Category: เศรษฐกิจ

  • จับตา

    จับตา

    จับตา’อนุทิน’จ่อปัดฝุ่นโครงการ’คนละครึ่ง’หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากปลุกกำลังซื้อ

    วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.47 น.

    จับตา’อนุทิน’จ่อปัดฝุ่นโครงการ’คนละครึ่ง’หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากปลุกกำลังซื้อ

    เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊กเพจ “หนุ่มเมืองจันทร์” ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี กำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน

    โดยในโพสต์ระบุข้อความว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมภาพที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”

    ซึ่งการโพสต์ดังกล่าว สร้างความสนใจในโลกออนไลน์ทันที เนื่องจากโครงการ “คนละครึ่ง” เคยเป็นมาตรการที่ได้รับความนิยมสูงในรัฐบาลก่อนหน้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้ร้านค้าชุมชนอย่างกว้างขวาง

    ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวจากพรรคภูมิใจไทยอาจสะท้อนถึงความพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา และกำลังซื้อของประชาชนลดลง ซึ่งต้องติดตามว่าแผน “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกนำเสนอในรูปแบบใดต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/912360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SwMZoIj5zsHtRJN525o7A

  • แม่ค้าชัยนาทฝากถึง “นายกฯหนู”เร่งแก้เศรษฐกิจอันดับแรก พ่วงคลี่คลายปัญหาชายแดน

    แม่ค้าชัยนาทฝากถึง “นายกฯหนู”เร่งแก้เศรษฐกิจอันดับแรก พ่วงคลี่คลายปัญหาชายแดน

    (6ก.ย.68) ที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามประชาชนหลังจากวานนี้(5ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หน.พรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย 

    นางมนัส อายุ 70 ปี ประกอบอาชีพขายอาหารตามสั่ง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ การค้าขายของก็แย่ตามลงไปด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นสิ่งของวัตถุดิบต่าง ๆ ก็มีราคาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น 

    “อยากจะฝากถึงนายกคนใหม่ ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องของปัญหาชายแดนที่กำลังประสบอยู่ในตอนนี้ก็ อยากจะให้นายกคนใหม่ทำอะไรสักอย่างให้ปัญหาจบโดยเร็ว” นางมนัส กล่าว

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NIkIXFv05&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15v1ofvKljhfr290HWWeSh

  • คืนชีพ? “อนุทิน” จ่อปัดฝุ่น “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” โซเชียลฯ จับตา มีลุ้นได้ใช้อีกครั้ง!

    คืนชีพ? “อนุทิน” จ่อปัดฝุ่น “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” โซเชียลฯ จับตา มีลุ้นได้ใช้อีกครั้ง!

    “อนุทิน” จ่อปัดฝุ่น “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” โซเชียลฯ จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 6 กันยายน 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสความสนใจในโลกออนไลน์หลังจากเพจเฟซบุ๊ก “หนุ่มเมืองจันทร์” โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และว่าที่นายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อของประชาชน

    โดยในโพสต์ระบุว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมแนบภาพกราฟิกที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”

    โพสต์ดังกล่าวสร้างความสนใจในวงกว้าง เนื่องจากโครงการ “คนละครึ่ง” เคยเป็นมาตรการยอดนิยมของรัฐบาลในอดีต โดยรัฐร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าครึ่งหนึ่งผ่านระบบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    แม้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก นายอนุทิน หรือ พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการรื้อฟื้นโครงการดังกล่าว แต่กระแสในโลกออนไลน์สะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการที่จับต้องได้ในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง

    ทั้งนี้ ต้องจับตาว่า “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกออกแบบอย่างไร และจะสามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลและการจัดทำนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9840182/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vUaRaHUAfyOi5B-UdioK8

  • พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    การเงิน-การลงทุน

    พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    04 ก.ย. 2025 เวลา 15:11 น.

    ตลาด ‘พันธบัตร’ โลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! กังวลต้นทุนรัฐบาลพุ่ง ความเป็นอิสระของ ‘เฟด’ สัญญาณเตือน เศรษฐกิจไม่แน่นอน

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า “ตลาดพันธบัตรรัฐบาล“ ทั่วโลกผันผวน เนื่องจากกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งเรื่องภาษีศุลกากรไปจนถึงความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินและการคลังของประเทศเศรษฐกิจใหญ่ๆ หลายแห่ง  

    สถานการณ์พันธบัตรแต่ละประเทศ

    พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    • สหราชอาณาจักร: ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.64% โดยเพิ่มขึ้นถึง 100 เบสิสพอยท์ หรือ 1% ในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากภาวะเงินเฟ้อที่สูง, อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่ำ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
    • ญี่ปุ่น: ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งสูงกว่า 5%  ในปีนี้ มาอยู่ที่ 3.27% เนื่องจากเกิดความกังวลเรื่องรายได้ จากสถานการณ์ภาษีศุลกากรของ “โดนัล ทรัมป์” ล่าสุดที่รอคำตัดสินจากศาลสูงสุด
    • ฝรั่งเศส: ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งไปอยู่ที่ 4.45% ทะลุระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 
    • เยอรมนี:  พันธบัตรรัฐบาลเยอรมันซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยในช่วงต้นปี ตอนนี้ก็ถูกเทขายพร้อมกับพันธบัตรอื่นๆ จนทำสถิติอัตราผลตอบแทนสูงสุดในรอบ 14 ปี ที่ระดับ 3.36%

    3 ปัจจัยทำบอนด์ยีลด์พุ่ง

    โจนาส โกลเทอร์มันน์ รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่า การที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นนั้นเกิดจาก 3 ปัจจัยหลักที่ซ้อนทับกัน ได้แก่ ความกังวลด้านการคลังของรัฐบาล, นโยบายการเงิน และปัจจัยเฉพาะทางตลาด เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานของพันธบัตร

    ในขณะเดียวกัน  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความสามารถและความตั้งใจของเฟดเริ่มสั่นคลอนในการควบคุมเงินเฟ้อในระยะกลาง รวมถึงความกังวลในเรื่องความเป็นอิสระของเฟดนั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก

    บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบเศรษฐกิจ

    ตลาดพันธบัตรทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญ โดยสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield สูงขึ้น แสดงว่านักลงทุนมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นจากหนี้สินหรือเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่สูงขึ้นด้วย ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นเพื่อระดมทุน

    แต่หากผลตอบแทนลดลง แสดงถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดพันธบัตรกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกได้โดยตรง

    Kallum Pickering หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่าเมื่อรัฐบาลมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นจากบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้น สิ่งนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับภาคเอกชน เพราะต้องใช้เงินงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากขึ้น ทำให้มีเงินที่จะนำไปพัฒนาประเทศเหลือน้อยลง 

    ด้านนักลงทุนก็จะหันไปซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงและปลอดภัยมากกว่าการลงทุนในบริษัทเอกชน ทำให้บริษัทต่างๆ กู้เงินได้ยากและมีต้นทุนสูงขึ้น

    สุดท้าย ความกังวลเรื่องหนี้ที่สูงทั้งของภาครัฐและเอกชน ทำให้ตลาดการเงินมีความไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตได้ง่ายขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1197341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06LGDB8D7FA22HL5bPp7Vo

  • ขอโอกาสทางเศรษฐกิจบ้าง

    ขอโอกาสทางเศรษฐกิจบ้าง

    ภาพที่ 1  ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์

    มฤตยูจร (0) เดินในราศีพฤษภ ระหว่าง 8 กรกฎาคม 2565-18 กรกฎาคม 2572

    พฤหัสบดีจร (5) เดินในราศีเมถุน ระหว่าง 13 พฤษภาคม-2 ตุลาคม 2568

    ภาพที่ 2 คำทำนาย-ปี 2568 เมืองอยู่ในระยะเจ็ดปีของการปฏิวัติเศรษฐกิจ

    ก่อนอื่นขอชี้แจงข่าวลือหนาหูว่าผู้เขียนเอาวิชาอะไรมาทำนายทายทักทั้งดวงชะตาเมืองและคน

    เพราะมีลือแปลกๆ เช่นว่า ได้ดวงกสิณที่ผุดมาเองเพราะดูดวงมามาก ซึ่งไม่ใช่เลย ผู้เขียนไม่ได้มีฤทธิ์เดชอะไรแม้แต่น้อย

    ล่าสุดทำเอาสะดุ้ง เมื่อถูกถามผ่านคนสนิทมาว่าเพราะนั่งเทียนส่องน้ำมนต์แล้วเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าหรือไม่?

    ที่สะดุ้งเพราะคำว่า นั่งเทียน เป็นภาษาวงการข่าว มีความหมายว่า กุ หรือ เต้า หรือ โมเม ขึ้นมาเองโดยไม่มีมูลความจริง

    ความจริงคือ ทุกคำทำนายทั้งหลายของผู้เขียนล้วนกลั่นหรือตกผลึกมาจากตำรา หรือหลักโหราศาสตร์ไทยที่รวบรวมไว้ในตำราที่เป็นหลักเหมือนขุมทรัพย์ทางโหร ชื่อ โหราศาสตร์ปริทรรศน์  รวบรวมไว้โดย .เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลับ   ที่มีทั้งหมด 5 เล่ม เล่ม 1-5

    เป็นวิชาโหรที่ใช้หลักทักษาประกอบดวงชะตา ซึ่งหลักทักษายึดตามตำราลิลิตทักษาพยากรณ์ที่ทรงพระนิพนธ์โดยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี แล้วหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต (วิเชียร จันทน์หอม) ตรวจชำระและทำคำอธิบายเพิ่มเติม

    แค่ 5 ถึง 6 เล่มนี้ ขุมทรัพย์ทางโหรก็เต็มไปหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะขุดได้ขนาดไหน

    แต่ก็ขอสารภาพตรงๆ ว่า เรียนวิชาโหราศาสตร์ด้วยตัวเองมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว ผลคือ ยิ่งเรียนเหมือนยิ่งไม่รู้ เพราะ ล้ำลึกและหลากหลายความหมายมาก

    ผลคือ อาการทำนายช้างออกม้า หรือทำนายม้าออกช้าง จึงเกิดขึ้นบ่อยมาก ที่ถึงแม้จะเป็นสัตว์สี่เท้าด้วยกันคือไม่ผิดแต่พลาดเป้า

    อีกอย่างการทำนายล่วงหน้านานๆ ก็ยังอาภัพอีกเพราะไม่ค่อยมีคนสนใจ เนื่องจากจะเป็นเรื่องไกลตัว

    ตัวอย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจที่ผู้เขียนทำนายไว้ตั้งแต่ปลายปี 2564 แถมย้ำมาทุกปีในการทำนายดวงชะตาเมืองว่า ตั้งแต่กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปยาวนานเจ็ดปี ถึงกรกฎาคม 2572 เมือง ต้องปฏิวัติใหญ่เศรษฐกิจ หรือ การทำมาหาได้ (มฤตยูจร 0 เจ้าของการปฏิวัติเดินในราศีพฤษภ-ภพกฎุมภะ-ดินแดนแห่งเศรษฐกิจของเมือง)

    หากเมืองไม่ปฏิวัติเมืองจะถูกปฏิวัติ เพราะระยะเวลาเจ็ดปีนี้ภัยสงครามเศรษฐกิจโลกจะโดดเด่นมาก เช่นที่เกิดขึ้นแล้วคือ ถูกสหรัฐอเมริกาบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองเรื่องภาษี

     หากฝืนได้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด

    หากทำได้ดีเมืองจะประสบความสำเร็จอย่างล้ำเลิศ มีโอกาสหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางไปสูง

    แต่หากทำได้ไม่ดีเมืองจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทางเศรษฐกิจอย่างเจ็บปวด

    ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือร้าย ผลสรุปคือ หากยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร กลางปี 2572 เราจะถามตัวเองว่าเศรษฐกิจ หรือการทำมาหาได้ของเมืองเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

    ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เห็นการพยายามปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายด้าน

    แต่มาเสียจังหวะช่วงรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยที่เน้นการแจกเงิน หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่าปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงใหญ่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ

    แต่เอาเป็นว่าที่ผ่านมายกความผิดไปให้ดวงชะตาเมือง ที่พฤหัสบดีจร (5) ทับพระอังคารดวงเมือง (๓) จึงทำให้ใช้เงินไม่เข้าเป้าก็แล้วกัน และมันก็ผ่านไปแล้ว

    ครั้นตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2568 มาแล้วที่บุญเก่าของเมืองมาช่วยหลายด้าน ตามโฉลก…ถึงบุญเพรงคนยำเกรงให้ลาภา…(พฤหัสบดีจร 5 เดินในราศีเมถุน ภพที่สาม สหัชชะ)

    บุญเก่านี้เป็นฐานหลักรองรับเกณฑ์อื่นที่จะเสริม เช่น เกณฑ์…ศัตรูจะอัปรา และวัตถาระส่ำระสาย สินทรัพยะสูญหาย ก็จะคืนจะคงเรือน…(พระเสาร์จร 7 ถึงพฤหัสบดีดวงเดิม ๕) ผลคือ ทหารและประชาชนได้ช่วยต่อสู้เพื่อให้เมืองได้ดินแดนที่เขมรเคยยึดไป 11 จุดกลับมาแล้ว

    จึงในวาระที่เสียจังหวะเรื่องเศรษฐกิจไปตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ก็ได้แต่หวังว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่จะให้โอกาสทางเศรษฐกิจ ในระดับเปลี่ยนแปลงใหญ่ หรือปฏิวัติโครงสร้าง ไม่ใช่ทำอะไรเหมือนที่ทำมาเช่นการแจกแต่เงิน

    ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ควรพิจารณาทีมงานเศรษฐกิจระดับเซียน-บิ๊กเนม

    เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องอารมณ์และความเชื่อมั่น

    เมื่อความเชื่อมั่นมา ก็จะไปกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

    อย่าคิดว่ารัฐบาลมีเวลาทำงานเพียงแค่ 4 เดือนจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในอดีตรัฐบาลชั่วคราวของคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี รอบสองหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่มีภารกิจคือ เข้ามายุบสภานั้น มีเวลาน้อยมาก

    นั่นคือ คุณอานันท์ยุบสภาหลังจากกระบวนการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเพียง 20 วัน

    จึงเมื่อรวมระยะเวลาทำงานรวมทั้งช่วงรักษาการณ์รอบนั้นก็ร้อยกว่าวัน

    แต่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นที่ล้วนแต่ชั้นเยี่ยมก็เร่งทำงานเต็มที่ ขนาดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดสุดท้ายทำกันเลยสองยาม เล่นเอานักข่าวช่างภาพหิวข้าวตามๆ กัน

    ศึกสงครามทหารกับประชาชนก็ช่วยกันไปแล้ว การเมืองก็เล่นกันมากจนชาวบ้านเวียนหัวแล้ว

    ต่อไปนี้ฝ่ายนักการเมืองควรจะเปิดโอกาสให้ทางเศรษฐกิจบ้าง เพราะดาวของการปฏิวัติใหญ่ทางเศรษฐกิจยังเอื้ออยู่.         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/856830/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tuRwx0A20mcGYqKnJs0dN

  • เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองไทยที่ยังขาดเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและการลงทุนเริ่มสั่นคลอน แรงกดดันจากวิกฤตศรัทธาและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ติดขัด กำลังผลักดันประเทศเข้าสู่ทางตันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เส้นทางจากนี้สุดท้ายแล้วถูกจับตาว่าจะนำไปสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์ความผันผวนทางการเมืองของไทย แม้ไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว แต่สุดท้ายแล้วก็จะนำไปสู่การยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งการขาดเสถียรภาพทางการเมืองในเวลานี้จะส่งผลกระทบและมีความเสี่ยงใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง 2.มีโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกลดเครดิตเรตติ้งลง

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูดี้ส์ เรตติ้งส์ ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1 แต่ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook ซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนที่เกิดจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าของไทยในช่วงนับจากนี้

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    ในครั้งนี้ไทยน่าจับตามองว่าอาจจะถูกปรับลดเครดิตลงจากปัจจัยภายในประเทศที่มาจากภาคการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลกระทบที่จะตามมาหากไทยถูกปรับลดเครดิต เช่น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและเอกชนจะสูงขึ้น โดยจะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงจากความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น บริษัทเอกชนที่ออกหุ้นกู้หรือต้องกู้เงินจากต่างประเทศจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุน เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน ณ เวลานี้ ถ้ายังต้องเผชิญพายุเศรษฐกิจถึง 3 ลูก เป็นอย่างน้อย ได้แก่ 1. ภาษีสหรัฐที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศไทยอีก 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ลดลงหรือชะลอตัวลงในเดือนที่เหลือของปีนี้ 2.ช่วงที่ไทยมีคณะรัฐมนตรีเฉพาะกาล 4 เดือนก่อนยุบสภา คงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก เพราะนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะมุ่งเน้นในการเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง และ 3. ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อและยังไม่ทราบจุดจบของปัญหา ซึ่งจะกระทบต่อการค้าชายแดน แรงงาน รวมถึงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    “รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน ที่นำไปสู่การยุบสภา และการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะส่งผลทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่ โครงการขนาดใหญ่ของประเทศที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงานในเวลานี้ก็ยังไม่มี ดังนั้นจึงคาดว่าจีดีพีหรือเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยในไตรมาสที่สี่ น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด”

    สอดคล้องกับที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ผลจากการเมืองไทยที่ขาดเสถียรภาพในเวลานี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจชะลอตัวในเดือนที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจีดีพีไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวได้เพียง 1% และทั้งปีนี้คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 1.8-2.2% จากแรงกดดันและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ การขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของเอกชน และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/638109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cAN_avV4WzzcnQBEu1OrE

  • อ่านเกม ภาษีทรัมป์ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร

    อ่านเกม ภาษีทรัมป์ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีต ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Power Act (IEPA) ตั้งกำแพงภาษีกับหลายประเทศทั่วโลกนั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

    ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการที่สมาคมผู้ค้ารายย่อยฟ้องร้องรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่ากฎหมาย IEPA มีเจตนารมณ์เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อการยึดทรัพย์และคว่ำบาตรบางประเทศที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อการตั้งภาษีเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

    ศาลอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นว่าการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องพร้อมทั้งขยายเวลาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด หรือศาลฎีกา ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น

    เปิด 3 ฉากทัศน์ จุดจบ ‘ภาษีทรัมป์’

    ชาตรี ยังวิเคราะห์ต่อว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดมีแนวโน้มที่จะออกมาได้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

    1. ศาลสูงสุดไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีนี้ คำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สิ้นสุด ภาษีที่ตั้งไว้ทั้งหมดถือว่าผิดกฎหมายและต้องถูกยกเลิกไป รวมถึงต้องพิจารณาเรื่องการคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่องบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการคลังในอนาคต
    1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์แต่ตัดสินว่ารัฐบาลผิด ผลลัพธ์จะเหมือนกับกรณีแรก คือการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องและต้องถูกยกเลิก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นผลดีต่อการค้าโลกโดยรวม และจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนได้ในระยะยาว
    1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์และตัดสินว่ารัฐบาลทำถูกต้อง หากศาลสูงสุดวินิจฉัยเช่นนี้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้กฎหมาย IEPA ในการตั้งกำแพงภาษีได้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบที่สองและสามในอนาคต

    ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ศาลสูงสุดมีผู้พิพากษา 6 ใน 9 คนที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยที่พรรครีพับลิกันเป็นรัฐบาล อาจทำให้ทรัมป์มีโอกาสได้เปรียบกว่า 2 ศาลแรก แต่ชาตรีชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลสูงสุดจะกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นได้นั้น ต้องมีหลักฐานและเหตุผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งยวด และประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม

    ประเมินจุดจบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเชิงบวก หรือเป็นกลาง มากกว่าที่จะแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ เพราะในมุมมองของนักลงทุน มีเพียง 2 กรณีเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น คือ สถานการณ์ยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น

    วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนโลก โดนสะเทือนแค่ไหน

    หากศาลสูงสุดตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย จะส่งผลบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ อย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย เพราะจะทำให้ความกังวลเรื่องสงครามการค้าลดลง เศรษฐกิจโลกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่เคยได้รับผลกระทบก็จะฟื้นตัว สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจมีบางอุตสาหกรรมที่เคยได้รับการปกป้องจากภาษีอย่างเช่น เหล็กและรถยนต์ได้รับผลกระทบในระยะสั้น แต่ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนจะดีขึ้น

    • ตลาดตราสารหนี้ กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องคืนภาษีที่เก็บไปแล้ว จะทำให้งบประมาณขาดดุลมากขึ้นและต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวสูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน พันธบัตรระยะสั้นอาจได้ประโยชน์จากการที่อัตราเงินเฟ้อลดลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้
    • ค่าเงิน กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง จากการที่รัฐบาลขาดดุลมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากผลตัดสินออกมาว่ารัฐบาลทำถูกต้อง สถานการณ์ทุกอย่างก็จะคงที่เหมือนในปัจจุบัน

    เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนสูง

    ชาตรีให้คำแนะนำนักลงทุนว่า จากความไม่แน่นอนนี้ โอกาสที่ตลาดจะปรับฐานในระยะสั้นถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีโอกาสได้รับผลบวกมากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว โดยนักลงทุนสามารถพิจารณาเข้าลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ Emerging Market ก็ตาม

    เนื่องจากผลลัพธ์ของคดีนี้มีเพียง 2 อย่าง คือ สถานการณ์จะยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความน่าสนใจอยู่มาก

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการตัดสินของศาลสูงสุดอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลออกมาในทางตรงกันข้าม การเงินการคลังของสหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ และตลาดโลกอาจสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

    ภาพ: IAB Studio/Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trump-tariff-us-court-ruling/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iIHUfTtaFcJhJYYV5aXmb

  • เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน กรุงศรี คาดครึ่งปีหลังเติบโตแค่ 1.3%

    เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน กรุงศรี คาดครึ่งปีหลังเติบโตแค่ 1.3%

    วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอกจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง วิจัยกรุงศรีจึงประเมินว่าหากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่องคาดทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีรายละเอียดของปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    (i) ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อนการส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้าก่อนที่สหรัฐฯจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศจึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2568 จะขยายตัว 3.5%

    (ii) การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นโดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังเปราะบาง ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    (iii) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวสาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะลดเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567

    (iv) การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2568 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ช่วยเปิดทางให้กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    ดร.พิมพ์นารา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งผลกระทบภาษีสหรัฐและความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงที่เหลือจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/912300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qb0JCf5lpSd4BYZlM9aec

  • ชาวชุมพรฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ชายแดน-ยาเสพติด | เดลินิวส์

    ชาวชุมพรฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ชายแดน-ยาเสพติด | เดลินิวส์

    ชาวชุมพรฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ชายแดน-ยาเสพติด

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชุมพร ถึงความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่และนายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5086347/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JlYvFqOf-bkd10tmteSUj

  • ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันระบบขัดข้องไม่เกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์

    ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันระบบขัดข้องไม่เกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์

    ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงกรณีระบบงานของธนาคารเกิดความขัดข้อง เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2568 ระหว่างเวลา 21.06 – 23.00 น. ส่งผลให้รายการเคลื่อนไหวเงินฝากบางบัญชีไม่ถูกบันทึก และทำให้ยอดเงินแสดงผลไม่ถูกต้อง

    ธนาคารได้ดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้วเมื่อเวลา 15.30 น. วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 โดยปรับปรุงรายการภายใต้ชื่อ “รายการปรับปรุง (ADJ: Adjustment Item)” ในบัญชีของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

    อย่างไรก็ตาม มีลูกค้าบางรายพบว่ายอดเงินคงเหลือติดลบ เนื่องจากมีการทำรายการใช้จ่ายเกินกว่ายอดเงินจริง ระหว่างเวลา 03.00 น. – 15.30 น. ของวันที่ 2 กันยายน ก่อนที่ธนาคารจะปรับปรุงระบบเสร็จสิ้น ซึ่งธนาคารได้แจ้งลูกค้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว

    ธนาคารกรุงเทพ ย้ำว่า เหตุขัดข้องครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ และได้ดำเนินการแก้ไขจนระบบกลับสู่ภาวะปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-bangkokbank&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ecrgxKmLxYNM-dh2ZTOy