Category: เศรษฐกิจ

  • ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาลใหม่ ดึง 3 คนนอก นั่งคุมเศรษฐกิจ-ต่างประเทศ

    ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาลใหม่ ดึง 3 คนนอก นั่งคุมเศรษฐกิจ-ต่างประเทศ

    ดีลตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงฝุ่นตลบ แม้สปอร์ตไลท์ จะสาดไปยังพรรคภูมิใจไทย โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่ก็ยังอยู่ภายใต้ตัวแปรสำคัญว่าจะได้-ไม่ได้ นั่นคือ เสียงโหวตจากพรรคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนว่า พรรคประชาชน จะสนับสนุนนายอนุทิน เพราะรับเงื่อนไขสำคัญของพรรค 4 ข้อ และปัจจุบันก็ได้รวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว 

    จะว่าไป หากสมการทางการเมืองได้ข้อสรุป โดยมีนายกฯ ชื่อ “อนุทิน” ก็เป็นไปได้ว่า นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคเคยหาเสียงไว้ อาจถูกัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง หากว่านโยบายดังกล่าว ไม่ไปกระทบกระเทือนกับเสียงโหวตใหญ่ 

    โดยการขับเคลื่อนนโยบายออกมาในช่วงเวลาจำกัด จำต้องใช้ทีมที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะมือแก้ปัญหา “เศรษฐกิจ” ที่พรรคภูมิใจไทยมี หรืออาจไปเทียบเชิญตัวแทนมาจากโควตากลาง 

    แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้ทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้ตั้งขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาการทำงานของฝ่ายบริหารพรรคหลายคนก็สามารถขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจออกมาได้

    โดยมี หัวหน้าทีมเศราฐกิจ นั่นก็คือหัวหน้าพรรค “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของพรรคหลายด้าน สามารถเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจออกมาได้

    ขณะเดียวกันทางพรรคก็มีสมาชิก และอดีตรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นมือเศรษฐกิจ หรือเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายคน โดยมีผู้ที่ทำงานทั้งเบื้องหน้า-เบื้องหลัง โดยในกลุ่มของอดีตรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคได้ เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเคยเป็นทั้งอดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และรมว.แรงงาน 

    เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ อดีตรมว.พาณิชย์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ หรือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งแม้ว่าตำแหน่งล่าสุดจะเป็น รมช.มหาดไทย แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยนั่งเป็นรมช.คมนาคม มาก่อน

    แหล่งข่าว ระบุกับฐานเศรษฐกิจว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามแผนของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนายอนุทิน เป็นนายกฯ คนใหม่ ทางพรรคอาจจะสรรหาคนนอกเข้ามาเป็นมือเศรษฐกิจหลักของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้เคาะรายชื่อเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ขับเคลื่อนการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาได้ในช่วงระยะเวลาจำกัด ก่อนที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับพรรคประชาชน

    เช่นเดียวกับนโยบายด้านการต่างประเทศ ก็มีความเป็นไปได้ว่า พรรคภูมิใจไทย อาจเทียบเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานต่างประเทศตัวจริงเข้ามาทำงานด้านนี้ เพราะที่ผ่านมางานทางด้านต่างประเทศมีความสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการเกิดการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา รวมไปถึงการเจรจากรอบการค้าสำคัญกับสหรัฐฯ รวมทั้งการรองรับการเจรจาการค้าในกรอบอื่น ๆ 

    ทั้งนี้นอกจากงานทางด้านการต่างประเทศแล้ว การขับเคลื่อนงานทางด้านการค้าก็เป็นอีกงานหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าอีกหนึ่งคน

    โดยมีเป้าหมายคือเรื่องการเจรจาเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะใช้เวลาในการเจรจารายละเอียดค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) อีกหลายประเทศ โดยเฉพาะ FTA ไทย-อียู ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะปิดดีลให้ได้ภายในปลายปีนี้

    ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจสำคัญของพรรคภูมิใจไทยนั้น ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งรอบล่าสุด พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศนโยบายออกมาหลายเรื่อง 

    โดยนโยบายระยะสั้น คือ นโยบาย “พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก” เพื่อช่วยเหลือประชาชนหยุดจ่ายหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป้นการดูแลแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับสูง 

    เช่นเดียวกับนโยบาย “เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท” มีเป้าหมายหยุดวงจรหนี้นอกระบบและสนับสนุนการประกอบอาชีพ มีเงื่อนไขการปล่อยกู้เงินฉุกเฉินให้ผู้มีอายุ 20 ปีขึ้น โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน ผ่อนชำระเพียงวันละ 150 บาท เป็นเวลา 365 วัน รวมดอกเบี้ยและเงินต้น 54,750 บาท

    ขณะที่นโยบายระยะยาว เช่น การผลักดันโครงการ “Landbridge” ซึ่งจะเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมของอาเซียน การพัฒนาการขนส่งสาธารณะ ผ่านการนำรถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาเพื่อลดมลพิษ PM2.5 ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรีบนหลังคาบ้าน ลดค่าไฟ 450 บาทต่อเดือน และสิทธิการใช้เครดิตพลังงานนาน 25 ปี

    รวมไปถึงนโยบาย “เกษตรร่ำรวย ด้วย Contract Farming” เป็นหนึ่งในนโนบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรสามารถรู้ราคาก่อนปลูกพืช และรับเงินก่อนขาย และสนับสนุนระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับพืชเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m96xYSItjbicVLKmispfy

  • ธปท. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน “Micro SMEs อีสาน” รากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    ธปท. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน “Micro SMEs อีสาน” รากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    การสัมมนานี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และคลังจังหวัดนครพนม รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ​ภายในงานมีการเปิดเวทีให้ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น โดยมีการบรรยายเจาะลึกเศรษฐกิจภาคอีสาน การนำเสนอผลการศึกษา “เสริม Micro SMEs อีสาน สร้างรากฐานสู่ความยั่งยืน” และการเสวนา “Micro SMEs ก้าวเดินที่ใช่กับการเติบโตที่มั่นคง” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินมาร่วมให้ข้อมูลและหารือแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

    ​ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ว่า มุ่งเน้นการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการหนี้สินร่วมกับ บสย. เพื่อช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำบัญชีและการรีบปรึกษาสถาบันการเงินทันทีที่ประสบปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1296589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WbNmyzav62B-RrW9isYy

  • ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    วันนี้ (2 ก.ย.68) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คุณเบนซ์ พรชัย ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและรายงานความคืบหน้าล่าสุดในย่านเศรษฐกิจ ตลาดหล่มสัก อ.หล่มสัก พบว่าเช้านี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วบางจุด ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยทำความสะอาดบ้านเรือนของตนเอง พร้อมกับติดตามเฝ้าสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

    ที้งนี้ในหลายพื้นที่ในเขตอำเภอหล่มสักเริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกที่รับน้ำต่อจากอำเภอหล่มสัก เช่น ตำบลตาลเดียว และตำบลปากดุก ล่าสุดระดับน้ำเริ่มท่วมสูงขึ้น มีบ้านเรือนและ พื้นที่เกษตรกรรม ถูกน้ำท่วมสูง ล่าสุดระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับน้ำท่วมจังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำท่วมครั้งนี้ พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ 23 ตำบล 112 กระทบ 7,747 ครัวเรือนหนักสุดคือ เทศบาลเมืองหล่มสักมี 11 ชุมชนได้รับผลกระทบ และบ้านเรือนร้านค้าถูกน้ำท่วมมากกว่า 5000 หลังคาเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/Nmhk405ZU&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Y6aQZj3SKbmCHUZLHsbA

  • เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    ตลาดสกินแคร์ไทยที่มีมูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท กำลังแข่งกันกันอย่างคึกคัก เพราะยุคนี้มีทั้งแบรนด์นอกและแบรนด์ไทยที่แข่งกันอย่างดุเดือด 

    • หนึ่งในคำถามที่สำคัญคือ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก เวชสำอางยังขายดีไหม?

    นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) บอกว่า “แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อตกต่ำ แต่ธุรกิจ เวชสำอางยังเติบโตระดับ Double Digit เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเป็น ‘สินค้าจำเป็น’ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นใจ”

    นอกจากนั้น ผู้บริหารของ La Roche-Posay บอกด้วยว่า เป็นเพราะ “คนไทยยุคนี้มีความรู้เรื่องเวชสำอางมากขึ้น” ซึ่งนี่เป็นผลจากการแข่งขันที่สูงขึ้นของทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นอกโดยตรง ส่งผลให้ในภาพรวมแล้วเป็นผลดีกับผู้บริโภค

    La Roche-Posay อยู่ภายใต้แบรนด์ L’Oréal ซึ่งในเครือมีแบรนด์เวชสำอางอีก 2 แบรนด์คือ CeraVe และ Vichy ซึ่งมีจุดเด่นที่การทำงานร่วมกับแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิด และได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

    แต่ถ้าเฉพาะเจาะจงไปที่ La Roche-Posay ท่ามกลางการแข่งขันที่มีความท้าทาย คำถามคือ La Roche-Posay ในฐานะของผู้นำตลาดเวชสำอาง ทำการตลาดอย่างไร?

    3 กลยุทธ์การตลาด แพทย์ – ความเชื่อมั่น – อินฟลูเอนเซอร์

    ผู้บริหาร La Roche-Posay บอกว่า จะเดินเกมการตลาดด้วย 3 แกนหลัก

    1. Medical First – ทำงานกับเครือข่ายแพทย์ผิวหนังทั่วโลกกว่า 90,000 คน และในไทยมากกว่า 700 คน ถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
    2. Influencer & Silver Gen – ใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งขยายฐานสู่ Silver Generation (วัย 45+) ผ่านการสื่อสารเรื่อง “ผิวแพ้ง่าย-ผิวบอบบาง” ซึ่งตรงกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
    3. Omnichannel Communication – ขยายการสื่อสารครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย

    ครบรอบ 50 ปี: “Life-Changing House Since 1975”

    อย่างไรก็ตาม ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ La Roche-Posay  ได้มีการจัดนิทรรศการ Life-Changing House Since 1975 ย้อนรอยความสำเร็จตลอด 50 ปี แห่งความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์พร้อมขอบคุณพาร์ทเนอร์ทางการแพทย์ และมอบรางวัลให้แก่ นักวิจัยผิวหนัง (Dermatologist Awards)

    โดยแบรนด์มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับสังคม เช่น โครงการ Cancer Support ที่ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งฟื้นความมั่นใจด้านผิวหนัง รวมถึงการวิจัยด้าน Neuroscience ที่ชี้ให้เห็นพลังของ “การสัมผัส” (Healing Power of Touch) ต่อกำลังใจของผู้ป่วย

    โดยทาง La Roche-Posay ได้วางเป้าหมาย ติด TOP 3 แบรนด์สกินแคร์ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนด้วย 2 แกนหลัก

    • นวัตกรรม เช่น SPOTSCAN (AI วิเคราะห์ปัญหาผิว) และโมเลกุลใหม่ MELASYL สำหรับจัดการจุดด่างดำ
    • ความยั่งยืน โรงงานใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2023 และตั้งเป้าใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลทั้งหมดภายในปี 2030

    นอกจากนี้ La Roche-Posay บอกว่า ตลอดการเดินทาง 50 ปี ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไอคอนิกมากมาย จนได้รับการยอมรับในฐานะ “สกินแคร์เปลี่ยนชีวิต” อย่างแท้จริง  อาทิ  EFFACLAR DUO+M  กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว ​ANTHELIOS UVMUNE 400 SPF50+ PA++++ กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเบา ปกป้องผิวถึง Ultra-long UVA MELA B3 SERUM เซรั่มลดเลือนจุดด่างดำฝังลึก ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ CICAPLAST BAUME B5+ บาล์มเข้มข้นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่มีผิวบอบบางมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ​ และ LIPIKAR BAUME AP+M บาล์มบำรุงผิวสำหรับผิวแห้งและมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/la-roche-posay-life-changing-house-since-1975/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dyKEVvGrhYI8d1e39WIEp

  • TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมาก ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ครม. ทั้งคณะกลายเป็นครม. รักษาการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยคำตัดสินดังกล่าวของศาลฯ ส่งผลให้การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568

    • เรามองฉากทัศน์การเมืองในระยะต่อไปแบ่งออกเป็น 3 กรณี 1. พรรคประชาชนสงวนท่าทีไม่ประกาศสนับสนุนแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคใดเลย 2. พรรคประชาชนสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล 3. พรรคประชนชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยทั้ง 3 กรณีข้างต้นนี้ จะมีผลลัพธ์คือนำไปสู่การยุบสภาภายใน 4 เดือนตามหนึ่งในข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนในการโหวตหนุนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่แถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาฯ โดยเราประเมินว่า การยุบสภาให้เร็วที่สุด หรือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง (เสียงไม่ปริ่มน้ำ และไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างน้อย) คือกรณีที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด อย่างไรก็ดี การเมืองไทยในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสามารถเจรจาหาข้อยุติ และหาทางออกได้โดยไม่ยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน

    • แนะจับตาท่าทีของพรรคเพื่อไทยหลังการหารือของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ในช่วงบ่ายวันนี้ (2 กันยายน 2568) ว่าจะมีแถลงการณ์ในลักษณะใด และจะประกาศยุบสภาเลยหรือไม่

    • สำหรับผลกระทบที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นสำหรับเศรษฐกิจไทย เราประเมินว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี FY2569 ยังสามารถเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม เนื่องจากปัจจุบันตัวร่างฯ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในวาระที่ 2-3 และอยู่ในขั้นตอนที่วุฒิสภากำลังพิจารณา ซึ่งกระบวนการงบประมาณนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของสภาในวาระที่ 1 เมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่ ครม. มีอำนาจเต็ม ดังนั้นคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการอนุมัติร่างฯ พรบ. งบประมาณแต่อย่างใด แต่ทว่า หากการสรรหาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ล่าช้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การยุบสภาตามข้อเสนอของพรรคประชาชน หรือคำขู่ของรักษาการนายกฯ คนปัจจุบัน

    • โดยเรามองว่าการยุบสภาแม้จะไม่มีผลต่อการอนุมัติร่างงบประมาณปี FY2569 แต่จะกระทบความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งของปี 2568 ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ และปี 2569 รวมถึงกระบวนการร่างงบประมาณฯ ปี 2570 ให้ล่าช้า ดังนั้น เรายังคงประเมินว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยราว 0.3ppt ในปีนี้ และ 0.5ppt. ในปี 2026F ผ่านการชะงักงันของการใช้งบประมาณลงทุนภาครัฐ และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงความกังวลภาคประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความไม่แน่นอนทางการเมืองก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเช่นกัน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เบื้องต้น เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ส.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574539/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L-ktKKX-Zt5S7eNYgnXB6

  • เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรเป็นดำเนินการ ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพราะวันนี้โลกกำลังจับตาประเทศไทย 

    หากรัฐบาลส่งสัญญาณความมั่นคงและนโยบายต่อเนื่องได้ เงินลงทุนและการค้าจะฟื้นเร็วขึ้น

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน ที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปมี 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย

    • ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจ และการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    • ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพแข่งขัน ผ่านการจัดการพลังงานและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์
    • สร้างเสถียรภาพ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราเงินเฟ้อโลก ราคาพลังงาน และมาตรการทางการค้าจากต่างประเทศ

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะกิจ แต่ต้องเดินหน้าครบ 4 ด้าน คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ การช่วยเหลือ SMEs อย่างจริงจัง

    และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน เหล่านี้ คือ ฐานสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vg2-MoNl2yarhNBquVWqy

  • ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ต่างประเทศ

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง โดยการแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน

    • ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง
    • การแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน
    • หากนโยบายการเงินของสหรัฐไม่เป็นอิสระ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานถ้อยแถลงของ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่า ความต้องการปลดนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือนางลิซ่า คุก กรรมการเฟด ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็น “อันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก”

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวโจมตีนายพาวเวลล์หลายครั้ง จากการที่เขาปฎิเสธไม่ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและขู่ว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง และล่าสุดทรัมป์ยังพยายามปลดนางคุก ออกจากตำแหน่งอีกด้วย

    ลาการ์ดกล่าวกับสถานีวิทยุเรดิโอคลาสสิกว่า

    “หากนโยบายการเงินของสหรัฐ ไม่มีความเป็นอิสระ และต้องขึ้นตรงกับคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง ดิฉันเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และอาจน่าเป็นห่วงเพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกสูง”

    นอกจากนี้ ลาการ์ดยังกล่าวว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์นั้นผิดกฎหมาย ได้ทำให้เกิด “ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง” ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21ZDIM33Lamm5A3pyGUpX2

  • รอรัฐบาลใหม่แก้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

    รอรัฐบาลใหม่แก้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

    ในระหว่างที่คนไทยทุกคนกำลังรอ “นายกรัฐมนตรี” และ “คณะรัฐมนตรี” ชุดใหม่ ซึ่ง ณ วันที่คอลัมน์ออกมาให้อ่านกันนี้ น่าจะเห็นหน้าเห็นตาชัดเจนขึ้นกว่าช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งในภาคเศรษฐกิจแน่นอนว่าอยากให้การเมืองมีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของเอกชนล่าสุด “ความเสี่ยงจากการเมืองที่ระส่ำระสาย” ในขณะนี้ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งชั่วคราว แซงหน้าความกังวลจากค่าครองชีพสูง และภาษีทรัมป์ ซึ่งเป็นความกังวลแรกๆในช่วงที่ผ่านมา

    ที่สำคัญคือ วันนี้ “การเมืองไทย” ยังออกได้หลายหน้า จากอิทธิพลของทั้งการเมืองตามระบบ การเมืองนอกระบบ และการเมืองบนถนน และ “ความไม่แน่นอน” ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

    และหากถามถึงโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐบาลใหม่” จะต้องเข้ามาสานต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่ให้ดิ่งเหว โดยเฉพาะ “ในครึ่งหลังของปี 68” นี้ ซึ่งทุกสำนักประเมินว่าเป็น “จุดอันตราย” ของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณชัดว่า 2 เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอลงแรง ทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีการคาดการณ์กันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปีนี้จะต่ำกว่าปี 67 ที่ผ่านมา

    นอกจากนั้น คนอาจจะนึกว่าเมื่อเราได้อัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯที่ 19% แล้ว ทุกอย่างจะจบ แต่ความจริงข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นเพียง “การเห็นชอบร่วมกันในหลักการ” ที่จะต้องเจรจาเจาะลึกในรายละเอียดประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้องจากไทย และประเด็นที่ไทยเสนอกลับไปให้สหรัฐฯ เพื่อจัดทำ “ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ” หรือ Agreement on Reciprocal

    และหลังจากการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ ที่คาดว่าจะเสร็จในต้นเดือน ก.ย.นี้ เรายังต้องไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และหากรัฐบาลไทยไม่พร้อมเจรจา ก็อาจจะทำให้เงื่อนไขการเก็บภาษี 19% เปลี่ยนแปลงไปได้ และจะกระทบการส่งออก การนำเข้า และภาคการผลิตของไทยเพิ่มมากขึ้น

    อีกจุดที่สำคัญคือ ปัญหาค่าครองชีพของคนไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่กำลัง “เครียดกับเงินในกระเป๋า” ที่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ขณะที่หนี้สินที่สะสมเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด ที่เคยหวังว่าจะดีขึ้นหลังโควิดผ่านไปกลับแย่ลง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นช้ากว่าที่คิด ทำให้กำลังซื้อคนไทยถดถอยลง เมื่อรวมกับความไม่เชื่อมั่นในแง่การเงิน และการงานในอนาคต คนไทยจึงต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจากรัฐบาล หลังผิดหวังจากโครงการแจกเงินหมื่น

    ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสัมพันธ์กับงบประมาณรายจ่ายปี 69 ที่เหลืออีก 1 เดือน จะต้องเริ่มใช้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาเริ่มใช้งบใหม่ได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะต้องรอการแถลงนโยบายก่อน

    และท้ายที่สุด การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะสำเร็จหรือไม่ ก่อนอื่นต้องรอดูว่าการคัดเลือก “คนที่จะนั่งกระทรวงเศรษฐกิจ” มีความรู้ความสามารถเพียงพอไหม ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องลุ้นกัน.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-rD43U7RVfy-yWMQ786hA

  • พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีน – BBC News ไทย

    พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีน – BBC News ไทย

    พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีนที่รัสเซีย-เกาหลีเหนือ เข้าร่วม

    An image of a matryoshka doll with a portrait of Chinese President Xi Jinping against the background of a photo of Russian President Vladimir Putin in a souvenir shop on a street in central Moscow

    ที่มาของภาพ, EPA

      • Author, อเล็กเซย์ คาลมีคอฟ
      • Role, บีบีซี นิวส์ รัสเซีย

    หนึ่งเดือนอาจดูเหมือนช่วงเวลาที่ยาวนานในเวทีการเมืองโลก

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนประเทศจีนอีกครั้งในช่วงเดือนนี้ ทว่าการเยือนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัสเซียไม่ได้เดินทางในฐานะผู้พึ่งพาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางสถานะที่เขาถูกกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน

    ทว่าการเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นการเดินทางเยือนพันธมิตรคนหลักโดยที่ปูตินมีสถานะเป็นผู้นำโลกที่สามารถเจรจาในระดับเท่าเทียมกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารสูงสุดของโลก และเป็นคู่แข่งสำคัญของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

    การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะทางการทูตของปูติน หลังจากเขาเดินทางกลับจากรัฐอะแลสกาในสหรัฐฯ โดยมีอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินสหรัฐฯ โดยปูตินสามารถโน้มน้าวให้ทรัมป์ยกเลิกข้อเรียกร้องที่ไม่ให้รัสเซียโจมตียูเครน ทั้งยังสามารถโน้มน้าวให้ผู้นำสหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย

    รัฐบาลจีนเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน อย่างอบอุ่นในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำประเทศในภูมิภาคอีกว่า 10 คนจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (The Shanghai Cooperation Organisation – SCO) ที่เมืองเทียนจิน ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • การประชุม สส. พรรคประชาชนเพื่อตัดสินใจกรณีโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ เกิดขึ้นที่อาคารอนาคตใหม่ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ของวันที่ 1 ก.ย.

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมประชุมสุดยอด SCO ที่จีน ซึ่งรวมไปถึงนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นที่รู้จักถึงวาทะวิพากษ์วิจารณ์ชาติตะวันตกอย่างรุนแรง และนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งความสัมพันธ์กับทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างซับซ้อน

    เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

    ในวันพุธ (3 ก.ย.) ที่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลจีนจะจัดขบวนพาเหรดเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำหลายประเทศจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดดังกล่าวเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และชัยชนะในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก”

    เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในจีนสัปดาห์นี้สะท้อนถึงการรวมตัวของพันธมิตรฝ่ายต่อต้านสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่

    กลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (Russia-India-China – RIC) เคยมีบทบาทในการถ่วงดุลอิทธิพลของชาติตะวันตกในเวทีโลก ก่อนที่จะเงียบหายไปจากเวทีระหว่างประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศกลุ่มนี้อาจกลับมามีบทบาทอีกครั้งหรือไม่ ท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทรัมป์ไม่สามารถทำให้ปูตินและสี จิ้นผิง แตกคอกันได้

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าการเยือนจีนที่ยาวนานผิดปกติของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณถึงชาติตะวันตกว่า “มิตรภาพไร้ขอบเขต” ระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดจนทำให้เห็นว่าความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างรัสเซียกับจีนไม่มีทางประสบความสำเร็จ

    ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ด้วยว่า แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมสละยูเครนให้กับรัสเซียและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียก็จะไม่หันหลังให้กับจีน

    นักวิเคราะห์ชี้ให้เปรียบเทียบกับกรณีที่เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่สามารถดึงจีนออกจากอิทธิพลของสหภาพโซเวียตได้ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่ในขณะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับมอสโกตึงเครียดอยู่แล้ว ซึ่งต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว

    “ยิ่งรัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดันทางการค้าต่อจีนเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้แกนความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับจีนแข็งแกร่งขึ้น เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากความพยายามที่จะลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ ‘การสวนทางกับนโยบายของคิสซินเจอร์ (reverse Kissinger)’ แต่อย่างใด” ปิแอร์ อ็องดรีเยอ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-รัสเซียจากสถาบันนโยบายเอเชีย (Asia Society Policy Institute) และอดีตนักการทูตฝรั่งเศสประจำรัสเซีย ทาจิกิสถาน และมอลโดวา กล่าว

    “หากยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ คือการสร้างความแตกแยกระหว่างมอสโกกับปักกิ่งด้วยการยุติสงครามในยูเครนและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียบางส่วนแล้ว วอชิงตันกำลังประเมินความลึกซึ้งและความซับซ้อนของความร่วมมือครั้งนี้ต่ำเกินไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ที่ไม่ระบุชื่อ เขียนไว้ในบทความของศูนย์วิเคราะห์นโยบายยุโรป (Center for European Policy Analysis)

    Chinese President Xi Jinping holding a plate and Russian President Vladimir Putin wearing an apron toast each other with small glasses

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากสายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

    จีนกลายเป็นผู้ซื้อทรัพยากรพลังงานหลักจากรัสเซียหลังจากที่บริษัทตะวันตกถอนตัวออกจากตลาด และยังส่งออกรถยนต์และสินค้าหลากหลายประเภทให้รัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วการรุกรานยูเครนกลับยิ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ทางอุดมการณ์ระหว่างรัสเซียกับจีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    อ็องดรีเยออธิบายว่า “รัสเซียและจีนต่อต้านลัทธิเสรีนิยมแบบตะวันตก ท้าทาย ‘อำนาจนำ’ ของสหรัฐอเมริกา ทั้งสองเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน”

    เขายังเขียนไว้อีกด้วยว่า “ในเชิงเศรษฐกิจ รัสเซียและจีนสามารถเสริมบทบาทกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านวัตถุดิบ ขณะที่จีนเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี”

    ทว่าอ็องดรีเยอเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ

    ปูติน และสี จิ้นผิง มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ทั้งสองมีอายุเท่ากันคือ 72 ปี ทั้งคู่เติบโตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ยุคโซเวียตและครองอำนาจมาเป็นเวลานาน ผู้นำทั้งสองสร้างโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ และไม่ปรากฏว่าเปิดพื้นที่ให้กับความเห็นต่าง

    ก่อนการรุกรานยูเครนในปี 2022 เพียงไม่นานนัก ปูตินได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับสี จิ้นผิง แถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำ “มิตรภาพไร้ขอบเขต และความร่วมมือที่ไม่มีข้อจำกัด” ระหว่างสองประเทศ สี จิ้นผิง เรียกปูตินว่า “เพื่อนที่รัก” และพบกับเขารวมแล้วกว่า 40 ครั้ง มากกว่าผู้นำของประเทศอื่น ๆ

    กระนั้นแล้ว การเยือนในครั้งนี้มีความพิเศษกว่าครั้งก่อน

    แพทริเซีย คิม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จากสถาบันบรูกกิงส์ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่าจีนเองก็ได้รับประโยชน์จากการรักษาปูตินไว้ใน “สายบังคับบัญชาระยะสั้น” เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหันกลับไปหาตะวันตกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จีนไม่ต้องการให้รัสเซียแข็งแกร่งเกินไปเช่นกัน

    “ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปักกิ่ง คือการที่รัสเซียแข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้ากับตะวันตก แต่ยังอ่อนแอพอที่จะอยู่ในวงโคจรของจีน”

    ด้านอ็องดรีเยอแสดงทัศนะว่า “รัสเซียเป็นพันธมิตรที่จีนใช้ประโยชน์ในหลายมิติ กล่าวคือ รัสเซียช่วยให้สี จิ้นผิง รักษาเสถียรภาพทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคเอเชียกลาง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้จีนสามารถระดมการสนับสนุนจากประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) และส่งเสริมทางเลือกใหม่ให้กับการจัดระเบียบโลกแบบตะวันตก”

    นเรนทรา โมดี ร่วมด้วย

    China's Premier Li Qiang talks with India's Prime Minister Narendra Modi during a plenary session of the Brics summit in Rio de Janeiro, Brazil, on July 7, 2025

    ที่มาของภาพ, Pablo Porciuncula/AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี (ในภาพขณะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ที่บราซิลเมื่อ ก.ค. ที่ผ่านมา) ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศอย่างจีนและรัสเซีย

    อินเดีย ซึ่งเป็นสมาชิกประเทศที่สามของกลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน หรือ RIC อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความหวังในการฟื้นฟูความร่วมมือของกลุ่มต้องสะดุด เนื่องจากความสัมพันธ์ของอินเดียกับจีนและสหรัฐฯ ยังคงไม่แน่นอน

    สี จิ้นผิง และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้พบกันนอกรอบระหว่างการประชุมสุดยอด SCO ที่เมืองเทียนจินระหว่างการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 7 ปีของผู้นำอินเดีย การพบกันของผู้นำทั้งสองมีความหมายอย่างยิ่งเนื่องจากจีนและอินเดียแทบไม่ได้พูดคุยกันเลยนับตั้งแต่เหตุปะทะบริเวณพรมแดนในหุบเขากัลวานเมื่อปี 2020

    อย่างไรก็ตาม เมฆหมอกทางเศรษฐกิจที่ปกคลุมอินเดียในขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภาคพื้นอย่างเห็นได้ชัด หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียอย่างหนักเป็นมาตรการลงโทษที่รัฐบาลเดลียังคงซื้อพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งดูคล้ายว่าสถานการณ์นี้จะผลักดันให้อดีตคู่ขัดแย้งอย่างจีนและอินเดียใกล้ชิดกันมากขึ้น

    สี จิ้นผิง บอกกับโมดีว่า จีนและอินเดียควรเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง ขณะที่โมดีตอบว่า ขณะนี้มี “บรรยากาศแห่งสันติภาพและเสถียรภาพ” ระหว่างทั้งสองประเทศ

    ทั้งจีนและอินเดียไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

    โมดีประกาศว่า เที่ยวบินระหว่างอินเดียกับจีนที่ถูกระงับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทบริเวณชายแดนเมื่อกว่า 5 ปีก่อน จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง แม้ยังไม่มีการระบุกรอบเวลา

    ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายควรเข้าหากันและจัดการความสัมพันธ์ของเราด้วยมุมมองแบบยุทธศาสตร์และมองไปสู่ระยะยาว” พร้อมบอกว่า “การเป็นมิตรต่อกันคือทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับทั้งสองฝ่าย”

    ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของพันธมิตรระหว่างประเทศเหล่านี้

    นักวิเคราะห์ระบุว่า หากกลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (RIC) สามารถฟื้นฟูความร่วมมือได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่รัสเซียและจีนวาดหวังจะได้เห็น ย่อมจะหมายถึงการรวมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกไว้ด้วยกัน และอาจกลายเป็นพลังถ่วงดุลอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ โดยกลุ่มประเทศ RIC อาจมีบทบาทเทียบเคียงกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยมีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เป็นสมาชิก

    อย่างไรก็ตาม อินเดียต้องดำเนินยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าอินเดียจะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการขึ้นภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่ลึกซึ้งเรื่องความไว้วางใจต่อจีน

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อินเดียต้องการรักษานโยบายต่างประเทศที่มีความเป็นอิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดนกับจีนที่มีผู้เสียชีวิตยังคงสดใหม่ในสังคมอินเดีย ทั้งยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีนกับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าในภูมิภาค

    นอกจากนั้น อินเดียยังต้องพิจารณาว่าจะย้อนกลับความสัมพันธ์ทางการทูตแบบซับซ้อนซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษหรือไม่ ความสัมพันธ์เช่นนี้เคยนำพาอินเดียเข้าใกล้สหรัฐฯ ในหลายด้าน หากอินเดียตัดสินใจเข้าร่วมพันธมิตรต่อต้านวอชิงตันอย่างเต็มตัว อาจต้องแลกด้วยต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูงเป็นอย่างยิ่ง

    A picture of Kim Jong Un and Vladimir Putin driving together in a car and smiling in Pyongyang last June with Putin's hands on the steering wheel

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, การแสดงออกถึงมิตรภาพในที่สาธารณะระหว่างคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นเครื่องเตือนใจถึงมิตรภาพที่ส่งสัญญาณอย่างทรงพลังในเวทีระหว่างประเทศ

    ในแง่เวทีการเมืองระหว่างประเทศ ภาพที่ปรากฏในสัปดาห์นี้เป็นสิ่งที่ยากจะมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

    ปูตินของรัสเซีย และคิมจะอยู่ในกลุ่มผู้นำประเทศอีก 26 คน ที่คาดว่าจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารที่กรุงปักกิ่ง อีกทั้งประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ก็จะเข้าร่วมในงานนี้เช่นกัน

    รัฐบาลจีนจะจัดงานขบวนพาเหรดทางทหารอย่างพิถีพิถันที่จตุรัสเทียนอันเหมินอันเก่าแก่ โดยมีทหารหลายหมื่นนายเดินสวนสนามผ่านจตุรัส พร้อมด้วยกองกำลังจาก 45 หน่วยกองทัพจีนรวมทั้งทหารผ่านศึก

    นีล โธมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันนโยบายเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุว่า “จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ มารวมกันเพื่อชมขบวนพาเหรดทางทหารสวนสนามที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 3 ก.ย.”

    เขาตั้งคำถามว่า “การรวมตัวครั้งนี้จะถือเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกของ ‘แกนเผด็จการ (‘axis of autocracies)’ หรือไม่”

    อย่างไรก็ดี โธมัสเชื่อว่าการรวมกลุ่มของผู้นำประเทศเหล่านี้ไม่น่าจะยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากแต่ละประเทศมีเป้าหมายที่แตกต่างกันและยังคงไม่ไว้วางใจกัน

    เขาสรุปว่า “แต่การปรากฏตัวของปูติน เปเซชเคียน และคิม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะมหาอำนาจเผด็จการชั้นนำของโลก”

    ดังนั้น เหตุการณ์ที่จีนในสัปดาห์นี้อาจไม่ใช่การแสดงพลังของพันธมิตรอย่างองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO), กลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (RIC) หรือกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ในการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ โดยตรง หากแต่เป็นการตอกย้ำตำแหน่งของจีนในฐานะศูนย์กลางของพันธมิตรเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้

    รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี โกลบอล เจอร์นอลิสม์ (BBC Global Journalism) และบีบีซีนิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c78m2kd0554o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Namix86MbvvBapTBn7i0S

  • การเคหะ ฯ Kick off พัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้

    การเคหะ ฯ Kick off พัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้

    จากกรณีรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจให้การเคหะแห่งชาตินำมาจัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ” หวังเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับผู้อยู่อาศัยได้มีความมั่นคงในชีวิตนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการถือฤกษ์ดีจัดกิจกรรม Kick off

    อย่างเป็นทางการที่โครงการบ้านเอื้ออาทรรังสิต คลอง 10/2 และอีก 37 ชุมชนทั่วประเทศพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมี นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรมดังกล่าว พร้อมด้วยผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชผู้อยู่อาศัยในชุมชนทุกช่วงวัยและกลุ่มเปราะบางเข้าร่วมกิจกรรม ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ โครงการบ้านเอื้ออาทรรังสิตคลอง 10/2 จังหวัดปทุมธานี

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการรายการงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 โดยการเคหะแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอ “โครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ” ในวงเงิน 25 ล้านบาท เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านอาชีพ ทั้งด้าน Reskill และ Upskill เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพตรงความต้องการของผู้อยู่อาศัยในชุมชน ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่น

    ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ

    คงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากรของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความสำคัญกับประชาชนในทุกช่วงวัย วัยทำงาน เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง มุ่งผลักดันการสร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และการยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติมีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จำนวน 125 ชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งวันนี้ (31 ส.ค.68) เป็นการจัดกิจกรรม Kick off อย่างเป็นทางการครั้งแรกให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรรังสิต คลอง 10/2 รวมทั้งผู้อยู่อาศัยในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศอีก จำนวน 37 ชุมชน

    การเคหะแห่งชาติได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อมาร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จและประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมการค้าภายใน (ร้านธงฟ้าราคาประหยัด) กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สภากาชาดไทย กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น

    มาร่วมผลักดันโครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติให้ประสบความสำเร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนอย่างรอบด้าน หลังจากนั้นการเคหะแห่งชาติจะจัดกิจกรรมอีก 2 ครั้ง ให้ครบ 125 ชุมชน รวมถึงการจัดกิจกรรมตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยในแต่ละชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    “การจัดกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายให้เกิดอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละบุคคล เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย เพื่อมีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ มีความสุขนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ตามวิสัยทัศน์การเคหะแห่งชาติ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย             

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gi3rR17gyJMB06DNT_N96