญ อาทิ การปลูกฝังจิตสำนึก การใช้ระบบบริหารความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต รวมถึงการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล เป็นต้น

    ตลอดจน ผลักดันการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง พร้อมนี้ ยังได้นำเสนอถึงกลไกความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในมิติด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) และการเพิ่มทักษะกำลังคน (upskill /reskill) รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ผันผวนและรวดเร็ว โดยได้ขอบคุณรมว.ศึกษาธิการที่ได้ดำเนินงานต่างๆในแต่ละมิติที่ผ่านมาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

    นอกจากนี้คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังได้มีโอกาสร่วมนำเสนอประเด็นต่างๆ เสนอต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ

    1. การขับเคลื่อนโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) ซึ่งเป็นโอกาสให้สถานศึกษาในพื้นที่ “Sandbox” มีความยืดหยุ่นและอิสระในการบริหารจัดการทั้งด้านหลักสูตรและระบบการเรียนการสอน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด : โดยระยะแรกเสนอให้ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางและทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา ตลอดจน พัฒนาระบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบสากล

    2. การยกระดับการผลิตบุคลากรไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนยุคใหม่โดยเน้นปรับหลักสูตรให้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มากกว่าเน้นการท่องจำเพียงอย่างเดียว

    3. การขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) ผ่านแนวทางบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรเอกชนชั้นนำ เพื่อผลักดันให้โรงเรียนเติบโตเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน และเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การทำงานจริงได้อย่างยั่งยืนโดยประสานงานร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. สถานศึกษา และบริษัทผู้สนับสนุนเพื่อดำเนินโครงการให้มีความต่อเนื่องและขยายผลโครงการให้มากขึ้น

    4. ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ในการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนนักเรียนมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการ UTCC TUTOR (ติวทั่วไทย พิชิตมหา’ลัยในฝัน) โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับหอการค้าไทยและพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ เยาวชนและเตรียมความพร้อมสู่การเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับภาคเอกชนในการกำหนดโรงเรีนเป้าหมายต่อไป

    5. ประสานความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะและอาชีพ โดยร่วมกับ สถาบันอาชีวศึกษาและหอการค้าจังหวัด

    6. ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการสร้างความชัดเจนเชิงนโยบายการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับบริบทประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องที่สำคัญ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ ศตวรรษที่ 21 และการส่งเสริมการจัดการศึกษาตามระบบทวิภาคี เป็นต้น

    ดร.พจน์   กล่าวว่าได้ขอบคุณอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ระหว่างวันที่ 22 – 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดยปี 2569 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความอนุเคราะห์ประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมกว่า 33 โรงเรียน และสถาบันอาชีวศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมในโซน Education Fair กว่า 1,000 คน เป็นการต่อยอดโอกาสการเข้าถึงทุนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำจากประเทศจีนมากกว่า 2,000 ทุน 

    อย่างไรก็ตามจากการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) ตลอดจน เครือข่ายทั่วประเทศ เน้นย้ำพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันประเด็นด้านการศึกษาซึ่งถือเป็น Backbone ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นผนึกกำลังในการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรไทยให้มีทักษะ แห่งอนาคตแต่ละมิติ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรองรับระบบเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17FDcgMicXjZHA6ORwOJFg

  • อ่านเกม ‘ศุภจี’ Quick Big Win ไม่ใช่แค่ทำให้เร็ว แต่ต้องทำให้เกิดผลใหญ่

    อ่านเกม ‘ศุภจี’ Quick Big Win ไม่ใช่แค่ทำให้เร็ว แต่ต้องทำให้เกิดผลใหญ่

    11 ส.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ตั้ง 4 คณะทำงาน ครอบคลุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เกษตรมูลค่าสูง เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ

    ถ้ามองผิวเผิน นี่อาจเป็นเพียงข่าว “ตั้งคณะทำงาน” อีกชุดหนึ่ง

    แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือ วิธีคิดที่อยู่ข้างหลัง

    เพราะคุณศุภจีไม่ได้มองการท่องเที่ยว เกษตร SMEs วัฒนธรรม และการส่งออกเป็นนโยบายคนละเรื่อง แต่พยายามเอามาต่อกันเป็น “ระบบเศรษฐกิจเดียว”

    นักท่องเที่ยวหนึ่งคน ไม่ควรสร้างรายได้แค่ให้สายการบิน โรงแรม หรือห้าง แต่ควรสร้างรายได้ต่อไปถึงร้านอาหาร สินค้าชุมชน เกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร งานหัตถกรรม เมืองรอง SMEs และบริการต่าง ๆ

    ทั้งหมดจะกลายเป็นห่วงโซ่มูลค่าเดียวกัน

    นี่คือเหตุผลที่คำว่า Visitor Economy น่าสนใจกว่าการพูดแค่ว่า “นักท่องเที่ยวมาไทยกี่ล้านคน” เพราะคำถามที่สำคัญกว่า คือ นักท่องเที่ยวหนึ่งคนสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน?

    เงินของเขากระจายไปถึงเมืองรองและชุมชนจริงหรือไม่?

    อีกเรื่องที่ผมสนใจมากคือคำว่า “Quick Big Win”

    Quick Win ธรรมดา คือทำเรื่องที่เห็นผลเร็ว

    แต่ Quick Big Win ต้อง “เร็ว” และต้อง “สร้างผลกระทบมากพอ” โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎระเบียบ ลดขั้นตอน ลดภาระใบอนุญาต และลดต้นทุนในการทำธุรกิจ

    นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการช่วยเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการ “ใช้เงิน” เสมอไป

    บางครั้งผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการเงินจากรัฐบาลเพิ่ม

    แต่ต้องการให้รัฐบาลเอาสิ่งที่ขวางทางออก

    กฎที่ล้าสมัย

    ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

    ใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น

    หรือกระบวนการที่ทำให้เสียทั้งเวลาและต้นทุน

    ถ้าปลดล็อกตรงนี้ได้ ผลกระทบอาจมากกว่าการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเสียอีก

    อีกจุดหนึ่งที่ดูเป็นวิธีบริหารแบบ CEO คือ

    งานต้องมีเจ้าภาพ

    มีเป้าหมาย

    มีกรอบเวลา

    และสุดท้ายต้องวัดผลได้

    แต่ตรงนี้ผมอยากย้ำว่า “การตั้งคณะทำงานยังไม่ใช่ผลงาน”

    คำว่า Quick Big Win จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่ออีก 6 เดือนถึง 1 ปี เรากลับมาตรวจสอบแล้วตอบได้ว่า

    กฎอะไรถูกแก้แล้ว?

    ขั้นตอนอะไรลดลง?

    ต้นทุนผู้ประกอบการลดลงเท่าไร?

    SMEs เข้าถึงตลาดใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่?

    เมืองรองและชุมชนมีรายได้เพิ่มจริงหรือไม่?

    สินค้าเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นแค่ไหน?

    ถ้าตอบไม่ได้ Quick Big Win ก็อาจเป็นเพียงคำสวย ๆ อีกคำหนึ่ง

    แต่ถ้าตอบได้ด้วยผลลัพธ์จริง

    สิ่งที่ศุภจีกำลังทำอาจน่าสนใจกว่านโยบายใดนโยบายหนึ่ง

    เพราะมันคือการทดลองว่า “วิธีคิดแบบ CEO จะเปลี่ยนวิธีทำงานของระบบราชการได้มากแค่ไหน?”

    ต่อจากนี้คือบทพิสูจน์ว่า จะเปลี่ยนวิธีคิดให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้จริงหรือไม่.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1047795/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U_1u_nJTAsuRV6b3LJ3iS

  • ‘พิพัฒน์’ เผย ครม.สัญจร สงขลา ถกปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘พิพัฒน์’ เผย ครม.สัญจร สงขลา ถกปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    11 ส.ค.2569-  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ครั้งแรกที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้ โดยวันที่ 31 ส.ค. จะเป็นการลงพื้นที่ จากคำสั่งเบื้องต้นการประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ จะเป็นเรื่องของ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง และผังเมืองที่ใช้มานาน ทั้งนี้ ตนประชุมไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด และภาคเอกชน เพื่อแจ้งให้เตรียมความพร้อม รวมถึงรวบรวมเอกสารนำส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และกระทรวงมหาดไทย

    โดยในวันที่ 25 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมสรุปอีกครั้งที่ทำเนียบรัฐบาล โดยให้ทั้ง 5 จังหวัดนำเสนอโครงการที่คิดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งที่ต้องการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่องผังเมือง และโซนนิ่ง ที่ใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตรงไหนที่สมควรจะเปลี่ยนจะให้ภาคเอกชน 5 จังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดนำเสนอด้วย โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องของคำว่ากรอบงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แต่เป็นเรื่องของภาคเอกชนที่จะนำเสนอสิ่งที่อยากได้ และสิ่งที่อยากทำ

    ทั้งนี้ เบื้องต้นสิ่งที่เสนอจะเป็นการส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดภาคใต้ ว่าจะมีอาชีพเสริมอะไรบ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศไทย ดังนั้น ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายตนให้กำกับดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จึงถือโอกาสในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งนี้นำเรื่องของ 5 จังหวัดภาคใต้ มาพูดคุย และหาวิธีมาแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องคนในพื้นที่

    ส่วนจะมีการหารือเรื่องน้ำท่วมด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องของน้ำท่วมเป็นคนละส่วนกัน กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่มีการประชุมการบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เป็นหน่วยงานหลักในการป้องกัน เพราะจะเข้าถึงฤดูน้ำ โเยเฉพาะขณะนี้ทางฝั่งอันดามันถือเป็นช่วงฤดูฝน จึงกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัด ส่วนทางจังหวัดจะนำเสนออะไร ขอให้เสนอผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมา

    เมื่อถามว่า จะเห็นภาพโครงการ Missing link ชัดเจนขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาเรื่องของแลนด์บริดจ์เป็นอันว่าพักหรือยกเลิกไป ส่วนการบริหารจัดการท่าเรือระนองว่าเป็นอย่างไรคงต้องศึกษากันต่อ ตนให้กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าความเหมาะสมของท่าเรือระนอง มีความเหมาะสมในการพัฒนา และการลงทุนโดยภาครัฐหรือไม่ หากไม่เหมาะสมจะใช้พื้นที่ไหน ให้สนข.ไปสำรวจอีกครั้ง

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ตนคงต้องหารือกับผู้ประท้วงเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งเมีการเซ็นต์เอ็มโอยูว่าจะไม่มีฟื้นคำว่าแลนด์บริดจ์ เมื่อนายเอกนิติยกเลิกคำว่าแลนด์บริดจ์ไปแล้วมันก็จบ แต่การสร้างท่าเรือฝั่งอันดามัน เป็นความสำคัญ และเป็นโอกาสของประเทศไทย ส่วนจะเลือกสร้างท่าเรือที่ไหนในชายฝั่งอันดามัน ต้องดูถึงความเหมาะสมไล่ตั้งแต่จังหวัดสตูล กระบี่ ภูเก็ต พังงา และระนอง แต่สิ่งที่น่าจะเป็นเป็นไปไม่ได้เลยคือจังหวัดภูเก็ต เพราะเป็นเกาะกลางทะเล คงไม่มีความเหมาะสมสำหรับการสร้างท่าเรือสำหรับการขนส่งสินค้า แต่ท่าเรือสำหรับการท่องเที่ยวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะท่าเรือสำหรับการขนส่ง หรือ Missing link จะต้องเชื่อมโยงให้ได้กับการขนส่งระบบราง

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขนส่งระบบรางขณะนี้รถไฟทางคู่ทางใต้มาถึงชุมพรแล้ว คงจะมีการนำเสนอที่ประชุมครม.สัญจร โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. จะนำเสนอให้มีการสร้างต่อตั้งแต่ชุมพร–สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และหาดใหญ่–ชายแดนมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.สัญจร พิจารณา โดยจะพยายามเร่งรัดการดำเนินงานให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว.

    ส่วนโครงการ Missing Link นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งผลักดัน และเดินหน้าโครงการให้ได้ เพื่อให้โครงข่ายระบบรางสามารถเชื่อมโยงการเดินทาง และการขนส่งได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อเสนอเรื่องการพัฒนาเส้นทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ฝั่งอันดามัน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ รฟท. อยู่ระหว่างการศึกษา โดยจะต้องรอผลการศึกษาก่อนว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบใด และมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

    ส่วนกังวลหรือไม่ม็อบยกระดับ EEC และ SEC ด้วยหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่าตอนนี้ม็อบมาทำไม เพราะ EEC จบไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วน SEC นายเอกนิติก็ประกาศยกเลิกไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าผู้ประท้วงต้องการอะไรถ้าต้องการอะไรให้มาคุยกับตนโดยตรงก็ได้ ขอฝากผู้ที่มาประท้วงถึงวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไร ปัญหาคืออะไร คำว่า SEC จบไปแล้วจะมาฟื้นฝอยเพื่ออะไร ตนขอพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะ SEC กับ Missing link เป็นคนละเรื่องกัน โดยที่เรื่อง Missing ink ยังเป็นการหารือร่วมกัน จึงอยากให้ผู้ประท้วงมาพูดคุยกันอย่าประท้วง เพราะจะเสียเวลาทุกฝ่าย ต่างคนต่างมีภารกิจต้องดำเนินการต่อ อะไรที่ไม่เข้าใจต้องคุยกัน ไม่ใช่เอากฎหมู่มาประท้วง และจะทำอะไรก็ไม่แจ้งให้ชัดเจน มีอะไรทำจดหมายถึงตนได้ ตนพร้อมรับ และพูดคุยตลอดเวลา สะดวกที่สุดก็ไปที่กระทรวงคมนาคม อย่ามาอยู่แถวหน้าทำเนียบรัฐบาล เพราะทำเนียบรัฐบาลเป็นหน้าตาของประเทศไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1048023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r30fA6kWYw8JcLarijd-B

  • กลยุทธ์ ‘เชื่อมอาเซียน’ อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    กลยุทธ์ ‘เชื่อมอาเซียน’ อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ท่ามกลางคลื่นความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เวที C-ASEAN Forum 2026 ได้กลายเป็นสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ที่ฉายภาพอนาคตของอาเซียนในวัย 60 ปี ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการประกาศศักดาว่า “ความเชื่อมโยง” (Connectivity) คืออาวุธลับที่จะทำให้อาเซียนกลายเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

    “เชื่อมคน เชื่อมไอเดีย” บทเรียนจากวิกฤติสู่ความแกร่ง วิสัยทัศน์

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ในฐานะหัวเรือใหญ่ผู้ร่วมก่อตั้ง C-ASEAN ได้กล่าวในงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยระบุว่านับตั้งแต่ต้นทศวรรษนี้ อาเซียนต้องเผชิญกับบททดสอบมหาศาล ทั้งโรคระบาด ความตึงเครียดทางการเมือง และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามมาได้คือ “ความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ภูมิภาคตอบโต้ต่อวิกฤติและฟื้นตัวได้เร็วกว่าใคร

    กลยุทธ์ 'เชื่อมอาเซียน' อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ฐาปนเน้นย้ำถึงภารกิจของ C-ASEAN ที่ต้องการทลายกำแพงพรมแดนผ่าน 3 เสาหลัก คือ เศรษฐกิจที่ยั่งยืน  การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ และศิลปวัฒนธรรม โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในไทย แต่ได้ขยายรากฐานไปยังเชียงใหม่และฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนโอกาสอย่างแท้จริง เขายังกล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่คือการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นการลงมือทำร่วมกันเพื่อคนรุ่นหลัง”

    เจาะลึกยุทธศาสตร์ ‘ASEAN 2045’ เมื่อดิจิทัลและพลังงานสะอาดคือตัวเปลี่ยนเกม

    ทางด้าน ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กางแผนที่นำทางอาเซียนสู่ปี 2045 ไว้อย่างคมชัด โดยชี้ให้เห็นว่าอาเซียนในวันนี้คือยักษ์ใหญ่ที่มีประชากรกว่า 680 ล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    กลยุทธ์ 'เชื่อมอาเซียน' อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ประเด็นสำคัญ เป็น “หัวใจ” ของการแข่งขันในอนาคต ประกอบด้วย

    • ทางด่วนดิจิทัล (DEFA): ภายในสิ้นปีนี้ อาเซียนจะลงนามในข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement) ซึ่งถือเป็นข้อตกลงระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลกที่ครอบคลุมที่สุด คาดว่าจะช่วยดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลให้โตขึ้นถึง 2 เท่า
    • พลังงานสีเขียวไร้พรมแดน: การเร่งโครงการ ASEAN Power Grid และการสร้างตลาดคาร์บอนร่วมกัน (ASEAN Carbon Markets) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
    • ความมั่นคงของมนุษย์: การจัดตั้งศูนย์รับมือโรคระบาด (Public Health Emergency Center) และศูนย์นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ (Active Aging Center) ในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย
    • บทบาทกาวใจระดับโลก: ดร. ปานปรีย์ เผยว่าไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในเมียนมา โดยใช้กลไกอาเซียนเป็นช่องทางหลักในการสร้างความไว้วางใจและหาทางออกที่ยั่งยืน

    ไทยพร้อมนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียน 2028 มุ่งสู่มหาอำนาจที่สร้างสรรค์

    ความพร้อมของประเทศไทยที่จะขึ้นเป็น ประธานอาเซียนในปี 2028 โดยตั้งเป้าที่จะขับเคลื่อนอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่ “มีนวัตกรรม มีความเคลื่อนไหว และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคเอกชนอย่าง C-ASEAN และพันธมิตรทุกภาคส่วน มาร่วมกันสร้าง Synergy เพื่อเปลี่ยนภูมิภาคนี้จากจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโลก (สหรัฐฯ-จีน-อินเดีย-ยุโรป) ให้กลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่โลกต้องจับตามอง

    จากเวที C-ASEAN Forum 2026 สัญญาณที่ส่งออกมานั้นชัดเจนว่า อาเซียนกำลังเลิกเป็นเพียง “กลุ่มความร่วมมือ” และกำลังยกระดับสู่การเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะ” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับทุกพายุในอนาคตอย่างมั่นคง

    กลยุทธ์ 'เชื่อมอาเซียน' อาวุธลับมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่มูลค่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1246939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pUA3nOAcADoBYn0iHkaFj

  • ‘พาณิชย์’ จับตานโยบายเศรษฐกิจเมียนมา 100 วัน หลังฟื้นบทบาทผู้ส่งออก ดันเกษตร-พลังงาน เปิดทางการค้าไทย

    ‘พาณิชย์’ จับตานโยบายเศรษฐกิจเมียนมา 100 วัน หลังฟื้นบทบาทผู้ส่งออก ดันเกษตร-พลังงาน เปิดทางการค้าไทย

    คต. จับตาทิศทางเศรษฐกิจเมียนมา หลังรัฐบาลเมียนมาแถลงผลการดำเนินงาน 100 วัน ชี้เมียนมาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต ฟื้นบทบาทผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมเดินหน้าพลังงานและสร้างเสถียรภาพในประเทศ

    หลังจากที่ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วันต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2

    โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 539 คน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นทิศทางนโยบายที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย- เมียนมาในระยะต่อไป

    อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้

    • ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซานรวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร
    • ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
    • ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ
    • ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ

    โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียน

    ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย – เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น

    ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ ปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

    “กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้”

    โดยจะเป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    ภาพ: La Terase / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/myanmar-economy-100-days-trade-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dq5-KSKRIbOWUYNc7fM8t

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ส.ค. 2569

    | 67 view

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 12 – 15 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) ครั้งที่ 9 และพบหารือบุคคลสำคัญของรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างรอบด้าน ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนกับรัสเซีย

    รองนายกรัฐมนตรีฯ มีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับนาย Alexander Novak รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย นาย Aleksey Chekunkov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติก นาย Bakytzhan Sagintayev ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชียสำนักงานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และนาย Ivan Demchenko ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย – ไทย รวมถึงการหารือทวิภาคีกับนาย Sergey Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย และร่วมลงนามในเอกสารแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-รัสเซีย ฉบับที่ 6 (ค.ศ. 2026 – 2030) อีกทั้งจะนำคณะนักธุรกิจไทยจากภาคต่างๆ อาทิอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสุขภาวะ ร่วมเดินทางเพื่อหาลู่ทางการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ

    ประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างยาวนาน โดยรัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย และมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนประเทศไทยมากที่สุดในภูมิภาคยุโรป ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศจะเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpm-fm-visit-russia-aug-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15RFtPTn89A8_TkwlFRcFW

  • มอริเชียสอันดับ 1 ด้านความเจริญรุ่งเรืองในแอฟริกา

    มอริเชียสอันดับ 1 ด้านความเจริญรุ่งเรืองในแอฟริกา

    ดัชนี Legatum Prosperity Index 2026 ซึ่งจัดอันดับประเทศทั่วโลกจำนวน 167 ประเทศ ระบุว่า มอริเชียสได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในแอฟริกา และอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก โดยดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะขนาดเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ประเมินความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนา (Development) เสรีภาพ (Freedom) และสังคม (Society) ครอบคลุม 10 เสาหลัก อาทิ สุขภาพ การศึกษา สภาพความเป็นอยู่ ธรรมาภิบาล สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และทุนทางสังคม 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการนำวิธีคำนวณแบบใหม่ที่เรียกว่า “p-averaging” มาใช้ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสมดุลของการพัฒนา โดยประเทศที่มีจุดอ่อนอย่างมากในด้านใดด้านหนึ่งจะได้รับผลกระทบต่อคะแนนโดยรวม แม้จะมีผลการประเมินที่โดดเด่นในด้านอื่นก็ตาม สำหรับอันดับโลก สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด

    สำหรับทวีปแอฟริกา มอริเชียสมีผลการประเมินที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในทั้ง 3 ด้าน โดยเฉพาะด้านเสรีภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม ทำให้มีอันดับสูงกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหลายแห่ง ขณะที่บอตสวานาอยู่ในอันดับ 2 ของแอฟริกา โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเทศในแอฟริกาเหนือมีอันดับค่อนข้างสูง โดยตูนิเซีย โมร็อกโก และแอลจีเรีย ล้วนติด 6 อันดับแรกของทวีป จากผลการประเมินด้านสถาบันและตัวชี้วัดทางสังคมที่ค่อนข้างสมดุล แม้ประเทศเหล่านี้ยังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีภาคอุตสาหกรรมพัฒนามากที่สุดในแอฟริกา อยู่ในอันดับที่ 7 ของทวีป และอันดับที่ 86 ของโลก โดยมีผลการประเมินค่อนข้างดีในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แต่ยังมีจุดอ่อนด้านตัวชี้วัดทางสังคม โดยเฉพาะความเข้มแข็งของครอบครัวและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม ขณะที่กานาเป็นประเทศที่มีอันดับสูงที่สุดในแอฟริกาตะวันตก โดยอยู่ในอันดับที่ 8 ของแอฟริกาและอันดับที่ 88 ของโลก ตามด้วยกาบองและเซเนกัลในอันดับที่ 9 และ 10 ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับสะท้อนว่า ขนาดเศรษฐกิจไม่ได้เป็นปัจจัยกำหนดระดับความเจริญรุ่งเรืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากประเทศขนาดเล็กหลายแห่งในแอฟริกาสามารถมีอันดับสูงกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หากมีสถาบันที่เข้มแข็ง เสรีภาพของประชาชน และระบบสังคมที่มีความมั่นคง

    image.png

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนว่า การประเมินศักยภาพของตลาดในแอฟริกา สำหรับแอฟริกาใต้ แม้จะมีฐานอุตสาหกรรมและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ค่อนข้างพัฒนา แต่ข้อจำกัดด้านสังคมยังส่งผลต่ออันดับโดยรวม ขณะที่มอริเชียสและบอตสวานามีความโดดเด่นด้านเสถียรภาพและสภาพแวดล้อมเชิงสถาบัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาผลการจัดอันดับดังกล่าว มาประกอบการประเมินโอกาสทางการค้าและการลงทุนในตลาดแอฟริกาแต่ละประเทศต่อไป

        ข้อมูลเพิ่มเติม ดัชนี Legatum Prosperity Index 2026 อันดับที่ สวิสเซอร์แลนด์ อันดับที่ นอร์เวย์ อันดับที่ ไอร์แลนด์ อันดับที่  23 สิงคโปร์ อันดับที่ 46 มาเลเซีย อันดับที 64 อินโดนีเซีย อันดับที่ 68 ไทย อันดับที่ 79 ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 81 เวียดนาม 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว www.africa.businessinsider.com 

    www.prosperityindex.com

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

    สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gcjp98ct7438vo2fl9o0984e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw013EdnU3_selqcPrpJdbUT