Category: เศรษฐกิจ

  • ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ส่วนอื่นๆก็มีทำการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งก็ไม่สามารถทำรายได้ได้มากน้อยให้กับประชาชนในประเทศ จึงทำให้คนเนปาลนิยมออกไปทำงานหาเงินยังต่างประเทศมากขึ้น พามาดูในส่วนของความสำคัญของประเทศเนปาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมไทย และเนปาลยังไม่สูงมากเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ไทยมักเกินดุลการค้าต่อเนปาล ส่วนสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปเนปาล คือ ยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ด้านสินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเนปาลมาก็ คือ  พรม ผ้าทอ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเนปาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นนักลงทุนจากต่างชาติที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นโอกาสทองในการลงทุน ส่วนด้านการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวเนปาลเดินทางมาไทยปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการแพทย์ ถือได้ว่าไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวเนปาล ทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และการศึกษา

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ขณะที่คนไทยเองก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปเนปาลเพื่อท่องเที่ยวภูเขาปีนเขาฮิมาลัย และ เอเวอเรสต์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวสองทางระหว่างกันและกัน ส่วนด้านการศึกษา และแรงงานชาวเนปาลนิยมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์ วิศวกรรม และบริหารธุรกิจ อีกทั้งไทยยังมีแรงงานเชื้อสายเนปาลอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ การรักษาความปลอดภัย และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมตลาดแรงงานไทย

    นอกจากนี้จะพามาดูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงภูมิภาคเนปาลตั้งอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย ถือเป็น Land-linked Country ที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ หากไทยผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (BIMSTEC, IMT–GT, BCG) จะช่วยขยายการค้าของไทยเข้าสู่เอเชียใต้ได้มากขึ้น โดยไทยกับเนปาลต่างก็มีบทบาทในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    แม้เนปาลจะไม่ใช่คู่ค้าใหญ่ของไทย แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในด้าน การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยไทยสามารถใช้เนปาลเป็นประตูสู่อินเดีย และจีนได้ในอนาคต อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการศึกษายังเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถดึงดูดชาวเนปาลได้ต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06R-5XKVbWhREjXLIUtRi4

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์สิงหาคม 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hkk6o9qxv1u3k9b4w546i2wb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DmGYw9EN4kn7RAybDt7Kp

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต สวนกำแพงภาษีทรัมป์-การเมืองวุ่น|ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 68

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต สวนกำแพงภาษีทรัมป์-การเมืองวุ่น|ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 68

    ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ จากการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ และการเมืองที่วุ่นวาย แต่ล่าสุด คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นออกมาเปิดเผยตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เติบโตแข็งแกร่งขึ้น สวนกระแสความวุ่นวายเหล่านั้น จากการบริโภคภายในประเทศ

    #ญี่ปุ่น #ภาษีทรัมป์ #การเมือง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vzAj6Et602a1VSc1UDpI6

  • อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว ความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงตั้งความหวังไว้กับบทบาทของรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล

    โดยเฉพาะในด้านการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งน่าสนใจว่าโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ประกอบด้วยคนนอกระบบการเมือง ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากหลายภาคส่วน สะท้อนถึงความคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพาประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

    ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย นาย สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย  “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าสนับสนุนอย่างยิ่งที่รัฐบาลนำมืออาชีพคนนอกมาเสริมทีมเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ทุกท่านที่คัดมาเป็นไปตามสเป็ค มีผลงานและประวัติดี ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สิ่งที่ควรเพิ่มคือต้องระวังอย่าให้เกิดนโยบายประชานิยม ต้องรักษาวินัยการคลัง ทีมเศรษฐกิจต้องกล้าบอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้นายกฯต้องให้อำนาจตัดสินใจจริง ไม่ใช่มาประดับคณะรัฐมนตรี(ครม.)

    ขณะมาตรการเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับโครงการคนละครึ่ง มาถูกทางและเป็นนโยบายที่เห็นผลเร็วที่สุดนโยบายหนึ่ง เคยพิสูจน์แล้วว่า ช่วยได้จริงในระยะสั้น เงินเข้าถึงประชาชน โดยตรง ทำให้มีเงินใช้จ่ายทันทีเกิดการหมุนเวียนเงิน เมื่อประชาชนใช้เงิน ร้านค้ามีรายได้ ก็จ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง พนักงาน มีเงินซื้อของต่อ ช่วยร้านเล็กและชุมชน ร้านค้าเล็กๆ ร้านอาหารในท้องถิ่นมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอดได้

    วรัทภพ แพทยานันท์ -สุนทร สถาพร

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเป็นแค่การแก้ปัญหาเบื้องต้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ แบบยั่งยืน เช่น ความเหลื่อมล้ำ หรือการแข่งขันของประเทศ จึงควรทำควบคู่กับนโยบายอื่นๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาทักษะแรงงานในระยะยาว

    “คนละครึ่งจะเปรียบเทียบว่าเป็น ยาแก้ปวดที่ดี แต่ต้องกินยารักษาโรคประจำตัว และออกกำลังกายให้แข็งแรงควบคู่กันไป”

    สอดคล้องกับ นาย วรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า  ทีมเศรษฐกิจคนนอกภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย มองว่ามีความรู้ความสามารถที่ดีที่เอกชนยอมรับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สามารถเข้ากับ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ได้ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล มองว่าเข้าใจภาคเอกชนเนื่องจากทำธุรกิจภาคก่อสร้างเช่นกันซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  แม้ว่าจะมีระยะเวลาบริหารประเทศเพียง4เดือนในทางกลับกัน ประเมินว่าเป็นลักษณะการวางแผนนำไปสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า ที่นักธุรกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนเชื่อมั่น โดยเฉพาะ นโยบายคนละครึ่ง

    แต่ทั้งนี้ สมาคมต้องการให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง โดยสานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลแพทองธาร  และหากรัฐบาล อนุทิน เข้าบริหารประเทศแล้ว สมาคมฯเตรียมเข้าพบต่อไปโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอให้สนับสนุนมาตรการต่อเนื่องต่อไปเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์สร้างห่วงโซ่อุปทานให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากถึง6 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/638642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wfd140zEmZ4AM9XjTHu5o

  • SUN ฝ่ากระแสเศรษฐกิจขาลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SUN ฝ่ากระแสเศรษฐกิจขาลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/12/577760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KtVePU8rEZOGut-YSZmwL

  • สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    “สภาพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยติดวงจรหนี้วนลูป แก้ยาก ฉุดจีดีพีโตต่ำ ภาวะหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ หนี้สาธารณะ ชี้หนี้ธุรกิจช่วง 10 ปี

        สายงานเศรษฐกิจมหภาค สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดงานเสวนาประจำปี 2568 ในหัวข้อ “เจาะลึกภาวะหนี้สิน ภาคธุรกิจไทย” เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 โดยมีการนำเสนอสถานการณ์หนี้แต่ละกลุ่มของไทยเพื่อหาทางแก้ปัญหา

        นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช.กล่าว่า ปัญหาหนี้ที่อยู่ระดับสูงของไทยเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบและเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ ในปัจจุบันภาวะหนี้อยู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจและหนี้สาธารณะ

        ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นตั้งแต่หลังโควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง รวมถึงหนี้ภาคธุรกิจที่มี NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น เมื่อรวมปัจจัยผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และการชะลอตัวเศรษฐกิจที่จะเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ ทำให้มีความเสี่ยงระดับหนี้สูงขึ้น และความสามารถชำระหนี้ รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

        ขณะที่ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีสัญญาณเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งคำแนะนำขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

        อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในไทยกำลังสร้างวงจรที่กระทบเศรษฐกิจไทยหลายมิติ โดยนักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า “Diabolic Loop” ซึ่งเป็นวังวนปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้ที่สูง แล้วก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ทำให้ต้องก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

        “การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคที่สำคัญ เพราะเป็นวัฎจักร vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปปัญหาเดิม เมื่อหนี้สูงและจีดีพีไม่เติบโตเศรษฐกิจไม่ดีนำไปสู่ปัญหาใหม่และวนมากระทบจีดีพี”

        ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้แบบง่าย เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเพราะสถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อขึ้น ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นทำได้เพียงประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลงมากกว่าที่เป็นอยู่

        ฝากรัฐบาลใหม่ระมัดระวังก่อหนี้

        สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นั้นควรให้ความสำคัญควรอยู่บนพื้นฐานการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระการคลังระยะยาว เพราะขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นนอกจากมาตรการระยะสั้นที่จะออกมาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ได้แก่

        1.การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เพราะการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐเจอกีดกันการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งตลาดจีนก็ยากเพราะจีนได้เปรียบทุกด้าน ดังนั้นหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตราการลดการนำเข้าและเพิ่มการบริโภคในประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้

        “ในอดีตเคยใช้มาตรการ Made in Thailand ประสบความสำเร็จทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น”

        2.ด้านการส่งออกต้องหาตลาดใหม่ รวมทั้งส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม โดยเฉพาะจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เพราะบางสินค้าไทยได้รับอัตราภาษีตำกว่าทำให้มีโอกาสส่งออกเพิ่ม

        สำหรับขณะนี้การส่งออกเผชิญมาตรการภาษีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยผู้ส่งออกอยู่ภาวะยากลำบากจากการถูกสหรัฐเก็บภาษี ซึ่งรัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระ เช่น มาตรการค่าแรง

        แนะปรับมาตรการแก้หนี้ให้ตรงกลุ่ม

        3.การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ซึ่งทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง

        ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น โดยมาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” ซึ่งต้องปรับแต่งมาตรการให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม และไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

        สินเชื่อธุรกิจจำกัดกลุ่มปล่อยรายใหญ่ 90%

        นอกจากนี้ สศช.ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการเรื่อง “ภาวะหนี้และคุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจไทย” โดยนางสาวสาลินี บุญตน และนางสาวพรทิพา แซ่เอี๋ยว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สศช.

        ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่าการปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจไทยกระจุกตัวมาก โดยธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงินสูงถึง 90% ของสินเชื่อทั้งระบบ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอีจนถึงระดับธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งมีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาทลงมา ได้รับสินเชื่อรวมกันไม่ถึง 10% ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

        สำหรับสถิติดังกล่าวสะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการประเมินความเสี่ยงที่สูงขึ้น และข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วน

       เอสเอ็มอีรายย่อย NPL สูงขึ้นเรื่อยๆ

        สถานการณ์หนี้ที่ผิดนัดชำระ (NPL) เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากในอดีต โดยหากช่วงปี 2567 หนี้เสียส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อสูง แต่ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มผิดชำระหนี้สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วน NPL กว่า 60% เกิดขึ้นในธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอี

        “การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่รายเล็กกำลังอยู่รอดลำบาก ซึ่งหากไม่ได้รับแก้ไขเร่งด่วน อาจกระทบการจ้างงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว”

    ธุรกิจเล็ก NPL พุ่ง“ก่อสร้างไม่ฟื้น”

        ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามสาขาธุรกิจพบว่าในกลุ่ม 5 สาขาหลัก ได้แก่ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่งและขายปลีก ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และกิจการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างยังมีสถานการณ์น่าเป็นห่วงด้วยยอดผิดนัดชำระหนี้ยังสูงต่อเนื่องหลังโควิด-19

        ในทางตรงข้าม ธุรกิจสาขาอื่นแสดงสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นหลังโควิด-19 แต่เริ่มมีทิศทางด้อยลงช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ปี 2567 สอดคล้องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

        รวมทั้งสิ่งที่น่าวิตกคือเมื่อจำแนกการวิเคราะห์ตามขนาดวงเงินสินเชื่อ พบว่าบัญชีสินเชื่อที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 20 ล้านบาท) มีสัดส่วนสินเชื่อผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นทุกสาขาการผลิตสะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากในการทำธุรกิจระยะต่อไป

        “ผลการศึกษาทำให้เห็นความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังโควิด-19 และอาจส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะต่อไปที่เศรษฐกิจชะลอเนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่สำคัญทั้งมิติเศรษฐกิจและการจ้างงานรวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้ความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ สถาบันการเงินและภาคเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่งยั่งยืน”

           5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

         จากผลการศึกษาเรื่องหนี้ของภาคธุรกิจ สภาพัฒน์ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 5 ข้อ ได้แก่

        1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลในภาคการเงิน โดยเชื่อมระบบฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ข้อมูลชำระภาษี รวมถึงการใช้ประโยชน์จากโครงการ Your Data และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

        2.ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาคุณภาพสินเชื่อแบบเจาะจง โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมแต่ละขนาดธุรกิจ เพราะมีผลทั้งมิติขนาดธุรกิจและประเภทธุรกิจ

        3.เร่งตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและลดต้นทุนทางการเงินให้ผู้ประกอบการ

        4.ยกระดับและพัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดเล็กผ่านการสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการ การส่งเสริม e-commerce และการสร้างเครือข่ายธุรกิจกับบริษัทใหญ่

        และ 5.ส่งเสริมบทบาทธุรกิจขนาดใหญ่ ในการช่วยเหลือและพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กสาขาเดียวกัน ทั้งสนับสนุนการเงิน องค์ความรู้และเชื่อมซัพพลายเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z6Gqss9EaLXMqpI9vi9NG

  • เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    วันนี้ (12 ก.ย.2568) นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงรัฐบาลชุดใหม่ ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะเวลาสั้นๆว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น อย่างการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย

    คือ 1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น
    ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    และ 3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง

    ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน น่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    ส่วนโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ

    อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้

    เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ จัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้เกิด พรรคปัดเศษ จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน
    อย่างไรก็ตามทีดีอาร์ไอฝากความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี

    โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ กิโยติน กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงหากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่ยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิดไทย+1 (Thailand Plus One) นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    อ่านข่าว:

     ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน

     ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต่ำสุดรอบ 32 เดือน กังวลปัญหาการเมือง

    ผู้ส่งออกข้าว จี้รัฐ-แบงก์ชาติ แก้บาทแข็ง วาระเร่งด่วน ชี้กระทบแข่งขัน-ชาวนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qz61jyFRKz95yC_N362tA

  • ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    แบงก์ไทยพาณิชย์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ให้ความสำคัญ 3 เรื่อง สร้างความเชื่อมั่น-กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเร็วและตรงจุด-ดูแลเอสเอ็มอีให้เข้มแข็ง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยถึงรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การบริหารประเทศของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมั่น แม้จะมีเงื่อนไขระยะเวลาอันสั้น แต่หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและต่อยอดให้ประเทศเติบโตไปข้างหน้าได้ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่หากติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    เรื่องสำคัญรองลงมา คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นมีความจำเป็น ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย ผ่านนโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังที่สอดคล้องกัน

    รวมไปถึงการกลับมาดูโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเข้มแข็งของเอสเอ็มอีเป็นโจทย์ที่มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ควรมีนโยบายให้เอสเอ็มอีกลับมาเดินเครื่องได้ 

    “เชื่อว่า 3 โจทย์นี้ ถ้าทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้สำเร็จทั้งหมด แต่อย่างน้อยติ๊ก 3 ข้อว่าจะทำอะไร มีเป้าหมายจะเสร็จเมื่อไหร่ และ เป็นนโยบายที่บูรณาการกันใน 3 เรื่องนี้ประเทศไทยมีโอกาสเสมอ” นายกฤษณ์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ไทยพาณิชย์ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ในปี 2568 เติบโต 1.8% และปี 2569 เติบโต 1.4% เนื่องจากรัฐบาลใหม่เพิ่งฟอร์มทีมขึ้นมา 

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีสัญญาณเชิงบวกในระยะเวลาอันสั้นผ่านการปรับโจทย์ความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจและกลับมาดูเอสเอ็มอี เป็นไปได้ว่า GDP อาจจะมีการปรับแนวโน้มขึ้นในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uvwlMpBrq32YSJKY91Nlt

  • สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    เศรษฐกิจ

    12 ก.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐพุ่งสูง ชี้รัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้

    • รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงเป็นภาวะที่แก้ยาก และส่งผลต่อเศรษฐกิจ
    • ชี้หนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐของไทยพุ่งสูง สะท้อนความเสี่ยง และความอ่อนแอเศรษฐกิจ 
    • แนะรัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ และใช้นโยบายการกระตุ้น หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้สูงกว่า 70% 
    • แนะทางออกรัฐบาลใหม่ ดันเมดอินไทยแลนด์ ใช้ประโยชน์จากส่งออก และใช้มาตรการเฉพาะแก้ปัญหาหนี้ 

    ปัญหา “หนี้” ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจของไทย โดยหนี้ใน 3 ส่วนถือว่าสูงกว่าระดับปกติ ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูงถึง 63.8% ของจีดีพีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ที่ 88.4% ของจีดีพี และ ส่วนสุดท้ายคือหนี้ภาคธุรกิจซึ่งอยู่ที่ 83.5% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นควาท้าทายในการแก้ปัญหาหนี้เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้  

    นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ระดับสูงของประเทศไทยกำลังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้สาธารณะล้วนอยู่ในระดับที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต

    NPL พุ่งสูงหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง และหนี้ภาคธุรกิจที่มีตัวเลข NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น

    เมื่อรวมกับปัจจัยผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่จะเห็นภาพชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่ระดับหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

    หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ต่อ GDP

    ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยมีสัญญาณปรับเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าประเทศไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

    เข้าสู่ “Diabolic Loop” แก้ปัญหาได้ยาก 

    “การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในประเทศไทยกำลังสร้างวงจรที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ นักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า ‘Diabolic Loop’ ซึ่งเป็นวังวนของปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้สูง แล้วมีการก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ ทำให้ต้องมีการก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” นายวิชญายุทธกล่าว

    การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคสำคัญ เพราะเป็นวัฏจักรที่เป็น vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปที่ปัญหาเดิม

    การแก้ปัญหาหนี้แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้

    เขากล่าวต่อว่าการแก้ปัญหาหนี้ที่ได้ผลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสถาบันการเงินจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศرษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นจะทำได้เพียงประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

    เสนอ 3 มาตรการดูแลเศรษฐกิจ 

    สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ ควรอยู่บนพื้นฐานของการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะในขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. รณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ เจอมาตรการกีดกันทางการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งพาตลาดจีนก็ยาก เพราะจีนได้เปรียบในทุกด้าน

    “ในอดีตเคยใช้มาตรการ ‘Made in Thailand’ และประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนได้มากขึ้น”

    2. หาตลาดส่งออกใหม่และส่งเสริมสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม ไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่และส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เนื่องจากบางสินค้าได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า

    รัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น มาตรการค่าแรง

    3. ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) SME จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาคือธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น

    มาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละกลุ่ม แต่ละราย ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” โดยเน้นว่าต้องมีการปรับแต่งมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม เพราะไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะสามารถใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WhlHkypDjDXZlGKhxXCBN

  • เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ 28 ปีก่อน ในปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เราต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว

    ทำให้การส่งออกที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจโลกขึ้นมามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศมากกว่าการลงทุน และการลงทุนจากที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้อยละ 50 ของ GDP ลดลงมาเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันยาวนานถึง 27 ปี

    ต่อมาในปัจจุบันเรากำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ นโยบายของทรัมป์ 2.0 แต่พุ่งตรงไปยังประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้น ทำให้แทบไม่มีประเทศใดรอดพ้นผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ยุคชะลอตัวหรือขยายตัวในอัตราต่ำไปอย่างน้อย 2-3 ปี ฉะนั้น เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักจึงหนีไม่พ้นผลกระทบเรื่องนี้

    แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วงแรกจะดี เราจะเห็นการพุ่งขึ้นอย่างมากของการส่งออก การผลิตเริ่มฟื้นตัว เพราะผู้ส่งออกต้องเร่งส่งออก เร่งผลิต เพื่อหนีตายจากอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (Reciprocal Tariff) เพราะตอนนั้นสหรัฐยังปักหมุดไว้ที่ร้อยละ 36 และไม่รู้ว่าผลการเจรจาจะเป็นเช่นไร 

    แต่ภายหลังจากตัวเลขสุดท้ายอยู่ที่ร้อยละ 19 การส่งออกจะกลับสู่ระดับที่ลดลงจากเดิม กระทบต่อการผลิต การลงทุนและการจ้างงาน บวกกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนและธุรกิจจลดลง ที่น่าเป็นห่วงคือคนตัวเล็กและร้านค้าตัวเล็ก

    ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และคาดว่าจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ครึ่งปีหลัง 

    ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.4 เท่านั้น และค่อยๆ พลิกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสที่ 1 2 3 และ 4 ของปี 2569 แต่ยังไม่ทันหมดปี เราก็เผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเก่าไปรัฐบาลใหม่ ที่ว่ากันว่าจะมีระยะเวลาทำงานสั้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น

    แต่อาจจะบวกกระบวนการต่าง ๆ ไปอีก 4 เดือน ทำให้อายุของรัฐบาลเพิ่มเป็นราว ๆ 8 เดือน และจะเป็น 8 เดือนที่จะได้รับการเฝ้ามองและคาดหวังมากเป็นพิเศษ เพราะต้องเผชิญปัญหาท้าทายทั้งภายนอกและภายใน เช่น Reciprocal Tariff ไทย-กัมพูชา การแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน 

    นโยบาย มาตรการ โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด มีผลต่อประชาชนคนตัวเล็กเพียงใด เป็นต้น ฉะนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 จะเป็นไปตามภาพที่วาดเอาไว้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจนี้ไปได้ดีแค่ไหน 

    ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นโยบายในระยะสั้นต้องมุ่ง “หยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ” ให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 และต้องสร้าง Momentum ต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 ส่วนในระยะยาวต้องเน้นการวางแผนเรื่อง “การยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” เพื่อส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลชุดใหม่ 

    ผมขอเสนอนโยบายที่แยกเป็นระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

    1.ในระยะสั้นต้องหยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ (กระตุ้นทั่วถึงและต้องให้ถึงคนตัวเล็ก – ร้านค้าตัวเล็ก)

    1.กระตุ้น / พยุงกำลังซื้อ ประชาชนและ MSMEs เพื่อให้เกิดผลบวกและทำให้เกิด Crowding-in Effect การที่รัฐบาลเลือกโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งถือว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ช่วยเพิ่มกำลังซื้อเชื่อมั่น เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองและในต่างจังหวัด ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวลงมาก

    2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท ให้มีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 คือ ต.ค-ธ.ค.2568 เพื่อใช้งบประมาณเข้าไปอัดฉีดระบบเศรษฐกิจสู้กับเศรษฐกิจชะลอตัว

    3.เร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเข้าสู่กระบวนการช่วงปลายปี 2569 ต่อต้นปี 2570 และเข้าใกล้กรอบเวลาการยุบสภา ซึ่งใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลนี้จึงต้องเร่งวาง Timeline ในการจัดทำงบประมาณไม่ให้เกิดความล่าช้า  

    4.ดูแลค่าเงินบาท ต้องไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งมากเกินไปจนผู้ส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้ และหากค่าเงินมีความผันผวนมากเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถคาดเดาทิศทางเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดการชะลอการลงทุน ต้องร่วมมือกับ ธปท. และธนาคารพาณิชย์จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะธนาคารพาณิชย์จะเป็นด่านแรกของการเอาเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาท 

    5.ดูแลสภาพคล่องในระบบ เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินผันเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเติม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระตุกให้ GDP และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการผลิตขึ้นมาบ้าง 

    2. ในระยะยาวต้องเน้นเรื่องการยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (สร้างบุญใหม่แทนบุญเก่า)

    1.แก้ปัญหาหนี้ 3 เสาหลัก เพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้น จนไม่เป็นตัวบั่นทอนการบริโภค การประกอบธุรกิจ และการทำนโยบายของภาครัฐ ที่จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    2.เพิ่มรายได้เพื่อเพิ่ม Fiscal Space เพื่อให้ภาคการคลังมีเสถียรภาพมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นและมีช่องว่างในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การขจัดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณ เพิ่มช่องว่างทางการคลังเพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนระบบ Welfare ไปเป็น Workfare

    3.เร่งรัดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลุกให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องหาฐานการลงทุนใหม่ในภูมิภาค เพื่อกระจายฐานการลงทุนออกไปจังหวัดอื่น ๆ ที่เริ่มมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิด Inclusive Growth ในอนาคต

    4.ยกระดับผลิตภาพการผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้ประชากรประมาณ 20 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศมีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น อันเป็นฐานการบริโภคที่สำคัญของประเทศ

    5.ปรับโครงสร้างประชากร เพื่อปรับกำลังแรงงานให้พร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เพิ่มทักษะกำลังแรงงาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชากรสูงวัย ต้องใช้ทักษะที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนปริมาณคนที่ลดลง

    หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการได้ว่า แรงกระแทกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะเป็น Soft Landing และจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัวจากเครื่องยนต์ภายในผ่านการบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจในปี 2569 อาจจะดีกว่าปี 2568 ก็เป็นได้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7xvyU7fLRjsl3DhQuUzp