Category: วัฒนธรรม

  • เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

    พรรคประชาชนหารือสภาผู้บริโภค หาทางออกแก้ปัญหา เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเรียกเก็บ พร้อมแนวทางผลักดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

    วันที่ 20 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าหารือร่วมกับสภาผู้บริโภค ในประเด็น “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ระบบการศึกษาของไทยสอดคล้องกับหลักสิทธิผู้บริโภค และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้อย่างเป็นรูปธรรม

    การหารือครั้งนี้มุ่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ “สิทธิเรียนฟรี” โดยพิจารณาว่ารายการใดควรเป็นหน้าที่ของรัฐ รายการใดที่สถานศึกษาไม่ควรเรียกเก็บ และรายการใดที่สามารถจัดเก็บเพิ่มเติมได้ภายใต้เงื่อนไขที่โปร่งใสและมีเพดานค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

    พริษฐ์ระบุว่า ปัจจุบันยังพบรูปแบบการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากสถานศึกษาหลายลักษณะ จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อค้นหาช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม พร้อมทั้งกำหนดให้ชัดเจนว่าสิ่งใดควรเป็น “สิทธิเรียนฟรี” ที่รัฐต้องสนับสนุนอย่างแท้จริง รวมถึงประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณ

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดรายการสิทธิเรียนฟรีให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในกฎหมาย โดยรายการที่จำเป็นแต่ยังไม่มีการรองรับ ควรถูกบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่สามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมได้ ควรกำหนดเพดานอย่างเป็นธรรม และต้องไม่ขัดต่อประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังหารือถึงการจัดทำแคมเปญเพื่อเปิดรับฟังเสียงจากนักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” ที่พบในสถานศึกษา รวมถึงรายการค่าใช้จ่ายที่เห็นว่าไม่ควรถูกเรียกเก็บ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

    ด้าน ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนเรียนฟรี โดยจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานถึง 22 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังคงถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษา และค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม หรือแม้แต่ค่าเดินทางและอินเทอร์เน็ต

    ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุชัดว่า สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่รัฐอุดหนุนได้ โดยงบประมาณดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำคัญ  รวมทั้งสิ้น 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าบัตรประจําตัวนักเรียน ค่าใช้จ่ายในการให้บริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตร ค่าสมุดรายงานประจําตัวนักเรียน

    สภาผู้บริโภคมีความเห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่มีนโยบาย แต่คือ การบังคับใช้ที่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งประกาศกระทรวงยังมีช่องว่าง เปิดให้สถานศึกษาบางแห่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคต้องการเชิญชวนผู้ปกครองให้ร่วมแลกเปลี่ยน ว่าเคยถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่ควร “ฟรี” หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายใดที่อยากให้รัฐสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อผลักดันนโยบายการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาระค่าครองชีพในปัจจุบันมากขึ้น

    การหารือระหว่างสภาผู้บริโภคและพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้เรียนฟรี เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ยกระดับการบังคับใช้ และสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเปิดรับฟังเสียงจากผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและกฎหมายการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาระค่าครองชีพ และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงการศึกษาในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/peoples-party-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DkYVjr1lGWG2OYHAXOiy2

  • จุฬาฯ แถลงข่าวยาชีววัตถุรักษามะเร็งพร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล

    จุฬาฯ แถลงข่าวยาชีววัตถุรักษามะเร็งพร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล

    “โรคมะเร็ง” เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด สามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับสภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยานวัตกรรมด้านมะเร็ง และผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขของประเทศ

    ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย กล่าวถึงบทบาทของสภากาชาดไทยที่ทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม

    จากนั้น ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  กล่าวถึงวชิรพยาบาลที่สนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงาน คือการนำเสนอความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งโดยนักวิจัยไทย รวมถึงความพร้อมของโครงการสำหรับการวิจัยในมนุษย์ โดย อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแผนการดำเนินการวิจัยในมนุษย์ โดย .ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย สรุปได้ว่า โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ โดยอยู่ระหว่างการขออนุมัติจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คาดว่าจะเริ่มรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการภายในประมาณ 3 เดือน โดยระยะแรกจะมุ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการแสดงออกของโปรตีน PD-L1 ในระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบสนองต่อการรักษา ผู้เข้าร่วมจะได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลตามมาตรฐานทางการแพทย์ เบื้องต้นตั้งเป้าศึกษาผู้ป่วย 20 ราย ก่อนขยายผลในระยะต่อไป

    ปัจจุบันยากลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงประมาณ 80,000–100,000 บาทต่อรอบการรักษา และยังไม่ครอบคลุมในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ การพัฒนายาภายในประเทศจึงมีเป้าหมายลดต้นทุน เพิ่มโอกาสเข้าถึง และผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติในอนาคต สำหรับด้านประสิทธิภาพ ยาภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยบางรายสามารถมีชีวิตยืนยาวเกิน 2 ปี และบางส่วนถึง 5 ปี โครงการนี้จึงไม่เพียงมุ่งพัฒนานวัตกรรมการรักษา แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยา ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษามะเร็งของคนไทยในระยะยาว

    ในช่วงท้ายของงาน เป็นพิธีลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือโครงการวิจัยชีววัตถุในคนไทย ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันงานวิจัยไทยสู่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

    รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่าโครงการความร่วมมือในการพัฒนายาชีววัตถุเพื่อรักษามะเร็งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงการรักษาของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ และเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในด้านค่าใช้จ่ายจากยานวัตกรรมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แม้เทคโนโลยีภูมิคุ้มกันบำบัดจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและยืดอายุผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึง โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนางานวิจัยและผลิตยาชีววัตถุภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือของหลายสถาบันและการสนับสนุนจากภาคประชาชน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านชีววัตถุในระยะยาว พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบสาธารณสุขไทย

    ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย เผยว่าสภากาชาดไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาและการให้บริการผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพเดิม โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและระบบบริหารจัดการชีววัตถุของสภากาชาดไทย ก่อให้เกิดกลไกที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทยจึงมุ่งสนับสนุนทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเตรียมความพร้อมในการนำไปใช้กับผู้ป่วย ภายใต้การกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับศักยภาพประเทศด้านชีววัตถุ และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อผู้ป่วยในระยะยาว

    ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเป็นความร่วมมือสำคัญของหลายภาคส่วนในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงยานวัตกรรมที่มีราคาสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่จำเป็นต้องใช้ยาชีววัตถุซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาระดับสากล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการนำงานวิจัยสู่การทดลองทางคลินิก เริ่มจากการศึกษากับผู้ป่วยกลุ่มแรกอย่างเป็นระบบ ภายใต้มาตรฐานและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ก่อนขยายผลในวงกว้าง โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งหวังให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังสะท้อนศักยภาพของประเทศในการพัฒนายาด้วยตนเอง และเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดสู่นวัตกรรมทางการแพทย์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว

    อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย เผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน คือการที่ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งในระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป โครงการมีแผนที่จะดำเนินการวิจัยในมนุษย์ภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

    “โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน เป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน เรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว” อ.นพ.ไตรรักษ์ กล่าว

    ก้าวต่อไปของโครงการ ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/299314/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1czPNWI5Hc6OtH_QJLv7EF

  • สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม : อินโฟเควสท์

    สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม : อินโฟเควสท์

    น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีการคัดค้านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันของรัฐบาล (โครงการแลนด์บริดจ์) มูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทว่า โครงการดังกล่าว เป็น “อภิมหาโปรเจกต์” ที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แต่กลับพบปัญหาสำคัญคือไม่มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้ใช้เป็นประเด็นหาเสียง หรือปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน

    รวมถึงขาดการทำประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ทั้งที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะนี้ มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้ง EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอื่น ๆ ซึ่งผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในขณะที่ที่ดินในบริเวณโครงการแลนด์บริดจ์ กลับมีการเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว ก่อนที่จะเริ่มโครงการด้วยซ้ำ

    “โครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลของคุณอนุทินกำลังเดินหน้า เป็นวิธีคิดที่มักง่าย และฉาบฉวย ในการเชื่อมต่ออ่าวไทยที่ จ.ชุมพร กับฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง โดยอ้างว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินเรือจากช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน แต่ในความเป็นจริง กระบวนการยกสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อลงรถไฟ แล้วนำไปลงเรืออีกฝั่ง อาจต้องใช้เวลาถึง 6-7 วัน และทำได้เฉพาะสินค้าคอนเทนเนอร์เท่านั้น ไม่รวมสินค้าเทกอง อย่างน้ำมันหรือธัญพืช ที่สำคัญ ผลการศึกษาของสภาพัฒน์ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนต่ำมาก เนื่องจากปัจจุบันช่องแคบมะละกายังไม่หนาแน่น โดยมีเรือผ่านเพียงชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ (วันละ 200-220 ลำ) และยังมีเส้นทางอื่น อย่างช่องแคบซุนดา หรือลอมบอก เป็นทางเลือก อีกทั้งระบบเดินเรือในช่องแคบมะละก มีความพร้อมทั้งระบบธนาคาร การซ่อมบำรุง และกฎหมายมานานเกือบ 200 ปีแล้ว” สว.นันทนา กล่าว

    พร้อมระบุว่า การฝืนทำโครงการนี้ จะส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ในภาวะที่ประเทศมีหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP และเผชิญสภาวะเงินฝืดสลับเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐบาลควรหยุดทำร้ายประชาชน และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง 

    ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองของวุฒิสภา ได้เชิญสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เข้ามาชี้แจง ซึ่งพบว่ารายงานของทั้ง 2 หน่วยงาน มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เหตุผลทางวิชาการในปัจจุบัน ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะผลักดันโครงการต่อไปได้ทันที อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของโครงการ

    “ปัจจุบันทางกรรมาธิการกำลังทำรายงานสรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเสนอต่อสภาฯ ภายในสมัยประชุมนี้ เนื่องจากพบข้อบกพร่องทั้งในเชิงกระบวนการ และเนื้อหาของรายงานจาก สนข.หลายจุด โดยเฉพาะกรณีที่ สนข. ปฏิเสธที่จะให้สำเนารายงาน EIA ล่าสุดแก่ภาคประชาชนที่ยื่นหนังสือขอคัดสำเนา ทั้งที่เป็นโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรเปิดเผยให้รับทราบก่อนที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. จะอนุมัติ ไม่ใช่ปกปิดไว้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อซักถาม สนข. ต่อไป” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า แม้ประเทศจะต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีคำถามมากมาย ทั้งเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบในพื้นที่ การสั่งเดินหน้าเต็มตัวในขณะที่ผลการศึกษายังน่ากังขาเช่นนี้ ถือว่าเร็วเกินไป รัฐบาลควรจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFJ0IQ60H0SC6BGEAGZO4U3QG7KRGO1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sx43awOuFq1AcDY4u1-UE

  • ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ค้านสุดลิ่มโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ค้านสุดลิ่มโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘นันทนา นันทวโรภาส’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ดำริของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการเรือธง น่าจะต้องใช้งบประมาณมูลค่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้เงินมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยทำมา ปัญหาคือโครงการนี้ไม่เคยถามประชาชน ไม่เคยนำมาเป็นประเด็นหาเสียง ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่ได้นำไปอภิปรายถกเถียงในรัฐสภา ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง 

    เมกะโปรเจกต์นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  (EEC) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดย EEC ทำท่าเหมือนจะเอาจริง ขยายสนามบินอู่ตะเภา ขยายท่าเรือน้ำลึก เรือ รถไฟเชื่อมสามสนามบิน แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราได้เห็นอะไรบ้าง ใครสามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่าง EEC กับ Eastern Seaboard เมื่อ 40 ปีก่อน 

    วันนี้รัฐบาลของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ คิดจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นวิธีคิดที่มักง่ายและฉาบฉวย บางคนบอกว่าไม่ได้ฉาบฉวยเพราะวางแผนมาเป็นอย่างดี ที่ดินแถวนั้นถูกเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว โครงการดังกล่าว จะสร้างบริเวณพื้นที่ฝั่งที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยติดกับจังหวัดชุมพร และฝั่งที่ติดกับอันดามันคือจังหวัดระนอง แนวคิดนี้ต้องการให้เรือสินค้าเข้ามาฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรขนถ่ายสินค้าทางรถไฟหรือรถบรรทุกแล้วข้ามมาลงเรืออีกฝั่ง อันดามันหรือจังหวัดระนอง เอาแผ่นดินเชื่อมสองฝั่งทะเลเพื่อย่นระยะทาง จากเดิมที่ใช้ช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน

    ประเด็นคือการขนถ่ายสินค้าสามารถย่นระยะเวลา 1-2 วันได้จริงหรือไม่ หมายความว่าเรือที่เข้ามาจะต้องมาไทย สินค้าทั้งหมดต้องนำไปใส่เรืออีกลำ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6-7 วันในการขนถ่ายสินค้า  ‘ขึ้นบกลงเรือ ลงเรือขึ้นบก’  เรือขนถ่ายสินค้า ทำได้เฉพาะคอนเทนท์เนอร์ ส่วนเรือเบาท์ไม่สามารถทำได้ การขนถ่ายสินค้าขึ้นลงขึ้นลงแบบนี้ อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาที่น้อยมาก อาจจะกลายเป็นท่าเรือร้างแบบปากบาราที่ไม่มีใครไปใช้บริการ  

    “เหตุผลที่ต้องคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ประการแรก โครงการนี้ถูกศึกษามาโดยสภาพัฒน์ฯ ซึ่งสรุปแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าอาจไม่มากพอ ไม่สะดวก ปัจจุบันช่องแคบมะละกามีการสัญจรที่ไม่คับคั่ง มีเรือผ่าน 200-220 ลำ ชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ ผลการศึกษาตรงข้ามกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่บอกว่าคุ้มค่าน่าทำ เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้”

    — น

    หากนักเดินเรือต้องการใช้ช่องแคบมะละกา เขายังมีช่องทางอื่น เช่นผ่านช่องแคบบริเวณอินโดนิเซีย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยกสินค้าขึ้นในโครงการแลนด์บริดจ์ การสร้างโครงการดังกล่าวจึงไม่คุ้มค่า สร้างขึ้นมาแล้วไม่มีใครมาใช้บริการ การที่นักเดินเรือใช้บริการช่องแคบมะละกา หมายถึงเขาใช้เส้นทางนี้มาเกือบ 200 ปี ทั้งระบบธนาคาร ระบบพ่อค้าคนกลาง ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการซ่อมบำรุงเรือ และระบบกฎหมายที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบอกว่ามีทางเลือกใหม่แล้วเขาจะมาใช้

    สิ่งที่สำคัญมากคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระทบพื้นที่ป่า พื้นที่ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง อาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพอื่นๆ ของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจะหายไป เราไม่อาจเรียกคืนมาได้หากลงมือทำโครงการนี้แล้ว อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยเรามีสถานะ ลงทุนโครงการอภิมหาโปรเจกต์ 1 ล้านล้านบาทนี้หรือไม่ ในขณะที่ประชาชนยังยากลำบาก เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เงินฝืดและเงินเฟ้อ มีการกู้เงินมา 70% ของ GDP แต่รัฐบาลพยายามจะกู้เงินเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าการกู้เงินจะเอามาใช้จ่ายในโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของประชาชน  

    “รัฐบาลควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางมากกว่ามองประโยชน์ของพวกพ้องเป็นสำคัญ อย่าทำให้ประชาชนเสียเวลาอีกเลย พอแล้วประชาชนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราขอคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์นี้เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน”

    — นันทนา กล่าว 

    ด้าน ‘นรเศรษฐ์ ปรัชญากร’ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า โครงการแลนดบริดจ์มีนักวิชาการมากมายออกมาวิพากษ์เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กมธ.พัฒนาการเมือง สว.เคยเชิญทั้ง สนข.และสภาพัฒน์ฯ  มาชี้แจงเกี่ยวกับรายงานผลการศึกษา ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นที่สงสัย เพราะฉบับหนึ่งบอกว่าคุ้มค่า อีกฉบับบอกว่าไม่คุ้มค่าเลย น้ำหนักเหตุผลทางวิชาการไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้ 

    ซึ่งรายงานของ สนข.เห็นถึงข้อบกพร่องในเชิงกระบวนการและเนื้อหารายงานหลายจุด ซึ่งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ กำลังทำข้อเสนอเพื่อที่จะนำเสนอสู่รัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้  อย่างไรก็ตามยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่ง สนข.ปฏิเสธที่จะให้รายงานฉบับนี้กับประชาชน ทั้งที่ควรเป็นรายงานสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งได้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าวาระของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว. ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.)  

     ถ้ารัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าโครงการนี้ให้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยต้องการเครื่องยนต์ตัวใหม่ ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ เพราะเราไม่สามารถอยู่กับเศรษฐกิจรูปแบบเดิมได้ แต่โครงการแลนด์บริดจ์มีคำถามเยอะมากในเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อพื้นที่  

    “ผมคิดว่ายังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสั่งเดินหน้าในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ จะต้องมีรายงานที่มีความเฉพาะ ควรมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ พวกเราขอคัดค้านการที่รัฐบาลจะเดินหน้าในโครงการนี้“

    — นรเศรษฐ์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/land-bridge-april-20-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tCoUbrf11BRmdsAb7ayyi

  • ศธ.นัดถกสมาพันธ์รร.เอกชนชายแดนใต้ 29 เม.ย.นี้ สร้างความเข้าใจ บูรณาการขับเคลื่อนการศึกษา | เดลินิวส์

    ศธ.นัดถกสมาพันธ์รร.เอกชนชายแดนใต้ 29 เม.ย.นี้ สร้างความเข้าใจ บูรณาการขับเคลื่อนการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 เม.ย.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนชายแดนใต้ จะมาประชุมที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงประเด็นการดูแลโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหน้าที่กำกับดูแล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจยังมีข้อคลาดเคลื่อน ซึ่งเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหา พบว่าภาพรวมการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่มีอุปสรรคสำคัญ อย่างไรก็ตามเนื่องจากโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ 5 จังหวัดมีจำนวนมาก จึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการประชุมในวันที่ 29 เม.ย.นี้จะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ขจัดความไม่เข้าใจ และรวบรวมประเด็นปัญหาเข้าสู่กระบวนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยย้ำถึงแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการบริหารจัดการโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5796527/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m5HLlmYu2QbRky1vKfaX-

  • กรมการจัดหางาน ขับเคลื่อนโครงการ 3 ม. แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน-สังคมสูงวัย ย้ำจุดแข็ง มีงาน-มีเงิน-มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม

    กรมการจัดหางาน ขับเคลื่อนโครงการ 3 ม. แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน-สังคมสูงวัย ย้ำจุดแข็ง มีงาน-มีเงิน-มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม

    กรมการจัดหางาน ขับเคลื่อนโครงการ 3 ม. แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน-สังคมสูงวัย ย้ำจุดแข็ง มีงาน-มีเงิน-มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม


    20/04/2569 | 42 |

    (20 เม.ย. 69) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ทั้งในกลุ่มแรงงานพื้นฐานและแรงงานกึ่งทักษะ เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดที่ลดลง ส่งผลให้จำนวนแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจ้างแรงงานที่มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของงาน อีกทั้งนักเรียน นักศึกษาที่จบการศึกษาแล้ว บางส่วนยังขาดโอกาสทางการศึกษาต่อและการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ทำให้ประสบปัญหาในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการเข้าถึงงานที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

    กรมการจัดหางาน ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมการมีงานทำ ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ ได้รับการคุ้มครองและผลตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้สามารถได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการมีงานทำ มีรายได้ เพิ่มพูนทักษะศักยภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    กรมการจัดหางานได้ดำเนินโครงการ 3 ม. (มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กำลังแรงงานไทย โดยมุ่งให้นักเรียน และนักศึกษา ได้มีงานทำ มีรายได้ และมีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันสถานประกอบการได้รับบุคลากรที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ ภายใต้เงื่อนไขการจ้างงานที่เหมาะสม และสถาบันการศึกษาสามารถพัฒนาหลักสูตรที่เอื้อต่อการเรียนควบคู่การทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีนักเรียน นักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 3,092 คน และมีการจ้างงานนักเรียน นักศึกษาแล้ว จำนวน 2,253 คน คิดเป็นร้อยละ 72.86 คาดว่าจะมีรายได้รวมมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี โดยตำแหน่งที่มีการบรรจุมากที่สุด ได้แก่ พนักงานบริการลูกค้า รองลงมาคือพนักงานขายประจำร้าน และพนักงานต้อนรับ
    โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการชั้นนำจำนวนกว่า 13 แห่ง อาทิ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ.เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (KFC) และบริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น และหน่วยงานการศึกษา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สกร.) และสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมการจัดหางาน เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนในการขับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรม

    สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจสามารถค้นหางานได้ผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” รวมถึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496008&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iB6AbRWD_0u6l45kwvy2q

  • ‘ประเสริฐ‘ ชู 5 ภารกิจพลิกโฉมการศึกษา ประกาศครูวางตะหลิว ปลดแอกหน้าที่แม่ครัว-จัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ‘ ชู 5 ภารกิจพลิกโฉมการศึกษา ประกาศครูวางตะหลิว ปลดแอกหน้าที่แม่ครัว-จัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา

    โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายข้าราชการในสังกัดหลังจากที่ได้ไปคุยประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อวางกรอบการทำงานให้ผู้บริหารและข้าราชการทุกคนนำไปปฎิบัติ โดยมี 5 ภารกิจหลักที่จะผนึกกำลังกู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ได้แก่ 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก: ลุยโปรเจกต์ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อปลดแอกครูจากหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง 2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ: ยกเลิกการจัดสรรงบแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม เปลี่ยนเป็นให้งบ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม

    รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ส่วน 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง: ดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เตรียมพร้อม PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง (ศธ., อว., แรงงาน, พม. และเอกชน) ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen 4. โรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย”: ถอดแบบศูนย์ AOC ตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง และ 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เร่งผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ให้เป็นธรรมนูญการศึกษา เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง กระทรวงศึกษาธิการได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียวและนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก (เช่นระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง) ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษา และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำ ทัดเทียมมาตรฐานโลก และมีการใช้ระบบ Admin Automation ในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง ในสัปดาห์หน้า ศธ. เตรียมจัด Workshop ครั้งใหญ่ที่รวมทั้งคนในกระทรวง คนหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบ Blueprint ของกระทรวงศึกษาธิการ และเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด จะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงทุกวันพุธแบบเว้นสัปดาห์

    “ผมคนเดียวแก้ปัญหาชั่วข้ามคืนไม่ได้ แต่เราทำได้หากจับมือกัน วันนี้ผมขอชวนทุกคนถอดหมวกทางการเมืองแล้วสวมหมวกของ ‘ทีมการศึกษาไทย’ หากเราต้องการEducation for All เราต้องเริ่มจาก All for Education… เราจะเริ่มงานนี้ตั้งแต่วันนี้ และเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน” นายประเสริฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5796286/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mG4Vm13K_Kkq2EPEp2QQs

  • นายกฯ มอบนโยบายทำงบฯ ปี 2570  ต้องตรงเป้า-แม่นยำ  ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20%

    นายกฯ มอบนโยบายทำงบฯ ปี 2570 ต้องตรงเป้า-แม่นยำ ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20%

    วันนี้, 15:11น.

               10.00 น. (20เม.ย.69) ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

               โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

               การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง ‘ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส’ เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

              1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

              2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

              3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

              4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

              5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

               ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

               นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

                นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

                อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

                 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

    #งบประมาณปี2570

    #จัดทำงบประมาณปี2570

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160867&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WlbUJmuGVL3w33Pz1L3t6

  • นายกฯ รับ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%

    นายกฯ รับ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%


    “นายกฯ” มอบนโนบายงบปี 70 กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ชูกฎเหล็ก Zero-Based ปรับลดงบฟุ่มเฟือย รับมือวิกฤตโลก พยักหน้ารับ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายหลังที่ประชุม ครม. เห็นชอบปฏิทินงบประมาณ พ.ศ.2570 เรียบร้อยแล้ว โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เข้าร่วมรับฟังการมอบนโยบายในครั้งนี้

    นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นวาระของการมอบนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำประจำปีงบประมาณ 2570 ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา ขณะนี้เราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง มาตรการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงกับพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐของเราต้องแสดงบทบาทและปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ ต้องปรับปรุงปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณ แผนงาน หรืองานที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณ ให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้องตรงเป้าและแม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 plus ของรัฐบาล นำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤต ควบคู่กับพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน หลุดพ้นกับดักประเทศ 

    รัฐบาลกำหนด 5 นโยบายสำคัญ เพื่อทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ เราต้องกระจายรายได้และสร้างโอกาสให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข่งขันได้ รวมทั้งส่งเสริมการค้า การเกษตร และการท่องเที่ยว ผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม 

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เราจะจะต้องเสริมสร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลก ด้วยความสร้างสรรค์ เร่งผลักดันประเทศไทยให้เข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 และส่งเสริมความมั่นคงชายแดน ชีวิตทรัพย์สินของประชาชน 

    ด้านสังคม รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับด้านการศึกษาสุขภาพ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวชุมชนให้เข้มแข็ง ผ่านนโยบายสูงวัย พลัส และการศึกษาเท่าเทียม พลัส

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบป้องกันการเตรียมความพร้อมและภัยพิบัติที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593  ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว 

    และด้านสุดท้าย คือ การบริหารภาครัฐการปฏิรูปกฎหมาย มุ่งให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นราชการทันใจ ไม่ใช่ทำใจ รวมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่าน Ai พลัส และไทยแลนด์ พลัส

    โดยวงเงิน 3.788 ล้านบาท ปี 70 เพิ่มจากปีที่แล้ว 7,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2 % ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ เราต้องคำนึงถึงหลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณฐานศูนย์ จะไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่จะเน้นในเรื่องความจำเป็นความเหมาะสมของสถานการณ์ความเร่งด่วน และปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด 

    การขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20 % ของงบประมาณปีที่แล้ว ที่เพิ่มขึ้นส่วนมากจะต้องเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อการการแก้ไขวิกฤตในขณะของประเทศของเรา เป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน ให้ทุกหน่วยปรับลดคำขอ ตั้งงบประมาณการศึกษาดูงาน และการรับรู้การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยเน้นเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็นต้องก่อสร้างก็ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบ ภาครัฐและเอกชน และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมขอให้เร่งซ่อมเส้นทางเดิมมากกว่าขยายเส้นทางใหม่

    ขณะที่ด้านพลังงาน ขอหันไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ใช้การเช่าซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ และเปลี่ยนไปใช่รถยนต์อีวี เพื่อการประหยัด และลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันโลก กรณีลงสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ให้มีการเจรจาพิจารณาปรับแก้สัญญาเช่ารถราชการเปลี่ยนเป็นรถยนต์อีวี โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุนและภารกิจของหน่วยงานและความเป็น ไปได้ พร้อมขอให้หน่วยงานพิจารณาใช้โซลาร์รูฟท็อปให้มากขึ้น

    พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลยึด 3 หลัก คือ การพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินบนหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน ขอให้ร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญนี้ให้ลุล่วง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ในเรื่องของการดูแลอธิปไตยของประเทศ จะต้องให้ความสำคัญกับยุทโธปกรณ์ ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับเรามารุกรานประเทศของเราได้  การเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ ขอให้วางแผนให้ดี หากมีเรื่องจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าเรามีศักยภาพ มีแสงยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยและประเทศไทย ต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในเรื่องการปกป้องดินแดนของเรา

    นายอนุทิน ยังย้ำว่าการลงนามบันทึกความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ในวันนี้ ขอให้ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล เพื่อส่งมอบประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นหลัง ถึงเวลาสร้างบ้านแปลงเมือง หมดเวลาการคดโกง ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปยังมั่นคงและยั่งยืน

    ต่อมาเวลา 11.06 น.นายกฯ เดินทางมาท่า อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง โดยผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% เป็น 75 % ใช่หรือไม่  โดยนายกฯหยุดยืนฟัง และพยักหน้ารับ ก่อนเดินเข้าห้องรับรองภายในบน.6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42096&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pc0BEhSQO_nCr4w0S-Dfz

  • นักวิเคราะห์ชี้กลุ่มพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิสลามเขี่ยกลุ่มสายกลางควบคุมอิหร่านแบบเบ็ดเสร็จ

    นักวิเคราะห์ชี้กลุ่มพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิสลามเขี่ยกลุ่มสายกลางควบคุมอิหร่านแบบเบ็ดเสร็จ

    นักวิเคราะห์มองว่า ผู้นำกลุ่มหัวรุนแรงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้เข้าควบคุมกองทัพและทีมเจรจาของอิหร่านอย่างมีประสิทธิภาพแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    สถาบันวิจัยเพื่อการศึกษาด้านสงคราม (ISW) ในกรุงวอชิงตันระบุว่า พลตรี อาหมัด วาฮิดี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และสมาชิกคนสนิทของเขา ได้เข้าควบคุมสาธารณรัฐอิสลามอย่างเป็นรูปธรรม ดังที่เห็นได้จากการโจมตีเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการที่อิหร่านปฏิเสธเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

    การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันไปสู่ท่าทีที่แข็งกร้าวนี้ยังแสดงให้เห็นว่า สมาชิกที่มีท่าทีสายกลางในคณะผู้นำของอิหร่าน รวมถึง อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ถูกลดบทบาทลง

    ตอนแรก อาราคชีตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสุดสัปดาห์ หลังจากบรรลุข้อตกลงกับฝ่ายบริหารของทรัมป์ แต่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเรียกร้องให้ปิดช่องแคบต่อไปเนื่องจากการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

    มีรายงานว่า วาฮิดีได้รับการสนับสนุนจาก โมฮัมหมัด บาเกอร์ โซลกาเดอร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านและอดีตทหารผ่านศึกของ IRGC ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างอำนาจของวาฮิดีในอิหร่านให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    เรือจู่โจมเร็วของ IRGC ยังคงเป็นกำลังทางทะเลหลักของอิหร่านในเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้ หลังจากที่การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลจมเรือรบของเตหะรานไปมากกว่า 150 ลำในช่วงสงคราม

    อิหร่านโจมตีเรืออย่างน้อย 3 ลำที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่า จุดขนส่งน้ำมันที่สำคัญนี้ยังคงปิดอยู่ เนื่องจากเรือหลายร้อยลำยังคงติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย

    พันธมิตรของวาฮิดีและโซลกาเดอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปิดล้อมทางทหารเท่านั้น โดยผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ชักชวนพันธมิตรของเขาเข้าร่วมคณะผู้แทนอิหร่านเมื่อต้นเดือนนี้

    โซลกาเดอร์ถูกส่งไปโดยเฉพาะเพื่อให้แน่ใจว่าคณะผู้แทนปฏิบัติตามคำสั่งของ IRGC และของ มุจตาบา คาเมเนอี  ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากบิดาตามการผลักดันของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม

    ISW ระบุถึงการเจรจาสันติภาพครั้งแรกว่า “โซลกาเดอร์ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังผู้นำระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งเกือบจะแน่นอนว่ารวมถึงวาฮิดีด้วยว่า อาราคชีกระทำการเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตัวเองในระหว่างการเจรจา โดยแสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นเกี่ยวกับการสนับสนุนของอิหร่านต่อกลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance)”

    “ความโกรธของโซลกาเดอร์ทำให้ผู้นำระดับสูงในอิหร่าน รวมถึงอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของ IRGC และสมาชิกคนสนิทของมุจตาบามานานอย่าง ฮอสเซน ทาเอ็บ เรียกคณะเจรจากลับอิหร่าน” ISW ระบุ

    ภาพที่กระทรวงกลาโหมอิหร่านเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2011 แสดงให้เห็นวาฮิดีกำลังชมการผลิตขีปนาวุธ Qiam จำนวนมาก ซึ่งได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นภายในประเทศทั้งหมด และส่งมอบให้กับ IRGC (Photo by VAHID REZA ALAEI / AFP)

    ภาพที่กระทรวงกลาโหมอิหร่านเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2011 แสดงให้เห็นวาฮิดีกำลังชมการผลิตขีปนาวุธ Qiam จำนวนมาก ซึ่งได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นภายในประเทศทั้งหมด และส่งมอบให้กับ IRGC (Photo by VAHID REZA ALAEI / AFP)

    พันธมิตรของวาฮิดีทำให้เขากลายเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในอิหร่าน นอกเหนือจากคาเมเนอี ซึ่งยังไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศครั้งแรกของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งคร่าชีวิตบิดาของเขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ

    นี่ทำให้วาฮิดีและ IRGC อยู่เหนืออาราคชีและ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานสภาอิหร่าน ที่แม้ว่าจะมีท่าทีต้อต้านสหรัฐฯ แต่ก็ถูกมองว่าเป็นกลุ่มสายกลาง

    ISW ตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ดังกล่าวบั่นทอนการเจรจาของอาราคชีและกาลิบาฟกับสหรัฐฯ เนื่องจากทั้งสองขาด “อำนาจต่อรองหรืออำนาจบริหารอย่างเป็นทางการในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจ”

    นอกจากนี้ ยังบั่นทอนคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับระบอบการปกครองที่ปฏิรูปแล้ว หลังจากสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านหลายสิบคนในช่วงสงคราม

    และเนื่องจากยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนสำหรับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่า การหยุดยิงที่เปราะบางนี้ จะได้รับการขยายออกไปเกินกำหนดเส้นตายหรือไม่

    Photo by – / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/islamic-guard-takes-full-control-of-iran-sidelines-moderates&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bltRZ-FyMu8BR5kUr3yay